สวัสดีค่ะ  บันทึกนี้  เป็นการรวบรวมแหล่งเรียนรู้  เรื่องการเขียนเชิงวิชาการเพื่อสร้างความสะดวกให้กับนักเรียนได้เตรียมความพร้อมและทบทวนความรู้นอกห้องเรียน

 

การเขียนสื่อสารในรูปแบบต่าง ๆ

     ๑. การเขียนประกาศ

  

การเขียนประกาศ

             ประกาศ  คือข้อความที่เผยแพร่ให้บุคคลทั่วไปทราบทั่วไป  เพื่อปฏิบัติการอย่างใดอย่างหนึ่งลักษณะของประกาศ   คือเป็นข้อความที่ไม่เพียงแต่แจ้งบุคคลทั่วไป   แต่ยังกำหนดข้อที่ต้องปฏิบัติด้วย

ประกาศแบ่งเป็น  ๒  ประเภท   คือ  ประกาศทั่วไปและประกาศตามแบบราชการ

๑. ประกาศทั่วไป   คือประกาศที่ไม่ใช่รูปแบบตามแบบราชการ   เขียนขึ้นเพื่อแจ้งข่าวสาร  ให้ผู้อื่นทราบ  เช่น  ประกาศของหาย  ประกาศพบของหาย  ประกาศรับสมัครงาน  ประกาศขายสินค้า  ประกาศขอขมา

ประกาศต่างๆ ที่ต้องการแจ้งให้ทราบ   นอกเหนือจากนี้ซึ่งมีรูปแบบไม่ตายตัว

๒. ประกาศตามแบบราชการ   คือประกาศที่เขียนขึ้นตามแบบที่ราชการกำหนดประกอบด้วย

๑. หน่วยงานที่ประกาศ                           ๒. เรื่องที่ประกาศ

๓. ข้อความที่ต้องการให้ทราบ                 ๔. วัน  เดือน  ปี  ที่ประกาศ

๕. ชื่อผู้ประกาศ                                    ๖. ตำแหน่งผู้ประกาศ

 

หลักการเขียนประกาศทั่วไป

๑. บอกความต้องการให้ชัดเจน

๒. ให้รายละเอียดประกอบตามที่จำเป็น

๓. ใช้ประโยคสั้นๆ เขียนให้ใจความกระชับ

๔. ส่งสารให้ให้ผู้รับสารตัดสินใจได้ว่าสมควรติดตามหรือไม่

 

หลักการเขียนประกาศตามแบบราชการ

๑. ใจความมีขั้นตอน    คือ

๑.๑ เริ่มเขียนใจความที่เป็นเหตุก่อน   คือเหตุที่ประกาศหรือแจ้งให้ทราบ    ถ้าข้อความนั้นต้องเท้าความหรืออ้างอิงถึงตัวบทกฎหมาย   ข้อบังคับ   ระเบียบคำสั่ง   ความเดิมต้องระบุให้ชัดเจน   เพื่อสะดวกแก่ฝ่ายผู้รับ   จะค้นหามาตรวจสอบได้

๑.๒ ขั้นต่อไปเขียนวัตถุประสงค์และข้อตกลง   ถ้ามีหลายข้อให้แยกเป็นข้อๆ เพื่อชัดเจนและเข้าใจได้ง่าย

๒. สำนวนภาษา

๒.๑ การเลือกใช้คำ  ใช้คำระดับภาษาแบบแผน

๒.๒ ลักษณะประโยค  ควรใช้ประโยคสั้น  ใช้สำนวนโวหารแบบอธิบายอย่างสมเหตุผล ไม่เขียนข้อความขัดแย้งกันเอง

๒.๓ แบบประกาศตามแบบราชการ   มีกำหนดไว้ชัดแจ้ง   ฉะนั้นจึงต้องเขียนตามแบบเสมอ

 

หมายเหตุ  ประกาศตามแบบราชการ  จะเน้นเผยแพร่ความประสงค์ของเจ้าของประกาศต่อสาธารณชน   เช่น   เพื่อสั่งการ,  เพื่อเชิญชวน,  เพื่อเตือน,  เพื่อห้าม,  เพื่อคัดค้าน,  เพื่อส่งเสริม,  เพื่อนัดหมาย  ฯลฯ

 

ตัวอย่างประกาศ

รับสมัครด่วน

พนักงานขายฝีมือดี

            บริษัท  อเมริกาขายเคมีภัณฑ์   ตั้งสาขาในประเทศไทยมากว่า  ๒๐  ปี   ต้องการตัวแทนขายระดับหัวหน้า   เขตกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด

            คุณสมบัติ          ๑. อายุ  ๓๒  ปีขึ้นไป

                                    ๒. จบปริญญาตรี   พาณิชย์  หรือ  มัธยมศึกษาตอนปลาย

                                    ๓. มีรถยนต์เป็นพาหนะ

            รายได้  ๕๐,๐๐๐  บาทต่อเดือน   พร้อมเงินเดือนประจำ  น้ำมันรถ  รางวัลพิเศษ  โบนัสอีกกว่าหมื่นบาท   ถ้าท่านสนใจงานขาย  ขยันทำงานและมีวินัย  โปรดส่งประวัติพร้อมรูปถ่ายมาที่

บริษัท  เอ็น  ซี  เอช  (ประเทศไทย)  จำกัด ๕๘๒/๑๒-๑๓  ถนนสุขุมวิท   เขตพระโขนง  กรุงเทพฯ   ๑๐๑๑๐

ที่มา :http://www.jd.in.th/e_learning/th41102/prakad/htm/prakad.htm

 

     ๒. การเขียนจดหมายกิจธุระ

 

การเขียนจดหมายกิจธุระ

จดหมายกิจธุระ  หมายถึงจดหมายที่ใช้ติดต่อกันเพื่อกิจธุระบางประการที่นอกเหนือจากเรื่องส่วนตัว   การติดต่อเพื่อกิจธุระนั้นอาจจะกระทำกันระหว่างเอกชนหรือเอกชนกับหน่วยงานทางราชการก็ได้  เช่น จดหมายสมัครงาน   จดหมายขอความช่วยเหลือ  จดหมายสอบถามเรื่องต่างๆ   จดหมายสั่งซื้อสินค้า เป็นต้น

หลักการเขียนจดหมายกิจธุระ

๑. ต้องสร้างความประทับใจแก่ผู้รับ  โดยคำนึงถึงจิตใจและความรู้สึกของผู้รับเสมอ  ผู้เขียนควรพิถีพิถันในเรื่องการใช้กระดาษ ความสะอาด  ตลอดจนความเป็นระเบียบเรียบร้อยของจดหมาย

๒. ต้องมีใจความสมบูรณ์  สามารถสื่อสารความหมายตรงกันระหว่างผู้เขียนกับผู้รับ

๓. การใช้ภาษาต้องกระทัดรัด ชัดเจน ตรงจุดมุ่งหมายไม่อ้อมค้อม เหมาะสมแก่กาลเทศะและบุคคล

๔. มีความแนบเนียนในการใช้ภาษา   โดยคำนึงถึงจิตวิทยาของผู้รับเป็นสำคัญ

จดหมายสมัครงาน

วิธีเขียนจดหมายสมัครงานให้ได้ผลนั้น  ควรปฏิบัติดังนี้ 

๑. ความประณีตของตัวจดหมาย

๑.๑ กระดาษและซองอย่างดี

๑.๒ ควรพิมพ์ดีด   ยกเว้นผู้จ้างระบุให้เขียนด้วยลายมือของผู้สมัคร

๑.๓ เขียนสะกด  การันต์และวรรคตอนให้ถูกต้อง

๒.ชี้แจงคุณสมบัติของผู้สมัคร

๒.๑ ชื่อ  สกุล  อายุ  สัญชาติ   เชื้อชาติ

๒.๒ ประวัติการศึกษา

๒.๓ ประสบการณ์ในการทำงาน  และความสามารถพิเศษ

๒.๔ ผู้รับรองที่เชื่อถือได้

๒.๔ ที่อยู่ปัจจุบันที่จะติดต่อได้ง่ายที่สุด

 

ตัวอย่างจดหมายสมัครงาน

                                                                                                          ๖/๑๓   ถนนวิภาวดีรังสิต

                                                                                                           เขตดอนเมือง  กรุงเทพฯ ๑๐๑๒๐                       

                                                                                   ๒๕  สิงหาคม  ๒๕๔๖

 

เรียน  ผู้จัดการบริษัทธนาสิน     ที่นับถือ

               กระผมได้อ่านโฆษณาในหนังสือพิมพ์มติชน   ฉบับวันที่  ๒๕  สิงหาคม  ๒๕๔๖  บริษัทธนาสิน   ประกาศรับสมัครพนักงานธุรการหลายตำแหน่ง  กระผมจึงขอสมัครทำงานในตำแหน่งพนักงานธุรการ

กระผม  นายวันชาติ   เครือสาร   อายุ ๒๓ ปี  เป็นโสด   การศึกษา จบ  ป.ว.ส.   จากวิทยาลัยพณิชยการพระนคร   มีความรู้ภาษาอังกฤษและคอมพิวเตอร์เป็นอย่างดี  เคยฝึกงานที่บริษัทโบทรัม เป็นเวลา ๓ เดือน  กระผมคิดว่า บริษัทของท่านคงจะเปิดโอกาสให้กระผมได้แสดงความสามารถและรับผิดชอบงานในตำแหน่งพนักงานธุรการ    กระผมพร้อมที่จะอุทิศเวลาและความสามารถต่างๆ ที่มีอยู่ให้แก่บริษัทของท่านอย่างเต็มที่และพร้อมที่จะปฏิบัติงานได้ทันทีตามที่ท่านต้องการ

               กระผมหวังเป็นอย่างมากว่า  คงจะได้ความกรุณาจากท่านด้วยดี    ขอขอบพระคุณอย่างสูงมา ณ โอกาสนี้

                                                                                   ขอแสดงความนับถือ

 

                                                                                 (นายวันชาติ   เครือสาร)

 

 

ที่มา :http://www.jd.in.th/e_learning/th41102/pan04/htm/text_pan04.htm

 

 

     ๓. การเขียนเรียงความ

 

               องค์ประกอบของเรียงความ

                เรียงความมีองค์ประกอบ 3 ส่วนด้วยกัน คือ

                ๑. คำนำ (การเปิดเรื่อง)

                ๒. เนื้อเรื่อง หรือเนื้อความ

                ๓. บทลงท้าย (การปิดเรื่อง หรือ บทสรุป)

 

                                ขั้นตอนการเขียนเรียงความ

                ๑. กำหนดความมุ่งหมาย ของเรียงความเรื่องนั้น

                ๒. เลือกแบบการเขียน หรือโวหารการเขียนให้สอดคล้องกับ ความมุ่งหมายสำคัญ

                ๓. หารายละเอียดประกอบ และขยายความประเด็นต่างๆ ของโครงเรื่อง

                ๔. กำหนดภาคคำนำ ภาคเนื้อเรื่อง และภาคสรุป

 

                                ภาคคำนำควร มีลักษณะดังต่อไปนี้

                ๑. ทำให้ผู้อ่านสนใจ

                ๒. แนะหรือบอกความมุ่งหมายหรือแนวของเรื่อง

                ๓. ไม่ตั้งต้นไกลเกินไป และมีแนวนำเข้าสู่เรื่อง

                ๔ .ไม่ยาวเกินไป

 

                                ภาคเนื้อเรื่อง เป็นภาคสำคัญประกอบด้วย

                ๑. ข้อมูลในโครงเรื่อง ซึ่งเรียงตามลำดับเวลา ตามพื้นที่ ตามเหตุผล หรือตามความสำคัญ

                ๒. ประกอบด้วยย่อหน้าแต่ละย่อหน้า ที่สื่อความคิดอย่างมีประสิทธิผล เหมาะสมตามความสำคัญของเนื้อเรื่อง

                ๓. มีความสัมพันธ์ระหว่างแต่ละประโยค แต่ละย่อหน้า

                ๔. มีรายละเอียดที่ชัดเจน ขยายความ ประกอบความ และสนับสนุนข้อมูลสำคัญให้ชัดเจนเหมาะสมสอดคล้องกัน

 

                                ภาคจบหรือภาคสรุป การจบมักใช้ 2 วิธี คือ

 

                ๑. จบด้วย การย่อ คือนำเอาใจความสำคัญ ที่เป็นสาระอย่างแท้จริงมากล่าว
ในตอนท้าย ให้ผู้อ่านประทับใจเป็นการทบทวนอีกครั้ง

                ๒. จบด้วยการสรุปให้ตรงความมุ่งหมายสำคัญของเรื่อง ใช้วิธี สรุปความ เป็นประโยคบอกเล่า หรือประโยคคำถาม เป็นภาษิต หรือเป็นคำประพันธ์ที่สอดคล้องกับเนื้อเรื่องก็ได้ภาคจบนี้ควรแยกเป็นย่อหน้าหนึ่ง และต้องสรุปความหมายสำคัญเอาไว้ในหน้านี้



                ๒.ประโยชน์การเขียนเรียงความ  

                                ๑. ฝึกกระบวนการคิดอย่างเป็นระบบ

                                ๒.เกิดจินตนาการและมีความคิดสร้างสรรค์

                                ๓.นำไปพัฒนางานเขียนชนิดต่างๆได้ ฯลฯ

 

ที่มา http://gotoknow.org/file/classroom

 

เรียนรู้เรื่องการเขียนเรียงความ จากแบบเรียนโปรแกรม

 

คำนำ

คำแนะนำในการเรียน

แผนภูมิลำดับขั้นการเรียน

แบบทดสอบก่อนเรียน

ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง

ตอนที่๑ ความหมายของเรียงความ

แบบทดสอบ องค์ประกอบของเรียงความ

ตอนที่๒ องค์ประกอบของเรียงความ

ตอนที่๓ ขั้นตอนการเขียนเรียงความ

คำถาม เรื่องลักษณะของเรียงความที่ดี

ตอนที่๔ ลักษณะของเรียงความที่ดี

แบบทดสอบหลังเรียน

บรรณานุกรม

   

ที่มา http://www.cruroj.com/elearning/write/wtest3.html

 ตัวอย่างเรียงความระดับมัธยมศึกษาที่ได้รับรางวัล

  • รางวัลดีเด่นระดับมัธยมศึกษา -       ดูเรียงความ 4-1 - ดูเรียงความ 4-2
  • รางวัลรองดีเด่นระดับมัธยมศึกษา - ดูเรียงความ 5
  • รางวัลขวัญใจเรียงความระดับมัธยมศึกษา -
  • ดูเรียงความ 6-1 - ดูเรียงความ 6-2 - ดูเรียงความ 6-3 - ดูเรียงความ 6-4 - ดูเรียงความ 6-5
  • ตัวอย่างเรียงความ
  • ตัวอย่างเรียงความชนะเลิศระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

     

    คุณย่าคงภูมิใจที่ได้รับการเวนคืน


    รางวัลชนะเลิศระดับมัธยมศึกษา
    นางสาวศศิกานต์ มนตรี ม. 6/1
    โรงเรียนร้อยเอ็ดวิทยาลัย
    .
                 ในวันหยุดหรือเมื่อมีเวลาว่างพ่อมักจะพาฉันและน้องไปเยี่ยม คุณย่าที่บ้านต่างอำเภอเสมอๆ วันนี้ขณะที่ฉันกำลังเรียนวิชาสุดท้ายของภาคบ่ายอยู่ พ่อโทรศัพท์มาบอกว่าพ่อกับแม่จะไปธุระด่วนที่บ้านคุณย่า เลิกเรียนให้ฉันและน้องรีบกลับบ้าน พ่อบอกว่าที่นาบางส่วนของคุณย่าจะถูกหลวงเวนคืน เพื่อทำถนนวงแหวนรอบนอก พ่อต้องไปประชุมกับกรรมการหมู่บ้านเรื่องเงินทดแทน
    .
                ประมาณสามทุ่มของวันนั้นพ่อกับแม่ก็กลับมาถึงบ้าน หลังจากพ่อกับแม่ทำธุระส่วนตัวเสร็จ ฉันถามพ่อว่า ทำไมที่นาของคุณย่าจึงถูกเวนคืน เวนคืนคืออะไร แล้วย่าได้เงินทดแทนด้วยหรือ ถ้าได้จะได้เท่าไหร่


    .
                พ่อบอกว่า การเวนคืน เป็นการเรียกที่ดินที่ชาวบ้านเป็นเจ้าของคืนกลับมาเป็นของรัฐบาล เพื่อที่รัฐบาลจะได้ใช้ที่ดินเพื่อการพัฒนาประเทศ ฉันถามพ่อว่า การพัฒนาประเทศคือการสร้างถนนหรือ พ่อบอกว่า การสร้างถนนเป็นวิธีหนึ่งที่จะช่วยให้เกิดความเจริญ ทำให้การเดินทางติดต่อกันสะดวกและรวดเร็ว การที่รัฐบาลจะเวนคืนที่ดินใดๆ จะต้องมีเงื่อนไขว่า จะเวนคืนเพื่อการอันเป็นสาธารณูปโภค หรือการอันจำเป็นในการป้องกันประเทศ หรือการได้มาซึ่งทรัพยากรธรรมชาติ หรือเพื่อการผังเมือง หรือเพื่อการพัฒนาการเกษตร หรือการอุตสาหกรรม หรือเพื่อการปฏิรูปที่ดิน


    .
                แม่ช่วยอธิบายอีกว่า ในการเวนคืน รัฐบาลไม่ได้ยึดเอาที่ดินกลับไปเฉยๆ แต่รัฐบาลจะมีเงินส่วนหนึ่งมาให้เจ้าของที่ดินที่ถูกเวนคืน เงินที่ให้นี้เราเรียก เงินทดแทน ฉันถามแม่ว่าแต่ละคนจะได้เงินทดแทนเท่ากันหมดเลยใช่ไหม พ่อบอกว่าไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับประเภท ปริมาณ และคุณภาพของทรัพย์สินที่ถูกเวนคืน ซึ่งการจ่ายเงินทดแทนจะจ่ายตามราคาทรัพย์สินที่ได้จากการประเมินค่าทรัพย์สิน ฉันบอกพ่อว่าถ้าอย่างนั้นการเวนคืนก็คือการที่รัฐบาลมาขอซื้อที่จากชาวบ้านนั่นเอง

    .
                 แม่อธิบายเพิ่มเติมว่าก็คล้ายๆ กัน เพียงแต่ว่าการเวนคืนนี้แม้เราจะไม่อยากขายเราก็ต้องขายเพราะรัฐบาลมีอำนาจตามกฎหมายอย่างเพียงพอที่จะบังคับเอาอสังหาริมทรัพย์จากเจ้าของเดิมเพื่อนำที่ดินนั้นไปสำหรับการพัฒนาดังกล่าวมาแล้ว พ่อบอกด้วยว่าในการประเมินค่าทรัพย์สินนั้น รัฐบาลก็มีวิธีในการคิดมูลค่าของทรัพย์สินอย่างมีหลักการ และมีคณะบุคคลที่มีความรู้มีประสบการณ์มาร่วมพิจารณาโดยพยายามให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย


    .
                  วิธีประเมินที่ใช้กันโดยทั่วๆ ไปก็มีหลายวิธี เช่น วิธีวิเคราะห์มูลค่าจากต้นทุน วิธีเปรียบเทียบราคาจากท้องตลาด วิธีแปลงรายได้เป็นมูลค่า เป็นต้น ซึ่งพ่อบอกว่าวิธีในการประเมินแต่ละวิธีมีหลักในการคิดค่อนข้างจะละเอียดและซับซ้อน ไว้วันหลังพ่อจะหยิบหนังสือเรื่องนี้จากที่ทำงานมาให้ฉันศึกษา และวิธีแต่ละวิธีก็จะเหมาะกับลักษณะของทรัพย์สินที่จะเวนคืนไม่เหมือนกัน


    .
                  หลายๆ ครั้งรัฐบาลต้องใช้ วิธีหลายๆ อย่าง เพื่อให้เจ้าของที่ดินได้รับความเป็นธรรมให้มากที่สุด และหากคิดประเมินค่าทรัพย์สินออกมาเป็นตัวเงินแล้วหากเจ้าของยังไม่พอใจก็อาจขอรับเงินไปก่อน แล้วไปยื่นอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม แต่ต้องยื่นภายใน 60 วัน นับจากวันที่ได้รับหนังสือแจ้งให้ไปรับเงินค่าทดแทน โดยสามารถที่จะยื่นเป็นหนังสือด้วยตนเองหรือส่งทางไปรษณีย์ตอบรับก็ได้


    .
                 ฉันถามพ่อว่าแล้วบ้านของคุณอาที่อยู่ถัดจากที่นาคุณย่าไปก็ถูกเวนคืนด้วยหรือ แล้วเขาคิดเงินค่าทดแทนให้คุณอานั้นอย่างไร พ่อว่าหากเป็นที่อยู่อาศัยรัฐบาลก็จะคิดเงินค่าทดแทนที่แตกต่างไปจากที่นาหรือที่สวน เช่นหากเป็นที่อยู่อาศัยเขาก็จะคำนึงถึงทำเลที่ตั้ง ดูบ้านว่าเป็นบ้านประเภทไหนบ้านเดี่ยวหรือทาวน์เฮ้าส์ ที่ดินมีขนาดเท่าไหร่ กี่ตารางวา ตัวบ้านมีขนาดเท่าไหร่ บ้านมีวัสดุอะไรไม่ว่าจะเป็น พื้น ผนัง ฝ้าเพดาน แล้วคุณภาพวัสดุที่ใช้เป็นอย่างไร อายุการใช้งาน สภาพการใช้งาน การดูแลรักษา เหล่านี้ เขาจะนำมาคิดคำนวณให้เราหมด อย่างที่สวนก็คิดแม้แต่ราคาต้นไม้ที่ต้องถูกตัด ถูกโค่น หากมีบ่อปลาอยู่ในที่นาที่สวน เขาก็คิดก็ประเมินค่าเป็นเงินทดแทนให้กับเจ้าของอสังหาริมทรัพย์นั้นๆ อย่างครบถ้วน


    .
                 คำอธิบายของพ่อช่วยให้ฉันเริ่มมองเห็นกระบวนการในการประเมินราคาของทรัพย์สินที่จะเวนคืนอย่างเป็นรูปเป็นร่างขึ้น แม่ช่วยอธิบายเพิ่มเติมว่า การจ่ายค่าทดแทนจะจ่ายให้แก่เจ้าของที่ดิน เจ้าของ สิ่งปลูกสร้าง เจ้าของไม้ยืนต้น หรือผู้เช่า รวมถึงผู้ที่เสียสิทธิ์ในการใช้ที่ดินเพื่อวางท่อน้ำ ท่อระบายน้ำ สายไฟฟ้า หรือสิ่งอื่นซึ่งคล้ายกัน ที่ผ่านที่ดิน ที่ต้องถูกเวนคืนนั้นกอปรกับระยะเวลาในการเวนคืนก็มีหลักเกณฑ์ มีขั้นตอนที่ชัดเจน และเปิดโอกาสให้เจ้าของที่ได้มีเวลาพิจารณาและฟ้องคดีได้หากคิดว่าตนยังไม่ได้รับความเป็นธรรมในเรื่องของเงินทดแทน


    .
                 ประมาณห้าทุ่มฉันก็แยกเข้าไปพักผ่อน ฉันนอนคิดถึงคุณย่า คุณ-ย่าคงจะภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความเจริญให้ท้องถิ่น แม้คุณย่าจะเสียที่ดินไปเพื่อการเวนคืนแต่ก็ไม่ได้เสียไปเปล่าๆ เพราะรัฐบาลจ่ายเป็นเงินให้เจ้าของที่แล้ว จริงอยู่แม้มันจะเทียบกับความรู้สึกที่ต้องสูญเสียที่ดินไปไม่ได้ แต่ฉันเชื่อว่าย่าของฉันจะมองเห็นอีกด้านหนึ่งที่กำลังผุดขึ้นมาแทน นั่นคือความเจริญของท้องถิ่นอันจะนำมาซึ่งความมีอยู่มีกิน การมีโอกาสของคนในท้องถิ่นไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ การศึกษา การสาธารณูปโภค สิ่งนี้มิใช่หรือคือการพัฒนาที่ยั่งยืน


    .
                 ขณะนี้ฉันภาคถูมิใจในตัวคุณย่า ท่านยิ่งใหญ่เหลือเกินในใจฉัน สมแล้วกับที่บรรพบุรุษไทยของเราได้สละชีวิตเพื่อรักษาผืนดินให้พวกเรา แล้วเมื่อถึงคราวจำเป็นลูกหลานไทยก็มอบที่ดินนั้นสำหรับการพัฒนาและสร้างความเจริญให้เกิดขึ้นแก่ชาติสืบต่อไป

    ที่มา :http://www.eppo.go.th/encon/contest/index.html

     

     

     

    การประเมินคุณค่างานเขียนด้านการใช้ถ้อยคำสำนวน  โวหารและกลวิธีในการเขียน

         ๑. การเขียนรายงานเชิงวิชาการ

     

    รายงานเชิงวิชาการ เป็นรายงานที่ได้จากการศึกษา ค้นคว้าวิจัย ซึ่งมีระเบียบวิธีการที่เป็นระบบ และมีลักษณะเป็นวิทยาศาสตร์ เนื้อหาของรายงานมุ่งเสนอแต่ผลที่ได้จากการศึกษา ค้นคว้า ไม่มีการต่อเติม เสริมแต่งความรู้สึกนึกคิดของผู้รายงานรวมเข้าไปด้วยแต่อย่างใด  รายงานประกอบด้วย 3 ส่วนสำคัญ


    1. ส่วนนำ (Preliminary Materials) เป็นส่วนประกอบที่เกี่ยวข้องกับการนำเสนอรายงานเชิงวิชาการนั้น


    2. ส่วนเนื้อเรื่อง (Body of Report) เป็นส่วนที่จะกล่าวถึงเนื้อเรื่องของรายงานเชิงวิชาการนั้นทั้งหมด


    3. ส่วนอ้างอิง (Reference Materials) เป็นส่วนประกอบเพิ่มเติมให้รายงานเชิงวิชาการนั้นครบถ้วนสมบูรณ์ยิ่งขึ้น



    ขั้นตอนการเขียนรายงาน

     
            ผู้เขียนรายงานวิชาการ   ควรเริ่มการดำเนินการ    อย่างเป็นขั้นตอน ตามลำดับเพื่อสะดวกในการเขียน ได้แก่           กำหนดหัวข้อเรื่อง    กำหนดขอบเขตและทำความเข้าใจกับหัวข้อเรื่อง วางโครงเรื่อง รวบรวมข้อมูลจากเอกสาร/แหล่งสารสนเทศต่างๆ รวบรวมข้อมูลภาคสนาม เขียนฉบับร่าง แก้ไขและขัดเกลา ส่งให้เพื่อน และผู้รู้อ่าน เพื่อวิจารณ์ และขั้นสุดท้าย คือ เขียนฉบับสมบูรณ์



    หลักการเขียนรายงาน
    1. การจัดรูปแบบ หมายถึง ถูกต้องตามหลักวิชาการ ตามมหาวิทยาลัย/สถาบันได้กำหนด โดยมีหัวข้อใหญ่ หัวข้อรอง หัวข้อย่อย โดยจัดวางสอดคล้องกันทั้งเล่ม เช่น กำหนดเลข-ตัวอักษรกำกับหัวข้อในรูปแบบเดียวกันทั้งเล่ม



    หัวข้อใหญ่ (ตัวอักษรหนาดำ 16 Point)
    1. หัวข้อรอง (ตัวอักษรหนาดำ 16 Point)
    1.1 หัวข้อย่อย
    1.1.1 หัวข้อย่อย
    1.1.1.1 หัวข้อย่อย
    ก.
    ข.
    1)
    2)
    3)

     



    2. ความเป็นเอกภาพของเนื้อหา หมายถึง การเรียบเรียงเนื้อหาในรายงานตั้งแต่ต้นจนจบจะต้องดำเนินไปอย่างสอดคล้องเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันตลอด ไม่ว่าจะแบ่งเป็นบท หรือเป็นหัวข้อ แต่ละบท แต่ละหัวข้อจะต้องสอดคล้องต่อเนื่องกันกับบทหรือหัวข้ออื่นๆ ต่อๆ กันไป ไม่ควรนำเพียงแต่ข้อมูล เนื้อหาต่างๆ มาปะติดปะต่อกัน


    3. ความแจ่มแจ้งชัดเจน หมายถึง ข้อความทุกประโยค ทุกหัวข้อ ทุกตอนจะต้องแจ่มแจ้ง และอ่านได้ใจความชัดเจน เขียนด้วยประโยคสมบูรณ์ สั้นกระทัดรัด ได้ใจความ และการใช้ภาษาในการเขียนรายงาน มีความถูกต้อง ได้สาระสมบูรณ์ ชัดเจน กะทัดรัด ลำดับความดี แต่ละวรรคตอนเป็นเอกภาพ ความแต่ละวรรคตอน เชื่อมโยงกลมกลืนสัมพันธ์กันดี คงเส้นคงวา ตรงประเด็นตรงจุด ถ้อยคำมีเหตุผลน่าเชื่อถือได้ สุภาพ และลื่นไหล ไม่สะดุด-ติดขัด


    4. ความถูกต้อง หมายถึง เนื้อหา ภาษาที่ใช้จะต้องถูกต้องตามหลักวิชาและมีเหตุมีผล


    5. ตรงประเด็น หมายถึง เรียบเรียงข้อความ เนื้อหาให้ตรงประเด็นที่ต้องการเสนอ ต้องการอะไร ให้นำเสนอไปอย่างนั้น ไม่ต้องเขียนวกวนไปเวียนมา จนหาข้อสรุปไม่ได้ และไม่ควรตั้งหัวข้ออย่างหนึ่ง แล้วเขียนไปอีกอย่างหนึ่ง


    6. ความสำรวม หมายถึง ข้อความทุกข้อความ ทุกประโยค หรือทุกตัวอักษรที่เขียนในรายงานต้องสำรวม ระมัดระวัง พิจารณาไตร่ตรองอย่างละเอียดถี่ถ้วน และรอบคอบแล้วว่า มีความถูกต้อง มีเหตุผลเพียงพอ และไม่ขัดแย้งกัน


    7. การอ้างอิง หมายถึง การอ้างอิงต้องทำอย่างถูกต้องตามสากลนิยม ถูกต้องตามหลักการ ทั้งนี้ให้ยึดเกณฑ์ของมหาวิทยาลัย/สถาบันกำหนด และผู้เขียนรายงาน พึงตระหนักถึงจรรยาบรรณ เมื่อมีการอ้างอิงผลงานของผู้อื่นต้องอ้างอิงถึงเจ้าของผลงานทุกครั้ง


    8. ยึดผู้อ่าน หมายถึง การเขียนรายงานที่ผู้เขียนต้องพยายามอธิบาย บรรยายด้วยภาษาที่ง่าย และให้มีเนื้อหาอย่างเพียงพอที่ผู้อื่นมาอ่านแล้วเขาจะสามารถทำความเข้าใจได้ พึงระลึกว่า “เราเขียนให้ผู้อื่นอ่านมิใช่ให้ตนเองอ่าน”


    9. ทันสมัย หมายถึง เนื้อหาสาระในรายงานมีความทันสมัย ทันกาล มีการปรับเปลี่ยนให้ถูกต้อง เป็นปัจจุบันในเชิงวิชาการ การพัฒนาในศาสตร์สาขานั้นๆ

     



    สรุป
             การเขียนรายงานเชิงวิชาการให้มีคุณภาพได้นั้น ผู้เขียนจำเป็นต้องดำเนินการเป็นขั้นตอนตามลำดับ ศึกษา ค้นคว้าสารสนเทศจากแหล่งที่น่าเชื่อถือได้ เช่น เป็นผลงานของสถาบัน/องค์กรที่เชื่อถือได้ เป็นผลงานของบุคคลที่ได้รับการยอมรับในศาสตร์สาขานั้นๆ ฯลฯ และผู้เขียนรายงานจะต้องหมั่นฝึกฝนทักษะในการอ่าน วิเคราะห์ สังเคราะห์ และทักษะการเขียน และทำการเขียนรายงานโดยยึดหลักการเขียนรายงานที่ถูกต้อง


             นอกจากนี้ การนำเอกสาร หรือสารสนเทศจากแหล่งต่างๆ มาทำการศึกษาจึงควรพิจารณาในเงื่อนไขด้านเวลาด้วย เช่น การอ้างอิงจากหนังสือไม่ควรเกิน 10 ปี จากเว็บไซต์ หรือฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ไม่ควรเกิน 5 ปี และจากรายงานวิจัยไม่ควรเกิน 5 ปี

     

    ที่มา http://opalnida.blogspot.com/2008/07/blog-post_31.html