(4)  ให้นักเรียนตอบคำถามท้ายหน่วยการเรียนรู้หน่วยที่  4  อาหารและโภชนาการ 
บันทึกลงใน  “เพิ่มบันทึกที่  8” 
...คำถามท้ายหน่วยการเรียนรู้หน่วยที่  4...

1.  อาหารและโภชนาการมีความสัมพันธ์กับร่างกายอย่างไร

ตอบ     อาหาร (Foods) คือ สิ่งที่เรารับประทานเข้าไปแล้วให้ประโยชน์กับร่างกาย โดยร่างกายจะเปลี่ยนแปลงอาหารนั้นเป้นวัตถุดิบในการสร้างความเจริญเติบโต สร้างพลังงานแลสารที่จำเป็นต่อการทำงานของร่างกาย
           โภชนาการ (Nutrition) คือ วิทยาศาสตร์แขนงหนึ่งที่ให้ความรู้เกี่ยวกับสารอาหารต่างๆ เมื่อรับประทานเข้าไปแล้วจะเกิดการเปลี่ยนแปลงภายในร่างกายตามลำดับ คือ เริ่มตั้งแต่การย่อยในปาก กระเพาะอาหาร ลำไส้  มีการเผาผลาญและดูดซึมไปยังส่วนต่างๆของร่างกาย

 2.  ภาวะโภชนาการหมายถึงอะไร  จงเปรียบเทียบลักษณะของผู้มีภาวะโภชนาการที่ดีและไม่ดี

 ตอบ     ภาวะโภชนาการ (Nutritional status) หมายถึง ผล สภาพ หรือภาวะของร่างกายที่เกิดจากการบริโภคอาหาร แบ่งเป็น 2 ลักษณะ ดังนี้

ลักษณะของผู้มีภาวะโภชนาการที่ดี 

 

ลักษณะของผู้มีภาวะโภชนาการที่ไม่ดี 

 

1. ร่างกายเติบโตได้สัดส่วน

 

1. เติบโตช้า ไม่สมวัย ผอมหรืออ้วนเกิน

 

2. กล้ามเนื้อแข็งแรง

 

2. กล้ามเนื้อแฟบ ไม่มีกำลัง

 

3. ผิวพรรณเปล่งปลั่ง

 

3. ผิวพรรณซีดเซียว

 

4. เยื่อบุตาและปากสีชมพู

 

4. เยื่อบุตาและปากซีด หรือแดงเกิน

 

5. ตาใสเป็นประกาย พื้นลูกตาเกลี้ยง

 

5. เยื่อบุตาอักเสบ พื้นลูกตามีจุดไม่แจ่มใส

 

6. เส้นผมเรียบเป็นมัน

 

6. ผมแห้ง แตก และขาดง่าย

 

7. สดชื่นกระปรี้กระเปร่า หลับสนิท

 

7. ไม่แจ่มใส มีอาการอ่อนเพลียเสมอ

 

8. มีความอยากกินอาหารดี ย่อยและขับถ่ายเป็นปกติ

 

8. กินยาก ไม่ค่อยอยากรับประทานอาหาร ขับถ่ายไม่ปกติ

 

 3.  อาหารที่เรารับประทานในชีวิตประจำวันประกอบด้วยอะไรบ้าง  และต้องรับประทานอย่างไรจึงจะมีประโยชน์ต่อร่างกาย

ตอบ     อาหารที่เรารับประทานนั้นประกอบด้วยคาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน วิตามิน เกลือแร่ และน้ำ ร่างกายของเราต้องการอาหารเหล่านี้ในปริมาณที่เหมาะสม ดังนั้นการรับประทานอาหารให้มีประโยชน์ต่อร่างกายนั้นต้องรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ และในแต่ละวันควรเลือกเป็นอาหารที่หลากหลาย เพื่อให้ได้สารอาหารที่ครบถ้วน อีกทั้งยังต้องดื่มน้ำมากๆ เพื่อให้ร่างกายรักษาสมดุลได้อย่างดี

   4.  โปรตีนคืออะไร มีความสำคัญต่อร่างกายอย่างไร และเราได้โปรตีนจากแหล่งอาหารใดบ้าง

อบ     โปรตีน (Protein) เป็นสารอาหารหลักของร่างกาย มีความสำคัญมากในการเจริญเติบโต เพราะเป็นส่วนประกอบของเซลล์ที่มีชีวิตทุกเซลล์
            มีหน้าที่ คือ
1. สร้างคามเจริญเติบโต สร้างเซลล์เนื้อเยื่อ และซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ
2. รักษาสมดุลของกรด-ด่างร่างกาย ควบคุมการหมุนเวียนของของเหลวในร่างกาย
3. ช่วยต้านทางโรค
4. ช่วยควบคุมการทำงานของร่างกาย ได้แก่ เอนไซม์ และฮอร์โมน
5. ให้พลังงานและความร้อน
6. ร่างกายต้องการโปรตีนมากขึ้นในสตรีมีครรภ์ หรือให้นมบุตร
            โปรตีนประกอบด้วยธาตุคาร์บอน ไฮโดรเจน ออกซิเจน และไนโตรเจน บางชนิดมีฟอสฟอรัส และธาตุเหล็กด้วย เมื่อรับประทานแล้วจะถูกย่อยเป็นกรดอะมิโน (amino acid) ก่อนจะถูกดูดซึมไปใช้
            เราได้โปรตีนจากสัตว์ เช่น ปลา เนื้อหมูไม่ติดมัน ไข่ นม และโปรตีนจากพืชจำพวกถั่ว เช่น ถั่วเหลือง ถั่วเขียว ถั่วลิสง ถั่วดำ เต้าหู้ น้ำนมถั่วเหลือง งา

5. คาร์โบไฮเดรตคืออะไร มีความสำคัญต่อร่างกายอย่างไร ส่วนใหญ่ได้จากอาหารใดบ้าง

ตอบ     สารอาหารที่ให้พลังงานแก่ร่างกาย เป็นสิ่งที่สำคัญขาดไม่ได้ ประกอบด้วยธาตุคาร์บอน ไฮโดรเจน และออกซิเจน
           หน้าที่ คือ
1. ให้พลังงานและความร้อน
2. สงวนคุณค่าของโปรตีนให้ร่างกายนำไปใช้
3. ช่วยให้การใช้ไขมันเป็นปกติ
4. บางชนิดเป็นอาหารของเซลล์และเนื้อเยื่อในสมอง
5. ถ้ามีปริมาณมากจะถูกเปลี่ยนเป็นไขมัน
6. หน้าที่เฉพาะในตับ คือ ป้องกันสิ่งที่เป็นพิษต่อร่างกาย
            เราได้คาร์โบไฮเดรตจากอาหารจำพวกแป้ง น้ำตาลชนิดต่างๆ เช่น ขนมหวาน น้ำหวาน รวมทั้งในผลไม้สุกบางชนิด

 

  6. ไขมันเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อร่างกายหรือไม่อย่างไร ส่วนใหญ่ได้จากอาหารใด

ตอบ     ไขมันเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อร่างกาย โดยไขมันให้พลังงานและความอบอุ่นแก่ร่างกายมากที่สุด ช่วยดูดซับวิตามินต่างๆเข้าสู่ร่างกาย เช่น วิตามินดี วิตามินอี กรดไขมันจำเป็นบางชนิดร่างกายสร้างเองไม่ได้ ทำหน้าที่เหมือนฉนวนห่อหุ้มอวัยวะของร่างกายไม่ให้กระทบกระเทือน
            ส่วนใหญ่ได้จาก ไขมันสัตว์ เช่น น้ำมันหมู เนย และไขมันจากพืช เช่น น้ำมันมะพร้าว น้ำมันรำ น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันเมล็ดทานตะวัน น้ำมันงา เป็นต้น

 7. การนำน้ำมันถั่วเหลืองและน้ำมันมะพร้าวมาประกอบอาหาร มีจุดเด่นและจุดด้อยต่างกันอย่างไร

 ตอบ น้ำมันถั่วเหลือง
               - มีปริมาณกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูงกว่าน้ำมัน
               - มีคุณค่าทางอาหารสูง
               - เป็นน้ำมันสำหรับผัด
               - ไม่เป็นไข

 

 

       น้ำมันมะพร้าว
               - ไม่ทำให้อ้วน แต่เป็นอาหารช่วยลดน้ำหนัก
               - ต้านเชื้อโรคหลากหลายชนิด
               - เพิ่มอัตราการเผาผลาญพลังงานของร่างกาย
               - เป็นน้ำมันสำหรับทอด
               - น้ำมันมะพร้าวเป็นไขง่าย (แข็งตัว มีลักษณะเป็นครีมขาว) 

 8. ทำไมอาหารจึงเป็นพิษและที่เป็นพิษเกิดจากสาเหตุใดบ้าง

 ตอบ     อาหารเป็นพิษเกิดจากการบูดเสีย อาหารนั้นมีจุลินทรีย์หรือสารพิษปนเปื้อนอยู่ มีการเปลี่ยนแปลงสี กลิ่น รส และสภาพอาหาร ซึ่งเมื่อรับประทานเข้าไปแล้วเกิดโทษต่อร่างกาย

อาหารเป็นพิษเกิดจาก
1. จุลินทรีย์ ได้แก่ เชื้อรา พยาธิ แบคทีเรีย ไวรัส
2. สารเคมีในอาหาร ได้แก่ บอแรกซ์ โลหะหนัก น้ำประสานทอง สานกันบูด สารกันเชื้อรา ฟอร์มาลีน สารฟอกขาว ฯลฯ

 9. เราจะมีวิธีป้องกันมิให้สารพิษที่ตกค้างในอาหารเข้าสู่ร่างกายได้อย่างไร  โดยเฉพาะพืชผักที่มีสารพิษตกค้าง

ตอบ     1. ห้ามรับประทานผักและผลไม้ที่ยังไม่ได้ล้าง
           2. พืชจำพวกเมล็ดและหัว เช่น หัวหอม ข้าวโพด พริกแห้ง ควรล้างให้สะอาดก่อน
           3. ควรใช้ความร้อนปรุงอาหารให้สุก
           4. การใช้สารเคมีกำจัดแมลงในบ้าน ต้องระวังอย่าให้ปนเปือ้นในอาหาร
           5. อย่าใช้สารพิษผสมกับเกลือเพื่อแช่เนื้อปลาที่ทำเค็ม
           6. อย่าใช้สารเคมีเพื่อช่วยในการเก็บรักษาของสด
           7. ไม่ควรนำภาชนะที่เคยใส่สารพิษใส่อาหาร

 

 10. สารปรุงแต่งอาหารมีประโยชน์ต่อร่างกายหรือไม่  เพราะเหตุใดจึงใช้สารปรุงแต่งอาหาร

ตอบ     สารปรุงแต่งอาหารมีทั้งที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย และเป็นโทษกับร่างกาย แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ
      - สารปรุงแต่งที่เป็นอาหาร เช่น น้ำตาล เกลือ น้ำส้มสายชู
      - สารปรุงแต่งที่ไม่ใช่อาหาร เรียกว่า วัตถุเจือปนในอาหาร

สาเหตุที่ต้องใช้
1. เพื่อให้อาหารมีรสชาติดีและกลมกล่อมขึ้น
2. เพื่อเพิ่มแร่ธาตุและสารอาหารบางอย่างในอาหาร
3. เพื่อให้อาหารมีหน้าตาน่ารับประทานมากยิ่งขึ้น

 

 11. สารปรุงแต่งอาหารที่เป็นอันตรายและไม่ใช้ใช้ใส่ในอาหารอย่างเด็ดขาดคือสารใด เพราะเหตุใด

ตอบ     1.ยาฆ่าแมลง เพราะ  ถ้าได้รับมากจะทำให้คลื่นไส้ อาเจียน หายใจติดขัด และเสียชีวิตได้
           2. สารเร่งเนื้อแดง เพราะ จะทำให้หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ คลื่นไส้ อาเจียน
           3. สารฟอกขาว เพราะ จะทำให้ปวดท้อง อาเจียน เวียนศีรษะ
           4. สารกันเชื้อรา เพราะ จะทำให้ปวดท้อง อาเจียน
           5. ฟอร์มาลีน เพราะ จะทำให้ปวดท้องอย่างรุนแรง คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเดิน หมดสติ และเสียชีวิตได้
           6. บอแรกซ์ เพราะ จะทำให้ระคายเคืองต่อเยื่อบุทวาร ทางเดินอาหาร  อาเจียน อุจจาระบ่อย ผิวหนังเป็นผื่นคัน เกิดการสะสมใน สมอง ตับ ไต ทำลายตับอ่อนและเม็ดเลือดแดง ถ้ารุนแรงอาจอาเจียนเป็นเลือด ปวดท้อง มือเท้ากระตุก ปัสสาวะไม่ออกความดันลดลงและหมดสติ

 

 12. จงอธิบายองค์ประกอบในการประกอบอาหารมาพอสังเขป

ตอบ     1. สำรับดี คือ ตำราอาหารที่เขียนอ่านแล้วเข้าใจง่าย เนื้อหารัดกุม บอกวิธีทำชัดเจนเป็นลำดับขั้นตอน
           2. อาหารต้องสด เมื่อซื้อแล้วขณะที่รอประกอบอาหารควรเก็บรักษาให้สดเสมอ โดยเก็บในตู้เย็น หรือในที่ที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก
           3. การชั่วตวงถูกต้อง ถ้าเป็นของแห้งควรใช้ถ้วยตวงของแห้ง ถ้าเป็นของเหลวควรใช้ถ้วยตวงแก้ว และตวงตามสัดส่วนที่กำหนดไว้
           4. การทำอาหารตามลำดับขั้น ควรรู้ว่าควรทำอะไรก่อนหรือหลัง และปฏิบัติงานตามขั้นตอนเพื่อความสะดวกรวดเร็ว และให้ได้อาหารรสดี น่ารับประทาน

 

 13. ขั้นตอนการประกอบอาหารมีอะไรบ้าง จงอธิบายตามลำดับขั้นตอนต่าง ๆ

ตอบ     1. ขั้นเตรียม ควรเตรียมอุปกรณ์ รวมทั้งภาชนะในการประกอบอาหารให้พร้อม และล้างทำความสะอาดอาหารสด แล้วจึงหั่นสับตามต้องการ
           2. ขั้นประกอบอาหาร อาหารจำพวกแกงหรือต้ม ควรทำเสียก่อน เนื้อสัตว์ที่มีใยเหนียวต้องเคี่ยวนาน ต้องทำก่อน เพราะขณะรอให้เปื่อย เราก็ทำอาหารอย่างอื่นได้ วิธีทำอาหารแต่ละอย่างต้องเป็นไปตามลำดับ
           3. ขั้นทำความสะอาด เมื่อประกอบอาหารเสร็จแล้ว เครื่องมือเครื่องใช้ทุกชิ้นต้องเก็บล้างให้สะอาด ผึ่งหรือเช็ดให้แห้ง เก็บเข้าที่ บริเวณที่เตรียมอาหาร เช็ดถูทำความสะอาดภายหลังประกอบอาหารทุกครั้ง ขยะสดแยกทิ้งต่างหาก

 

   14. การถนอมอาหารโดยวิธีตากแห้งมีวิธีทำอย่างไร จงยกตัวอย่างวิธีถนอมอาหารโดยวิธีตากแห้งมา 1 ตัวอย่าง

ตอบ     การตากแห้งเป็นการถนอมอาหารโดยใช้ความร้อนโดยการวางอาหารที่ต้องการถนอมในที่ที่มีอากาศร้อนหรือมีแสงแดดจัด หรืออาจใช้ผลิตภัณฑ์ทางเทคโนโลยี คือ ตู้อบแห้ง
   ขั้นตอนในการตากแห้ง
1. เลือกอาหารที่ต้องการตากแห้ง
2. เตรียมภาชนะและอุปกรณ์ที่ต้องใช้
3. ทำความสะอาด
4. ตัดแต่ลและเตรียมปรุงอาหาร
5. ตากแห้ง
6. เก็บอาหารที่ตากแห้ง

   การทำกล้วยตาก

ส่วนผสม
1.กล้วยน้ำว้าสุก           3  หวี
2.เกลือป่น                  2  ช้อนโต๊ะ
3.น้ำ                         10  ถ้วย

 

วิธีทำ
1. ตัดกล้วยออกจากหวีเป็นลูก ตัดหัวตัดท้าย ปอกเปลือกล้วย ดึงเสันใยที่ลูกออก วางเรียงบนตะแกรง ตากแดดประมาณ 6-7 วัน
2. เมื่อตากกล้วยจนครบ 5 วันแล้ว ทำน้ำเกลือ โดยใส่เกลือกับน้ำลงในหม้อเคลือบ ตั้งไฟกลางให้เดือด และเกลือละลาย ยกลง ทิ้งไว้ให้อุ่น
3. นำกล้วยที่ตากมาคลึงให้แบน โดยวางกล้วยบนใบตองแล้ววางใบตองทับข้างบน ใช้มีัดกดเบา ๆ คลึงด้วยขวด จนกล้วยแบน ทำจนหมด แล้วล้างกล้วยด้วยน้ำเกลือที่ต้ม เรียงบนตะแกรง นำไปตากแดดอีกครั้งจนครบ 7 วัน หมั่นคอยกลับให้กล้วยแห้งทั้ง 2 ด้าน
4. เรียงกล้วยที่ตากลงในภาชนะที่มีฝาปิด ค้างไว้ 1 คืน กล้วยจะมีน้ำตาลซึมออกมา ทำให้กล้วยเป็นเงางามไม่แห้ง

 

 15. การถนอมอาหารในตู้เย็นมีวิธีการเก็บรักษาอาหารชนิดต่าง ๆ อย่างไร

ตอบ     เครื่องทำความเย็นที่ใช้กันโดยทั่วไปโดยเฉพาะตามบ้านเรือนคือ ตู้เย็น ปัจจุบันตู้เย็นมีช่องทำความเย็นแยกส่วนกัน บางชนิดมี 2 ช่อง คือ ช่องเก็บอาหารทั่วไป อุณหภูมิประมาณ 4 องศาเซลเซียส กับช่องแช่แข็ง อุณหภูมิประมาณ -10 องศาเซลเซียส ตู้เย็นบางชนิดแยกเป็นหลายส่วน โดยมีช่องเก็บอาหารพิเศษบางประเภทเพิ่มขึ้น เช่น ที่เก็บผักสด

 

 

 

สพฐ.  ม. 5.5.3  สามารถสื่อความคิดผ่านการพูด  เขียน  หรือนำเสนอด้วยวิธีต่าง ๆ
         ม. 5.5.5  สามารถใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อพัฒนาการเรียนรู้
         ม. 6.6.3  สนใจแสวงหาความรู้จากแหล่งต่าง ๆ รอบตัว  ใช้ห้องสมุด  แหล่งความรู้และสื่อต่าง ๆ ได้  ทั้งในและนอกสถานศึกษา