เรื่อง สิทธิคนพิการ ตามกฎหมาย

                                                  

นิยามคำว่า "คนพิการ"

   พระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ.2550 “คนพิการ”  หมายความว่า บุคคลซึ่งมีข้อจำกัดในการปฏิบัติกิจกรรมในชีวิตประจำวัน หรือเข้าไปมีส่วนร่วมทางสังคมเนื่องจากมีความบกพร่องทางการเห็น การได้ยิน การเคลื่อนไหว การสื่อสาร สติปัญญา การเรียนรู้ หรือความบกพร่องอื่นใด ประกอบกับมีอุปสรรคในด้านต่างๆ และมีความจำเป็นพิเศษที่จะต้องได้รับความช่วยเหลือด้านหนึ่งด้านใด เพื่อให้สามารถปฏิบัติกิจกรรมในชีวิตประจำวันหรือเข้าไปมีส่วนร่วมทางสังคมได้อย่างบุคคลทั่วไป

กรอบแนวคิดการขับเคลื่อนเรื่องสิทธิของคนพิการ เป็นไปตาม “อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการ” โดยระบบความคิดในการทำงานด้านคนพิการต้องประกอบด้วยหลักการสำคัญ 4 ประการ ดังนี้

     1.      คนพิการทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกัน - โดยเปลี่ยนสังคมไทยจาก “เวทนานิยม” หรือ “สังคมฐานสงเคราะห์” ไปสู่ “สังคมฐานสิทธิ”  ซึ่งคนพิการทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกันและเท่าเทียมกับคนทั่วไป เช่น คนพิการทุกคนจะได้ “เบี้ยความพิการ” เดือนละ 500 บาท ตั้งแต่เมษายน 2553 ส่วน “สังคมฐานสงเคราะห์” ขึ้นอยู่กับว่า ผู้ให้จะให้ใคร เป็นเรื่องของเมตตาธรรม ซึ่งเหมาะกับการดูแลคนแบบปัจเจก หรือเป็นรายบุคคล ซึ่งมักปฏิบัติโดยองค์กรเอกชน  แต่ ระดับรัฐต้องปฏิบัติงานโดยใช้ฐานสิทธิ  

     2.      “ความพิการ”  เป็นความหลากหลายของมนุษยชาติ คนพิการจึงมีศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์และสิทธิเท่าเทียมกับคนทั่วไป - การกำหนดนิยามของ “ความพิการ” จึงไม่ให้ความสำคัญต่อความบกพร่องทางร่างกาย จิตใจ หรือสติปัญญา แต่ “ความพิการ” ขึ้นอยู่กับสังคม สภาพแวดล้อม และโอกาส ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยคนพิการให้สามารถดำรงชีวิตอย่างมีความสุขเท่าเทียมกับคนทั่วไป ถ้าสภาพแวดล้อมไม่เอื้อ คนพิการยิ่งพิการมากขึ้น ในทางตรงกันข้าม ถ้าคนพิการสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากทุกสิ่งทุกอย่างได้อย่างเท่าเทียมกับคนทั่วไป ความพิการก็จะไม่มาก นั่นคือ ความพิการ เกิดจากสภาพร่างกายของคนพิการ กับ อุปสรรคในสภาพแวดล้อม

     3.      คนพิการต้องไม่ถูกเลือกปฏิบัติ – โดยดำเนินการให้มีการปฏิบัติตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการ พระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 และกฎหมายที่เกี่ยวข้องซึ่งระบุว่า การเลือกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมต่อคนพิการจะปฏิบัติมิได้

     4.      คนพิการและผู้ดูแลคนพิการต้องได้รับสิทธิประโยชน์ตามกฎหมาย ถ้าคนพิการและผู้ดูแลคนพิการได้รับสิทธิประโยชน์ตามกฎหมายต่างๆ ความพิการจะไม่เป็นอุปสรรคและคนพิการจะสามารถดำรงชีวิตในสังคมอย่างเท่าเทียมกับคนทั่วไป

 

สิทธิประโยชน์ที่สำคัญของคนพิการและผู้ดูแลคนพิการตามกฎหมายต่างๆเช่น รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 พระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 และพระราชบัญญัติการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการ พ.ศ. 2551 เป็นต้น ได้แก่

     1.      เบี้ยความพิการ – คนพิการทุกคนที่มีสมุด/บัตรประจำตัวคนพิการมีสิทธิลงทะเบียนขอรับเบี้ยความพิการคนละ 500 บาท/เดือน ในอนาคตจะมีการพิจารณาเพิ่มเบี้ยความพิการให้กับคนพิการที่มีฐานะยากจน และคนพิการระดับรุนแรงด้วย ทั้งนี้ คนพิการจะต้องแจ้งยืนยันว่าจะรับเบี้ยความพิการต่อทุกปีในเดือนพฤศจิกายน ถ้าไม่แจ้ง แสดงว่า สละสิทธิรับเบี้ยความพิการในปีถัดไป

     2.      การลดหย่อนภาษีเงินได้ -  สำหรับคนพิการ และผู้ดูแลคนพิการที่มีรายได้มีสิทธิได้รับการลดหย่อนภาษีเงินได้คนละ 60,000 บาท ตั้งแต่รายได้ของปี 2552  โดยไม่ต้องมีคำสั่งศาลให้คนพิการเป็นผู้ไร้ความสามารถ ดังนั้น คนพิการต้องระบุชื่อผู้ดูแลคนพิการในสมุด/บัตรประจำตัวคนพิการเพื่อขอรับสิทธิดังกล่าวและสิทธิอื่นๆ

     3.      บริการฟื้นฟูสมรรถภาพโดยกระบวนการทางการแพทย์ – คนพิการมีสิทธิได้รับบริการ ฟื้นฟูสมรรถภาพโดยกระบวนการทางการแพทย์ รวม 26 รายการ ได้แก่

3.1  การตรวจวินิจฉัย การตรวจทางห้องปฏิบัติการ และการตรวจพิเศษด้วยวิธีอื่นๆ ตามชุดสิทธิประโยชน์

3.2  การแนะแนว การให้คำปรึกษา และการจัดบริการเป็นรายกรณี

3.3  การให้ยา ผลิตภัณฑ์ เวชภัณฑ์ และหัตถการพิเศษอื่นๆ เพื่อการบำบัด ฟื้นฟู เช่น การฉีดยาลดเกร็ง การรักษาด้วยไฟฟ้า Hemoencephalography (HEG )เป็นต้น

3.4  การศัลยกรรม

3.5  การบริการพยาบาลเฉพาะทาง เช่น พยาบาลจิตเวช เป็นต้น

3.6  กายภาพบำบัด

3.7  กิจกรรมบำบัด

3.8  การแก้ไขการพูด ( อรรถบำบัด)

3.9  พฤติกรรมบำบัด

3.10    จิตบำบัด

3.11    ดนตรีบำบัด

3.12    พลบำบัด

3.13    ศิลปะบำบัด

3.14    การฟื้นฟูสมรรถภาพการได้ยิน

3.15    การพัฒนาทักษะในการสื่อความหมาย

3.16    การบริการส่งเสริมพัฒนาการหรือบริการช่วยเหลือระยะแรกเริ่ม

3.17    การบริการทางการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เช่น นวดไทย ผังเข็ม เป็นต้น

3.18    การพัฒนาทักษะทางสังคม สังคมสงเคราะห์ และสังคมบำบัด เช่น กลุ่มสันทนาการ เป็นต้น

3.19    การประเมินและเตรียมความพร้อมก่อนการฟื้นฟูสมรรถภาพด้านอาชีพหรือการประกอบอาชีพ

3.20    การฟื้นฟูสมรรถภาพทางการเห็น การสร้างความคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมและการเคลื่อนไหว

3.21    การบริการข้อมูลข่าวสารด้านสุขภาพผ่านสื่อในรูปแบบที่เหมาะสมกับความพิการซึ่งคนพิการเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้

3.22    การฝึกอบรมและการพัฒนาทักษะแก่คนพิการ ผู้ดูแลคนพิการ และผู้ช่วยคนพิการ

3.23    การฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการโดยครอบครัวและชุมชน การเยี่ยมบ้าน กิจกรรมการให้บริการเชิงรุก

3.24    การฝึกทักษะการเรียนรู้ขั้นพื้นฐาน เช่น การฝึกทักษะชีวิต การฝึกทักษะการดำรงชีวิตสำหรับคนพิการ การฝึกทักษะการใช้อุปกรณ์เครื่องช่วยความพิการ
เป็นต้น

3.25    การบริการทันตกรรม เช่น การเคลือบหลุมร่องฟัน เป็นต้น

3.26    การให้บริการเกี่ยวกับกายอุปกรณ์เทียม กายอุปกรณ์เสริม เครื่องช่วยความพิการ หรือสื่อส่งเสริมพัฒนาการ

     4.      บริการจัดการศึกษา – คนพิการมีสิทธิเรียนโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายที่สถานศึกษาของรัฐทั้งการ ศึกษาขั้นพื้นฐาน 15 ปี รวมถึงการศึกษาระดับอาชีวศึกษา ประกาศนียบัตรชั้นสูง และระดับปริญญาตรี  

     5.      บริการจ้างงานคนพิการ - กระทรวงแรงงานกำลังดำเนินการกำหนดระเบียบให้สถานประกอบการ และหน่วยงานของรัฐรับคนพิการเข้าทำงานในอัตราส่วนจำนวนลูกจ้างทั้งหมด 50 คน  ต่อ คน 1 พิการ ทั้งนี้ หากสถานประกอบการเอกชนไม่รับคนพิการเข้าทำงานจะต้องจ่ายเงินเข้ากองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ หรือส่งเสริมการประกอบอาชีพอิสระให้คนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการ เช่น ให้สัมปทาน จัดสถานที่จำหน่ายสินค้าหรือบริการ จัดจ้างเหมาช่วงงาน ฝึกงาน หรือให้การช่วยเหลืออื่นใดแก่คนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการ ทั้งนี้หน่วยงานราชการที่ไม่รับคนพิการเข้าทำงานไปต้องจ่ายเงินเข้ากองทุนฯ แต่ต้องส่งเสริมการประกอบอาชีพอิสระให้คนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการเช่นเดียวกัน

     6.      บริการล่ามภาษามือ – คนพิการหรือคนหูหนวกมีสิทธิขอบริการล่ามภาษามือในกรณีต่อไปนี้

6.1   การใช้บริการทางการแพทย์และการสาธารณสุข

6.2  การสมัครงานหรือการติดต่อประสานงานด้านการประกอบอาชีพ

6.3  การร้องทุกข์ การกล่าวโทษ หรือเป็นพยานในชั้นพนักงานสอบสวนหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายอื่น

6.4  การเข้าร่วมประชุม สัมมนา หรือฝึกอบรม รวมทั้งเป็นผู้บรรยายโดยหน่วยงานภาครัฐหรือองค์กรภาคเอกชนเป็นผู้จัดซึ่งมีคนพิการทางการได้ยินเข้าร่วมด้วย

6.5  บริการอื่นใดตามที่คณะอนุกรรมการ ส่งเสริมและพัฒนาล่ามภาษามือประกาศกำหนด

 

     7.      บริการสวัสดิการสังคม – คนพิการมีสิทธิได้รับสวัสดิการตามความเหมาะสม ดังนี้

7.1  ผู้ช่วยคนพิการ (สำหรับคนพิการระดับรุนแรง) ซึ่งผ่านการฝึกอบรมตามมาตรฐาน และลงทะเบียนแล้ว

7.2  ค่าใช้จ่ายสำหรับจัดทำสิ่งอำนวยความสะดวกที่สถานที่พัก

7.3  สถานที่เลี้ยงดูสำหรับคนพิการไร้ที่พึ่ง

     8.      บริการสิ่งอำนวยความสะดวก– หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนจะต้องจัดให้คนพิการเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากบริการต่างๆ ได้ เช่น บริการข้อมูลข่าวสาร บริการขนส่งสาธารณะ บริการในการเดินทาง  และบริการให้สัตว์นำทางเดินทางกับคนพิการ เป็นต้น

     9.      บริการเงินกู้ – คนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการมีสิทธิขอกู้เงินกองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการเพื่อการประกอบอาชีพได้ ทั้งการกู้รายบุคคลและการกู้เป็นกลุ่ม ทั้งนี้ ในกรณีการประกอบอาชีพเกิดความเสียหายจากภัยพิบัติใดๆ จะได้รับการพิจารณาตัดหนี้สูญด้วย

                                             อภิปราย โดย ศ.วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ ประธานมูลนิธิสากลเพื่อคนพิการ
                                             เรียบเรียง โดย พวงแก้ว กิจธรรม ผู้จัดการมูลนิธิพัฒนาคนพิการไทย

อ้างอิง :
http://icare.kapook.com/disability.php?ac=detail&s_id=72&id=2113

http://www.tddf.or.th/tddf/library/files/doc/21-12-09.doc

http://www.braille-cet.in.th/Braille-CET/index.php?option=com_content&view=article&id=401%3A-2552-&catid=41%3A2009-07-26-11-12-13&Itemid=69

 

   หลังจากที่ได้อ่านบันทึกจบแล้ว ข้าพเจ้าหวังว่าหากผู้อ่านท่านใดมีญาติเป็นคนพิการแล้วญาติละเลยหรือไม่ทราบถึงสิทธิบางประการนั้น ก็คงจะนำไปช่วยแนะนำญาติของท่าน ทั้งนี้ก็เพื่อประโยชน์ของตัวผู้พิการเอง เช่น สิทธิที่จะได้รับเบี้ยความพิการ ซึ่งจะต้องยืนยันว่าจะรับในเดือนพฤศจิกาของทุกปี หากไม่ยืนยันก็จะไม่ได้รับ หรือ เรื่องสิทธิที่จะได้รับล่ามภาษามือเวลาไปใช้บริการทางการแพทย์ ซึ่งข้าพเจ้าคิดว่าคงมีอีกหลายคนที่ยังไม่รู้ เป็นต้น
   สุดท้ายนี้ข้าพเจ้าก็คงจะขอกล่าวว่า คนพิการนั้นก็เป็นมนุษย์คนหนึ่งเช่นเดียวกับพวกเราทุกคน ฉะนั้นพวกเราทุกคนควรจะสงสารและให้ความช่วยเหลือเขา อย่ารังเกียจ หรือเห็นเขาเป็นภาระของสังคมเพราะคนพิการหลายๆคนก็มีความสามารถไม่แพ้คนปกติอย่างเราๆ นอกจากนี้ข้าพเจ้าต้องขอกล่าวขอบพระคุณ อาจารย์วิริยะ อย่างมากสำหรับข้อมูลดีๆที่เอื้อเฟื้อให้กับสังคมและคนพิการ