การจูงใจ (Motivation)   คืออะไร มีผู้ให้คำจำกัดความของการจูงใจไว้ดังนี้

๑.  การจูงใจ  คือขบวนการทางจิตใจที่ผลักดันให้บุคคลแสดงพฤติกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งจนสำเร็จ และถูกต้องตามแนวทางที่ต้องการ

๒.  การจูงใจ  หมายถึงแรงซึ่งส่งเสริมให้เด็กทำงานจนบรรลุถึงความสำเร็จ และแรงนี้ย่อมนำทางให้เด็กทำงานไปในแนวที่ถูกต้องด้วย

๓.  การจูงใจ  หมายถึงพฤติกรรมที่สนองความต้องการของมนุษย์ และเป็นพฤติกรรมที่นำไปสู่        จุดหมายปลายทาง

แม้ว่านักจิตวิทยาจะใช้คำอธิบายถึงความหมายของการจูงใจไว้ต่างๆ กัน แต่ความหมาย

ก็คล้ายคลึงกัน โดยสรุปแล้ว การจูงใจหมายถึง "พลังแรงที่ทำให้เกิดพฤติกรรมและควบคุมแนวทางของ     พฤติกรรมด้วย"

 

 

คำต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการจูงใจ มีดังต่อไปนี้คือ

๑.  ความต้องการและแรงขับ (Needs and Drives)  ความต้องการ (Needs) เกิดขึ้น เมื่อบุคคลมีอาการ  "ขาด" เช่น ขาดอาหาร ขาดความปลอดภัย ขาดอากาศหายใจ ขาดผู้นับถือ เป็นต้น เมื่อเกิดการขาดก็มีแรงขับ (Drives) เกิดขึ้น แรงขับคือสภาพที่อินทรีย์ได้รับการกระตุ้น ทำให้เกิดการกระทำขึ้น  

แรงขับทุกชนิดมีต้นกำเนิดมาจากกายภาพ หรือแรงกระตุ้นภายใน เพื่อสนองความต้องการที่เกิดขึ้น    แรงขับและความต้องการจึงมีความสัมพันธ์กันแทบจะกล่าวได้ว่า เกิดขึ้นในเวลาเดียวกันก็ได้ นักจิตวิทยาบางท่านจึงมักใช้สองคำนี้ในความหมายอันเดียวกัน

๒.  แรงขับ และแรงจูงใจ (Drives and Motives)  "แรงขับ" (Drive)  หมายถึง แรงกระตุ้นให้บุคคลมี   พฤติกรรมเป็นแรงภายในตัวบุคคล ส่วน "แรงจูงใจ" (Motive) คือ สภาพความพร้อมของอินทรีย์ในการปฏิบัติ     กิจกรรมใดๆ หรือเป็นสภาพที่อินทรีย์ถูกกระตุ้น เพื่อไปสู่จุดหมายปลายทางที่ตั้งไว้ เช่นเมื่อเหนื่อยก็จะเกิดแรงขับให้พักผ่อน หรืออยากนอน เป็นต้น

แรงขับ  หรือแรงจูงใจ  แบ่งออกเป็น ๓ ประการดังนี้

๑.  แรงจูงใจทางร่างกาย (Physiological Motives) เกิดจากความต้องการทางร่างกาย มีความหิว ความกระหาย การขับถ่าย การพักผ่อน ตลอดจนความต้องการทางเพศ เด็กแรกเกิดมักจะมีพฤติกรรมที่เนื่องมาจากแรงจูงใจทางร่างกายเป็นส่วนใหญ่

๒.  แรงจูงใจทางสังคม (Social Motives)  เป็นแรงจูงใจที่เกิดจากการเรียนรู้ (Learning)  เช่น      ความต้องการชื่อเสียง เกียรติยศ ทรัพย์สิน อำนาจ ความพึงพอใจ การพักผ่อนหย่อนใจ การแสวงหาความ สนุกสนาน

๓.  แรงจูงใจส่วนบุคคล (Personal Motives)  เป็นแรงจูงใจที่พัฒนาขึ้นในตัวบุคคล  ซึ่งแต่ละบุคคลจะแตกต่างกันออกไป   แรงจูงใจส่วนบุคคลนี้มีรากฐานมาจากความต้องการทางร่างกายและความต้องการทางสังคมประกอบกัน เช่น จะออกมาในรูปของการสะสมต่างๆ เช่น  การสะสมแสตมป์  การสะสมที่ดิน      การออมทรัพย์ เป็นต้น

ประเภทของการจูงใจ 

นักจิตวิทยาแบ่งการจูงใจเป็น ๒ ประเภทดังนี้

.   การจูงใจภายใน (Intrinsic Motivation)   ได้แก่  ความต้องการ  ความอยากรู้อยากเห็น    ความสนใจ  ตลอดจนการที่มีทัศนคติที่ดีต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เป็นแรงจูงใจที่เกิดจากตัวบุคคลโดยตรง

การจูงใจภายนอก (Extrinsic Motivation) ได้แก่ แรงที่เกิดจากเครื่องเร้าภายนอกมากระตุ้น    ทำให้บุคคลเกิดพฤติกรรมต่างๆ ได้ แรงจูงใจดังกล่าวมีดังนี้คือ

      ๒.๑  บุคลิกภาพของครู รูปร่างตลอดจนอารมณ์ และความรู้ของครู ช่วยให้นักเรียนเกิดความประทับใจ และเกิดความสำเร็จในการเรียนได้มาก

      ๒.๒  ความสำเร็จในการทำงาน  เด็กที่ได้รับความรู้และทักษะเพิ่มขึ้นจากการเรียน ก็เป็นแรงจูงใจให้เด็กตั้งใจเรียนดียิ่งขึ้น

      ๒.๓  เครื่องล่อต่าง ๆ  เช่น

   ก.  การให้รางวัล (Reward) รางวัลไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งของเสมอไป   อาจจะเป็นการให้     คำชมเชย ให้สิทธิพิเศษก็ถือเป็นการให้รางวัลทั้งสิ้น การให้รางวัลมีทั้งคุณและโทษ   ประโยชน์ที่ได้จากการ     ให้รางวัลนั้นอาจจะช่วยให้เด็กขยัน และประพฤติดีขึ้น เด็กมีความพยามยาม และเอาใจใส่การเรียนดีขึ้น เป็นต้น ส่วนโทษของการให้รางวัลนั้น อาจจะทำให้เด็กเห็นคุณค่าของรางวัลมากกว่าคุณค่าของการเรียน ทำให้เด็กทำดีเฉพาะตอนได้รางวัล และนอกจากนี้ยังทำให้ครูสิ้นเปลืองมากด้วย

   ข.  การลงโทษ (Punishment)  เช่นการเฆี่ยนตี การตำหนิ การตัดสิทธิ ตลอดจนการ        กักบริเวณ เป็นต้น การลงโทษก็นับเป็นวิธีที่ช่วยให้เด็กขยันและตั้งใจเรียนดีขึ้น ไม่คิดทำความผิดต่อไป        แต่การลงโทษก็ให้โทษด้วยเช่นเดียวกัน เช่น ทำให้เด็กเกิดอารมณ์ตึงเครียด ทำให้เป็นผลเสียต่อการเรียน  บางคราวอาจทำให้เด็กเกิดพยาบาทครูได้ ถ้าเด็กเห็นว่าการลงโทษของครูไม่ยุติธรรม

   ค.  การแข่งขัน (Competition)  การแข่งขันถ้าเป็นไปในทำนองเป็นมิตร จะเป็นการจูงใจในการเรียนที่ดีอย่างหนึ่ง การแข่งขันที่นักจิตวิทยาสนับสนุน มี ๓ วิธี ดังนี้

๑.  การแข่งขันระหว่างนักเรียนทั้งหมด

๒.  การแข่งขันระหว่างหมู่ต่อหมู่

๓.  การแข่งขันกับตนเอง

การแข่งขันข้อ ๑ และข้อ ๒  ย่อมมีทั้งคุณและโทษ   คุณประโยชน์ที่จะได้นั้น อาจจะทำให้เด็กเกิดความขยันหมั่นเพียรที่จะเอาชนะ และเกิดความภาคภูมิใจเมื่อชนะ ตลอดจนเกิดความสามัคคีกันระหว่างกลุ่ม ส่วนโทษนั้นอาจจะทำให้เกิดความอิจฉาริษยากันในระหว่างนักเรียน ทำให้เกี่ยงงอนกัน คอยจับผิดกัน และอาจจะทำให้แตกความสามัคคีกันได้

การแข่งขันที่นักจิตวิทยาสนับสนุนอย่างยิ่งคือ การแข่งขันกับตนเอง (Self - Competition)  เพราะ ช่วยให้บุคคลประสบความเจริญสูงสุด เท่าที่ความสามารถของบุคคลจะอำนวยให้ ช่วยให้เด็กประสบความก้าวหน้าตามอัตภาพ

ผลที่ได้จากการจูงใจ

๑.  ทำให้เกิดพลังงาน หรือเกิดมีพฤติกรรมต่างๆ ขึ้น เช่น การชมเชย ย่อมทำให้เกิดความ

ชื่นบาน มีกำลังใจในการทำงานยิ่งขึ้น

๒.  ทำให้เกิดการเลือก  จัดเป็นการกำหนดพฤติกรรมต่างๆ ของบุคคล เช่น การอ่านหนังสือพิมพ์       ผู้ที่สนใจการกีฬา ก็จะอ่านข่าวกีฬา ผู้สนใจการเมือง ก็จะอ่านข่าวการเมืองก่อนข่าวอื่น เป็นต้น การจัด        บทเรียน จึงควรจัดให้ตรงกับความสนใจของเด็กเป็นประการสำคัญ

๓.  เป็นสิ่งที่ช่วยกระตุ้นให้เด็กเกิดความพร้อมในการเรียน นับเป็นการเร้าให้เด็กเกิดความพร้อมในการเรียนได้เป็นอย่างดี

๔.  เป็นการนำเด็กไปสู่จุดหมายปลาย เช่น เด็กวัยรุ่นต้องการความเป็นอิสระ เลี้ยงชีพด้วยตนเอง  เด็กก็จะพยายามเรียนจนสำเร็จ เพื่อจะให้หาเงินเลี้ยงชีพด้วยตนเองได้

แรงจูงใจกับการเรียนการสอน  ในการเรียนการสอนนั้น สิ่งสำคัญที่สุดประการหนึ่งก็คือ ส่งเสริมให้เด็กเกิดมีแรงจูงใจขึ้น   ถ้าสามารถทำได้ควรส่งเสริมให้เด็กเกิดแรงจูงใจภายใน แต่แรงจูงใจภายในนั้นปลูกฝังได้ยาก ครูทั่วไปจึงมักใช้แรงจูงใจภายนอกเข้าช่วย แรงจูงใจภายนอกที่ครูใช้อยู่เป็นประจำ มีดังนี้

รางวัล  การให้รางวัลมีหลายอย่าง  เช่น ให้รางวัลเป็นของ การให้เครื่องหมายอันเป็นสัญลักษณ์แห่งความดี เช่น ให้ดาว หรือให้เกียรติบางอย่าง หรือให้สิทธิพิเศษบางอย่าง   การให้รางวัลนี้ครูแทบทุกคนปฏิบัติกันอยู่ และเมื่อให้รางวัลไปแล้ว เด็กรู้สึกตื่นเต้นและเรียนดีขึ้น แต่นักจิตวิทยาและนักการศึกษาบางท่านไม่เห็นด้วยกับการให้รางวัล โดยกล่าวว่า การให้รางวัลนั้นมีทางทำให้เด็กเรียนเพื่อเอารางวัล มากกว่าเรียนเพื่อให้เกิดความรู้จริง ๆ ถ้าครูให้รางวัลบ่อยเกินไป นอกจากนี้เมื่อเด็กได้รับรางวัลไปแล้ว จะไม่ทำให้เด็กกระตือรือร้นอย่างเดิมอีก

ฉะนั้นในการให้รางวัล ครูไม่ควรให้บ่อยเกินไป หรือเป็นของที่มีราคาแพงเกินไป และควรให้เด็กได้รับรางวัลทั่วถึงกันไม่ใช่จะให้อยู่เพียง ๒ - ๓ คนแรกเท่านั้น

          ความสำเร็จในการเรียน  การที่เด็กได้รับความรู้และทักษะเพิ่มขึ้นจากการเรียน  ก็เป็นแรงจูงใจให้เด็กเรียนดีขึ้นกว่าเดิม 

          อย่างไรก็ดีครูต้องคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลด้วย นั่นคือ ครูต้องจัดการสอนให้สอดคล้องกับระดับความสามารถของเด็กทุกคน เพื่อให้เด็กแต่ละคนได้รับความสำเร็จตามระดับของตน การสอนที่เราทำกันเป็นปกตินั้น ได้แก่การสอนตามแบบกลางๆ ซึ่งไม่พยายามปรับบทเรียนให้เข้ากับเด็กทุกระดับ ซึ่งอาจจะทำให้เด็กที่เรียนเก่ง เบื่อหน่าย เพราะเรื่องที่สอนนั้นง่ายเกินไป คนปานกลางอาจสนุก ส่วนเด็กอ่อนอาจจะเรียนไม่ทัน เพราะครูสอนเร็วเกินไป

          ความสำเร็จที่เด็กได้รับแม้จะเป็นความสำเร็จเล็กๆ น้อยๆ ก็ตาม   แต่ก็ย่อมทำให้เด็กเกิดความเชื่อมั่น  ในตนเอง มีความภูมิใจในตนเองและมีกำลังใจที่จะเรียนมากขึ้น

การยกย่องชมเชย  คำชมที่เหมาะกับโอกาสและเหมาะสมกับการกระทำของนักเรียนย่อมเป็นแรง จูงใจให้แก่เด็กเป็นอย่างดี แต่ถ้าครูชมอย่างไม่จริงใจ และเด็กรู้กันทั่วไปว่า คำชมเชยของครูไม่มีความหมายพิเศษเด็กจะไม่เอาใจใส่ต่อคำชมเชยนั้น ครูไม่ควรใช้คำชมพร่ำเพรื่อ

สำหรับเด็กที่เรียนอ่อนนั้น แม้เรียนดีขึ้นเพียงเล็กน้อย เราก็ควรชมเชย ส่วนเด็กเรียนเก่ง

จะชมก็ต่อเมื่อทำงานยากๆ ได้สำเร็จ คำชมของครูจึงจะมีค่าสำหรับเด็กทุกคน

ในแง่ของจิตวิทยามีผู้พบแล้วว่า การชมเชยเด็กที่เก็บตัวมักได้ผลดีในการจูงใจกว่าการชมเด็กเปิดเผย และการชมเด็กเก่งมากๆ มักได้ผลน้อยกว่าการชมเด็กอ่อน

.  การตำหนิ  ถ้าครูใช้การตำหนิแต่เพียงเล็กน้อยไม่พร่ำเพรื่อเกินไปแล้ว  การตำหนิก็มีผลในการ สร้างแรงจูงในในการเรียนได้มากเหมือนกัน ในการตำหนินั้นครูต้องทำให้เหมาะสมกับความบกพร่อง และตำหนิให้เหมาะกับโอกาส ครูไม่ควรตำหนิเด็กโดยไม่มีหลักฐาน และต้องให้เด็กรู้ว่าตนควรแก้ไขอย่างไร

การตำหนิก็เหมือนกับการชมเชย ต้องเลือกใช้ให้เหมาะสมกับบุคคล ถ้าครูตำหนิเด็กเรียนอ่อนมากๆ  คำตำหนินั้นจะไม่มีผลในการสร้างแรงจูงใจ ถ้าตำหนิเด็กเรียนเก่งให้ตรงกับข้อบกพร่องของเด็ก คำตำหนิของครูจะมีผลดีมาก แต่เท่าที่เราปฏิบัติกันอยู่นั้นเรามักทำตรงข้ามกับคำกล่าวนี้ คือเราชอบตำหนิเด็กเรียนอ่อนและยกย่องเด็กเรียนเก่ง

เด็กเก็บตัวไม่ชอบให้ครูตี เด็กพวกนี้ยิ่งตียิ่งเสียหายหนักขึ้น แทนที่จะมีผลในการสร้างแรงจูงใจ          คำตำหนิของครู อาจทำให้เด็กประเภทนี้หมดกำลังใจมากขึ้น ส่วนเด็กเปิดเผยไม่เป็นไร

การแข่งขัน  การแข่งขันในการเรียน ถ้าเป็นไปในทำนองเป็นมิตรก็เป็นการจูงใจในการเรียนที่ดี อย่างหนึ่ง ครูควรเปิดโอกาสให้เด็กแข่งขันหลาย ๆ ทาง การแข่งขัน นักจิตวิทยาแบ่งออกเป็น ๓ วิธีคือ

                             ๑.  แข่งขันระหว่างนักเรียนทั้งหมด

                             ๒.  แข่งขันระหว่าง หมู่ต่อหมู่

                             ๓.  แข่งขันกับตนเอง

ความช่วยเหลือ  ความร่วมมือก็นับเป็นแรงจูงใจในการเรียนที่ดีอย่างหนึ่ง ตามปกติเด็กย่อมมีความต้องการฐานะทางสังคม และความต้องการความรักอยู่แล้ว ความร่วมมือเป็นการสนับสนุนให้เด็กสนองความต้องการทั้งสองอย่างนี้ได้เป็นอย่างดี

การรู้จักความก้าวหน้าของตน  ซึ่งมีลักษณะคล้ายคลึงกับความสำเร็จ แต่การที่เด็กจะทราบถึงความก้าวหน้าของคนนั้นต้องอาศัยการบอกกล่าวของครู  ถ้าเด็กทราบความก้าวหน้าของตนอยู่เสมอ เด็กจะมีกำลังใจที่จะเรียนมากขึ้น

การรู้จักวัตถุประสงค์ของการเรียน การทราบวัตถุประสงค์ของการเรียนเรื่องใดเรื่องหนึ่ง จะทำให้เด็กเข้าใจแนวการเรียนได้ดีขึ้น และจะทำให้เด็กมีแรงจูงใจมากขึ้น วัตถุประสงค์ที่เด็กควรทราบมีทั้งจุดประสงค์ในระยะใกล้ และจุดประสงค์ในระยะไกล จุดประสงค์ในระยะใกล้ได้แก่ประโยชน์ปัจจุบันของการเรียนเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ส่วนวัตถุประสงค์ในระยะไกลได้แก่การเรียนในอนาคตของเด็กเอง

การปรับตัว

 

 

 

 

ความหมายของการปรับตัว

วิธีการที่บุคคลหาทางลดความวิตกกังวลให้น้อยลงหรือหมดไปนี้ก็คือการปรับตัว (Adjustment)

สาเหตุของการปรับตัว

คนเราจะปรับตัวเมื่อเกิดความไม่สบายใจ ความวิตกกังวล (Anxiety) ความคับข้องใจ (Frustration) และความเครียด (Tension) ซึ่งอาจจะเกิดจากสิ่งต่อไปนี้

ไม่สามารถตอบสนองความต้องการพื้นฐาน (need) ของตนได้

     ๑.๑  ความต้องการทางด้านร่างกาย  

     ๑.๒  ต้องการความปลอดภัย                 

     ๑.๓  ต้องการความรักและความเป็นเจ้าของ

     ๑.๔  ต้องการได้รับการยกย่องนับถือ

     ๑.๕  ต้องการผู้ทำสัญญาแห่งตน

          เกิดจากความขัดแย้ง  ความขัดแย้ง หมายถึง การที่บุคคลไม่สามารถจะตัดสินใจเลือกกระทำ    ทั้ง ๒ อย่างได้ ในขณะเดียวกันแต่จะต้องเลือกกระทำเพียงอย่างเดียว กล่าวคือไม่สามารถจะสนองความต้องการของคนได้เด็ดขาดลงไป ความขัดแย้งมี ๓ ลักษณะ

      ๒.๑  เป็นความขัดแย้งที่เกิดจากการที่จะต้องเลือกเพียงอย่างเดียว ในสิ่งที่ตัวชอบเท่าๆ กัน ตั้งแต่ ๒ - ๓ อย่างขึ้นไป จะไม่เลือกก็ไม่ได้ เลือกไปแล้วก็ไม่สบายใจเพราะสิ่งต่างๆ เหล่านั้นเราไม่ชอบเลยแต่เราก็ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง

      ๒.๒  เกิดจากการที่ตัวเองต้องเลือกในสิ่งที่ไม่ชอบเลยตั้งแต่ ๒ - ๓ อย่างขึ้นไป จะไม่เลือกก็ไม่ได้ เลือกไปแล้วก็ไม่สบายใจ เพราะสิ่งต่างๆ เหล่านั้นเราไม่ชอบเลย แต่เราก็ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง

      ๒.๓  เกิดขึ้นในกรณีที่สิ่งต่างๆ หรือบุคคลหรือสัตว์ ที่เราต้องเลือกนั้นมีทั้งถูกใจและไม่ถูกใจเราในระดับที่เท่าๆ กันทั้งหมดตั้งแต่ ๒ อย่างขึ้นไป แต่เราก็ต้องเลือกเพียงอย่างเดียว

กลวิธานในการปรับตัวมีลักษณะต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

๑.  อ้างเหตุผลเข้าข้างตนเอง (Rationalization)  เป็นการอ้างเหตุผลที่คิดว่าคนอื่นย่อมรับ เพื่อรักษาศักดิ์ศรีของตนเอง หรือเพื่อให้ตัวเขาสบายใจขึ้น อาจแสดงออกในรูปขององุ่นเปรี้ยวหรือมะนาวหวาน

องุ่นเปรี้ยว  เป็นวิธีการที่ทำให้ตนเองหรือคนอื่นเข้าใจว่าสิ่งที่ตนอยากได้ แล้วไม่ได้นั้น ไม่ดี เช่น อยากมีรถเก๋งขี่ แต่ไม่มีก็ปลอบใจตนเองว่าไม่มีดีแล้ว มีแล้วรอจ่ายเพิ่ม หรือเสียค่าดูแลรักษามากขึ้น

มะนาวหวาน  ตรงกันข้ามกับองุ่นเปรี้ยว คือการที่บุคคลพยายาามทำให้ผู้อื่นเข้าใจว่าสิ่งที่เราได้นั้นดีเลิศอยู่แล้ว ทั้งๆ ที่ความจริงตัวอาจจะไม่ต้องการมาก่อน เช่น สอบเข้าครูได้ ก็บอกใครๆ ว่าครูนี้สอบเข้ายากนะ เป็นแล้วรู้จักคนมาก สังคมยกย่องด้วย เป็นต้น

๒.  การปรับตัวแบบหาสิ่งอื่นมาทดแทน (Substitution)  เป็นการหาสิ่งอื่นมาชดเชยสิ่งที่ตัวเองขาด   ซึ่งมี ๒ ลักษณะได้แก่

      ๒.๑  การชดเชย  (Compensation)  เมื่อขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งก็ไปหาสิ่งอื่นมาชดเชยเป็นการเปลี่ยนความต้องการหรือเป้าหมายใหม่ เช่น เด็กที่ไม่สวย อาจขยันเรียนเป็นเด็กดีของโรงเรียน เด็กที่เรียนอ่อนอาจจะหันไปฝึกซ้อมด้านกีฬา หรือด้านศิลป์ หรือคนร่างเตี้ยอยากสูง มีวิธีการชดเชยโดยวางท่าใหญ่หรือเสียงดังฟังชัด หรือพูดจาโอ้อวด

      ๒.๒  การทดแทน (Displacement)  วิธีนี้ไม่เปลี่ยนเป้าหมายแต่พยายามหาสิ่งทดแทนอย่างอื่นที่มีลักษณะใกล้เคียงกับความต้องการเดิมและสิ่งใหม่นี้ตัวเองพอจะหาทางตอบสนองได้ เช่น

คนก้าวร้าว  อยากทำร้ายตบตีชกต่อยคนอื่น แต่สังคมไม่ยอมรับก็พยายามหาสิ่งทดแทนที่สังคมยอมรับ เช่น เป็นนักมวย จัดชกมวย เป็นทหาร ตำรวจ   เป็นต้น   หรือคนอกหัก ก็หาทางระบายด้วยการเขียนนิยายรักรันทดใจ เป็นต้น

๓.  การปรับตัวแบบโทษผู้อื่นหรือการโยนบาป (Projection)   เป็นการอ้างความผิดของคนอื่นขึ้นมา ลบความผิดของตน เช่น ฉันไม่ได้ ๒ ขั้น เพราะถูกเจ้านายกลั่นแกล้ง หรือเราลอกข้อเดียว แต่คนอื่นลอกการบ้านทุกข้อเลย เป็นต้น

๔.  การนับตนเป็นพวกเดียวกับปัญหา (Identification)   เป็นทำนองว่าถ้าเอาชนะใครไม่ได้ก็ยอมเป็นพวกเขาแต่โดยดี เช่น

     ๔.๑  เห็นเขาเก่งกว่าเรา มีความสามารถมากกว่าเราหรือดีกว่าเรา เราอยากเป็นอย่างนั้นบ้าง แต่เป็นไปไม่ได้ จึงใช้วิธีทำตนเป็นพวกเดียวกับเขา  เช่น  การเอาอย่างบุคคลที่เด่นๆ ในสังคม ในเรื่องกิริยาท่าทาง การแต่งตัวหรือรสนิยม เป็นต้น

               ๔.๒  การนับตนเป็นพวกเดียวกับใคร เพื่อให้ได้มาซึ่งความรัก เช่น เด็กอยากให้พ่อแม่รักก็ทำตามอย่างพ่อแม่ ทำตามที่พ่อแม่สอน เป็นต้น

               ๔.๓  การนับตนเป็นพวกเดียวกับผู้ที่เราเห็นว่าถูกกดขี่ข่มเหง เช่น ประกาศตนเป็นพวกเดียวกับ ชนหมู่น้อยที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม หรือเข้าข้างผู้แพ้ เพราะตนมีความรู้สึกท้าทายอำนาจอยู่แล้ว

               ๔.๔  การนับตนเองเป็นพวกเดียวกับใครที่เหมือนเรา ซึ่งมีอยู่ทั่วไป เช่น ชายหญิงที่มีฐานะเสมอกัน มีความสนใจและรู้รสนิยมคล้ายกัน ได้มาพบกันเข้าก็รักกัน แต่งงานกัน เป็นต้น

(ข้อ ๔.๔ นี้อาจจะไม่เกี่ยวข้องกับความวิตกกังวล)

๕.  ความก้าวร้าว (Aggression)  เป็นการลดความคับข้องใจโดยให้ผู้อื่นได้รับความกระทบกระเทือน ซึ่งส่วนใหญ่จะเนื่องมาจากความโกรธ เช่น

               ๕.๑  การก้าวร้าวโดยตรง (Direct Aggression) เป็นการแสดงความก้าวร้าวต่อสิ่งของหรือบุคคลที่ทำให้โกรธหรือคับข้องใจ เช่น การเตะต่อยหรือใช้วาจาพูดให้สะเทือนใจ หรือการฟัน แทง หรือยิงกันจนบาดเจ็บหรือตาย

               ๕.๒  การก้าวร้าวทางอ้อม (Displaced Aggression) เช่น โกรธครูแล้วตวาดเพื่อน    ไม่พอใจแฟนก็ทุบข้าวของแตกหักเสียหาย โกรธเพื่อนบ้านแล้วลักของ หรือทะเลาะกันแล้วจุดไฟเผาบ้านเป็นต้น

๖.  การเปลี่ยนหน้ามือเป็นหลังมือ (Reaction Formation) เป็นการปรับตัวแบบหน้าไหว้หลังหลอกโดยที่เจ้าตัวไม่รู้สึก เช่น แม่ที่ปกป้องลูกขนาดหนัก จนลูกช่วยตัวเองไม่เป็นตลอดชีวิต  หารู้ไม่ว่าส่วนลึกนั้นชิงชังลูกอย่างเหลือเกิน การตามใจลูกเป็นการแสดงหน้าฉากเท่านั้น

๗.  การเก็บกด (Repression)  เป็นการปรับตัวโดยการทำเป็นลืม ทำไม่สนใจ ไม่คิด ไม่กังวล พยายามปัดออกไปจากจิตรู้สำนึก โดยเฉพาะเหตุการณ์ที่ทำให้เราเดือดร้อน มีความทุกข์ ความละอายหรือความเจ็บปวดหรือเจ็บแน่นแสนสาหัส นานๆ เข้าอาจจะลืมได้  วิธีการแบบนี้บุคคลไม่ได้ระบายความวิตกกังวลเลย ความวิตกกังวลหรือความไม่สบายใจจึงมีอยู่ตลอดเวลา นานๆ เข้าจะทำให้เป็นคนเจ้าทุกข์ เจ้าคิด เจ้าแค้น ไม่มีเวลาสำหรับความรื่นรมย์ใด ๆ ในชีวิตเลย

๘.  การปรับตัวแบบถอยกลับ (Regression) เป็นวิธีการที่บุคคลถอยกลับไปใช้ วิธีการแบบเด็กๆ อีก เพื่อเรียกร้องความสนใจ เช่น การดูดนิ้ว (ในเด็กอายุเกิน ๒ ขวบ) หรือการปัสสาวะรดที่นอน (ในเด็กอายุเกิน ๔ - ๕ ขวบ) หรือผู้ใหญ่ที่ทำตนเป็นวัยรุ่น เป็นต้น

๙.  การติดชะงัก (Fixation)  ปกติคนเราย่อมมีการเปลี่ยนแปลงบุคลิกภาพตามขั้นตอนวัยแตกต่างกันออกไป และคนเราย่อมจะก้าวจากขั้นหนึ่งไปสู่อีกขั้นหนึ่งเรื่อยๆ  ไปจนกว่าจะบรรลุความเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว     แต่บางคนอายุมากแล้ว แต่ยังติดชะงักอยู่ในวัยเด็กอยู่นั่นเอง เป็นเพราะว่าเขาเกิดความกลัวว่าขั้นต่อไปจะเต็มไปด้วยความลำบากยากแค้น พวกนี้จึงเป็นพวกเลี้ยงไม่รู้จักโต หรือพวกที่เจ้าระเบียบแบบกระดิกตัวไม่ได้ หรือพวกที่ยึดมั่นอยู่กับสิ่งเดียวตลอดชาติ ก็เป็นพวกติดชะงัก เช่นเดียวกัน

๑๐.  การสร้างจุดเด่นให้แก่ตนเอง (Geocentricism) เกิดแก่บุคคลที่เรียกร้องความสนใจจากผู้อื่น  โดยการคุยโอ้อวดความมั่งมี  คุยอวดความเก่งกล้าสามารถ   หรือแต่งตัวผิดแปลกไปจากคนอื่นหรือพูดจาไม่เหมือนคนอื่น เป็นต้น

๑๑.  การปรับตัวแบบต่อต้านหรือปฏิเสธตลอดเวลา (Negativism) เป็นการเรียกร้องความสนใจ และเป็นการแก้แค้นวิธีหนึ่ง เช่น การชอบทำอะไรในสิ่งที่คนอื่นไม่อยากให้ทำ หรือเขาบอกไม่ให้ทำเราจะทำหรือเราจะทำแต่พอเขาบอกให้ทำ กลับไม่ทำเลย

๑๒.  การปรับตัวแบบเพ้อฝันหรือฝันกลางวัน (Fantasy or Day dreaming)  เป็นการลดความคับข้องใจโดยหนีไปสร้างความสุขโดยการฝันเฟื่อง หรือเหม่อลอยชั่วขณะ ซึ่งจะทำให้เกิดความสุขชั่วครั้งชั่วคราว

๑๓.  การปรับตัวแบบหลบหนี (Withdrawal)  เป็นการหลบเลี่ยงการเผชิญหน้ากับปัญหาหรือคนอื่นๆ ชั่วขณะ อาจจะเก็บตัวหรืออาจจะเจ็บป่วยทางร่างกายโดยหาสาเหตุทางกายไม่พบก็ได้ หรืออาจจะหันเขาหาสุรา กัญชาหรือยาเสพติดประเภทต่างๆ ได้

สุขภาพจิต

 

 

สุขภาพจิต  หมายถึงคุณลักษณะทางจิตใจของบุคคลที่จะปรับตัวให้มีความสุขอยู่กับสังคมได้ดี       พอสมควรและสามารถจะสนองความต้องการของตนเองในสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาและ         สิ่งแวดล้อมอื่นโดยไม่มีข้อขัดแย้งภายในจิตใจมากนัก

คนที่สุขภาพจิตดี จะสามารถตอบสนองความต้องการของตนเองได้ในระดับที่เหมาะสม สามารถลดความวิตกกังวลอันเนื่องมาจากการแก้ปัญหาหรือเนื่องมาจากความขัดแย้งด้วยวิธีการที่สมเหตุสมผลและไม่ใช้  กลวิธานป้องกันตนเองอย่างใดอย่างหนึ่งนานๆ หรือรุนแรงจนเกินไป

ลักษณะของผู้ที่มีสุขภาพจิตดี

ผู้ที่มีสุขภาพจิตดีนั้นจะต้องมีลักษณะดังนี้

๑.  เป็นผู้ที่รู้จักและเข้าใจตนเองอย่างดี ซึ่งจะแสดงออกในรูปของ

-  ยอมรับความผิดหวังได้อย่างกล้าหาญ

-  ใจกว้างพอที่จะยอมรับและเข้าใจความรู้สึกนึกคิดของผู้อื่น

-  ประมาณความสามารถของตนเองได้ใกล้เคียงกับความเป็นจริง

-  ยอมรับสภาพความขาดแคลนหรือขีดจำกัดบางอย่างของตนได้ และยอมรับนับถือตนเอง

-  สามารถจัดการกับสภาพการณ์หรือเหตุการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับตนได้

-  พอใจและชื่นชมยินดีต่อความสุขหรือความสำเร็จของตนที่เกิดในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเล็กน้อยก็ตาม

๒.  เป็นผู้ที่รู้จักเข้าใจผู้อื่นได้ดี ซึ่งแสดงออกในรูปของ

-  ให้ความสนใจและรักคนอื่นเป็นและยอมรับความสนใจและความรักใคร่ที่คนอื่นมีต่อตน

-  เข้าใจและยอมรับความแตกต่างระหว่างบุคคล

          -  เป็นได้ทั้งผู้นำและผู้ตามที่ดี

-  เป็นส่วนหนึ่งของหมู่คณะ

-  มีความรับผิดชอบต่อหมู่คณะหรือบุคคลอื่นที่เกี่ยวโยง

๓.  เป็นผู้ที่สามารถเผชิญกับความจริงในชีวิตได้เป็นอย่างดี เช่น

-  แก้ปัญหาและเผชิญกับอุปสรรคได้ด้วยตัวเอง โดยไม่หวาดกลัวมากนัก

-  มีการวางแผนล่วงหน้าในการกระทำงานหรือการปฏิบัติงานต่าง ๆ

-  ตั้งจุดมุ่งหมายของชีวิตไว้สอดคล้องกับความจริง

-  ตัดสินใจในปัญหาต่างๆ ได้อย่างฉลาด ฉับพลัน ปกติปราศจากการลังเลหรือเสียใจ

ภายหลัง

-  สามารถใช้พลังงานที่มีอยู่ได้อย่างเต็มที่และเกิดประโยชน์มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

๔.  ไม่ใช้กลวิธานป้องกันตนเอง แบบใดแบบหนึ่งมากเกิน แต่จะยอมรับความจริงที่เกิดขึ้นและพยายามหาวิธีลดความวิตกกังวลลงด้วยวิธีการที่สมเหตุสมผล

๕.  เป็นผู้มีอารมณ์ขันบ้าง พยายามมองโลกในแง่ดีด้วยการพิจารณาข้อดีของเหตุการต่างๆ หรือการกระทำต่างๆ ของเรา เพราะเหตุการณ์หรือการกระทำบางอย่างนั้นมีทั้งข้อดีและข้อเสีย และการใช้อารมณ์ขันช่วยขัดจังหวะหรือช่วยแก้ไขเหตุการณ์ที่ตึงเครียด จะทำให้มองโลกน่ารื่นรมย์ขึ้น

บุคคลที่มีสุขภาพจิตใจไม่ดี

บุคคลที่มีสุขภาพจิตไม่ดี จะเป็นคนที่มีลักษณะตรงกันข้ามกับที่กล่าวมาแล้ว และเมื่อเกิดปัญหาหรือมีความวิตกกังวลมากๆ จะหาทางลดความวิตกกังวลด้วยวิธีการที่ไม่สมเหตุสมผล และจะใช้กลวิธานป้องกันตนเองอยู่ตลอดเวลา และจะทำให้พฤติกรรมเบี่ยงเบนไปจากปกติธรรมดา พฤติกรรมที่เบี่ยงเบนไปจากปกติธรรมดานี้อาจเรียกได้ว่าเป็นพฤติกรรมที่ผิดปกติ โดยเริ่มจากดีกรีน้อยไปจนถึงดีกรีมากตามลำดับดังนี้

                   ๑.  พฤติกรรมแปรปรวน (Behavior disorder)

                   ๒.  บุคลิกภาพแปรปรวน (Personality disorder)

                   ๓.  Psychosomatic disorder

                   ๔.  โรคประสาท (Neurosis)

                   ๕.  โรคจิต (Psychosis)

 

ปัญหาที่ก่อให้เกิดสุขภาพจิตเสีย มีดังนี้

                   ๑.  ปัญหาที่เกิดจากตัวเด็ก ได้แก่

                             ก.  ลักษณะทางอารมณ์

                             ข.  ลักษณะประจำตัว

                             ค.  ความเหนื่อยล้าและปัญหาอื่น

                   ๒.  ปัญหาที่เกิดจากสิ่งแวดล้อม ได้แก่

                             ก.  บ้าน

                             ข.  โรงเรียน

                             ค.  สื่อมวลชน

                      ปัญหาที่เกิดจากตัวเด็ก ได้แก่

ลักษณะทางอารมณ์  อารมณ์เป็นทั้งสัญชาติญาณ และประสบการณ์ของมนุษย์ คนเรามีอารมณ์อยู่เสมออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อารมณ์เป็นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่มีผลต่อสุขภาพจิตเป็นอันมาก คนที่มี สุขภาพจิตดีมักจะควบคุมอารมณ์ได้ดี คนที่สุขภาพจิตไม่ดีมักจะมีอารมณ์ไม่แน่นอนควบคุมตนเองไม่ได้รวมความว่าอารมณ์มีความสำคัญต่อสุขภาพจิตมาก อารมณ์บางอย่างมักจะส่งผลกระทบกระเทือนต่อสุขภาพจิต เช่น

     ความกลัว  ความกลัวนี้มีต่างๆ กัน เช่น กลัวความมืด กลัวความแออัด กลัวที่สูง  ความจริงความกลัวนับว่ามีประโยชน์ในด้านที่ช่วยทำให้บุคคลหนีห่างจากภัยอันตราย แต่ความกลัวที่มีมากจนเกินไปในสิ่งที่ไม่ควรกลัว หรือกลัวโดยไม่มีเหตุผลล้วนทำให้เสียสุขภาพจิต

     ความวิตกกังวล  มีลักษณะคล้าย ๆ กับความกลัว มักเป็นอารมณ์ที่เกิดอยู่นานๆ และส่วนใหญ่เป็นการวิตกกังวลที่ไม่มีเหตุผลเพียงพอ ถ้าวิตกกังวลมากๆ และนานๆ ก็ทำให้สุขภาพจิตเสียได้

     ความโกรธ  บางคนโกรธอย่างรุนแรงเกินขอบเขต และมักแสดงออกอย่างรุนแรง เช่น   ในยามที่บันดาลโทสะ ถ้าปล่อยให้เกิดขึ้นบ่อยๆ ก็นับว่าเป็นอันตรายและทำให้สุขภาพจิตเสื่อมลงได้มาก แต่การสกัดกั้นความโกรธเอาไว้ทั้งหมดโดยไม่แสดงออกมาเลย ถ้าทำเสมอๆ ก็เป็นผลร้ายแก่สุขภาพจิตได้เช่นกันอารมณ์อย่างอื่นๆ เช่นความเกลียด ความริษยา ความพยาบาท ความเศร้า ฯลฯ เหล่านี้กระทบกระเทือนต่อสุขภาพจิตเช่นกัน

.  ลักษณะประจำตัวที่อาจทำให้สุขภาพจิตบกพร่อง  ได้แก่

    สติปัญญาต่ำหรือสูงเกินไป  จากการวิจัยปรากฎว่าคนสติปัญญาต่ำมักปรับตัวได้น้อยกว่าคนที่มีสติปัญญาสูง แต่ในทางตรงกันข้าม คนที่สติปัญญาสูงมากเกินไปก็มีปัญหาในการปรับตัวเช่นกัน  เพราะเด็กฉลาดอาจอยู่ในสังคมของคนธรรมดาได้ยาก อาจเบื่อหน่ายภาวะแวดล้อมเช่นนั้น บางทีก็พบความ  บกพร่องจนทนไม่ไหว ความรู้สึกเช่นนี้ทำให้เขาปรับตัวได้ยาก

    ความบกพร่องทางร่างกาย  เด็กที่อ้วนเกินไป ผอมเกินไป สูงเกินไปหรือเตี้ยเกินไป อาจได้รับความลำบากใจในการปรับตัว มักถูกเพื่อนฝูงรังแกหรือล้อเล