บทบาทและสถานภาพของสตรีในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู   

ถ้าเราพูดถึงสตรีในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ซึ่งเป็นศาสนาที่เก่าแก่ศาสนาหนึ่งของโลกที่มีคนนับถือกันจำนวนมหาศาล สถานภาพของสตรีในศาสนาฮินดูนั้น ถ้ามองโดยภาพรวมแล้วเราจะเห็นได้ว่า สตรีมีสถานภาพทั้งที่ดีและไม่ดีด้วย ซึ่งเหมือนกับทุกสังคมและทุกศาสนาที่มี ในพระเวทซึ่งเป็นคัมภีร์ที่สำคัญของศาสนาฮินดูนั้นก็ได้กล่าวไว้ถึงสตรีไว้บ้าง ซึ่งเรื่องนี้เราจะพูดถึงในส่วนของบทต่อไป

            อนึ่งเราได้ยินได้ฟังได้อ่านเรื่องราวของสตรีในศาสนาอื่น ๆ กันบ่อย เช่น ศาสนาพุทธ ศาสนาคริสต์ ศาสนาอิสลาม มีตัวอย่างของสตรีเด่น ๆ ให้เราเลือกอ่านมากมาย แล้วก็เห็นได้ชัดกว่าของศาสนาฮินดู ไม่ใช่ว่าศาสนาฮินดูไม่มีสตรีที่เด่น ๆ อย่างศาสนาอื่น ๆ แต่สตรีในศาสนาฮินดูนั้นไม่แพร่หลายอย่างศาสนาอื่น แต่ทว่าในศาสนาฮินดูนั้น ถ้าพูดถึงสตรีซึ่งส่วนมากจะมีในแง่ลบมากกว่าที่มีในแง่บวก อย่างเช่นว่า ผู้หญิงห้ามเข้าร่วมพิธีในบ้านขณะที่มีประจำเดือนและห้ามเข้าใกล้บริเวณห้องครัวและไม่ต้องทำอาหารหรือเตรียมการใด ๆ ทั้งสิ้น เพราะมีความเชื่อว่าผู้หญิงเป็นมลทินขณะที่พวกเขามีประจำเดือน อย่างนี้เป็นต้น เรื่องราวเหล่านี้ไม่ใช่แค่ในศาสนาฮินดูที่พบเจอเท่านั้น แต่ถ้าศึกษาในศาสนาอื่น ๆ ก็เห็นได้ว่ามีเรื่องเหล่านี้เหมือนกันกับศาสนาฮินดูด้วย

            ในบทความนี้เราจะศึกษาถึง บทบาทของสตรีหรือสถานภาพของผู้หญิงในสังคมฮินดูว่า ศาสนาฮินดูนั้นมองผู้หญิงในแง่ใดหรือลักษณะใด ในหลักคำสั่งสอนในคัมภีร์พระเวทได้พูดถึงสตรีไว้บ้างหรือไม่อย่างไร สังคมมองผู้หญิงอย่างไรบ้าง มีหน้าที่บทบาทอะไรบ้างในสังคม เป็นต้น เพื่อจะได้เกิดความรู้ ความเข้าใจบทบาทของผู้หญิงและสถานภาพของสตรีในศาสนาฮินดูและสังคมฮินดูให้กระจ่างชัดเจน

สตรีในพระเวทและสถานภาพของสตรีในสังคมฮินดู 

          นับตั้งแต่พวกอารยันได้เข้ามาในอินเดียทางด้านตะวันตกเฉียงเหนือในราว 1500 ก่อนคริสต์ศักราช ได้พาวัฒนธรรมและศาสนาแบบอินโด-ยูโรเปียน เข้าสู่อินเดีย พวกเขาเหล่านั้นเป็นพวกที่เคร่งศาสนา นับถือศาสนาอย่างละเอียดลออ มีการเกี่ยวข้องกับกับการบูชายันไฟ ในพระเวทนั้นที่มองเห็นเด่นชัดก็คือบทบาทของผู้ชายมากกว่าผู้หญิงและมีเทพเจ้าเพศชายเดนกว่าเทพเจ้าเพศหญิง

            ในพระเวทได้พูดถึงเกี่ยวกับบทบาทของสตรีในฐานะต่าง ๆ ดังเช่น บทบาทของผู้หญิงในฐานะลูกสาว ฐานะภรรยา ฐานะแม่ เป็นต้น ในพระเวทยังได้กล่าวถึง การมีสิทธิในการศึกษาพระเวททั้งชายและหญิงด้วย ซึ่งไม่ได้กีดกันว่าผู้หญิงห้ามศึกษาหรือแตะต้องพระเวท เปรียบเทียบกับระยะเวลาในยุคหลังการศึกษานั้นไม่ใช่อุปสรรคในการแต่งงานของผู้หญิงในตรงกันข้ามสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญเป็นความรู้ในพิธีกรรมบางอย่างถูกต้องเพื่อให้สามารถเข้าร่วมในกิจกรรมทางศาสนา ซึ่งได้ดำเนินการร่วมกันโดยสามีและภรรยา ในยุคของพระเวทนั้น ผู้ชายและผู้หญิงทั้งสองเพศนั้นมีอิสรเสรีในการเลือกคู่ครองเพื่อแต่งงานถึงแม้ว่าการแต่งงานโดยพ่อแม่เลือกให้เป็นเรื่องที่นิยมกันในยุคนั้น    และยังพบหลักฐานว่าในยุคนั้นไม่มีการบังคับให้แต่งงานและไม่ได้มีการแพร่กระจ่ายเรื่องการแต่งงานตั้งแต่เด็กในช่วงของยุคพระเวทผู้หญิงที่ไม่ได้แต่งงานก็จะอยู่ที่บ้านกับพ่อของตน ส่วนผู้หญิงที่เป็นแม่ม่ายนั้น ไม่มีสถานภาพที่เลวร้ายเหมือนยุคภายหลังและยังสามารถที่แต่งงานใหม่กับพี่หรือน้องเขยได้ ในบทสวดของฤคเวทนั้น มีการเน้นถึงความเสมอภาคระหว่างสามีกับภรรยาด้วย ยังกล่าวถึงความหมายของการเป็นคู่ซึ่งภาษาอินเดียเรียกว่า “ทัมปตี(Dampati)” นั้นหมายถึง “พระผู้เป็นเจ้าในเรือน” 1

            แต่อย่างไรก็ตามผู้ชายก็มีอำนาจเหนือกว่าผู้หญิงหรือเรียกได้ว่าเป็นส่วนสำคัญกว่าผู้หญิง ผู้หญิงนั้นถือว่าด้อยกว่าผู้ชายในทางด้านสังคมของชาวฮินดู ในครอบครัวของสังคมฮินดูการถือกำเนิดของบุตรชายถือว่ามีความยินดีกว่าการถือกำเนิดของบุตรหญิงเพราะ บุตรหญิงไม่สามารถช่วยบิดาให้พ้นจากนรกปุตตะได้เพราะตามประเพณีฮินดูที่เชื่อถือกัน บุตรชายเท่านั้นที่จะประกอบพิธีกรรมให้กับบิดาที่ล่วงลับไปได้ 2 ในสังคมอินเดีย ครั้งเมื่อพ่อแม่ตายนั้นลูกชายมีหน้าที่ที่จะจุดไฟในกองศพของพ่อแม่ของตนและพวกเขาเหล่านั้นเชื่อว่า การที่ลูกชายนั้นจุดไฟให้ ทำให้ตนเองได้เข้าสู่สวรรค์ หรือรอดพ้นจากนรกได้ ซึ่งทำให้การถือกำเนิดบุตรชายและบุตรหญิงได้รับการตอนรับไม่เท่าเทียมกัน “ความเชื่อในเรื่องนี้มีความเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับการแต่งงาน เพราะชายที่แต่งงานต่างก็มุดหมายอยู่ที่การได้บุตรชายไว้ช่วยให้ตนพ้นจากนรกที่ชื่อว่าปุตตะ” 3 ข้าพเจ้ายังคิดว่าความเชื่อเรื่องนี้ยังมีให้เห็นในสังคมอินเดียจนถึงปัจจุบัน ซึ่งความเชื่อเหล่านี้ได้ฝังลึกลงไปในจิตใจของชาวฮินดูอย่างมากมาย และได้แพรกระจ่ายความเชื่อเหล่านี้ไปยังประเทศเคียงข้างด้วยซ้ำ แม้แต่ในประเทศไทยก็มีความเชื่ออย่างนี้อยู่เหมือนกันก็คือการที่ลูกชายของตนได้บวชพระในพระพุทธศาสนาก็ถือว่าตนเองได้เข้าสู่สวรรค์ได้ ซึ่งข้าพเจ้าคิดว่าความคิดเรื่องนี้อาจจะสืบเนื่องมาจากความคิดของสังคมชาวฮินดูก็ได้เช่นกัน

1 Jean Holm with John Bowker. Women in Religion, pp 60                      
2 ลักษณ์วัต ปาละรัตน์, สตรีในมุมมองของพุทธปรัชญา (กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 2545) หน้า 6
3 ลักษณ์วัต ปาละรัตน์, สตรีในมุมมองของพุทธปรัชญา (กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 2545) หน้า 6-7

 

อีกเหตุพลที่ชาวฮินดูอยากได้ลูกชายมากกว่าลูกสาวก็คือ อยากได้คนมาเป็นผู้นำหรือทำพิธีต่าง ๆ ซึ่งผู้หญิงไม่มีสิทธิ์ในตรงนี้ “...การเซ่นสรวงดวงวิญญาณนั้น จะต้องทำให้ถูกพีวิญญาณของผู้ตายจึงจะอำนวยความสุขแก่ตระกูล ดังนั้นหน้าที่เซ่นวิญญาณ จึงต้องตกแก่หัวหน้าในตระกูลซึ่งเป็นผู้ใหญ่ทรงความรู้ดีในพิธี และเป็นความรู้ที่สืบทายาทต่อกันมาในตระกูล ผู้ร่วมโคตรร่วมสกุลมีความกลัวเกรงและนับถือผู้เป็นหัวหนามาก ทำให้กลัวหน้ามีอำนาจสิทธิ์ขาดในภรรยาและลูกหลาน ตลอดถึงทรัพย์สมบัติทั้งหมด แม้หัวหน้าสืบทายาทที่จะเซ่นไหว้พรรพบุรุษก็นิยมผู้ชาย เป็นเหตุให้ชาวอารยันทุกคนต้องแสวงหาลูกผู้ชาย สำหรับลูกที่เกิดมาเป็นหญิงนับว่ามีค่าแก่ตระกูลน้องกว่าลูกผู้ชาย ถึงแก่ถูกทำลายให้ตายเสียก็มี...” 4

             ในเรื่องของชีวิตสมรสของผู้หญิงฮินดูหรือเรียกอีกอย่างคือ สถานภาพของสตรีในศาสนาฮินดู ในฐานะของภรรยานั้น มองดูภาพรวมแล้วน่าสงสารมากทีเดียว เพราะว่าการถือกำเนิดของบุตรหญิงก็ทำให้พ่อแม่ไม่มีความสุขแล้ว และเมื่อมีบุตรหญิงแล้วยังต้องมีภาระที่จะต้องหาสามีให้ด้วยอีก ผู้หญิงในสมัยนั้นไม่มีสิทธิ์ที่จะเลือกคู่ของตนเอง ต้องแต่งงานกับผู้ชายที่พ่อแม่ตนเองหาให้เท่านั้น และในสังคมอินเดียนั้น ฝ่ายผู้หญิงจะเป็นผู้สู่ขอฝ่ายผู้ชาย เพราะว่าหญิงใดที่พ่อแม่ไม่สามารถหาคู่รองจัดการแต่งงานให้ได้ก็จะเป็นความอับอายของวงศ์ตระกูล โดยสมัยนั้นถือกันว่า หน้าที่ของหญิงสาวก็คือการแต่งงานมีครอบครัว 5 ภรรยานั้นถือเสมือนคนใช้ของสามี มีหน้าที่รับใช้อย่างทาสและให้ลูกแก่สามีเท่านั้น แต่ถ้าไม่สามารถให้บุตรชายได้ก็ถือว่าความโชคร้ายของภรรยาอีก เพราะว่าทางสามีและครอบครัวฝ่ายสามีจุดหมายที่สำคัญในการแต่งงานก็เพราะต้องการบุตรชายจากฝ่ายภรรยา แต่ถ้าไม่สามารถที่ให้ลูกชายได้ก็สามารถที่อ้างเป็นเหตุผลในการแต่งงานใหม่ของสามีได้และเมื่อเป็นเช่นนี้สภาพของภรรยาแรกจะยิ่งเลวร้ายไปกว่าเดิมเพราะเขาไม่มีความสำคัญในครอบครัวอาจจะถูกรังแกโดยภรรยาใหม่หรือต้องทำงานหนักกว่าเดิมและตัวเขาก็ไม่สามารถที่แยกออกจากที่นั้นได้ ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่าผู้หญิงนั้นเปรียบเหมือนเพียงแค่วัตถุสิ่งของเท่านั้นไม่มีความเป็นตัวของตัวเอง ไม่มีค่าใด ๆ ทั้งสิ้น ต้องปฏิบัติตามคำสั่งของพ่อแม่ สามี สังคมบ้างเหมือนกับตัวเองไม่ได้เป็นเจ้าของชีวิต

            อนึ่งถ้าหากในชีวิตสมรสผู้เป็นสามีตายไปก่อนและผู้เป็นภรรยาเป็นม่าย สถานภาพของผู้หญิงนั้นจะเปลี่ยนไปเป็นอีกอย่างหนึ่งทันที ในสังคมฮินดูสภาพของผู้หญิงม่ายก็ตกต่ำมากเหมือนกัน ในครอบครัวที่เป็นทางการหรือเคร่งครัดนั้น ผู้ที่แม่ม่ายจะต้องโกนผม ใส่สาหรี่ชุดขาว ห้ามใส่เครื่องประดับต่าง ๆ                          

4 สมเด็จพระมหาวีรวงศ์(พิมพ์ ธมฺมธรเถร), สากลศาสนา (โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย,นครปฐม) หน้า 203
5
ลักษณ์วัต ปาละรัตน์, สตรีในมุมมองของพุทธปรัชญา (กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 2545) หน้า 6 

(เครื่องประดับจะมี ต่างหู แหวนที่ใสในนิ้วเท้า กำไล จุดสีแดงที่ติดหน้าผาก) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของมงคล6 สถานภาพของสตรีที่เป็นแม่ม่ายนั้นน่าเห็นใจเหมือนกัน เพราะเขาถือว่าการที่สามีของเขาตายนั้น เนื่องมากจากตัวผู้หญิง ซึ่งนำความโชคร้ายให้ผู้เป็นสามีและครอบครัวของฝ่ายสามี และไม่มีการให้เกียรติ ห้ามไม่ให้เข้าร่วมพิธีต่าง ๆ เพราะสังคมไม่ยอมรับ มองว่าแม่ม่ายเป็นตัวนำความอปมงคลมาสู่พิธีต่าง ๆ ยิ่งไปกว่านั้นคือการตายตามสามีที่ตายไป ซึ่งในสังคมอินเดียมีพิธี พิธีหนึ่งที่สำหรับแม่ม่ายคือพิธีสตี 

พิธีสตี 

          พิธีสตีคือการที่ภรรยาตายตามด้วยการกระโดดลงไปในกองฟืนสำหรับเผาศพของสามีในวันที่พิธีเผ่าศพของสามี ซึ่งประเพณีนี้ถือว่าการแสดงความจงรักภักดีต่อสามีของตน คำว่าสตีหมายถึง “ผู้หญิงที่ถูกต้อง ที่ดีงาม ที่มีศีลธรรม เทียงธรรม” 7 พิธีสตีนี้ถ้าย้อนประวัติศาสตร์ เราจะเห็นว่าที่มาของพิธีสตรีนี้รับมาจากประเทศกรีซ ซึ่งชาวกรีซนั้นนิยมทำบูชายันซึ่งกล่าวไว้เบื้องต้นไว้แล้ว พิธีสตีนี้มาสู่ประเทศอินเดียในราวศตวรรษที่ 1 โดยพวก Kushas สาเหตุที่มาของพิธีก็คือในช่วงเวลานั้นพวกอารยันได้อพยพมายังประเทศอินเดียและมีการทำสงครามกัน ไม่ว่าจะทำสงครามกันในพวกเองหรือสงครามกับพวกมุสลิม ดังนั้นเมื่อเกิดสงครามผู้ชายทีไปรบก็ตายกันมากมายทำให้เกิดประชากรของแม่ม่ายเพิ่มขึ้นในทันตา ทำให้พวก Kushas หรือ Rajputs กลัวว่าพวกแม่ม่ายทั้งหลายจะมีเพศสัมพันธ์กับผู้ชายอื่น ซึ่งพวกเขาเหล่านั้นต้องคิดหาวิธีที่จะกำจัดแม่ม่าย ดังนั้นทำให้เกิดพิธีสตีนี้ขึ้นมา เพราะพวก Kushas เหล่านี้เคร่งในประเพณีถือผัวเมียเดียว พวกมุสลิมก็ประสบปัญหาอย่างเดียวกัน แต่พวกเขาแก้ปัญหานี้ด้วยการอนุญาตให้ผู้ชายมีภรรยาได้สี่คน 8

            ต่อมาในศตวรรษที่ 19 เมื่ออังกฤษได้เข้ามาในอินเดียจึงได้ประกาศพิธีสตีเป็นความผิดทางกฎหมาย ถึงแม้ว่าประกาศว่าผิดทางกฎหมายแต่ก็ยังมีการทำพิธีสตีให้เห็นอยู่ซึงเป็นประเพณีความเชื่อของพวกเขายังฝังลึกในจิตใจของพวกฮินดูมายาวนาน อันที่จริงพิธีสตีนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับศาสนาฮินดูแต่ยังใด ไม่ได้กล่าวถึงในพระเวท แต่ได้รับอิทธิพลจากพวกที่มาจากตะวันตก ซึ่งได้กล่าวไว้แล้วในเบื้องต้น พิธีนี้ก็ได้หมดสิ้นไปในตอนต้นของศตวรรษที่ 20 เพราะการวิวัฒนาการของการศึกษาและอิทธิพลของสมัยใหม่และก็มีการปฏิรูปศาสนาฮินดูขึ้นเป็นลำดับ

6Jean Holm with John Bowker. Women in Religion, pp 79
7 Jean Holm with John Bowker. Women in Religion, pp 77
8
http://www.shelovesreading.com/main/readarticle.php?article_id=145 (โดย...วชิราวรรณ) 10.09.2009
   
 

ลัทธิศักติ 

          ศักติหมายถึงเทวีซึ่งเป็นชายามองมหาเทพ เช่นพระอุมา พระลักษมี หรือพระสรัสวดี ซึ่งเป็นผู้ทรงกำลังหรืออำนาจของเทพสามีไว้ จึงเรียกว่า ศักติ ลัทธิศักติมีการบูชาเทวดาผู้หญิงที่เรียกว่าพระแม่เจ้าเป็นสำคัญ โดยเชื่อถือว่าเป็นอำนาจราชศักดิ์ของเทพสวามีซึ่งมีหลักอยู่ว่า องค์พระพรหม พระวิษณุ และพระศิวะ มนุษย์เข้าถึงได้ยากมาก ถ้าหวังจะให้สำเร็จสมความปรารถนา ต้องอาศัยบูชาศักติคือพระชายาของพระองค์ สำหรับประชาชนที่นับถือลัทธินี้มีมากอยู่ในอินเดียภาคตะวันออกเฉียงเหนือแถวแคว้นเบงกอล และอัสสัมหรือกระแซ โบราณเรียกว่าแคว้นกามรูป ซึ่งมีพลเมืองสำส่อนกันหลายชาติ เช่นชาติทิเบต พม่า มอญ เขมร และชาติไทยบางสาขามีพวกอาหมในอัสสัม เป็นต้น เพราะแคว้นเบงกอล เนปาล และอัสสัมเป็นแดนที่กำเนิดของลัทธิศักติ แท้จริงในครั้งดึกดำบรรพ์แคว้นเหล่านี้ไม่ปรากฏว่าพวกพราหมณ์ไปตั้งอยู่ ลัทธินี้คงเกิดขึ้นเมื่อภายหลังครั้งพวกฮินดูเข้ามาเป็นใหญ่ แต่เอาเค้าลักธิของชาติเดิมเข้ารวมไว้ด้วยจึงเกิดเป็นลัทธิศักติขึ้น พระแม่เจ้าที่เป็นองค์สำคัญในลัทธิศักติคือ

ปารวตี 

          เป็นภรรยาของพระศิวะ เป็นเทพแห่งพื้นดิน นางแนะนำพระศิวะเวลาพระศิวะทำงานลึกลับ ในเวลาอวตารเป็นสตรีนั้น นางเป็นลูกสาวของเทวดาที่ชื่อ ทักษา ซึ่งรังเกียจพระศิวะที่ทำตัวสกปรก ทำให้นางน้อยใจเผ่าตัวตาย ซึ่งเป็นคิดต่อมาของศาสนาฮินดูนางทำหน้าที่สมบูรณ์ตามหน้าที่ของภรรยา พระศิวะเสียใจ โลกทั้ง 3 โลกนางไปเกิดในหมู่บ้านชาวประมงมีชื่อว่า ปาวารตี เมื่อพระศิวะรู้ว่านางเกิดแล้วก็เข้ากัมมัฏฐานต่อไป นางไปขอร้องกามา ซึ่งเป็นเทพไปทำให้พระศิวะออกจากกัมมัฏฐานจนพบกันอีกชาติหนึ่ง เมื่อทั้ง 2 อยู่รวมกันเรียกว่า เทวี เป็นภาคที่ได้รับความนับถือมาก ส่วนภาคนางกาลี เมื่อพระศิวะเป็นประธานของปิศาจนางก็มีลูกเป็นกาลี มีผิวดำ มีลิ้นแดง เลียเลือด ดุร้าย นางกาลีถูกเรียกว่า เป็นเทพแห่งความตาย ส่วนภาคที่ชื่อว่า ทุรคา คล้ายกับนางกาลี ดุร้ายรบเก่ง เอาจักรวาลใส่ในมดลูกของนางได้ ขี่สิงโตเพื่อปกป้องพวกเทวดา ทำให้ทราบได้ว่า ภาคต่าง ๆ สร้างตามแบบอุดมคติที่หญิงควรจะเป็นเมื่อสามีเป็นอะไรก็ต้องเป็นตามสามี

นางลักษมี 

          เป็นเทพนารีแห่งความรัก เป็นศรีเทแห่งโชคลาภ เป็นเทพแห่งความร่ำรวย มีภาคดีตลอด ไม่มีร้าย มีเมตตาช่วยเหลือคนไม่ถือวรรณะอะไร ใจดีเชื่อคนง่าย ใครสรรเสริญนาง ๆ ก็ช่วย นางเป็นภรรยาของพระวิษณุ เมื่อไปเกิดเป็นอะไรก็อวตารไปเกิดเป็นภรรยาทุกครั้งอยู่กันเป็นผัวเดียวเมียเดียว เมื่ออวตารเป็นพระรามนางก็เป็นนางสีดา ชื่อได้ว่ากำเนิดผุดผ่องที่สุด ซึ่งเกิดจากดอกบัว ซึ่งลอยอยู่ในทะเลน้ำนม ในคราวที่เกิดของสิ่งมีค่าจากากรกวนเกษียรสมุทรนางไม่มีวันตาย สวยงามที่สุ สาวเสมอไม่แก่ มีผิวเหมือนทองคำกับไข่มุก คนทั้งหลายต้องการแต่งงานกับนาง แต่นางรักพระวิษณุองค์เดียว นางถูกมองว่าเป็นผู้ให้การเก็บเกี่ยวสำเร็จ ให้โคลาภจึงเป็นเทวดาอินเดียที่คนนับถือมากที่สุด

พระสรัสวดี

          เป็นเทพนารีแห่งการศึกษาเล่าเรียน ได้รับการยกย่องว่าเลิศทางศิลปะศาสตร์ วิทยาศาสตร์ คนอินเดียเชื่อว่านางคิดคำพูดออกมาเป็นภาษา ภาษาสันสกฤตที่ใช้เขียนพระเวทนั้นนางเป็นผู้คิดขึ้น เป็นภรรยาของพระพรหม มักทำรูปนางเป็นหญิงสาวสวย มี 4 แขน เรื่องว่านางเป็นผู้ที่ขี้หึง เมื่อพระพรหมมีเมียน้อยก็สาปแช่งเทพต่าง ๆ ด้วยเหตุนี้ทำให้พระพรหมถูกนับถือน้อยกว่าพระศิวะ พระวิษณุ เมื่อพระวิษณุถูกสาปด้วยให้ไปเกิด 10 หน ส่วนพระศิวะถูกให้มีภรรยาไม่ได้ คนอินเดียโบราณนับถือมาก ได้ตั้งชื่อแม่น้ำสายหนึ่งว่า น้ำสรัสวดี นางเป็นภรรยาของพระพรหมจึงใช้พาหนะเช่นเดียวกันคือ ขี่หงส์

            ในลัทธิศักติแบ่งออกเป็นสองพวกก็คือ พวกขวากับพวกซ้าย พวกขวาเรียกว่า ทักษิณาจารี และพวกซ้ายเรียกว่า วามาจารี พวกขวามีการทำพิธีอย่างเปิดเผยและสุภาพ แต่พวกซ้ายทำพิธีในที่ลับและมีการลามกมาก นิกายศักตินี้มีลัทธิผิดจากนิกายอื่นในลัทธิฮินดูด้วยกัน เพราะไม่มีศาสดาผู้เป็นต้นลัทธิในนิกาย เป็นแต่อ้างเอาว่าพระเป็นเจ้าทรงบันดาลด้วยพระองค์เองให้มนุษย์เห็นแจ้ง และได้แตกสาขาออกเป็นหลายนิกาย ซึ่งเรียกชื่อนิกายตามนามของพระเป็นเจาที่ตนนับถือ เรียกพระชายาของพระเป็นองค์นั้นว่าเป็นศักติ เช่นพวกที่นับถือพระศิวะเรียกนิกายไศวะ ยกพระอุมาขึ้นเป็นศักติ พวกที่นับถือพระวิษณุเรียกนิกายไวษณพ ยกพระลักษมีหรือนางราธาขึ้นเป็นศักติ แต่โดยปรกติคำว่า ศักติ ย่อมเล็งเอาเฉพาะพระอุมาชายาของพระศิวะเท่านั้น 9

            ลัทธิศักตินี้ ถ้าพูดตามหลักพงศาวดารแล้ว ก็ต้องว่าศักติเป็นลัทธิประสมออกจากลัทธิฮินดู และลัทธิของชาวชนที่ไม่ใช่ชาติอารยันซึงไม่มีอาจารย์ผู้สั่งสอนหรือผู้แต่งตำราลือชื่อเหมือนในลัทธิอื่น และมักมีลัทธิตันตระรวมไปด้วย

9สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (พิมพ์ ธมฺมธรเถร), สากลศาสนา (โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย,นครปฐม) หน้า 244

 

 สตรีในศาสนาฮินดูสมัยใหม่

            ตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 20 ถือว่าสถานภาพของสตรีนั้นดีขึ้นมาเป็นลำดับ ซึ่งหลังจากที่อังกฤษได้ปกครองอินเดีย อังกฤษก็ได้เปลี่ยนแปลงอินเดียมาก ไม่ว่าจะด้านการปกครอง ด้านการศึกษา และด้านพิธีประเพณีต่าง ๆ ที่เห็นจะงมงาย เมื่ออังกฤษได้เข้ามาอินเดียแน่นอนสิ่งที่ตามมาก็คือศาสนาคริสต์เพราะชาวตะวันตกส่วนมากแล้วนับถือศาสนาคริสต์ ทำให้ศาสนาฮินดูได้รับผลกระทบไม่มากน้อยจากศาสนาคริสต์ที่เข้ามาใหม่ในสังคมฮินดู ในช่วงระยะหลังสตรีมาสิทธิเสรีภาพมากขึ้น มีการต่อต้านพิธีสตี หญิงหม้ายสามารถที่แต่งงานใหม่ได้ มีบทบาทของสตรีในสังคมมากขึ้น ซึ่งได้รับการศึกษาเท่าเทียมกับผู้ชาย และผู้หญิงก็สามารถที่ทำงานนอกบ้านได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ใช่ว่าผู้หญิงทุกคนในสังคมจะมีอิสรเสรี เพราะคงเห็นภาพของหญิงเหล็กที่ทูนวัสดุที่มีน้ำหนัก เช่น ก้อนอิฐ, หม้อน้ำ, ฟืน หรือไม่ก็หญ้าสำหรับเลี้ยงสัตว์ ไว้บนศีรษะกำลังเดินหลังแข็งทื่อไปทั้งนี้เพราะว่า หญิงยากจนต้องทำงานหนักด้วยความจำเป็นอย่างสุดๆ โดยเฉลี่ยต้องทำงานหนักมากกว่าหญิงวัยทำงานวัยเดียวกัน เมื่อเทียบกับหญิงในประเทศอื่น อาชีพที่หญิงต้องลงไปทุบหินในบ่อ ขุดแร่ ทำการจักสาน ปั้นหม้อดิน หว่านข้าวกล้า พรวนดินและเก็บเกี่ยวพืชผลในไร่ เป็นงานที่เพิ่มจากงานในบ้านตามปกติ คือ ไปตักน้ำ เก็บฟืนและหญ้าเพื่อเลี้ยงสัตว์ ทำกับข้าว ทำความสะอาดบ้าน และเลี้ยงลูก 10 ข้าพเจ้าคิดว่าทุกบ้านเมืองทุกสังคมก็มีเรื่องของความยากจน ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาที่เรารู้อยู่แล้ว และไม่รู้ว่าจะให้ความช่วยเหลือกันอย่างไร ถึงแม้ว่าสตรีในอินเดียไม่ลำบากเหมือนเมื่อก่อนมีอิสรเสรีมากกว่า แต่ก็ มีความลำบากในฐานะยากจนที่ต้องทำงานดิ้นรนงานเงินเลี้ยงชีพ เป็นต้นและก็เรื่องของชั้นวรรณะอาจจะมีอยู่ในสังคมอินเดีย ซึ่งฝังอยู่ในจิตใจของคนอินเดียนับศตวรรษ ยากที่จะลบมันออกจากจิตใจ

 

10 http://gotoknow.org/blog/indiastusdys/233435 (โดย ฤทธิชัย) 10.09.2009

 

อ้างอิง

-          Jean Holm with John Bowker. Women in Religion, Printed and bound in Great Britain by Biddles Ltd, Kings’s Lynn, Norfolk, 2004

-          ลักษณ์วัต ปาละรัตน์, สตรีในมุมมองของพุทธปรัชญา (กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 2545)

-          สมเด็จพระมหาวีรวงศ์(พิมพ์ ธมฺมธรเถร), สากลศาสนา (โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย,นครปฐม)

-          http://www.shelovesreading.com/main/readarticle.php?article_id=145 (โดย...วชิราวรรณ) 10.09.2009

-          http://gotoknow.org/blog/indiastusdys/233435 (โดย ฤทธิชัย) 10.09.2009