ปุจฉาที่ 1: ข่าวการข่มขืน การถูกทำร้ายทั้งทางร่างกายและจิตใจ การถูกคุกคามทางเพศ และการถูกลวนลามของผู้หญิง และการเลือกปฏิบัติ ปรากฏให้เห็นในสังคมไทยมาโดยตลอด ปัญหาที่เกิดขึ้นดังกล่าวนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความคิดของคนไทยอย่างไรบ้าง?

วิสัชนาที่ 1: ปัญหาที่เกิดกับสตรีในสังคมไทยส่วนใหญ่สะท้อนให้เห็นถึงสภาพและความคิดของคนในสังคมไทย ที่ยังคงมีความคิดว่าผู้ชายเป็นใหญ่ ซึ่งครอบงำสังคมไทยมาโดยตลอด การกดขี่ทางเพศ การใช้ความรุนแรงกับผู้หญิง และการมองว่าผู้หญิงเป็นเพียงสินค้าหรือวัตถุทางเพศ เป็นปัญหาที่ดำรงมาอย่างยาวนานและต่อเนื่อง แม้ว่าในปัจจุบันสภาพปัญหาอาจดูเหมือนรุนแรงน้อยลง และมีโครงสร้างทางกฎหมายยอมรับในความเท่าเทียมกันของหญิงและชายเป็นหลักการพื้นฐานของสังคม รวมทั้ง มีการต่อสู้เรียกร้องของขบวนการทางสังคมของกลุ่มผู้หญิง ในแง่ของการผลักดันกฎ กติกา ต่างๆ ในระดับนโยบาย และการเปิดพื้นที่ให้ผู้หญิงเข้ามามีบทบาทในพื้นที่สาธารณะ เช่น ในองค์กรทางการเมืองระดับต่างๆ ก็ตาม แต่ปัญหาและความรุนแรงที่เกิดขึ้นต่อสตรีก็ยังปรากฏให้เห็นมาโดยตลอด

ปัญหาต่างๆ เหล่านี้ อาจจะคลี่คลายได้ในระดับหนึ่ง ด้วยการที่คนในสังคมต้องเรียนรู้ และตระหนักถึงหลักสิทธิมนุษยชน และเคารพในศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ของสตรี และตระหนักถึง ความซับซ้อนและความละเอียดอ่อนต่อกรณีที่ผู้หญิงถูกกระทำตามสภาวะข้างต้น

ปุจฉาที่ 2: ข้อตกลงในระดับนานาประเทศ และรัฐธรรมนูญไทยฉบับปัจจุบันได้รองรับหลักการและสิทธิเสรีภาพของสตรีไว้อย่างไรบ้าง?

วิสัชนาที่ 2: จากประวัติศาสตร์ สภาพและสถานภาพของสตรีจะต่ำต้อยด้อยค่า ไม่เสมอภาคเท่าเทียมชาย และที่สำคัญ สตรีถูกกดขี่ ขูดรีด เหยียดหยาม และกีดกันทางสังคม เศรษฐกิจและการเมือง สภาพดังกล่าว ถือว่าไม่เคารพสิทธิมนุษยชนของสตรีในทุกสังคม จึงมีการลุกขึ้นเรียกร้องสิทธิสตรี รัฐและสังคมประเทศต่างๆ ค่อยๆ ยอมรับฐานะและบทบาทของสตรี

สิทธิสตรี ในระดับสากล มีการออกอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ ค.ศ. 1979 (พ.ศ. 2522) ซึ่งประเทศไทยได้รับรองอนุสัญญาฯ ดังกล่าวไว้ สิทธิสตรีได้รับการคุ้มครองอย่างน้อยก็ไม่ให้ถูกเลือกปฏิบัติ และเสมอภาคเท่าเทียมกันในด้านการทำงาน ค่าจ้าง การประกันสังคม การตัดสินใจมีบุตร สิทธิในการพัฒนา ทั้งการศึกษาและสันทนาการ การมีส่วนร่วมทั้งการเลือกตั้ง การรับตำแหน่ง การปฏิบัติหน้าที่ราชการในทุกๆ ระดับ ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีมาตรการพิเศษที่เอื้อให้คุ้มครองสิทธิสตรี เช่น การให้บริการสำหรับสตรีที่มีครรภ์

นอกจากนี้ยังมีปฏิญญาว่าด้วยการขจัดความรุนแรงต่อสตรีจากมติที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ วันที่ 20 ธันวาคม 2536 ที่ตระหนักถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการยอมรับหลักการระดับสากลเพื่อเป็นประโยชน์ต่อสตรีในเรื่องสิทธิและหลักการที่คำนึงถึงความเสมอภาค ความมั่นคงปลอดภัย เสรีภาพ และความเป็นหนึ่งเดียวอันแบ่งแยกมิได้และศักดิ์ศรีแห่งมนุษย์ทั้งปวง

และยืนยันว่า ความรุนแรงต่อสตรีเป็นการละเมิดสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐานของสตรี และทำให้ประโยชน์ที่สตรีจะได้รับจากสิทธิและเสรีภาพเหล่านั้น ต้องถูกทำลายหรือลดน้อยลง และคำนึงถึงความล้มเหลวที่เคยเป็นมาในการปกป้องและส่งเสริมสิทธิเหล่านั้น และเสรีภาพเมื่อเกิดกรณี ความรุนแรงต่อสตรี

ตระหนักว่า ความรุนแรงต่อสตรีเป็นปรากฏการณ์หนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นมาของความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่ไม่เท่าเทียมระหว่างบุรุษและสตรี ซึ่งนำไปสู่การครอบงำและการเลือกปฏิบัติต่อสตรีโดยบุรุษ และเป็นสิ่งที่ขัดขวางความก้าวหน้าของสตรี และตระหนักว่าความรุนแรงต่อสตรีเป็นกลไกทางสังคมที่โหดร้ายอย่างหนึ่งที่ส่งผลให้สถานะของสตรีเป็นรองเมื่อเปรียบเทียบกับบุรุษ

ห่วงใยว่า สตรีบางกลุ่ม อาทิ สตรีกลุ่มน้อย สตรีพื้นเมือง ผู้ลี้ภัยสตรี ผู้อพยพสตรี สตรีในชนบทหรือในท้องถิ่นทุรกันดาร สตรีผู้ยากไร้ สตรีในสถานกักกัน เด็กผู้หญิง สตรีพิการ สตรีชรา สตรีในภาวะสงครามเป็นกลุ่มที่อยู่ในภาวะเสี่ยงต่อความรุนแรง

กล่าวเฉพาะรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 ได้รับรองคุ้มครองสิทธิสตรีไว้หลายมาตราที่สำคัญอย่างมาก อาทิ มาตรา 30 ที่มีใจความว่า บุรุษและสตรีมีความเท่าเทียมกันตามกฎหมาย จะเลือกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมต่อสตรีไม่ได้ และที่สำคัญคือการมีมาตรการที่กำหนดขึ้นเป็นพิเศษเพื่อสตรีก็ไม่ถือว่าเป็นการเลือกปฏิบัติ เนื่องจากสตรีถูกเอาเปรียบอย่างมากและอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังมีอีกหลายมาตราที่ส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิสตรี ไม่ว่าจะเป็นด้านแรงงาน รวมถึงการยกร่างกฎหมายที่เกี่ยวกับสตรีก็ต้องมีตัวแทนที่ประกอบด้วยสตรีอยู่ด้วย

ที่มา http://www.fpps.or.th/news-printversion.php?detail=n1137953826.news