สงครามเวียดนาม 1963-1975

หมายเหตุ แปลมาจากบทความเรื่อง Vietnam War : 1963-75 by George C. Herring

 



สงครามเวียดนาม 1963-1975

 

 

 

สงคราม เวียดนามก่อให้เกิดผลกระทบอย่างมากกับอเมริกา
ในช่วงเวลาสิบสองปี ยาวนานกว่าสงครามอื่นๆที่อเมริกาเคยเข้าร่วม
ทำให้คนอเมริกันกว่า58,000คนต้องสูญเสียชีวิต และเงินกว่าพันล้านเหรียญสหรัฐ สงครามก่อให้เกิดภาวะเงินเฟ้อ
และทำลาย เศรษฐกิจของอเมริกาในช่วงทศวรรษ 1970 สงครามเวียดนามได้แบ่งแยกคนอเมริกันอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนนับ ตั้งแต่สงครามกลางเมือง
นำมาสู่การเปลี่ยนแปลงนโยบายต่างประเทศ ของอเมริกา ทำให้สูญเสียความเชื่อมั่นต่อนโยบายความมั่นคง ละทิ้งนโยบายต่างประเทศที่ไม่ได้ผลไปชั่วคราว

 

การเข้าใจในความต้องการของเวียดนามคือ ปัญหาพื้นฐาน
ทำไมอเมริกันต้องยอมเสียเงินเป็นพันล้าน คนอีกหลายพัน
และ กองกำลังทหารที่จะเข้ามาควบคุมและกองกำลังทหารที่จะเข้าไปในพื้นที่ที่ดู เหมือนว่าจะไม่ได้ประโยชน์
ทำไมทั้งๆที่เป็นหน้าที่ที่ยิ่งใหญ่แต่ทำไม ประเทศที่ทั้งร่ำรวยและมีอำนาจมากถึงประสบความล้มเหลวในเหตุการณ์ครั้งนี้ เพื่อการรักษาเอกราช
หรือการปลอดลัทธิคอมมิวนิสต์ในเวียดนามใต้

 

เมื่อประธานาธิบดีจอห์นสัน
ส่งทหารลงไป ประจำการที่เวียดนาม ในเดือนกรกฎาคม 1965 ดังนั้น การจัดการกับอินโดจีนหลังยุคอาณานิคม
สาม สิบปีให้หลัง จอห์นสันดำเนินนโยบายตามแบบทรูแมน
และเคเนดี้ ไอเซนฮาวด์ จอห์นสันเชื่อว่าการต่อสู้ในเวียดนามเป็นส่วนหนึ่งของสงครามเย็น ซึ่งเป็นการต่อสู้กับโซเวียต

 

สงครามเริ่มต้นในเดือนกันยายน 1945 เมื่อพวกชาตินิยมต่อต้านอาณานิคม
หรือ เวียดมินห์ ซึ่งนำโดยนำโดยโฮจิมินห์ที่พยายามเรียกร้องเอกราชจากฝรั่งเศส
โฮ จิมินห์เริ่มการปฏิวัติโดยไม่ได้มีจุดหมายที่ชัดเจน ในช่วงแรก ได้ทำการต่อสู้เรียกร้องเอกราชจากฝรั่งเศสจนถึง1949 โดยไม่ได้รับความช่วยเหลือจากภายนอก การปฏิวัติของโฮจิมินห์
ได้รับการสนับสนุนจากชาวเวียดนามที่มีคิดชาติ นิยม และได้รับแรงผลักดันจากคนเวียดนามเองโดย
แยกจากคอมมิวนิสต์นานาชาติ โดยสิ้นเชิง ในบรรยากาศที่กดดันมากของสงครามเย็น อย่างไรก็ตาม
อเมริกา ก็ไม่มีแนวโน้มจะทำให้การแบ่งแยกนี้ผ่อนคลายลง ซึ่งโฮจิมินห์ และร้อยโทระดับสูงของเขาได้เข้ารับการฝึกฝนจากคอมมิวนิสต์มอสโคว
ซึ่ง เวียดมินห์ได้รับการสนับสนุนจากสหภาพโซเวียตและจีนคอมมิวนิสต์ หลังปี1949
โฮจิมินห์เป็นตัวแทนของลัทธิคอมมิวนิสต์ การขยาย ตัวของการปฏิวัติ

 

อเมริกาต้องยอมรับว่าการที่เวียดนามเข้า เป็นคอมมิวนิสต์ในทศวรรษก่อให้เกิดการตื่นตัวของคนในชาติ
ก่อน1941 เวียดนามถูกควบคุม ผู้ กำหนดนโยบายเริ่มที่จะให้ความสนใจเมื่อญี่ปุ่นรุกคืบเข้ามาในอินโดจีน
ใน1950 เวียดนามหันเหความสนใจใหม่ สงครามเย็นกับโซเวียต
เริ่มที่จะขยายเป็นวงกว้างและรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ในโลกที่มีสองขั้วอำนาจ
ด้วยความขัดแย้งนี้ เวียดนามจากที่ไม่เคยได้รับความสนใจก็ได้รับความสนใจมากขึ้น

 

มีอีกเหตุผลหนึ่งที่ว่าทำไมอเมริกาถึงได้
เอา ตัวเองไปผูกติดกับเวียดนามหลัง1950 ทฤษฎีโดมิโนบอกว่าการที่เวียดนามเป็นคอมมิวนิสต์อาจจะทำให้ ประเทศอื่นๆในเอเชียหรือทั้งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นคอมมิวนิสต์ได้ เหมือนกัน
และจะสร้างความเสียหายให้กับชาติตะวันตกและญี่ปุ่น ส่งผลกระทบต่อการเข้าถึงตลาดที่สำคัญและวัตถุดิบ
รวมถึงเส้นทางเดินเรือ ซึ่งผลกระทบข้ามโลก

 

ผู้วางนโยบายของอเมริกายอมรับว่า การ ที่เวียดนามเป็นคอมมิวนิสต์จะส่งผลทางการเมืองอย่างร้ายแรง
สมมุติฐานนี้ อ้างจากบทเรียนประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะความแค้นเคืองและความขัดแย้ง
ของ จีนคอมมิวนิสต์ใน 1949
และ พรรครีพับลิกันใช้หัวข้อนี้ในการลดความเชื่อมั่นพรรคเดโมแครตในการเลือกตั้ง ในปี1952
สรุปว่าเป็นที่ ประจักษ์ชัดอีกครั้งหนึ่งว่า
เดโมแครตไม่สามารถที่จะยับยั้งการเป็น คอมมิวนิสต์ของเวียดนามได้

 

สำหรับเหตุผลนี้อเมริกาจึงเข้ามามีบทบาทใน เวียดนามโดยการสนับสนุนสงครามระหว่างฝรั่งเศสกับเวียดนามหลัง1950 และใน1954 ก็รับเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการทำสงครามกว่า80% เมื่อฝรั่งเศสตกลงในสนธิสัญญาเจนีวาในเดือนกรกฎาคม 1954 และเริ่มถอนตัวจากเวียดนาม อเมริกาจึงเข้าไปแทนที่ฝรั่งเศสโดยแต่งตั้งผู้นำคือโงห์ดินเดียม
เป็น รัฐบาลประชาธิปไตยในเวียดนามใต้

 

ในช่วงเวลาไม่นานในช่วงการแทรกแซงทางการ เมืองตั้งแต่1954 จนถึงสมัยของจอห์นสันในปี
1965 ที่เข้าสู่สงครามเต็มตัว
ถึงแม้ว่าจะได้รับการสนับสนุน จากอเมริกาแต่โงห์ดินเดียมก็ไม่สามารถตั้งรัฐบาลของตัวเองได้ เพราะ ไม่สามารถชักจูงประชาชนให้มาอยู่ข้างตนได้บวกกับความคิดที่แปลกแยกของเขา
การ ละเมิดสิทธิโดยการสนับสนุนของอเมริกา เป็นการเพิกเฉยต่อข้อกำหนดของสัญญาเจนีวาที่ให้มีการเลือกตั้ง
ซึ่งการ กระทำนี้ไม่เป็นประชาธิปไตย เวียดมินห์ที่อยู่ในเวียดนามใต้เองก็ต่อต้านรัฐบาลและก่อตั้งกระบวนการต่อ ต้านขึ้นมา
และใน1959 เวียดนาม เหนือเริ่มส่งคน
และให้การสนับสนุนเวียดนามใต้เพื่อก่อการปฏิวัติ และในปี1961 การปกครองของโงห์ดินเดียม เริ่มมีปัญหาหนัก

 

ทั้งเคเนดี้และจอห์นสัน
ก็ตระหนักว่า การละเว้นการที่จะเข้ามาในเวียดนามอาจจะเป็นการทำลายความเชื่อมั่น ของอเมริกาในเวทีโลก
ดังนั้นสิ่งที่พวกเขาคิดว่าสำคัญคือการสร้างความ มั่นใจ
เวียดนามใต้ที่ปลอดคอมมิวนิสต์ เคนเนดี้ส่งทหารและ ให้ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจจำนวนทหารอเมริกาเพิ่มขึ้นมากกว่า16,000 คน
เมื่อโงห์ดินเดียมและน้องชาย เริ่มมีปัญหาในการปกครอง ในช่วง1963 เคเนดี้จึงได้เริ่มต่อต้านโงห์ดินเดียม

 

หลังจาก เหตุการณ์การปฏิวัติโค่นล้มรัฐบาลของ โง
ดิน เดียม ก็สร้างความกังวลให้กับอเมริกาเป็นอย่างมาก
ส่งผลให้การทหารและการเมือง ในเวียดนามใต้ที่อเมริกาวางรูปแบบเอาไว้เสื่อมลงอย่างรวดเร็ว
เดือน สิงหาคม ปี 1964 เรือรบของเวียดนามเหนือโจมตีเรือรบของอเมริกาที่บริเวณอ่าวตังเกี๋ย
เหตุการณ์ นี้ทำให้ประธานาธิบดีจอห์นสัน ยื่นข้อเสนอต่อสภาคองเกรส
ให้ผ่านอนุมัติ ในเรื่องของการอนุญาตให้ประธานาธิบดีสามารถส่งทหารหรือวางแผนการสงครามตาม ที่เห็นสมควร
เท่ากับให้อำนาจจอห์นสันในการทำสงครามมากขึ้น ตั้งแต่ ช่วงปี 1965
ลงมาที่การ เมืองในเวียดนามใต้อ่อนแอลงเพราะอเมริกาไม่ได้เข้ามายุ่งเกี่ยวหรือช่วย เหลือ
เพราะขณะนั้นอเมริกากำลังมุ่งโจมตีเวียดนามเหนือทางอากาศเป็นระยะๆ หกเดือนต่อมา
ประธานาธิบดีก็ได้รับมอบอำนาจในการส่งทหารเข้าไปรบ ในเวียดนาม
ซึ่งแม้ว่าจะส่งเข้าไปเป็นจำนวนมากก็ไม่สามารถเอาชนะกองกำลัง เวียดนามเหนือได้
เนื่องมาจากแผนการรบที่มีจุดบกพร่องของอเมริกาเอง มีการตั้งสมมติฐานว่า
หากอเมริกาค่อยๆเพิ่มประสิทธิภาพในการรบอย่างช้าๆ ค่อยเป็นค่อยไป
เวียดนามเหนือก็จะเกิดความเกรงกลัวอเมริกาและสามารถละสาย ตาออกจากความต้องการที่จะครอบครองเวียดนามใต้ได้
และอเมริกาก็จะสามารถ บรรลุเป้าหมายในการทำสงครามครั้งนี้ได้โดยไม่ต้องเสี่ยงต่อการทำสงครามใหญ่

 

อย่างไรก็ตาม ภายในสองปีคือช่วงปี
1965-1967 อเมริกาได้เพิ่มความรุนแรงของสงครามขึ้นอย่างรวดเร็ว จำนวนระเบิดที่ทิ้งลงไปนั้นเพิ่มขึ้นจาก
63,000 ตันในปี 1965 จนถึง 226,000 ตันในปี 1967
จนในช่วง สุดท้ายของสงครามที่มูลค่าการทำสงครามที่อเมริกาต้องจ่ายนั้นมากกว่าที่เคย จ่ายตอนสงครามโลกครั้งที่สอง
อเมริกาเพิ่มกำลังทหารเข้าไปกว่า 500,000 คนในปี 1967 และผู้บัญชาการทหารของอเมริกาซึ่ง ก็คือ
เวสต์มอแลนด์ ได้ดำเนินนโยบายก้าวร้าวยิ่งขึ้น โดยเข่นฆ่าทั้งทหารและประชาชน
เพราะอเมริกากลัวว่าบุคคลเหล่านี้จะเป็น สายให้กับกองทัพเวียดนามเหนือ
ซึ่งมีจำนวนไม่น้อยที่เป็นเด็ก ผู้หญิง และคนชรา

 

ระเบิดได้สร้างความเสียหายให้แก่อเมริกาในวงกว้าง
แต่ไม่ได้ ทำลายความมุ่งมั่นที่จะเอาชนะสงครามของกองทัพเวียดนามเหนือลงได้
วิธีการ ของอเมริกาที่ใช้แต่อาวุธยุทโธปกรณ์ในการทำสงครามนั้นสะท้อนถึงความไม่มี ประสิทธิภาพของอเมริกาเอง
การเพิ่มกำลังทหารและความรุนแรงในสงคราม ของอเมริกา
กดดันให้เวียดนามเหนือเร่งคิดค้น และหาวิธีการสร้างระบบป้องกันทางอากาศ
และทรัพยากรขึ้นได้อย่างมี ประสิทธิภาพ

 

เวียดนามเหนือยังสามารถพิสูจน์ให้เห็นถึงความแน่วแน่
ทรหด อดทน ความเพียรพยายามและความฉลาดในการรับมือกับอเมริกา
การนำทัพภายใต้การนำ ของเวสต์มอแลนด์นั้นไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร ในขณะที่อเมริกาเพิ่มประสิทธิภาพในการรบ
เวียดนามเหนือก็เพิ่มด้วยเช่น กัน
ในการต่อสู้กันนั้นทหารเวียดนามเหนือสามารถเป็นฝ่ายกำหนดเวลาและสถาน ที่ในการรบได้
เมื่อใดก็ตามที่กองกำลังเวียดนามเหนือพลาดท่าเสียที
พวก เขาก็จะล่าถอยไปตั้งรับในชนบทหรือที่หลบภัยในลาว กัมพูชา และเวียดนามเหนือ
ใน ช่วงปี 1967 นั้น เป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไปแล้วว่า
ความหวังที่จะทำให้อเมริกาสามารถเอา ชนะในสงครามครั้งนี้ไม่มีทางเกิดขึ้นได้
เพราะอเมริกาตกอยู่ในสภาพที่ เรียกได้ว่าจนมุม

 

ในขณะที่สงครามยืดเยื้อไปเรื่อยๆนั้น
ก็ ได้เกิดกระแสการต่อต้านสงครามเวียดนามมาจากประชาชนชาวอเมริกัน
เนื่องจาก มีการเผยแพร่ภาพความโหดร้ายของสงครามออกผ่านสื่อ
เกิดความคิดที่ว่า อเมริกาทรยศต่อหลักการของตนเอง
เกิดการตั้งคำถามเกี่ยวกับการยึดหลัก เสรีภาพ และบทบาทการเป็นรัฐตำรวจของอเมริกา
นอกจากนี้กลุ่มเคลื่อนไหวต่อ ต้านสงครามยังพุ่งประเด็นไปที่ค่าใช้จ่ายที่อเมริกาเสียไป
ทั้งชีวิตและ ทรัพย์สินที่มากเกินกว่าที่ทุกคนคิดไว้อีกด้วย
เกิดการตั้งคำถามเรื่อง คุณธรรม จริยธรรม เหตุผลสมควรในการทำสงคราม
รวมทั้งท้าทายนโยบายที่ เกี่ยวกับสงครามเย็น กระแสต่างเหล่านี้ส่งผลให้เกิดการจำกัด อำนาจและบทบาทของจอห์นสัน
และนิกสันซึ่งเป็นประธานาธิบดีคนต่อมา
ที่ สำคัญก็คือความโกลาหลและการแบ่งแยกทางความคิดสร้างความลำบากให้กับผู้ที่จะ กำหนดนโยบายความเป็นไปของประเทศ
เป็นส่วนหนึ่งที่กระตุ้นให้เกิดความ พยายามในการแก้ไขปัญหาต่างๆเหล่านี้

 

ในช่วงปลายปี1968 ได้เกิดจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในสงคราม
เมื่อ เวียดนามเหนือต้องการโค่นล้มอำนาจรัฐบาลเวียดนามใต้และกดดันให้อเมริกาต้อง ถอนกำลังออกจากเวียดนาม
บวกกับแรงกดดันจากมหาชนชาวอเมริกันและเจ้า หน้าที่ระดับสูงในรัฐบาลที่ต้องการให้อเมริกาจบสงครามเสียตั้งแต่ตอนนี้ จอห์นสันต้องพ่ายแพ้ต่อแรงกดดันอย่างเสียไม่ได้
วันที่ 31 มีนาคม 1968
จอห์นสันประกาศหยุดการเพิ่มกำลังทหาร การทิ้งระเบิด
และเริ่ม ถอนกำลังทหารออกจากเวียดนาม

 

สำหรับนิกสันนั้นเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบ จากกระแสสงครามเวียดนามมากทีเดียว
ต้องยอมรับว่าความแตกแยกทางความคิดภาย ในประเทศบังคับให้เขาต้องเป็นผู้ปิดฉากสงคราม
ซึ่งผลก็คือความพ่ายแพ้ ของอเมริกา
แต่สิ่งที่เขาได้รับไม่ใช่เกียรติยศหรือการยกย่องแต่เป็น กระแสที่ว่าเขาทำให้อเมริกากลายเป็นยักษ์ที่น่าสงสาร
โดยในสมัยของนิกสัน นี้ได้ ถูกนโยบาย Vietnamization เข้าครอบงำและเป็นกรอบมาจำกัดอำนาจและบทบาทของเขา เอง
เขาจำต้องถอนกำลังทหารออกจากเวียดนามตามที่ประชาชนเรียกร้อง
และ ต้องแสดงความรับผิดชอบในการสูญเสียต่างๆในเวียดนามไม่ว่าจะเป็นชีวิตและ ทรัพย์สิน

 

 

 

ประเด็นสำคัญคือ
เวียดนามใต้ไม่สามารถยืนด้วยตัวเองได้หากขาด การสนับสนุนจากอเมริกา
พวกเขาไม่สามารถทำในสิ่งที่นิกสันหวังจะให้เกิด ขึ้นได้
ดังนั้นหลังจากช่วงนองเลือดในปี 1972 ผ่านไป
นิกสันจำต้องยินยอมปล่อยให้เวียดนาม ใต้ตกอยู่ภายใต้การปกครองของเวียดนามเหนือที่ใช้ระบบการปกครองแบบ คอมมิวนิสต์
อเมริกาถอนกำลังออกจากเวียดนามหมดในเดือนมีนาคม 1973
ปล่อยให้ชาวเวียดนามใต้ต่อสู้กับศัตรูเพียง ลำพัง
นิกสันไม่สามารถแบกรับภาระค่าใช้จ่ายมหาศาลได้
สภาคองเกรสจึง ตัดความช่วยเหลือต่อเวียดนามใต้ไป และในปี 1975
เวียดนามเหนือก็ยึดเวียดนามใต้ได้อย่าง สมบูรณ์เบ็ดเสร็จ
เป็นการสิ้นสุดสามสิบปีแห่งสงครามเวียดนาม

 

ผลกระทบของสงครามเวียดนามนั้นมีผล กระทบอย่างลึกซึ้งต่อทั้งสองฝ่าย
สำหรับเวียดนามแม้จะเป็นฝ่ายชนะสงคราม แต่ก็ได้รับความเสียหายอย่างหนัก
สิบห้าปีหลังจากสงครามสิ้นสุดลง เวียดนามยังคงอยู่ในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ขัดสน
สำหรับอเมริกานั้น สงครามทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้ออย่างหนัก สร้างความอับอาย
และเป็นการปิดฉาก นโยบายการเข้าแทรกแซงกิจการระหว่างประเทศที่เคยมีอิทธิพลอย่างมากในช่วง ทศวรรษ
1950-1960 แม้ว่าประธานาธิบดีคนต่อมาก็คือโรนัลด์ เรแกน
ที่พยายามลบกระแส Vietnam Syndrome นี้ออกไปและปรับปรุง นโยบาย
Containment ขึ้นมาใหม่ก็ประสบความสำเร็จในส่วนหนึ่งเท่านั้น
เป็นความจริงที่ว่าใน ช่วงปลายทศวรรษ 1990
ที่ ภาพของสงครามเวียดนามยังคงตราตึงและหลอกหลอนชาวอเมริกัน
และยังมี อิทธิพลอย่างลึกซึ้งต่อการกำหนดนโยบายต่างประเทศของอเมริกานับตั้งแต่ตอน นั้น
และคาดว่าจะยังคงเป็นต่อไปในอนาคต

 

 

 

 

 

---------------------------------------------------------------------

 



วิเคราะห์การเข้าร่วมสงครามเวียดนามของอเมริกา

 



 

การที่อเมริกาประสบความพ่ายแพ้ในสงคราม เวียดนามครั้งนี้
ปัจจัยสำคัญมาจากการที่อเมริกาไม่เข้าในว่า
การที่ โฮจิมินห์เข้าหาคอมมิวนิสต์ก็เนื่องมาจากการต้องการเอกราชจากฝรั่งเศส
อเมริกา กลับเข้าใจผิด และปฏิบัติตนในฐานะผู้นำโลกเสรีจึงเข้าข้างฝรั่งเศส
ในการ ทำสงครามกับเวียดนามเหนือ(คอมมิวนิสต์) และหลังจากที่ฝรั่งเศส
ถอนตัวจาก สงครามอเมริกาก็เข้าไปแทนฝรั่งเศสในการทำสงครามกับเวียดนามเหนือเต็มตัว
หากอเมริกา ทราบว่าการเข้าเป็นคอมมิวนิสต์ของเวียดนามเหนือเกิดจากการต้องการได้รับ เอกราช
(ซึ่งเคยถูกปฏิเสธจากฝรั่งเศสมาแล้ว) การเข้าร่วมในสงครามของอเมริกาคงจะไม่เกิดขึ้น
จนทำให้เมริกาต้องได้รับ ความเสียหายทางทรัพย์สิน
และได้รับความอับอายจากความพ่ายแพ้
และ เวียดนามอาจจะไม่ต้องสูญเสียผู้คนและทรัพยากรจากสงคราม

 

ปัจจัยที่ทำให้อเมริกาประสบกับความพ่ายแพ้
มี อยู่สามปัจจัยหลักๆ ได้แก่ การทหาร
อเมริกาวางยุทธศาสตร์ผิดพลาดโดยคิด ว่าเวียดนามเหนือจะปกป้องยุทธศาสตร์ที่สำคัญเช่น
ที่ทำงานของรัฐบาล โรงงานอุตสาหกรรม จึงระดมทิ้งระเบิดที่บริเวณดังกล่าว
แต่ปรากฎว่า เวียดนามเหนือไม่ได้ให้ความสำคัญกับบริเวณนั้นมากนัก
และการต่อสู้ของ เวียดนามเหนือเป็นแบบกองโจรซึ่งอเมริกาไม่ค่อยถนัดกับการต่อสู้แบบนี้
และ กองทัพเวียดนามเหนือได้รับความช่วยเหลือจากประชาชนชาวเวียดนามเอง
ปัจจัย ที่สองได้แก่ ปัจจัยทางด้านความคิด ซึ่งได้กล่าวไปแล้วข้างต้น
คือ อเมริกาประเมินสถานการณ์ผิดตั้งแต่ต้น
แทนที่จะคิดว่าเป็นการต่อสู้เพื่อ เอกราชของชาวเวียดนามเอง
แต่กลับคิดว่าเป็นการต่อสู้เพื่อนำไปสู่ คอมมิวนิสต์
ทำให้อเมริกาเลือกข้างสนับสนุนผิด และอเมริกาประเมินความสามารถของชาวเวียดนามต่ำไป
ปัจจัยที่สามได้แก่ ปัจจัยภายในประเทศ เมื่อสงครามเริ่มขยายตัวขึ้น
ภาพสงครามและความเสียหาย ของสงครามเวียดนามจากสื่อมวลชนได้เผยแพร่ให้คนอเมริกันได้เห็น
ทำให้ ประชาชนอเมริกันเกิดการต่อต้านสงคราม ขยายตัวไปตั้งแต่ปัญญาชนไปสู่สาธารณะชน
กดดันรัฐบาลให้ถอนตัวออกจาก สงคราม

 

 

การเข้าร่วมสงครามเวียดนามของอเมริกาครั้ง นี้
นอกจากจะประสบกับความพ่ายแพ้แล้วยังสร้างความเสียกายอย่างหนักให้กับ อเมริกาไม่ว่าจะเป็นด้านสังคม
เศรษฐกิจ การทหาร และการเมืองการต่างประเทศ
ซึ่งต้องใช้เวลาในการเยียวยารักษาเป็นเวลายาว นาน หรือเป็นโรคที่เรียกว่า
เวียดนามซินโดรม อเมริกาต้องประสบกับปัญหาเงินเฟ้อ
เนื่องจากเวียดนามสูญเสียทรัพย์สินใน การทำสงครามไปกว่าร้อยห้าสิบล้านเหรียญสหรัฐ นอกจากนี้ยังทำ ให้ประชาชนอเมริกันไว้วางใจในนโยบายของรัฐบาลน้อยลง
และเรียกร้องรัฐบาล ให้รัฐบาลกลับไปใช้นโยบายปิดประเทศอีกครั้งหนึ่ง
สรุปได้ว่าการพ่ายแพ้ใน สงครามเวียดนามของอเมริกาครั้งนี้
เป็นบทเรียนราคาแพงอีกบทหนึ่งที่ถูก จารึกไว้ในประวัติศาสตร์อเมริกา

 อ้างอิง http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%94%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A1

http://writer.dek-d.com/sutitpat/story/viewlongc.php?id=519283&chapter=399