บทบาทของมัสยิดต่อการส่งเสริมการศึกษา

บทนำ

การศึกษามีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการดำเนินชีวิตของมนุษย์ทุกคนโดยเฉพาะมุสลิม        เพราะอิสลามเริ่มต้นด้วยการให้มนุษย์ศึกษาหาความรู้ โดยผ่านกระบวนการอ่านเป็นลำดับแรก อัลกุรอานโองการแรกที่ถูกประทานลงมาเป็นประโยคคำสั่ง มีความหมายว่า “จงอ่าน” เพราะการอ่านเป็นเครื่องมือของการศึกษา แสวงหาความรู้ และโดยการอ่านนี้จะนำไปสู่การรู้ในสิ่งที่ยังไม่รู้ อัลลอฮฺ I ทรงตรัสว่า

اقْرَأْ بِاسْمِ رَبِّكَ الَّذِي خَلَقَ (١) خَلَقَ الإنْسَانَ مِنْ عَلَقٍ (٢) اقْرَأْ وَرَبُّكَ الأكْرَمُ (٣() الَّذِي عَلَّمَ بِالْقَلَمِ (٤) عَلَّمَ الإنْسَانَ مَا لَمْ يَعْلَمْ (٥)

ความว่า “จงอ่าน ด้วยพระนามแห่งพระเจ้าของเจ้าผู้ทรงบังเกิด ทรงบังเกิดมนุษย์จากก้อนเลือด จงอ่านเถิด และพระเจ้าของเจ้านั้นผู้ทรงใจบุญยิ่ง ผู้ทรงสอนด้วยปากกา ผู้ทรงสอนมนุษย์ในสิ่งที่เขาไม่รู้”[1]

การแสวงหาความรู้เป็นหน้าที่ของมุสลิมทุกคนที่ต้องถือปฏิบัติโดยเฉพาะการแสวงหาความรู้ด้านศาสนาเพื่อนำไปใช้เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต เพราะอิสลามให้ความสำคัญในเรื่องการศึกษาเป็นอย่างยิ่งดังที่ท่านนบีมุฮัมมัด r ได้กล่าวในหะดีษว่า

(( طَلَبُ العلِْمِ فَرِيْضَةٌ عَلَى كُلِّ مُسْلِمٍ ))

ความว่า “การแสวงหาความรู้นั้น เป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับมุสลิมทุกคน”[2]

จากหะดีษดังกล่าว ชี้ให้เห็นว่าการศึกษาเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย                 และการศึกษาตามทัศนะของอิสลามไม่ได้จำกัดอายุของบุคคลในการใฝ่หาความรู้ โดยเฉพาะการศึกษาศาสนาอิสลามในภาคบังคับหรือฟัรฎูอีน ซึ่งมีความสำคัญอย่างมากในการสร้างพื้นฐานองค์ความรู้ด้านศาสนาและปลูกฝังจริยธรรมอันดีงามให้กับบุตรหลาน เพื่อนำไปปฏิบัติศาสนกิจและดำเนินชีวิตในสังคมต่อไป

การศึกษาในอิสลามโดยเฉพาะการศึกษาภาคบังคับส่วนใหญ่แล้วจะใช้มัสยิดเป็นสถานที่ศึกษา ซึ่งจะทำให้มัสยิดมีบทบาทสำคัญในการบริหารจัดการและส่งเสริมการศึกษา อีกทั้งยังเป็นสถานที่ให้ความรู้กับสัปปุรุษประจำมัสยิด หากย้อนไปดูมัสยิดในสมัยของท่านนบีมุฮัมมัด r ก็จะพบว่า มัสยิดไม่ได้มีบทบาทเฉพาะเป็นเพียงสถานที่ปฏิบัติศาสนกิจเท่านั้น แต่มัสยิดยังเป็นสถานที่ศึกษาและเผยแผ่ความรู้แก่เหล่าบรรดาสาวกของท่าน ตลอดจนเป็นสถานที่ศึกษาของผู้แสวงหาความรู้ในยุคหลัง นอกจากนั้นมัสยิดยังเป็นสถานที่ประชุมหารือกัน สถานที่พบปะกัน สถานที่ตัดสินคดีความ สถานที่พักสำหรับคนเดินทาง สถานที่บัญชาการกองทัพ และเป็นศูนย์กลางในการบริหารปกครองของอิสลาม

จากข้อมูลดังกล่าว จะเห็นได้ว่ามัสยิดในสมัยท่านนบีมุฮัมมัด r ได้มีการส่งเสริมในทุกๆ ด้าน โดยเฉพาะด้านการศึกษา ซึ่งท่านนบีมุฮัมมัด r ได้สร้างอัลศุฟฟะฮฺ หมายถึง ส่วนที่สร้างต่อเติมจากมัสยิด เพื่อให้ผู้ที่ต้องการแสวงหาความรู้ได้อาศัยอยู่ในมัสยิด ส่วนผู้ที่อาศัยอยู่ในมัสยิดเรียกว่า“ชาวศุฟฟะฮฺ” ซึ่งในอัลศุฟฟะฮฺแห่งนี้ท่านนบีมุฮัมมัด r จะให้ความช่วยเหลือด้านอาหารและเครื่องแต่งกาย  ส่วนค่าใช้จ่ายอื่นๆ ชาวศุฟฟะฮฺต้องรับผิดชอบเอง ในขณะเดียวกันท่านนบีมุฮัมมัด r จะเป็นผู้สอนเอง ซึ่งการเรียนการสอนจะใช้วาจาเป็นข้อปฏิบัติ โดยให้บรรดาสาวกของท่านตั้งใจฟังและท่องให้จำ ส่วนผู้ที่มีความสามารถในการจดบันทึกและท่านได้อนุญาตก็ให้จดบันทึกเก็บไว้ นอกจากนั้นแล้วท่านนบีมุฮัมมัด r ยังได้สอนภาคกิจกรรมด้วยการฝึกขี่ม้า การยิงธนูและการว่ายน้ำให้กับบรรดาสาวก ของท่านอีกด้วย[3]

ความหมายของบทบาท

จากการศึกษาค้นหาความหมายของคำว่า “บทบาท” ปรากฏว่า มีนักวิชาการหลายท่านได้ให้ความหมายไว้มากมาย ในที่นี้ผู้วิจัยขอนำกล่าวเพียงบางส่วนเท่านั้น 

“บทบาท” หมายถึง การทำตามหน้าที่ที่กำหนดไว้ เช่น บทบาทของพ่อแม่ บทบาทของครู[4]

เกษตรชัย และหีม ได้อธิบายถึงความหมายของบทบาทว่า เป็นแบบแห่งปฏิสัมพันธ์ทางสังคมของมนุษย์ บทบาทของบุคคลในสถานะอย่างหนึ่งที่มีต่อบุคคลในอีกสถานะหนึ่งย่อมไม่เหมือนกัน เพราะแบบแห่งปฏิสัมพันธ์นั้นย่อมแตกต่างกัน เช่น บทบาทของสามีที่มีต่อภรรยาย่อมแตกต่างกับบทบาทของภรรยาที่มีต่อสามี หรือบทบาทของบิดาที่มีต่อลูกย่อมแตกต่างกับบทบาทของลูกที่มีต่อบิดา ดังนั้น เราจะเห็นได้ว่าสถานภาพคือตัวกำหนดบทบาทของบุคคลในสังคม ไม่ว่าจะเป็นสถานภาพทางเพศ สถานภาพทางอายุ สถานภาพทางอาชีพ เป็นต้น[5]

เจ๊ะมูหามัดสัน เจ๊ะอูมา กล่าวสรุปว่าบทบาทคือ สิ่งที่ผู้ดำรงตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งของสังคมได้ถูกกำหนดให้แสดงพฤติกรรมอย่างหนึ่งอย่างใด โดยบุคคลในตำแหน่งนั้นจะมีหน้าที่หรือเงื่อนไขที่ต้องกระทำและได้สิทธิที่กำหนดไว้สำหรับตำแหน่งนั้นๆ รวมทั้งความคาดหวังของชุมชนในสังคมที่มุ่งหวังให้ผู้ดำรงตำแหน่งนั้นได้กระทำ[6]

สรุปได้ว่า บทบาท หมายถึงสิทธิและหน้าที่ที่พึงปฏิบัติในฐานะตำแหน่งทางองค์การที่กฎหมายกำหนดและสังคมคาดหวังในบทบาทดังกล่าว ซึ่งหน้าที่ที่มาพร้อมกับตำแหน่งนั้นจะมีความแตกต่างกันตามสถานภาพที่ดำรงอยู่

ความหมายของมัสยิด

Al-Khudairi (2001 : 3) กล่าวในคำนำว่า มัสยิดเป็นบ้านของอัลลอฮฺ I ที่มวลมนุษย์ใช้เป็นสถานที่ในการเคารพสักการระแต่เพียงพระองค์เดียว อัลลอฮฺ I ทรงตรัสว่า

وَأَنَّ الْمَسَاجِدَ لِلَّهِ فَلا تَدْعُوا مَعَ اللَّهِ أَحَدًا (١٨)

ความว่า “และว่าแท้จริงบรรดามัสยิดนั้นเป็นของอัลลอฮฺ ดังนั้น พวกเจ้าอย่าวิงวอน     ขอผู้ใดเคียงคู่กับอัลลอฮฺ”[7]

Yusuf Al qardhawi ให้ความเห็นว่า มัสยิด คือ บ้านของอัลลอฮฺ I ที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นสถานที่รำลึกและปฏิบัติศาสนกิจ ซึ่งการปฏิบัติศาสนกิจที่สำคัญ คือ การละหมาดที่เป็นเสาหลักในอิสลามและเป็นการบังคับในแต่ละวันที่มุสลิมจะต้องดำรงไว้ 5 เวลา[8]

บรรจง บินกาซันได้อธิบายความหมาย มัสยิดว่า เป็นศาสนสถานที่ชาวมุสลิมใช้ปฏิบัติศาสนกิจ เพื่อแสดงความเคารพสักการะและระลึกถึงอัลลอฮฺ I ในบางประเทศแถบเอเชียอาคเนย์เรียกมัสยิดว่าสุเหร่า[9]

สรุปได้ว่า มัสยิดเป็นศาสนสถานที่ชาวมุสลิมใช้ปฏิบัติศาสนกิจและทำการละหมาดวันศุกร์ร่วมกัน โดยปกติแล้วในหมู่บ้านจะมีเพียงมัสยิดเดียวเท่านั้น นอกจากนี้แล้วมัสยิดยังเป็นสถาบันทางศาสนาอิสลามและเป็นองค์กรบริหารอิสลามในทุกๆ ด้าน เช่น การบริหารปกครอง การส่งเสริมการศึกษา การพัฒนาสังคม เป็นต้น

บทบาทของมัสยิดในสมัยท่านนบีมุฮัมมัดr ต่อการส่งเสริมการศึกษา

หลังจากที่ท่านนบีมุฮัมมัด r ได้รับวะฮฺยี[10] อนุญาตให้ฮิจเราะฮฺ (การอพยพ) ไปยังเมืองยัษริบ (มะดีนะฮฺ) ในปีที่ 13 แห่งการเป็นรอซูล (ศาสนทูต) เมื่อมาถึงกลางทางในระหว่างการฮิจเราะฮฺ  ท่านได้สร้างมัสยิดหลังหนึ่งชื่อว่า “มัสยิดกุบาอฺ” ซึ่งเป็นมัสยิดแห่งแรกในประวัติศาสตร์อิสลาม และเมื่อมาถึงเมืองยัษริบ การสร้างมัสยิดของท่านนบีมุฮัมมัด r ก็ได้เริ่มขึ้นเกือบจะทันที ซึ่งการสร้างมัสยิดเป็นไปอย่างเรียบง่ายและท่านก็ได้มีส่วนร่วมในการสร้างมัสยิดนี้เคียงคู่ไปสาวกของท่าน

มัสยิดของท่านนบีมุฮัมมัด r เป็นสถานที่อันทรงเกียรติสำหรับปฏิบัติศาสนกิจ เช่น การละหมาดรวมกันของท่านนบีมุฮัมมัด r กับบรรดาเศาะฮาบะฮฺของท่านและการอ่านอัลกุรอานของท่านทั้งตอนเช้าและตอนกลางคืน และเป็นสถานที่ที่มลาอิกะฮฺนำโองการจากอัลลอฮฺมาสู่ท่าน นบีมุฮัมมัด r ที่มีผลต่อประชาชาติอิสลามในทุกๆ ด้าน

เมื่อเราศึกษาถึงบทบาทของมัสยิดในสมัยท่านนบีมุฮัมมัด r แล้ว จะพบว่ามัสยิดไม่ได้มีบทบาทเฉพาะเป็นเพียงสถานที่ปฏิบัติศาสนกิจเท่านั้น แต่ยังเป็นสถานที่ประชุมปรึกษาหารือในกิจการต่างๆ สถานที่พบปะสังสรรค์ระหว่างญาติสนิทมิตรสหาย สถานที่ต้อนรับแขก สถานที่พักคนเดินทาง สถานที่ประกอบพิธีสมรส สถานที่ตัดสินคดีความ เป็นกองบัญชาการสำหรับการส่งกองทัพออกไปสู่สงคราม สถานพยาบาลผู้บาดเจ็บจากสงคราม และเป็นสถานที่สำหรับศึกษาอบรม ดังนั้นมัสยิดจึงเป็นศูนย์กลางของการปฏิบัติศาสนกิจ ศูนย์กลางของการเรียนการสอน และศูนย์กลางของการบริหารและการปกครองอีกด้วย

จะเห็นได้ว่า กิจการต่างๆ ของมัสยิดและการศึกษานั้นมักจะมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นมาตั้งแต่สมัยแรกของอิสลาม ด้วยเหตุนี้บางคนจึงมีทัศนะว่ามัสยิดคือโรงเรียนแห่งแรกในประวัติศาสตร์อิสลาม แม้มัสยิดในสมัยท่านนบีมุฮัมมัด r จะมีความเกี่ยวพันกับการศึกษา แต่การศึกษาเหล่านั้นดูเหมือนจะยังมีระบบที่ไม่ชัดเจนมากนัก การศึกษาที่เป็นระบบอย่างชัดเจนได้เริ่มขึ้นหลังจากได้มีการสร้าง อัล-ศุฟฟะฮ (al-Suffah)[11]

อัล-ศุฟฟะฮ ถือเป็นสถาบันและศูนย์กลางทางการศึกษาวิชาการอิสลาม วิชาที่ดำเนินการสอน     ในสถาบันแห่งนี้ อาทิ วิชาอัลกุรอาน ตัจวีด (หลักการอ่านอัลกุรอาน) และวิชาอื่นๆ ผู้สอนคือท่านนบีมุฮัมมัด r เอง และผู้ได้รับการแต่งตั้งจากท่าน วัตถุประสงค์ของการศึกษาในสถาบันแห่งนี้คือ การขัดเกลาจิตใจและจุดประทีปแห่งดวงวิญญาณให้สว่างไสว และยกระดับของมนุษย์จากระดับ มุอฺมิน (ผู้ศรัทธา) ให้เป็นระดับมุฮฺซิน (ผู้มีคุณธรรม)

นอกจากการสร้างอัล-ศุฟฟะฮแล้ว บทบาทของมัสยิดในสมัยท่านนบีมุฮัมมัด r ยังมีส่วนสำคัญในการส่งเสริมการศึกษาอีกหลายด้าน ท่านนบีมุฮัมมัด r เป็นแบบอย่างที่ดียิ่งในด้านการศึกษา ท่านเป็นครูคนแรก เป็นครูที่ยิ่งใหญ่ และเป็นครูที่คอยสั่งสอนและตักเตือนสานุศิษย์ด้วยความบริสุทธิ์ใจ เพื่อหวังความโปรดปรานจากพระองค์อัลลอฮฺ I ท่านนบีมุฮัมมัด r ถูกส่งมาเพื่ออบรมสั่งสอนมนุษยชาติ ดังที่อัลลอฮฺ I ทรงตรัสว่า

وَمَا أَرْسَلْنَاكَ إِلا كَافَّةً لِلنَّاسِ بَشِيرًا وَنَذِيرًا وَلَكِنَّ أَكْثَرَ النَّاسِ لا يَعْلَمُونَ (٢٨)

ความว่า “และเรามิได้ส่งเจ้ามาเพื่ออื่นใด เว้นแต่เป็นผู้แจ้งข่าวดีและเป็นผู้ตักเตือน       แก่มนุษย์ทั้งหลาย แต่ว่าส่วนมากของมนุษย์ไม่รู้”

ท่านนบีมุฮัมมัด r เกิดมาเพื่อเป็นครูผู้สอนอย่างแท้จริง ดังที่ท่านได้กล่าวว่า

(( إِنَّمَا بُعِثْتُ معلِّمًا ))

ความว่า “แท้จริงแล้วฉันถูกส่งมาเพื่อเป็นครู”[12]

ตามประวัติศาสตร์อิสลามท่านนบีมุฮัมมัด r ถือได้ว่าเป็นปฐมาจารย์ของการศึกษาอิสลาม และเป็นบรมครูที่สั่งสอนมวลมนุษยชาติถึงศาสนาแห่งเอกภาพ ท่านได้แสดงบทบาทความเป็นครูของท่านด้วยการอบรมสั่งสอนสานุศิษย์ของท่าน จนบางคนได้กลายเป็นนักปราชญ์ที่มีชื่อเสียงและเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง บุคคลที่มีชื่อเสียงในหมู่ชาวศุฟฟะฮฺ คือท่านอบูฮุรอยรอฮฺ[13] ท่านเป็นที่รู้จักในฐานะผู้จำหะดีษและรายงานหะดีษมากที่สุด

วิธีการสอนของท่านนบีมุฮัมมัด r นั้นมีความหลากหลาย ท่านใช้จิตวิทยาในการสอนและเทคนิคต่างๆ เพื่อโน้มบรรดาเศาะฮาบะฮฺให้ตั้งใจในบทเรียน เทคนิคที่ท่านนบีมุฮัมมัด r ใช้ในการสอนมีมากมาย ในที่นี้ขอยกตัวอย่างบางประการบางเทคนิคเท่านั้น ดังนี้

(1)  เทคนิคการย้ำ คือ ท่านนบีมุฮัมมัด r จะกล่าวย้ำหลายๆ ครั้งในเรื่องที่ท่านเห็นว่าสำคัญ เช่น ครั้งหนึ่งมีชายคนหนึ่งมาหาท่าน และขอให้ท่านกล่าวคำแนะนำดีๆ ท่านนบีมุฮัมมัด r กล่าวว่า “ท่านจงอย่าโกรธ” ชายคนนี้พยายามขอคำแนะนำดีๆ ท่านก็กล่าวคำเดิม และย้ำถึง 3 ครั้ง

(2)  เทคนิคการตั้งคำถาม คือ ท่านนบีมุฮัมมัด r จะตั้งคำถามในบางครั้งเพื่อดึงดูดความสนใจของผู้เรียน ดังที่ปรากฏในหะดีษรายงานโดยมุสลิม ซึ่งบางตอนของหะดีษกล่าวว่า ท่านนบีมุฮัมมัด r ได้ถามว่า มีใครบ้างจากพวกท่านในวันนี้ที่ตื่นขึ้นมาในสภาพถือศีลอด? อบูบักรฺได้กล่าวว่า “ฉันเอง”...

(3)  เทคนิคการอุปมา คือ ท่านนบีมุฮัมมัด r จะใช้วิธีการเปรียบเทียบในการสอนหลักการศาสนาแก่ผู้เรียน ดังที่ปรากฏในหะดีษ สรุปได้ว่า “ท่านนบีมุฮัมมัด r ได้เปรียบเทียบการละหมาด 5 เวลา อัลลอฮฺ I จะทรงลบล้างความผิดต่างๆ อุปมาการอาบน้ำในคลองวันละ 5 เวลา จะทำให้สิ่งสกปรกที่ติดตัวได้ชะล้างออกจากตัว

(4)  เทคนิคการใช้สื่อการเรียนการสอน คือ ท่านนบีมุฮัมมัด r จะใช้สื่อการเรียนการสอนในบางครั้งเพื่ออธิบายบทเรียน ซึ่งครั้งหนึ่งท่านได้วาดภาพลงบนพื้นดิน เพื่อให้บรรดาเศาะฮาบะฮฺได้เห็นภาพวงจรชีวิตของมนุษย์และเข้าใจบทเรียนเพิ่มขึ้น[14]

จากบทบาทความเป็นครูดังกล่าว ท่านนบีมุฮัมมัด r ถูกยอมรับจากบรรดานักการศึกษา     ทั้งมุสลิมและไม่ใช่มุสลิมว่าเป็นครูคนแรกแห่งประวัติศาสตร์อิสลาม และความเป็นครูของท่านนบีมุฮัมมัด r เป็นที่ประจักษ์อย่างชัดเจนว่าท่านเป็นครูแห่งมวลมนุษยชาติไม่ใช่เฉพาะมุสลิมเท่านั้น ดังที่พระองค์อัลลอฮฺทรงตรัสว่า

وَمَا أَرْسَلْنَاكَ إِلا رَحْمَةً لِلْعَالَمِينَ (١٠٧)

ความว่า “และเรามิได้ส่งเจ้ามาเพื่ออื่นใดนอกจาก เพื่อเป็นความเมตตาแก่ประชาชาติทั้งหลาย”[15]

นอกจากนี้แล้ว ท่านได้กำชับบรรดาเศาะฮาบะฮฺของท่านให้ศึกษาและแสวงหาความรู้ทั้งวิชาการศาสนาและวิชาการทางโลก เพราะการศึกษาในอิสลามเป็นการศึกษาแบบบูรณาการทั้งวิชาการศาสนาและวิชาการทางโลกไม่เคยแยกออกจากกัน เราได้ประจักษ์จากเหตุการณ์หลังสงครามบะดัร[16] ซึ่งชัยชนะในสงครามครั้งนั้นตกเป็นของมุสลิม เชลยสงครามที่จับได้เป็นชาวมุชริกที่ปฏิเสธและต่อต้านคำเชิญชวนของท่านนบีมุฮัมมัด r พวกเขาถูกบัญชาให้สอนเด็กๆ ชาวอันศอร เพื่อเป็นค่าไถ่สำหรับตัวเองจากการเป็นเฉลยศึก โดยที่พวกเขาไม่มีความรู้เกี่ยวกับอัลกุรอาน แต่ได้รับอนุญาตจากท่านนบีมุฮัมมัด r ให้สอนเด็กๆ ชาวอันศอร วิชาที่พวกเขาสอนได้แก่วิชาการอ่านและการเขียนภาษาอาหรับ สิ่งเหล่านี้ย่อมแสดงว่าการศึกษาในอิสลามเป็นการศึกษาแบบบูรณาการไม่ได้แยกระหว่างวิชาการศาสนากับวิชาการทางโลก

วิชาต่างๆ ที่มีสอนในสมัยท่านนบีมุฮัมมัด r คือวิชาอัลกุรอาน หะดีษ ตัจวีด เตาฮีด (หลักความเชื่อ)  อัคลากฺ (จริยธรรม) พลศึกษา (การยิงธนู การว่ายน้ำ การขี่ม้า) การอ่าน การเขียนภาษาอาหรับ เป็นต้น[17]

จะเห็นได้ว่า การศึกษาในสมัยท่านนบีมุฮัมมัด r มัสยิดมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการศึกษา โดยการสร้างอัล-ศุฟฟะฮ เป็นสถาบันแห่งการเรียนรู้ มีท่านนบีมุอัมมัด r เป็นครูที่คอยอบรมสั่งสอนขัดเกลาจิตใจลูกศิษย์ และมีหลักสูตรแบบบูรณาการทั้งวิชาการศาสนาและวิชาการทางโลก จนบางคนกลายเป็นนักปราชญ์ที่มีชื่อเสียงและนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางสังคมจากสังคมญาฮีลียะฮฺ[18] กลายเป็นสังคมอิสลามที่เต็มไปด้วยแสงสว่างแห่งทางนำทั้งในโลกนี้และโลกหน้า

บทบาทของมัสยิดในปัจจุบันต่อการส่งเสริมการศึกษา

อิสลามเป็นทั้งศาสนา และระบอบแห่งการดำเนินชีวิตในแง่มุมต่างๆ เช่น การเมืองการปกครอง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ซึ่งสถาบันหนึ่งที่มีอิทธิพลอันสำคัญต่อชีวิตมุสลิม  คือ “มัสยิด” อีกทั้งมัสยิดยังเป็นสถาบันแห่งการเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าทางสังคม และพฤติกรรมของศรัทธาชนมุสลิมให้มุ่งตรงต่อเอกภาพแห่งพระเจ้า จากประวัติศาสตร์อิสลามได้สอนให้เห็นว่า นอกจากมัสยิดจะเป็นสถานที่ประกอบศาสนกิจต่ออัลลอฮฺ I แล้ว ยังเป็นสถานศึกษาอบรมวิชาความรู้ จริยธรรม การประกอบอาชีพ ศูนย์สารนิเทศ และการปลูกฝังทัศนคติความรักประเทศชาติอีกด้วย[19]

ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น มัสยิดไม่เพียงเป็นสถานที่ประกอบศาสนกิจเท่านั้น แต่ยังรวมถึงกิจการต่างๆ  ที่ครอบคลุมวิถีชีวิตของมุสลิมภายใต้การบริหารของมัสยิด ซึ่งในปัจจุบันแต่ละมัสยิดจะประกอบด้วยคณะกรรมการคณะหนึ่งไม่น้อยกว่า 9 คน แต่ไม่เกิน 15 คน เพื่อบริหารกิจการของมัสยิด โดยมีอิหม่าม คอเต็บ บิหลั่น จะอยู่ในตำแหน่งโดยไม่จำกัดเวลา และคณะกรรมการอื่นที่ถูกคัดเลือกจะอยู่ในตำแหน่งวาระละ 4 ปี

มัสยิดจะต้องมีบทบาทในทุกๆ ด้าน โดยเฉพาะด้านการศึกษา เพราะการศึกษาในอิสลามไม่ได้หมายถึงเพียงแค่การถ่ายทอดความรู้ ประสบการณ์หรือทักษะจากชนรุ่นหนึ่งไปยังชนอีกรุ่นหนึ่ง แต่ในอิสลามการศึกษามีความหมายที่กว้างและครอบคลุมทุกด้าน การศึกษาเป็นกระบวนการอบรมและบ่มเพาะสติปัญญา ร่างกายและจิตวิญญาณ เพื่อผลิตมนุษย์ที่สมบูรณ์ การศึกษาในอิสลามจะมีความหมายที่ครอบคลุมในหลายมิติดังต่อไปนี้

1.  ตัรบียะฮ์ หมายถึง การอบรม การขัดเกลาจิตใจ

2.  ตะอ์ลีม หมายถึง การถ่ายทอดความรู้ รวมถึงความรู้ทางศาสนาและความรู้ทางโลก

3.  ตะอ์ดีบ หมายถึง การอบรมบ่มนิสัยให้มีคุณธรรม จริยธรรมและมีระเบียบวินัย

จากคำนิยามของการศึกษาในอิสลามข้างต้น จะพบว่าการศึกษาในอิสลามมีลักษณะดังนี้

1)  เป็นการศึกษาตลอดชีพ

2)  เป็นการพัฒนาทุกส่วนของความเป็นมนุษย์ ไม่ว่าด้านวิญญาณ สติปัญญา และร่างกาย

3)  สนองตอบวัตถุประสงค์ของการสร้างมนุษย์ คือเพื่อเป็นบ่าวของอัลลอฮฺ I และเป็นตัวแทนของพระองค์บนผืนแผ่นดิน

4)  ทำให้สมาชิกของสังคมมีคุณธรรมและจริยธรรม มีความเจริญรุ่งเรือง[20]

ฉะนั้น มัสยิดควรส่งเสริมทางด้านการศึกษาอย่างจริงจัง แม้ไม่สามารถดำเนินการได้เอง ก็พยายามเผยแพร่ และรณรงค์ให้สัปบุรุษได้มีทัศนคติที่ดีต่อการศึกษา มีการวางแผนทางด้านการศึกษาแก่สัปบุรุษ มีการพัฒนาระบบการเรียนการสอนให้มีความสอดคล้องกับท้องถิ่น และพยายามส่งเสริมการศึกษาให้ครบในทุกๆ ด้าน เพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษาและสนับสนุนให้เยาวชนได้รับการศึกษาอย่างเต็มที่

มัสยิดจะต้องมีบทบาทในการส่งเสริมการศึกษาศาสนาทั้ง 2 ภาค คือภาคฟัรฏูอีน และภาคฟัรฏูกิฟายะฮฺ ในส่วนของภาคฟัรฏูอีนนั้น ควรมุ่งเน้นการศึกษาภาษาอัลกุรอาน โดยเฉพาะในด้านการอ่านและการท่องจำ มัสยิดควรกำหนดมาตรฐานของเด็กมุสลิมในชุมชน เกี่ยวกับการอ่านและการท่องจำ ซูเราะฮฺต่างๆของอัลกุรอาน ว่าควรจะมีมาตรฐานแค่ไหน อย่างไร เช่นเดียวกับความรู้ศาสนาในภาคฟัรฏูอีน ก็ควรจะกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำว่าควรจะต้องเรียนจบแค่ไหน อย่างไร ทั้งนี้เพื่อให้สมาชิกในชุมชนมีเอกภาพทางด้านการศึกษาศาสนา ในส่วนของภาคฟัรฏูกิฟายะฮฺนั้น มัสยิดควรมีแผนในการส่งเสริมเยาวชนในชุมชนให้ได้เรียนศาสนาในระดับสูงขึ้น ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ[21]

สำหรับการศึกษาภาคสามัญและวิชาชีพนั้น แม้ว่าคำนิยามมัสยิดใน พ.ร.บ. การบริหารองค์กรศาสนาอิสลาม พ.ศ. 2540 จะไม่ได้ระบุไว้ แต่ก็ถือเป็นหน้าที่ของมัสยิดที่จะต้องเข้าไปดูแลส่งเสริมให้สมาชิกในชุมชนมีโอกาสศึกษาวิชาชีพ และวิชาสามัญเกินภาคบังคับ และควรเปิดโอกาสให้คนกลุ่มนี้ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนามัสยิดให้มากขึ้นนอกเหนือจากการส่งเสริมการศึกษาดังกล่าวซึ่งเป็นการศึกษาในระบบแล้ว มัสยิดจะต้องส่งเสริมการศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัยอีกด้วย ซึ่งการศึกษาทั้งสองระบบนี้ มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อการพัฒนาการศึกษาของชุมชนมุสลิมในปัจจุบัน เนื่องจากสัปปุรุษส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ในวัยและสถานภาพที่จะศึกษาในระบบได้ ดังนั้นมัสยิดจึงต้องส่งเสริมให้มีการเรียนการสอน การอบรมในวาระต่างๆ ตามความเหมาะสม เช่น การอบรมศาสนาประจำเดือน การอบรมเยาว์ชนประจำปี (ค่ายอบรมเยาวชนภาคฤดูร้อน) การอบรมมุอัลลัฟ (มุสลิมใหม่) การอบรมกลุ่มมุสลิมะฮฺ (แม่บ้าน) และการอบรมวิชาชีพต่างๆ เป็นต้น[22]

นอกจากนี้ มัสยิดจะต้องมีสถาบันหรือหน่วยงานย่อย เพื่อภารกิจในการส่งเสริมการศึกษาของชุมชน ได้แก่ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กก่อนวัยเรียน ศูนย์อบรมศาสนาอิสลามและจริยธรรมประจำมัสยิด (ตาดีกา) โรงเรียนสอนศาสนาภาคฟัรฏูอีน ห้องสมุดประจำมัสยิด และลานกีฬา เป็นต้น ทั้งหมดนี้น่าจะเป็นมาตรฐานที่น่าพอใจสำหรับชุมชนทุกชุมชนที่มีมัสยิดเป็นศูนย์กลาง และสามารถแก้ไขปัญหาในสังคมได้อีกทางหนึ่ง

สรุป

มัสยิดตั้งแต่สมัยท่านนบีมุฮัมมัด r มีบทบาทสำคัญอย่างมากในการเป็นศูนย์กลางในทุกๆ ด้านของสังคมมุสลิม มัสยิดไม่ได้มีบทบาทเฉพาะเป็นเพียงสถานที่ปฏิบัติศาสนกิจเท่านั้น แต่ยังเป็นสถานที่ประชุมปรึกษาหารือในกิจการต่างๆ สถานที่พบปะสังสรรค์ระหว่างญาติสนิทมิตรสหาย สถานที่ต้อนรับแขก สถานที่พักคนเดินทาง สถานที่ประกอบพิธีสมรส สถานที่ตัดสินคดีความ เป็นกองบัญชาการกองทัพ สถานพยาบาลผู้บาดเจ็บจากสงคราม และเป็นสถานที่สำหรับศึกษาอบรม

เรากลับมามองมัสยิดในปัจจุบันว่า บทบาทต่างๆที่กล่าวมานั้นได้หายไป มัสยิดเป็นเพียงสถานที่ประกอบศาสนกิจทางศาสนาเท่านั้น ส่วนบทบาทด้านอื่นๆของมัสยิดนั้นไม่เหลืออยู่เลย มัสยิดเหลือเพียงคนชรา และคนรุ่นหนุ่มทั้งหลายกลับไม่รู้จักมัสยิด และที่สำคัญมีกลุ่มที่พยายามขัดขวางการตื่นตัวของอิสลาม พวกเขาใช้ความพยายามเป็นอย่างมากที่จะให้มุสลิมพยายามเข้าใจว่า มัสยิดนั้นเป็นเพียงสถานที่ประกอบศาสนกิจเพียงอย่างเดียว ไม่มีบทบาทในด้านอื่นๆ

นอกจากนี้แล้ว ในปัจจุบันผู้คนได้ให้ความสำคัญในการตกแต่งมัสยิดด้วยการประดับประดามัสยิดไม่ว่าจะเป็นในเรื่องความสวยงามของมัสยิด หรือความใหญ่โต แต่มัสยิดที่ถูกสร้างมาไม่มีผู้ทำหน้าที่ในมัสยิด และจำนวนผู้ที่มาละหมาดเพียงน้อยนิด มัสยิดกลายเป็นที่พบญาติพี่น้องปีละสองครั้งในวันอีดเท่านั้น

บทบาทของมัสยิดในปัจจุบันที่ขาดไป  คือ การส่งเสริมการศึกษาในบริเวณมัสยิดในทุกระดับตั้งแต่เด็กไปจนถึงผู้ใหญ่ แต่ที่น่าเศร้าก็คือมัสยิดมีบทบาทส่งเสริมการเรียนในระดับตาดีกาและสอนอัลกุรอานระบบกีรออาตีให้กับเด็กๆ เท่านั้น ไม่มีการส่งเสริมการศึกษาในระดับผู้ใหญ่ ซึ่งที่จริงแล้วมัสยิดจะต้องมีบทบาทในทุกๆ ด้าน โดยเฉพาะการจัดการเรียนอัลกุรอานให้ถูกต้องตามหลักการและวิธีการอ่าน จัดให้มีการเรียนตัฟซีร (อรรถาธิบายอัลกุรอาน) หรือบทบัญญัติต่างๆ ที่มีอยู่ในอัลกุรอาน  เพื่อนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน

แท้จริงบรรดาสาวกทั้งหลายของมุฮัมมัด r มิได้จบออกมาจากสถาบันการศึกษา เช่น มหาวิทยาลัยต่างๆ เหมือนในปัจจุบัน แต่พวกเขาเหล่านี้ถูกสร้าง ถูกอบรม และขัดเกลาท่ามกลางลานมัสยิดที่ผู้เป็นปรมาจารย์ คือ ท่านนบีมุฮัมมัด r ของเราสร้างขึ้นมา แต่กระนั้นมันแฝงเอาไว้ ซึ่งวิทยปัญญาและความศักดิ์สิทธิ์ ที่รวมเข้าด้วยกันระหว่างศาสนาและโลกดุนยา

เมื่อใดเล่า มัสยิดทั้งหลายจะได้กลับไปสู่บทบาทที่แท้จริงเช่นนี้ของมัน เพื่อขับเคลื่อนชีวิตของผู้คนให้ได้รับความดีและทางนำจากมันอย่างที่ควรจะเป็น หลังจากบทบาทดังกล่าวนั้นได้ขาดหายและว่างเปล่าลงไป ที่ปัจจุบันเหลือเพียงเป็นสถานที่เพื่อการละหมาดและที่นั่งซิกรฺ(รำลึกถึงอัลลอฮฺ) ของผู้คนจำนวนหนึ่งเท่านั้น

ดังนั้นการฟื้นฟูสถาบันมัสยิดจำเป็นที่จะต้องให้มีการศึกษาให้เกิดขึ้นทุกมัสยิด และภาระในการนำบทบาทของมัสยิดให้กลับมาเหมือนในอดีต จึงเป็นหน้าที่รับผิดชอบของมุสลิมทุกคนที่ศรัทธาต่ออัลลอฮ์ I และวันสุดท้าย เท่านั้น

เอกสารอ้างอิง

เกษตรชัย และหีม. 2546. บทบาทที่เป็นจริงและบทบาทที่คาดหวังของวิทยาลัยอิสลามยะลาตามทัศนะนักวิชาการมุสลิมในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้. รายงานการวิจัย มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา.

เจ๊ะมูหามัดสัน เจ๊ะอูมา. 2545. บทบาทของอิหม่ามในการพัฒนาท้องถิ่น กรณีศึกษาจังหวัดปัตตานี. วิทยานิพนธ์ปริญญาโท มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่.

ตายูดิน อุสมาน และคณะ. 2545. การบริหารมัสยิดในสี่จังหวัดชายแดนภาคใต้. รายงานการวิจัย วิทยาลัยอิสลามศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี.

บรรจง บินกาซัน. 2547. สารานุกรมอิสลาม. พิมพ์ครั้งที่ 2 . กรุงเทพมหานคร : อัล-อามีน.

ราชบัณฑิตยสถาน. 2546. พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542. กรุงเทพมหานคร : ศิริวัฒนาอินเตอร์พริ้นท์.

อิบราเฮ็ม ณรงค์รักษาเขต. 2546. ประวัติการศึกษาอิสลาม. มปท.

อิบราเฮ็ม ณรงค์รักษาเขต. 2551. ปรัชญาการศึกษาอิสลาม. หาดใหญ่ : หาดใหญ่กราฟิก.

Al-khudairi, Ibrahim Saleh. 2001. Ahkamul Masajid fi As-syariatil Islamiah. أحكام المساجد في الشريعة الإسلامية. Riyad : Darul Fasilah.

Yusuf Al-qardhawi. 2000. Ad-dhawabitu As-shariah li binaai Al-masajid. الضوابط الشرعية لبناء المساجد. Birut : Muassasah Ar-risalah.

อับดุลเลาะ หนุ่มสุข. มปป. บทบาทของมัสยิดในการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน.  [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : http://islammore.com/main/content.php?page=sub&category=61&id=377. สืบค้น  16 กุมภาพันธ์ 2553.

 


[1] ซูเราะฮฺอัลอะลัก, 96 : 1-5

[2] อิบนูมาญะฮฺ. อัสซุนัน, เลขที่ : 225

[3] อิบราเฮ็ม ณรงค์รักษาเขต. 2540. ประวัติการศึกษาอิสลาม. มปท. หน้า : 16-17.

[4] ราชบัณฑิตยสถาน. พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542. กรุงเทพมหานคร :  ศิริวัฒนาอินเตอร์ พริ้นท์.  2546. หน้า 602.

[5] เกษตรชัย และหีม.  บทบาทที่เป็นจริงและบทบาทที่คาดหวังของวิทยาลัยอิสลามยะลาตามทัศนะนักวิชาการมุสลิม ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้. รายงานการวิจัย มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา. 2546.หน้า : 10.

[6] เจ๊ะมูหามัดสัน เจ๊ะอูมา. บทบาทของอิหม่ามในการพัฒนาท้องถิ่น กรณีศึกษาจังหวัดปัตตานี. วิทยานิพนธ์     ปริญญาโท มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่. 2545. หน้า : 10.

[7] ซูเราะฮฺอัลญิน, 72 : 18.

[8] Yusuf Al-qardhawi. Ad-dhawabitu As-shariah li binaai Al-masajid. Birut : Muassasah Ar-risalah. 2000. หน้า : 5.

[9] บรรจง บินกาซัน. สารานุกรมอิสลาม. พิมพ์ครั้งที่ 2 . กรุงเทพมหานคร : อัล-อามีน. 2547. หน้า : 106.

[10] คือ คำวิวรณ์ของอัลลอฮฺ I ที่ประทานให้กับท่านนบีมุฮัมมัด r โดยทางตรง (ด้วยจิตสำนึกของท่านนบีเอง)     หรือผ่านเทวทูตของพระองค์ วะฮฺยีที่ประทานให้กับท่านนบี r จะเกี่ยวกับหลักความเชื่อ คำบัญชา กฎ ระเบียบและคำสั่งสอนต่างๆ ที่เป็นทางนำในการดำเนินชีวิตของมนุษย์

[11] อิบราเฮ็ม ณรงค์รักษาเขต. แหล่งเดิม. หน้า : 16.

[12] อิบนูมาญะฮฺ เลขที่ 229.

[13] อบูฮูรอยรอฮฺ เป็นชื่อฉายาที่เพื่อนๆ เรียกกัน เนื่องจากว่าในสมัยเด็กๆ ท่านชอบอุ้มและชอบเล่นกับแมว ท่านมีชื่อว่า            อับดุรรอฮฺมาน เข้ารับอิสลามจากการแนะนำของท่านอัฏฏุฟัยล์ บุตรอัมรฺ อัดเด๊าซียฺ ท่านอบูฮูรอยรอฮฺ ได้ปลีกออกจาก        ความวุ่นวายทางโลกเพื่อหันมารับใช้ท่านนบี มุฮัมมัด r และบรรดาเศาะฮาบะฮฺ ท่านได้ยึดเอามัสยิดเป็นที่พำนักและอุทิศตัว ในการแสวงหาวิชาความรู้ โดยมีท่านนบีมุฮัมมัด r เป็นครูสอน ตลอดชีวิตที่ท่านอบูฮูรอยรอฮฺได้แสวงหาความรู้ ท่านได้ท่องจำและรายงานหะดีษจำนวน 5,374 หะดีษ นับได้ว่าท่านเป็นเศาะฮาบะฮฺอันดับหนึ่ง ที่ท่องจำหะดีษได้มากที่สุด

[14] อิบราเฮ็ม ณรงค์รักษาเขต. แหล่งเดิม. หน้า : 20-23.

[15] ซูเราะฮฺอัล-อันบิยาอฺ, 30 : 107.

[16] สงครามบะดัรเกิดขึ้นหลังจากท่านนบีมุฮัมมัด r ได้อพยพมายังเมืองมะดีนะฮฺ ในปีที่ 2 แห่งการฮิจเราะฮฺ สาเหตุเนื่องจากกองคาราวานของพวกกุเรซเดินทางไปค้าขายยังประเทศชาม (ซีเรีย)  และต้องผ่านเขตแดนของเมืองมะดีนะฮฺ เพื่อเป็นการป้องกันการละเมิดเขตแดน และเพื่อตอบโต้การกระทำของพวกกุเรซที่ได้ยึดครองทรัพย์สินของบรรดามุสลิมที่เมืองมักก๊ะ ท่านนบีมุฮัมมัด r ได้ยกกองทัพจำนวน 313 คน พวกกุเรซยกกองทัพจำนวน 950 คน สงครามได้เกิดขึ้นที่ต