รูปแบบการนิเทศแบบเสริมพลัง 

โดยนางสาวไพเราะ  พุ่มมั่น 

ศึกษานิเทศก์เชี่ยวชาญ 

สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุพรรณบุรี เขต 1

 

 

รูปแบบการนิเทศแบบเสริมพลัง

การนิเทศแบบเสริมพลัง (Empowering Supervision) คือ กระบวนการที่ให้ศึกษานิเทศก์ ผู้บริหาร ครู มีส่วนร่วมกันในการพัฒนางาน พัฒนาตนเอง อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน โดยมีอิสระในการกำหนดเป้าหมายการปฏิบัติงาน และเปิดโอกาสให้ผู้เกี่ยวข้องตัดสินใจเกี่ยวกับการดำเนินงานพัฒนาองค์การ ลดความรู้สึกต้องพึ่งพาผู้อื่น แสวงหาความรู้ใหม่ ขยายผลการปฏิบัติงาน ทั้งนี้โดยใช้ผู้เรียนเป็นฐาน และมุ่งหวังพัฒนาคุณภาพการศึกษาให้ได้มาตรฐานการศึกษาชาติ

 

ขั้นตอนการนิเทศแบบเสริมพลัง มี 7 ขั้นตอน

ขั้นที่ 1 ร่วมสร้างความตระหนัก (Co-building awareness)

จุดมุ่งหมายขั้นนี้ เพื่อ

1.  เพื่อรวมคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องมาสร้างเป็นพลังกลุ่ม พลังใจ ได้แก่ บุคลากร

ทุกคนในโรงเรียน หรือในหน่วยงาน

2.  เพื่อสร้างความเข้าใจให้ทุกคนเห็นความสำคัญของเรื่องต่างๆ ที่จะพัฒนา

3.  เพื่อให้บุคลากรทุกคนในองค์การรับรู้บทบาทหน้าที่ของแต่ละคน ที่มีส่วนสำคัญต่อองค์การ และกระตุ้นให้ทุกคนยินยอมพร้อมใจพัฒนางานนั้น

4.  เพื่อให้บุคลากรทุกคนในองค์การเห็นประโยชน์ และผลกระทบโดยตรงต่อตนเอง และองค์การ

วิธีดำเนินงาน

1.  ประชุมชี้แจง สัมมนา ระดมความคิดร่วมกันระหว่างศึกษานิเทศก์ ผู้บริหาร ครู หรือเชิญวิทยากรมาบรรยายเพื่อให้ทุกคนมีความรู้ ความเข้าใจในรูปแบบการนิเทศแบบเสริมพลัง และมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องที่จะพัฒนาตามจุดเน้น ให้ทุกคนเห็นความสำคัญของตนเอง ภูมิใจในตนเองที่มีบทบาทหน้าที่สำคัญที่จะช่วยพัฒนางานขององค์การให้สำเร็จ จะขาดคนใดคนหนึ่งไม่ได้ เป็นประโยชน์และโทษที่เกิดกับนักเรียน และแนวทางทำงาน ความสำเร็จที่จะเกิด และยินยอมพร้อมใจที่จะพัฒนาและเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมตนเอง

2.  พาไปศึกษาดูงาน เพื่อดูกรณีตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จในเรื่องที่พัฒนา

3.  ใช้เทคนิคหลากหลายเพื่อให้ทุกคนเห็นร่วมกัน และพร้อมที่จะลงมือทำงาน พร้อมที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

ขั้นที่ 2 ร่วมรวมพลังค้นหา (Co-searching & analyzing)

จุดมุ่งหมายขั้นนี้ เพื่อ

1.  เพื่อให้บุคลากรทุกคนในองค์การศึกษาข้อมูลสภาพจริง และวิเคราะห์ปัญหาในองค์การรอบด้าน ทั้งจุดเด่นและจุดด้อย

2.  เพื่อกำหนดแนวทางระดมพลังสมอง ระดมความคิด แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ถ่ายทอด แก้ไข โดยเชื่อมโยงประสบการณ์

วิธีดำเนินงาน

1.  จัดประชุมครูทุกคน ระดมความคิด ให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการวิเคราะห์ข้อมูลขององค์การ ในประเด็นที่จะพัฒนา โดยให้คิดวิเคราะห์รอบด้าน เพื่อหาปัญหา สาเหตุ ในการวิเคราะห์จะวิเคราะห์ทีละเรื่อง

2.  จัดระดมพลังสมองเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และเชื่อมโยงประสบการณ์ จัดลำดับปัญหา หาสาเหตุ กำหนดจุดเน้นการพัฒนางาน พร้อมแนวทางแก้ไขเป็นกรอบกว้างๆ ว่าจะแก้ไขเรื่องใดบ้าง

ขั้นที่ 3 ร่วมพลังสร้างเป้าหมาย (Co-perception of targets)

จุดมุ่งหมายขั้นนี้ เพื่อ

1. เพื่อให้ทุกคนกำหนดเป้าหมายการปฏิบัติงานของตนเองที่มีต่อการพัฒนางาน

2. เพื่อรวบรวมเป้าหมายการพัฒนางานของแต่ละคน เป็นของโรงเรียน

วิธีดำเนินงาน

1. ให้บุคลากรทุกคนในโรงเรียน เขียนแผนปฏิบัติงานประจำปีของตนเอง ซึ่งเป็นแผนการทำงานของตนเอง พัฒนาตนเอง ซึ่งมีการกำหนดเป้าหมาย หรือชิ้นงานที่จะปฏิบัติในแต่ละปีอย่างอิสระ ภายใต้บทบาทหน้าที่ของตนเอง เช่น ครูกำหนดจำนวนแผนการจัดการเรียนรู้ที่จะทำในปีนั้นๆ การผลิตนวัตกรรม การทำวิจัยในชั้นเรียน เป็นต้น

2. หลังจากนั้นให้ผู้บริหารรวบรวมเป้าหมายของแต่ละคน เป็นแผนขององค์การ และนำมาเป็นฐานในการกำหนดเป้าหมายขององค์การ

3. รวบรวมเป้าหมายของบุคลากรในโรงเรียน เป็นเป้าหมายการนิเทศ ติดตามผลของผู้บริหาร หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ขั้นที่ 4 ร่วมทำ ร่วมพัฒนา (Co-development activities)

จุดมุ่งหมายขั้นนี้ เพื่อ

1. เพื่อร่วมกันกำหนดกิจกรรม งานโครงการ ที่จะพัฒนาให้ได้ตามเป้าหมาย

2. เพื่อกำหนดบทบาทหน้าที่ และแนวปฏิบัติของบุคลากรทุกคนในการดำเนินงานตามกิจกรรม (โดยเน้นการทำงานเป็นเครือข่าย หรือเป็นทีม) และพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ความเข้าใจในการปฏิบัติงาน

วิธีดำเนินงาน

1. ผู้เกี่ยวข้องประชุมร่วมกันเพื่อกำหนดกิจกรรมในแต่ละเรื่องที่ตั้งเป้าหมายไว้

2. กำหนดบทบาทหน้าที่ และแนวปฏิบัติของทุกคนในแต่ละกิจกรรม ทั้งนี้โดยให้กำหนดเป็นทีม เป็นเครือข่าย โดยสลับกันทำหน้าที่ผู้นำ ผู้ตาม เช่น

Ÿ การพัฒนาบุคลากร  ใช้วิธีการอบรม ไปศึกษาดูงาน แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ฯลฯ เรื่องสำคัญที่ต้องพัฒนาคือ เรื่องหลักสูตร วิธีสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ วิจัยในชั้นเรียน เทคนิคการนิเทศ ฯลฯ เรื่องที่จำเป็นและตามความต้องการ

Ÿ กิจกรรมนิเทศภายใน  ใช้การเยี่ยมชั้นเรียน แลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างเครือข่าย

Ÿ การทำวิจัยในชั้นเรียน  ใช้การพัฒนาให้ความรู้ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ นิเทศ ติดตามช่วยเหลือ ฯลฯ

3. กำหนดแผนงาน โครงการ ในการดำเนินงานแต่ละเรื่อง โดยอาจรวบกิจกรรมลักษณะเดียวกันเป็นโครงการเดียว เช่น การอบรมให้ความรู้เรื่องต่างๆ จัดเป็นโครงการพัฒนาบุคลากร

4. จัดทำปฏิทินปฏิบัติงานแต่ละเรื่อง

 

   หมายเหตุ  ขั้นที่ 4 นี้สำคัญมาก ควรจัดตั้งทีมงาน (เครือข่าย) ในเรื่องที่สำคัญๆ ที่เป็นจุดเน้น   การพัฒนา โดยกำหนดบทบาทหน้าที่ให้ชัด และที่สำคัญให้ทุกคนสลับกันเป็นผู้นำและผู้ตาม  และให้สมัครใจร่วมเป็นทีมงาน เช่น จัดทีมงาน (เครือข่าย) ดูแลเรื่อง แผนการสอน ทีมงานนิเทศภายใน ทีมงานวิจัย ทีมงานพัฒนาบุคลากร ทีมงานพัฒนาสื่อ ฯลฯ ทีมงานมีหน้าที่จัดกิจกรรมเพื่อให้งานบรรลุเป้าหมาย ถ้าในโรงเรียนมีครูน้อย ก็สลับกันเป็นหัวหน้าทีม แต่ทุกคนต้องร่วมกิจกรรมหมดทุกกิจกรรม

 

ขั้นที่ 5 ร่วมเรียนรู้สู่การแก้ปัญหา (Co-learning and solving problems)

จุดมุ่งหมายขั้นนี้ เพื่อ

1.  เพื่อดำเนินงานตามกิจกรรมที่กำหนดให้บรรลุเป้าหมาย

2.  เพื่อปรับปรุงพัฒนาแนวทางปฏิบัติให้บรรลุเป้าหมาย

3.  เพื่อให้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ขณะปฏิบัติงาน เพื่อปรับปรุง พัฒนางานให้บรรลุวัตถุประสงค์ ระหว่างบุคลากรในโรงเรียน และนอกโรงเรียน โดยมุ่งแก้ปัญหา

4.  เพื่อนิเทศ ติดตามผลระหว่างดำเนินงาน

วิธีดำเนินงาน

1.  ให้ครูจับกลุ่มทีมงาน หรือเครือข่ายการทำงาน ด้วยความสมัครใจว่าจะเป็นทีมงานพัฒนาเรื่องใดขององค์การ เช่น ทีมงานเรื่อง พัฒนาแผนการสอน ทีมงานเรื่อง การจัดทำวิจัยในชั้นเรียน หรือทีมงานพัฒนาสื่อ ทีมงานกลุ่มสาระภาษาไทย ฯลฯ แต่ละคนจะสลับกันเป็นหัวหน้าทีมงาน บริหารงาน และขณะเดียวกันจัดทีมนิเทศในแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้ เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน

2.  ให้แต่ละทีมวางแผนพัฒนางานที่รับผิดชอบ ว่าจะจัดกิจกรรมอะไร โดยอาจเพิ่มเติมจากขั้นที่ 4 (หรือบูรณาการร่วมกับขั้นที่ 4) กรณีที่ระหว่างดำเนินงานเกิดปัญหา

3.  จัดปฏิทินให้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ภายในทีมงาน เครือข่ายเดียวกัน แก่ต่างทีมงาน ต่างเครือข่าย ภายในองค์การ

4.  จัดปฏิทินให้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างผู้บริหาร-ครู  ครู-ครู (ต่างเครือข่าย หรือเครือข่ายเดียวกัน) ศึกษานิเทศก์-ครู  หรือผู้บริหาร

 

 

   หมายเหตุ    ในขั้นนี้ควรมีการดำเนินการติดตามผล และประเมินผลการปฏิบัติงานของบุคลากร ที่กำหนดเป้าหมายไว้เป็นระยะๆ และนำประเด็นที่เป็นปัญหามาร่วมกันปรับปรุงแก้ไข เช่น ปรับปรุงแก้ไขการจัดการเรียนการสอนโดยเพิ่มสื่อ หรือเพิ่มกิจกรรม เป็นต้น 

 

ขั้นที่ 6 ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้สู่การพัฒนา (Co-organizing knowledge)

จุดมุ่งหมายของขั้นนี้ เพื่อ

1.  เพื่อประเมินผลการทำงาน และสรุปผลการดำเนินงาน

2.  เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับบุคลากรต่างโรงเรียน

วิธีดำเนินงาน

1.  ให้บุคลากรทุกคนมีการประเมินผลการทำงาน โดยเทียบกับเป้าหมายที่กำหนดไว้ในขั้นที่ 3 และสรุปผลการทำงานของแต่ละคน

2.  ผู้บริหารรวบรวมผลการดำเนินงานของบุคลากรในภาพรวมของโรงเรียน

3.  นำผลงานที่ประสบความสำเร็จ สรุปรวม บันทึก ถือว่าเป็นความรู้ ทักษะ ประสบการณ์ ที่ผ่านการทดลองพิสูจน์มาแล้ว เตรียมเผยแพร่

4.  ศึกษานิเทศก์ ผู้บริหาร ประสานงานแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับองค์การอื่นๆ ในกลุ่มเดียวกัน หรือต่างกลุ่ม (สร้างเครือข่ายนอกโรงเรียน) เพื่อเผยแพร่ให้องค์การ ชุมชนอื่นๆ ได้นำไปปฏิบัติต่อไป ขณะเดียวกันก็จะได้แนวคิดนำมาพัฒนางานของตนเองให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น เช่น จัดนิทรรศการภายในโรงเรียน เชิญโรงเรียนในกลุ่มมาดู หรือร่วมกันจัดนิทรรศการผลงานภายในกลุ่มโรงเรียนเดียวกัน เป็นต้น

 

ขั้นที่ 7 ร่วมเผยแพร่สู่มวลชน (Co-appreciation and social communication)

จุดมุ่งหมายขั้นนี้ เพื่อ

1.  เพื่อเผยแพร่ผลงานให้แก่ผู้ปกครอง ชุมชน และหน่วยงานอื่นๆ

2.  เพื่อเป็นการชื่นชม ให้กำลังใจ ให้เกิดขึ้นกับบุคคล กลุ่มคน ในองค์การที่ร่วมกันทำงาน

วิธีดำเนินงาน

1.  บุคลากรจัดทำผลงานที่ประสบความสำเร็จ เผยแพร่ในรูปแบบต่างๆ เช่น จัดทำเอกสารสื่อสิ่งพิมพ์ สื่อ ICT

2.  โรงเรียนจัดกิจกรรมเผยแพร่ผลงานด้วยวิธีการที่หลากหลาย เช่น จัดเผยแพร่ทางเว็บไซต์ จัดนิทรรศการแสดงผลงานภายในโรงเรียน หรือกลุ่มโรงเรียน แล้วเชิญผู้ปกครอง หน่วยงานอื่นๆ มาชม

3.  จัดกิจกรรมยกย่อง ชื่นชม และให้ขวัญกำลังใจแก่บุคคลที่อุทิศตน เสียสละ ทำงานบังเกิดผลตามความคาดหวัง

 

 

รายงานผลการวิจัย

โดยนางสาวไพเราะ  พุ่มมั่น

ศึกษานิเทศก์เชี่ยวชาญ

สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุพรรณบุรี เขต 1

 

เรื่อง ข้อเสนอเชิงยุทธศาสตร์การนิเทศแบบเสริมพลังเพื่อการปฏิรูปการเรียนรู้ทั้งโรงเรียนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ของศึกษานิเทศก์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุพรรณบุรี  เขต 1

 

บทคัดย่อ

 

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนา และศึกษาผลการใช้ข้อเสนอเชิงยุทธศาสตร์

การนิเทศแบบเสริมพลัง เพื่อปฏิรูปการเรียนรู้ทั้งโรงเรียน ในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ของศึกษานิเทศก์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุพรรณบุรี เขต 1 ซึ่งประกอบด้วย วิสัยทัศน์

พันธกิจ เป้าหมาย ยุทธศาสตร์ มาตรการ ตัวบ่งชี้ และแผนงาน/โครงการ การดำเนินงานแบ่งเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 เป็นการศึกษาและพัฒนาข้อเสนอเชิงยุทธศาสตร์ฯ ดำเนินงานในปีการศึกษา 2550 มีการดำเนินงาน 2 ตอน คือ ระยะที่ 1 ตอนที่ 1 เป็นการศึกษาบริบทเพื่อจัดทำร่างข้อเสนอเชิงยุทธศาสตร์การนิเทศแบบเสริมพลัง เพื่อปฏิรูปการเรียนรู้ทั้งโรงเรียน ในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ของศึกษานิเทศก์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุพรรณบุรี เขต 1 โดยมีการดำเนินงานดังนี้ 

(1) วิจัยเอกสาร จำนวน 63 เรื่อง  (2) วิจัยเชิงสำรวจสถาบัน เป็นการสำรวจการปฏิบัติงานนิเทศของศึกษานิเทศก์ ในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุพรรณบุรี เขต 1  (3) การศึกษาพหุกรณี เป็นการศึกษาการปฏิบัติงานการนิเทศของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาในภาคกลาง จำนวน 3 เขตพื้นที่  (4) การสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ทรงคุณวุฒิ หลังจากนั้นนำข้อมูลจาก 4 แหล่ง มาจัดทำร่างข้อเสนอเชิงยุทธศาสตร์การนิเทศแบบเสริมพลัง เพื่อปฏิรูปการเรียนรู้ทั้งโรงเรียน ในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ของศึกษานิเทศก์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุพรรณบุรี เขต 1 และนำไปจัดประชุมสัมมนา ระหว่างผู้วิจัยกับผู้เชี่ยวชาญ เพื่อปรับปรุงร่างข้อเสนอเชิงยุทธศาสตร์ฯ ระยะที่ 1 ตอนที่ 2 เป็น

การพัฒนาร่างข้อเสนอเชิงยุทธศาสตร์ฯ โดยนำมาจัด  (1) จัดประชุมสนทนากลุ่ม ของกลุ่มเป้าหมาย คือ กลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และ  (2) จัดประชุมสัมมนาอิงผู้ทรงคุณวุฒิ และนำผลการตรวจสอบมาสรุปจัดทำข้อเสนอเชิงยุทธศาสตร์การนิเทศแบบเสริมพลัง เพื่อปฏิรูปการเรียนรู้ทั้งโรงเรียน ในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ของศึกษานิเทศก์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุพรรณบุรี เขต 1 ที่สมบูรณ์ ซึ่งประกอบด้วยวิสัยทัศน์  4พันธกิจ  5 เป้าประสงค์  5 ยุทธศาสตร์  7 มาตรการ 

21 ตัวบ่งชี้  29 กิจกรรม  4 โครงการ  สรุปได้ดังนี้

วิสัยทัศน์ : เสริมพลังให้ศึกษานิเทศก์ ผู้บริหาร ครู ร่วมพัฒนาตน พัฒนางาน อย่างมีเป้าหมายและต่อเนื่อง เพื่อสร้างคุณภาพการศึกษาตามมาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐาน

พันธกิจ มี 4 พันธกิจ คือ  1) สนับสนุนให้บุคลากรผู้เกี่ยวข้องพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง  2) สนับสนุนให้บุคลากรผู้เกี่ยวข้องพัฒนางานด้วยวิธีการทำงานแบบร่วมมือพัฒนา โดยรวมคน รวมพลัง ร่วมคิดร่วมวางแผน ร่วมทำร่วมดำเนินงาน ร่วมสรุปผลเป็นบทเรียน และร่วมรับผลจากการดำเนินงาน และเผยแพร่  3) นำรูปแบบการนิเทศแบบเสริมพลังมาเป็นกรอบการทำงาน เพื่อปฏิรูปการเรียนรู้ทั้งโรงเรียน ในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน  4) สนับสนุน ช่วยเหลือ เผยแพร่ผลงาน สร้างขวัญกำลังใจ

เป้าประสงค์ มี 5 เป้าประสงค์ คือ  1) รวมคนรวมพลัง เพื่อร่วมกันเสริมสร้างพลังใน

การทำงาน เพื่อกำหนดจุดเน้นของการทำงาน  2) ร่วมคิดร่วมวางแผน เพื่อกำหนดเป้าหมาย กำหนดแผนปฏิบัติในการทำงาน  3) ร่วมทำร่วมดำเนินงาน เพื่อให้กิจกรรม แผนงาน โครงการสำเร็จตามวัตถุประสงค์  4) ร่วมกันสรุปเป็นบทเรียน เพื่อประเมินผลการดำเนินงาน  5) ร่วมรับผลการดำเนินงาน และเผยแพร่ เป็นการยกย่องเชิดชูผู้ปฏิบัติงานให้มีขวัญและกำลังใจ เกิดพลังปิติ ให้สังคมรับทราบ ร่วมชื่นชมยินดี

ยุทธศาสตร์ มี 5 ยุทธศาสตร์ คือ  1) รวมคนรวมพลัง เป็นการรวมคนจากผู้เกี่ยวข้องเพื่อมาสร้างเป็นพลังกลุ่ม พลังใจ  2) ร่วมคิดร่วมวางแผน เป็นการระดมความคิดจากกลุ่มจนเกิดพลังความคิด  3) ร่วมทำร่วมดำเนินการ เป็นการนำพลังกลุ่มมาดำเนินงานให้เกิดเป็นพลังจัดการ 

4) ร่วมสรุปเป็นบทเรียน เป็นการประเมินผลการทำงาน และนำผลสำเร็จที่ได้จากการปฏิบัติงาน เรียกว่า พลังภูมิปัญญา ไปใช้พัฒนาต่อ และเผยแพร่  5) ร่วมรับผลการดำเนินงาน และเผยแพร่ เป็นการร่วมสร้างพลังปิติให้เกิดกับบุคคลที่ทำงานสำเร็จ ด้วยการยกย่อง ชื่นชม และให้ขวัญกำลังใจ

มาตรการ มี 7 มาตรการ ได้แก่  1) ร่วมสร้างความตระหนัก เป็นการสร้างความรู้ความเข้าใจในงานที่ต้องพัฒนา และสร้างความภูมิใจ เชื่อมั่นในตนเองที่จะมีส่วนพัฒนางาน  2) ร่วมรวมพลังค้นหา เป็นการให้ทุกคนมีส่วนร่วมหาปัญหา แนวทางแก้ไข และกำหนดจุดเน้นการพัฒนางาน  3) ร่วมรวมพลังสร้างเป้าหมาย เป็นการให้ทุกคนกำหนดเป้าหมายการทำงานของตนเอง และของโรงเรียน เพื่อไปสู่การแก้ปัญหา หรือพัฒนางาน  4) ร่วมทำร่วมพัฒนา ให้ทุกคนมีส่วนร่วมทำงาน โดยทำงานเป็นทีม หรือเครือข่าย และเสริมพลังด้วยวิธีการที่หลากหลายเพื่อให้งานบรรลุเป้าหมาย  5) ร่วมเรียนรู้สู่การแก้ปัญหา เป็นการจัดกิจกรรมให้ครูมีปฏิสัมพันธ์กัน เรียนรู้จากกันและกัน สร้างพลังอำนาจในงานโดยให้มีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทั้งภายใน และภายนอกโรงเรียน  6) ร่วมเผยแพร่สู่ชุมชน/สังคม เป็นการนำผลงานที่ประสบผลสำเร็จ เผยแพร่แก่ผู้เกี่ยวข้อง พร้อมให้ขวัญกำลังใจแก่ผู้ทำงานอย่างเสียสละ และผู้ที่ทำงานประสบความสำเร็จ

ระยะที่ 2 การนำข้อเสนอเชิงยุทธศาสตร์ฯ ที่วิจัยได้จากระยะนี้ ไปใช้พัฒนาโรงเรียนในระดับประถมศึกษา และมัธยมศึกษา ในปีการศึกษา 2551 โดยทดลองในโรงเรียน 2 โรงเรียน มีกลุ่มตัวอย่างซึ่งเลือกโรงเรียนอย่างเจาะจงจากโรงเรียนที่สมัครใจเข้าร่วมโครงการ ได้แก่ โรงเรียนวัดลานคา อำเภอบางปลาม้า และโรงเรียนวัดพระธาตุ อำเภอเมืองฯ จังหวัดสุพรรณบุรี ผู้บริหาร

3 คน  ครู 33 คน  นักเรียน 527 คน  ผู้ปกครอง 527 คน  ชุมชน 60 คน  ศึกษานิเทศก์ 15 คน

เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้มีทั้งหมด 14 ฉบับ ทุกฉบับหาคุณภาพโดยผ่านการตรวจสอบ และประเมินค่าดัชนีความสอดคล้อง (ค่า IOC) และหาค่าความเชื่อมั่น ซึ่งทุกฉบับมีคุณภาพอยู่ในเกณฑ์เป็นที่ยอมรับ

ผลการนำข้อเสนอเชิงยุทธศาสตร์การนิเทศแบบเสริมพลัง เพื่อปฏิรูปการเรียนรู้ทั้งโรงเรียน ในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ของศึกษานิเทศก์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุพรรณบุรี เขต 1 ไปพัฒนาโรงเรียน ผลสรุปดังนี้

1. ผลด้านบริหารจัดการ พบว่า  (1) การจัดครูเข้าสอนตามวิชาเอก หรือตามความสามารถ ในโรงเรียนขนาดกลางขึ้นไป ครูสอนคนละ 1 กลุ่มสาระ โดยสอนเฉลี่ยคนละ 15 ชั่วโมง/สัปดาห์ (ครูมีเวลาว่างเฉลี่ย 10 ชั่วโมง/สัปดาห์ ถ้าเป็นโรงเรียนขนาดเล็ก (ครูมีจำนวนน้อย) ครูสอนคนละ 1-2 กลุ่มสาระ สอนเฉลี่ยคนละ 19-20 ชั่วโมง/สัปดาห์ (ครูมีเวลาว่างเฉลี่ย 5 ชั่วโมง/สัปดาห์) ซึ่งเดิมครูสอนประจำชั้นทุกกลุ่มสาระ จำนวน 25 ชั่วโมง/สัปดาห์ ไม่มีเวลาว่าง  (2) สอบถามความพึงพอใจของชุมชนที่มีต่อโรงเรียนหลังการปฏิรูปการเรียนรู้ พบว่า ชุมชนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก  (3) และสอบถามความพึงพอใจของผู้บริหาร ครู ศึกษานิเทศก์ ที่มีต่อการใช้รูปแบบการนิเทศแบบเสริมพลัง และผลการใช้ข้อเสนอเชิงยุทธศาสตร์ทุกกลุ่มมีความคิดเห็นว่า รูปแบบการนิเทศแบบเสริมพลังมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก และมีความพึงพอใจในรูปแบบการนิเทศแบบเสริมพลังในระดับมากที่สุด และมีความพึงพอใจต่อผลการใช้ข้อเสนอเชิงยุทธศาสตร์ฯ อยู่ในระดับมาก สอดคล้องกัน ยกเว้นครูและศึกษานิเทศก์ มีความพึงพอใจแตกต่างกันในด้านผลกระทบ

2. ผลการจัดการเรียนการสอน พิจารณาจากผลที่เกิดกับครู และผลที่เกิดกับนักเรียน พบดังนี้

2.1  ผลที่เกิดกับครู พบว่า  (1) ครูมีผลปฏิบัติงานเทียบกับเป้าหมายที่กำหนดไว้ เฉลี่ยร้อยละ 82.98  (2) เมื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมการสอนของครูที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ พบว่า พฤติกรรมการสอนของครูก่อนและหลังสอนโดยใช้วิธีสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยค่าเฉลี่ยของพฤติกรรมหลังสอนสูงกว่าค่าเฉลี่ยพฤติกรรมก่อนสอน  (3) ผลการประเมินการใช้วิธีสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ (รูปแบบวัฏจักรการเรียนรู้

4 Mat) ครูสรุปว่าเป็นวิธีที่เกิดประโยชน์อยู่ในระดับมาก

2.2  ผลที่เกิดกับนักเรียน พบว่า  (1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนพัฒนาขึ้น (เทียบปีการศึกษา 2550 – 2551) ทุกกลุ่มสาระที่ประเมิน ในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 และชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ส่วนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ผลสัมฤทธิ์พัฒนาขึ้นเฉพาะกลุ่มสาระ

การเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ส่วนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีผลสัมฤทธิ์พัฒนาขึ้นทุกกลุ่มสาระที่สอน และมีค่าคะแนนเฉลี่ยสูงกว่าระดับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และระดับประเทศ ส่วนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2, 3 ผลสัมฤทธิ์มีค่าเฉลี่ยต่ำกว่าของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษา

ขั้นพื้นฐาน และของประเทศ  (2) ผลการประเมินพฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ พบว่า นักเรียนมีพฤติกรรมการเรียนรู้ในลักษณะที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญพัฒนาขึ้น โดยเมื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมการเรียนรู้ พบว่า  พฤติกรรมการเรียนรู้ก่อน – หลังได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยพฤติกรรมการเรียนรู้หลังเรียนสูงกว่าพฤติกรรมการเรียนรู้ก่อนเรียน  (3) เมื่อวัดเจตคติของนักเรียน พบว่า  นักเรียนมีเจตคติต่อการเรียนรู้ และต่อโรงเรียนอยู่ในระดับมาก  (4) เมื่อประเมินพฤติกรรมนักเรียนด้านคุณลักษณะดี เก่ง มีสุข พบว่า  นักเรียนมีพฤติกรรมด้านคุณลักษณะดี และมีสุข อยู่ในระดับดี ส่วนพฤติกรรมด้านเป็นคนเก่ง อยู่ในระดับพอใช้ และเมื่อถามความพึงพอใจของผู้ปกครองที่มีต่อพฤติกรรมของนักเรียน พบว่า  ผู้ปกครองมีความพึงพอใจต่อพฤติกรรมนักเรียนด้านเป็นคนดี คนมีความสุข และคนเก่ง อยู่ในระดับมาก

3. ผลด้านจัดการนิเทศภายใน พบว่า  โรงเรียนมีการจัดระบบการนิเทศภายในโดยครู

ทุกคนมีส่วนร่วม ทำงานเป็นทีม เป็นเครือข่าย มีเป้าหมายการนิเทศชัดเจนเป็นรายคน และภาพรวมของโรงเรียน มีกิจกรรมการนิเทศหลากหลาย และครูทุกคนมีความพึงพอใจในการจัดกระบวนการนิเทศ

4. ผลด้านความสัมพันธ์กับชุมชน พบว่า  ครูมีการกำหนดเป้าหมายการนำชุมชนมาเป็นวิทยากร และนำนักเรียนไปเรียนในแหล่งเรียนรู้ต่างๆ และสามารถดำเนินงานได้ตามเป้าหมาย เฉลี่ยร้อยละ 96.23