พิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน จ่าทวี

      

       แสดงนิทรรศการเกี่ยวกับ ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นพิษณุโลก สิ่งของที่จัดแสดง มีข้าวของเครื่องใช้จากทุกภูมิภาคของประเทศ แต่จะเน้นเป็นพิเศษในเขตภาคเหนือตอนล่าง มีทั้งความเชื่อ ศิลปะและหัตถกรรม วิถีชีวิตและความเป็นอยู่ ภาษาและวรรณกรรม ดนตรีและการละเล่น

      ผู้ก่อตั้งพิพิธภัณฑ์บ้าน จ่าทวีแห่งนี้คือ จ่าสิบเอกทวี บูรณเขตต์ สถานที่แห่งนี้ได้รับรางวัลยอดเยี่ยมอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ปี 2541 และได้รับการยกย่องให้เป็นแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิตต้นแบบ ปี 2550

 

สีย้อมผ้าธรรมชาติ

       สีธรรมชาติได้จากต้นไม้ ได้แก่ ราก แก่น เปลือก ต้น ผล ดอก เมล็ด ใบ เป็นต้น
- สีแดง ได้จาก รากยอ แก่นฝาง ลูกคำแสด เปลือกสมอ ครั่ง
- สีคราม ได้จาก ต้นคราม หรือต้นห้อม ใช้รากและใบ
- สีเหลือง ได้จาก แก่นแข หรือ แก่นแกแล แก่นขนุน ต้นหม่อน ขมิ้น เปลือกไม้นมแมว แก่นสุพรรณิการ์ ดอกกรรณิการ์ ดอกดาวเรือง
- สีตองอ่อน ได้จาก เปลือกต้นมะพูด เปลือกผลทับทิม แก่นแกแลและต้นคราม ใบหูกวาง เปลือกและผลสมอพิเภก ใบส้มป่อยและผงขมิ้น ใบแค ใบสับปะรดอ่อน
- สีดำ ได้จาก ผลมะเกลือ ผลกระจาก ผลและเปลือกสมอ
- สีส้ม ได้จาก เปลือกและรากยอ ดอกกรรณิการ์ (ส่วนที่เป็นหลอดสีส้ม) เมล็ดคำแสด
- สีเหลืองอมส้ม ได้จาก ดอกคำฝอย
- สีม่วงอ่อน ได้จาก ลูกหว้า
- สีชมพู ได้จาก ต้นฝาง ต้นมหากาฬ
- สีน้ำตาล ได้จาก เปลือกไม้โกงกาง เปลือกผลมังคุด
- สีกากีแกมเหลือง ได้จาก หมากสง กับแก่นแกแล
- สีเขียว ได้จาก เปลือกต้นมะริดไม้ ใบหูกวาง เปลือกสมอ ครามย้อมทับด้วยแถลง
 

 

ขั้นตอนในการย้อม   

      ให้เตรียมเส้นใยฝ้ายขาวดิบแช่ลงในน้ำ 1 คืน เพื่อให้น้ำซึมซับเส้นใยฝ้าย จากนั้นให้เตรียมน้ำสี โดยเลือกใช้วัสดุธรรมชาติที่จะให้สีตามต้องการ เช่น เปลือกมะพร้าวแห้ง ให้สีน้ำตาล ก็นำมาใส่ในปิ๊บ เติมน้ำประมาณ 15 ลิตร ต้มให้เดือด ใช้เวลาราวๆ 1 ชั่วโมง จะเหลือน้ำประมาณ 1/3 ส่วน ออกสีน้ำตาล ยกลงจากเตา ( ความเข้มของสีอยู่ที่ปริมาณของวัสดุ ) นำมากรองเอาเฉพาะน้ำสีน้ำตาล 

      เตรียมเส้นใยฝ้ายที่แช่น้ำไว้มาล้างให้สอาด หรือจะต้มด้วยน้ำที่ผสมผงวักฟอก หรือสบู่ลาย เล็กน้อยก่อนก็ได้ เพื่อขจัดไขมันบนเส้นใย ซึ่งจะทำให้สีย้อมติดได้ดียิ่งขึ้น

     เตรียมการย้อมด้วยการนำน้ำสีใส่ภาชนะตั้งไฟอีกครั้ง ในระหว่างการต้มให้ใส่เกลือแกงลงไป 1 กำมือ เพื่อช่วยป้องกันสีตก นำเส้นใยฝ้ายใส่ลงในขณะที่น้ำสีกำลังเดือด หมั่นพลิกกลับไปกลับมาเพื่อให้สีติดอย่างสม่ำเสมอ ใช้เวลาประมาณ 30 นาที   จากนั้นนำเส้นใยฝ้ายผึ่งลมพอให้หมาดๆ แล้วล้างด้วยน้ำผสมแชมพูสระผมหรือผงซักฟอก และล้างด้วยน้ำสะอาดอีกครั้ง บิดให้หมาดๆ และกระตุกให้เส้นใยฝ้ายตึง ผึ่งให้แห้งบนราวแขวน พร้อมที่จะนำไปทอเป็นผ้าผืนได้

 

การย้อมสีธรรมชาติจากวัสดุต่างๆ

      วัตถุดิบที่นำมาใช้ในการย้อมและสีที่ได้จากเปลือกไม้แห้ง และผลผลิตจากต้นไม้ที่ใช้ในการย้อมสีธรรมชาติมีหลากหลายชนิด ได้แก่ เปลือกไม้ประดู่ ให้สีน้ำตาล น้ำตาลแดง เปลือกไม้เหียง ให้สีชา เปลือกสะเดา ให้สีกะปิ สีปูนแห้ง ใบหูกวางผสมกับโคลน ให้สีเทา สีเทาอมเหลือง ใบหูกวาง ให้สีเหลืองอ่อน ใบสาบเสือ ให้สีเขียวอ่อน ใบสัก ให้สีชา ใบมะม่วง ให้สีเขียวอมเหลือง

     ดอกคำเงาะ ให้สีโอโรส ดอกอัญชัน ให้สีม่วง สีฟ้า สีน้ำเงิน กาบมะพร้าว ลูกหมาก ให้สีแดงอมชมพู ขมิ้น ให้สีเหลือง ลูกมะเดื่อ ให้สีเทาดำ ใบฮ่อม ให้สีฟ้าคราม ขั้นตอนการย้อมสีธรรมชาตินั้น เริ่มจากนำเปลือกไม้หรือวัสดุธรรมชาติที่ต้องการมาสับแช่น้ำทิ้งไว้ โดยใช้น้ำ 50 ลิตร ต่อเปลือกไม้ 30 กิโลกรัม ทิ้งไว้ 3 คืน แล้วนำมาต้มประมาณ 1-2 ชั่วโมง กรองน้ำเก็บไว้ใช้ กากที่เหลือนำไปตากแห้งทำเป็นเชื้อเพลิง จากนั้นนำฝ้ายที่มัดแล้วไปล้างน้ำทำความสะอาด แช่ทิ้งไว้ 1 คืน จากนั้นจึงนำฝ้ายมาต้มกับน้ำใบยูคาลิปตัสเพื่อเป็นสีรองพื้นและช่วยให้สีธรรมชาติติดกับเนื้อฝ้าย ต้มประมาณ 30 นาที จึงนำไปตากในที่ร่มจนเย็น นำฝ้ายที่ต้มรองพื้นแล้วนำมาต้มกับสีธรรมชาติที่เตรียมไว้ประมาณ 1-2 ชั่วโมง ขณะที่ต้มต้องหมั่นพลิกกลับไปมา เพื่อให้สีย้อมซึมเข้ากับเนื้อฝ้ายได้ทั่วถึง นำฝ้ายที่ย้อมสีเสร็จแล้วไปตากในที่ร่ม จึงนำไปซักกับน้ำเปล่าให้สะอาดอีกรอบหนึ่ง แล้วนำไปกระตุ้นสีที่เตรียมไว้ เช่น น้ำดั่ง (น้ำขี้เถ้า) น้ำปูนแดง น้ำโคลน น้ำสนิม น้ำจุลสี น้ำสารส้ม ตามสีที่ต้องการ แช่ทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที นำไปซักน้ำเปล่าให้สะอาด นำฝ้ายที่ซักสะอาดไปแช่น้ำป้องกันสีตก และให้สีคงทน แช่ทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที นำไปตากที่ร่ม สิ้นสุดขั้นตอนการย้อมสีธรรมชาติ จากนั้นจึงนำไปทอเป็นผืนผ้า

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

สิ่งที่เป็นภูมิปัญญาไทย คือ

      ฝ้าย เป็นเส้นใยที่ได้มาจากพืช ซึ่งคนโบราณปลูกฝ้ายเพื่อนำมาผลิตเป็นเครื่องนุ่งห่ม ซึ่งเป็นปัจจัย 4 แห่งการดำรงชีวิตของมนุษย์ การทอดผ้าฝ้ายแต่โบราณไม่มีความซับซ้อน เป็นการนำดอกฝ้ายมาปั่นเป็นเส้นฝ้าย และใช้เปลือกไม้ย้อมเป็นสีเดียว ตามแต่จะหาวัตถุดิบที่ให้สีตามธรรมชาติมาย้อมได้ การสวมใส่ผ้าฝ้ายบ่งบอกถึงความเป็นผู้มีความเมตตา สมถะ เรียบง่าย และสง่างาม ขั้นตอนการผลิตไม่เบียดเบียนชีวิตของสัตว์
    ความตั้งใจที่จะรักษาวัฒนธรรมที่ดีงามบนผืนผ้านั้นไว้ ขณะเดียวกันก็พัฒนาลวดลายให้มีความหลากหลายสวยงามขึ้น จึงนับเป็นการเชื่อมต่อวัฒนธรรมโบราณให้เข้ากับวัฒนธรรมสมัยใหม่อย่างลงตัวทุกขั้นตอนการผลิต นับแต่การย้อมสี ออกแบบลวดลาย ทอเป็นผืนผ้าจะอยู่กับวิถีชีวิตอันพอเพียงของชาวบ้าน ไม่ปลีกแยกจากชุมชน สร้างงานในบ้านของแต่ละคน แล้วนำมารวมกัน ไม่เน้นการผลิตที่เป็นอุตสาหกรรม ผ้าแต่ละผืนจึงมีเอกลักษณ์เรื่องราวเฉพาะตัว ที่ถ่ายทอดมาจากวิถีชีวิตพื้นบ้านของชาวบ้าน ที่มีลักษณะอ่อนช้อยเรียบง่ายและสง่างาม


 

สิ่งที่ประทับใจ

    ในส่วนตัวมีความชอบทางด้านศิลปะเป็นเดิมทุนอยู่แล้ว ดังนั้นจึงสนใจในเรื่องสีมาก ประทับใจที่คนสมัยก่อนสามารถคิดค้นหาสีได้มากมายขนาดนี้ กว่าจะลองผิดลองถูกจนกลายเป็นภูมิปัญญาสืบทอดมาสู่ลูกหลานได้ นับว่าเป็นเรื่องที่ยากมาก นอกจากจะนึกถึงการนำวัตถุดิบธรรมชาติมาใช้ได้อย่างดีแล้ว ยังเป็นการแสดงถึงความประณีตในการทำ พิถีพิถันในกระบวนการทำทุกขั้นตอน และภูมิปัญญาเหล่านี้ยังมีการใช้อยู่ในปัจจุบัน

 

ประโยชน์ต่อการเรียนรู้ คือ

  ผู้เรียนสามารถเรียนรู้การนำสีมาใช้อย่างถูกวิธี การรู้จักต้นไม้และพืชต่างๆที่ให้ประโยชน์ ซึ่งต้นไม้หรือพืชบางอย่างมีให้เห็นอย่างมากมาย เพียงแต่เรายังไม่รู้ประโยชน์เพียงเท่านั้น การเรียนรู้ที่จะประยุกต์ใช้แม่สีอย่างถูกวิธี ในการผสมสีให้ได้สีใหม่ๆ ตัวอย่าง เช่น ผลงานระดับ 5 ดาวจากการคัดเลือก สุดยอดหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์  กลุ่มผู้ผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูป"ก๋ำปอ"ในปัจจุบันมีการนำสีธรรมชาติและสีเคมีมาผสมกันเพื่อให้ได้สีที่ต้องการและเป็นที่นิยมจนได้รับรางวัล นั่นคือการนำภูมิปัญญาที่มีอยู่มาเรียนรู้และประยุกต์ใช้ได้เป็นอย่างดี

 

..................................................................................................................................