การใช้มันเส้นและข้าวโพดบดเป็นแหล่งคาร์โบไฮเดรทที่ไม่รวมเยื่อใย

ในอาหารแม่โครีดนม

Cassava Chip and Ground Corn as Sources of Total Nan-fiber Carbohydrates

 in Ration for Dairy Cows

 

จีระชัย กาญจนพฤฒิพงศ์1 นาม บัวทอง1  อุทัย คันโธ2   สุกัญญา จัตตุพรพงษ์2

และวิไลลักษณ์ ชาวอุทัย3

 

บทคัดย่อ

 

                วัตถุประสงค์ของการศึกษาเพื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพการผลิตนมและองค์ประกอบนมของแม่โครีดนมที่ได้รับอาหารผสมเสร็จที่มีข้าวโพดบด ข้าวโพดบดผสมมันเส้น 50:50 และมันเส้นเป็นแหล่งหลักของคาร์โบโฮเดรทที่ไม่รวมเยื่อใย อาหารทดลองที่มีมันเส้นเป็นองค์ประกอบจะได้รับการปรับโปรตีนรวมด้วยการใช้ปุ๋ยยูเรียในอัตรา 20 กรัมไนโตรเจนของยูเรียต่อกิโลกรัมของแป้งและน้ำตาลที่ย่อยได้ง่ายในกระเพาะหมักของมันเส้น เพื่อให้อาหารทดลองทั้ง 3 สูตรมีโปรตีนรวมและพลังงานใกล้เคียงกัน โดยใช้แม่โครีดนมที่คลอดลูกตัวที่ 2 และมีจำนวนวันให้นมเฉลี่ย 60 ± 8 วัน จำนวน 6 ตัว ตามแผนการทดลองแบบ A double Latin square ที่มีคาบการทดลองคาบละ 28 วัน ปริมาณการกินได้ของแม่โครีดนมทั้ง 3 กลุ่มค่อนข้างสูง คือ 3.51 3.41 และ 3.29% ของน้ำหนักตัว (P>0.05) ปริมาณนมเมื่อปรับไขมันนมที่ 4% มีค่าเท่ากับ 19.66  20.59 และ 20.23 กิโลกรัม/วัน (P>0.05)   โปรตีนนมมีค่าเท่ากับ 3.37 3.27 และ 3.33% (P>0.05) เนื้อนมรวมมีค่าเท่ากับ 13.19 13.23 และ13.26%  (P>0.05)  ต้นทุนค่าอาหารต่อรายรับจากการจำหน่ายนมเมื่อปรับไขมันนมที่ 4% ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P<0.05) ซึ่งมีค่าเท่ากับ 38.94  32.79 และ 28.38% ตามลำดับ พอสรุปได้ว่า การใช้มันเส้นเป็นแหล่งหลักของคาร์โบไฮเดรทที่ไม่รวมเยื่อใย มีผลทำให้ประสิทธิภาพการเปลี่ยนอาหารเป็นนมและองค์ประกอบนมเพิ่มสูงขึ้น 13% ในขณะที่ราคาค่าอาหารลดลง 25.8% และต้นทุนค่าอาหารต่อการผลิตนมลดลง 37%เมื่อเปรียบเทียบกับการใช้ข้าวโพดบด

 

 

 

 

 

1ศูนย์วิจัยและพัฒนาการผลิตนม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน

2ศูนย์ค้นคว้าและพัฒนาวิชาการอาาหารสัตว์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน

3ศูนย์วิจัยและฝึกอบรมการเลี้ยงสุกรแห่งชาติ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน

 

คำนำ

 

                มันอัดเม็ดและมันเส้นเป็นผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังที่ใช้สำหรับเลี้ยงสัตว์ มีองค์ประกอบโปรตีนรวมค่อนข้างต่ำประมาณ 2% และมีคาร์โบไฮเดรทที่ไม่รวมเยื่อใย (Total non-fiber carbohydrates) ประมาณ 65 และ 80% ของวัตถุแห้งตามลำดับ มันสำปะหลังยังประกอบด้วยแป้งและน้ำตาลที่ย่อยได้ง่ายในกระเพาะหมัก (เกรียงศักดิ์ 2533; เทอดชัย 2535; Cone และคณะ 1989; Tamminga  และคณะ 1990) และอัตราการย่อยได้ในกระเพาะหมักที่ 24 ชั่วโมงเท่ากับ 89% (กฤตพล และคณะ 2534) เมื่อนำมันสำปะหลังมาใช้เป็นอาหารโคนม มักจะพบว่าค่าความเป็นกรดด่างและแอมโมเนียไนโตรเจนในของเหลวที่เก็บจากกระพาะหมักมีค่าต่ำกว่าโคนมที่ได้รับปลายข้าวเสมอ (เกรียงศักดิ์ 2533) แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพการใช้แป้งและน้ำตาลของมันสำปะหลังเป็นแหล่งพลังงานของจุลินทรีย์ เพื่อตรึงแอมโมเนียไนโตรเจนของจุลินทรีย์ในกระเพาะหมัก จากการศึกษาในห้องปฏิบัติการ   (จีระชัย 2541; ผลงานไม่ได้ตีพิมพ์)  พบว่าประสิทธิภาพการสังเคราะห์เซลล์จุลินทรีย์สูงสุดคือ 23.9 และ 23.2 กรัมไนโตรเจนต่อกิโลกรัมวัตถุแห้งที่ย่อยได้ เมื่อใช้ปุ๋ยยูเรียเท่ากับ 20 และ 25 กรัมไนโตรเจนต่อกิโลกรัมของแป้งและน้ำตาลที่ย่อยได้ง่ายในกระเพาะหมักของมันสำปะหลัง ในกรณีอาหารไม่อัดเม็ดและอัดเม็ดตามลำดับ

                แม่โครีดนมสามารถผลิตนมและองค์ประกอบนมใกล้เคียงกัน เมื่อได้รับอาหารที่มีมันสำปะหลังทดแทนข้าวบาร์เลย์ (Brigstocke และคณะ 1981) และข้าวโอ๊ด (Mathur และคณะ 1969) ในระดับต่าง ๆ ซึ่งทั้งข้าวบาร์เล่ย์และข้าวโอ๊ดมีองค์ประกอบของแป้งและน้ำตาลที่ย่อยได้ง่ายในกระเพาะหมักค่อนข้างสูงเช่นเดียวกับมันสำปะหลัง (Tamminga และคณะ 1990) การศึกษาทดลองดังกล่าวข้างต้นใช้กากเรปซีดและกากถั่วลิสงเป็นแหล่งโปรตีนหลัก ซึ่งอาจจะทำให้ปริมาณแอมโมเนียไนโตรเจนไม่เพียงพอต่อความต้องการของจุลินทรีย์และต้นทุนค่าอาหารค่อนข้างแพง การศึกษาครั้งนี้มุ่งเน้นเปรียบเทียบประสิทธิภาพการผลิตนมและองค์ประกอบนมของแม่โครีดนมที่ได้รับข้าวโพดบด ข้าวโพดบดผสมมันเส้น 50:50 และมันเส้นเป็นแหล่งหลักของคาร์โบไฮเดรทที่ไม่รวมเยื่อใยหลัก โดยอาหารทั้ง 3 สูตร มีโปรตีนรวมและพลังงานใกล้เคียงกัน อาหารที่มีมันเส้นเป็นองค์ประกอบจะได้รับการปรับโปรตีนโดยใช้ปุ๋ยยูเรียในอัตรา 20 กรัมไนโตรเจนต่อกิโลกรัมแป้งและน้ำตาลที่ย่อยได้ง่ายในกระเพาะหมักตามคำแนะนำการใช้มันสำปะหลังร่วมกับยูเรียที่เสนอโดย จีระชัย (2543)

 

อุปกรณ์และวิธีการทดลอง

 

                แม่โครีดนมพันธุ์ลูกผสมโฮล์สไตน์-ฟรีเชี่ยน x พื้นเมือง ระดับ 93.75% จำนวน 6 ตัว เริ่มเข้าทดลองหลังจากคลอดลูกตัวที่ 2 เฉลี่ย 60 ± 8 วัน โดยสุ่มแบ่งแม่โครีดนมเพื่อให้รับอาหารทดลอง 3 สูตร ตามแผนการทดลองแบบ A double Latin square ที่มีคาบทดลองคาบละ 28 วัน

                อาหารทดลอง 3 สูตรเป็นอาหารผสมเสร็จที่มีสัดส่วนอาหารข้นต่อหญ้าขนแห้ง 75:25 และมีสัดส่วนข้าวโพดบดและมันเส้นเป็นแหล่งหลักของคาร์โบไฮเดรทที่ไม่รวมเยื่อใย 100:0  50:50 และ 0:100 ตามรายละเอียดที่เสนอในตารางที่ 1 อาหารทดลองทั้ง 3 สูตร ได้รับการปรับโปรตีนรวมด้วยการปรับปริมาณยูเรียเท่ากับ 1.5 และ3.0% ตามสัดส่วนของแป้งของข้าวโพดบดและมันเส้นที่ย่อยได้ง่ายในกระเพาะหมัก (จีระชัย 2543) นอกจากนั้นอาหารทั้ง 3 สูตรยังได้รับการปรับปริมาณไขมันรวมและเยื่อใยในรูปผนังเซลล์ให้มีค่าใกล้เคียงกันด้วยการปรับปริมาณเมล็ดฝ้าย ทั้งนี้เพื่อให้อาหารทั้ง 3 สูตร มีค่าพลังงานใกล้เคียงกับความต้องการโภชนะของแม่โครีดนม (NRC, 1988) หญ้าขนแห้งเป็นหญ้าขนที่มีอายุตัดที่ 40 วัน จากแปลงหญ้าขนที่ให้ปุ๋ยมูลโคปีละ 2 ครั้งในอัตราประมาณ 60 กิโลกรัม/ไร่ หลังจากตัดหญ้าสดแล้วนมาหั่นเป็นชิ้นที่มีควมยาเฉลี่ย 3-4 เซนติเมตร ผึ่งแดด 3-4 แดดให้แห้ง และเก็บบรรจุในกระสอบป่านเพื่อนำไปใช้ต่อไป อาหารผสมเสร็จแต่ละสูตรได้จากการผสมวัตถุดิบอาหารสัตว์ต่าง ๆ ยกเว้นหญ้าขนแห้ง (ตารางที่ 1) ในถังผสมแนวตั้งแบบเกลียวคู่ แล้วนำมาผสมกับหญ้าขนแห้งโดยใช้พลั่ว

                แม่โครีดนมทดลองทุกตัวจะได้รับอาหารผสมเสร็จวันละ 4 ครั้งเวลา   05.00    08.00    16.00 และ 18.00 น. ทำการบันทึกปริมาณการกินอาหารแต่ละวัน และเก็บตัวอย่างอาหารทุกครั้งที่ผสม เพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีต่อไป ในระยะ 4 วันแรกในแต่ละคาบทดลองจะเป็นระยะเวลาปรับเปลี่ยนอาหารจากสูตรหนึ่งไปยังสูตรหนึ่ง วันที่ 5-28 จะได้รับอาหารทดลองสูตรนั้นอย่างเต็มที่ ทำการรีดนมวันละ 2 ครั้ง เวลา 05.00 และ 16.00 น. และสุ่มเก็บตัวอย่างน้ำนมดิบเช้าและเย็นจากแม่โครีดนมแต่ละตัวในขวดพลาสติกขนาด 30 ซีซีที่มีสาร 2-Bromo-2-nitro-1,3 propandiol ประมาณ 15 มิลลิกรัม และเก็บตัวอย่างน้ำนมในตู้เย็นอุณหภูมิ 5-7๐ซ.  เพื่อรอการวิเคราะห์องค์ประกอบน้ำนมต่อไป ทำการบันทึกน้ำหนักโคเริ่มทดลอง และวันสุดท้ายในแต่ละคาบทดลองในเวลาหลังรีดนมเช้า

                วิเคราะห์โปรตีนรวม ไขมันรวมเถ้า และวัตถุแห้งของอาหารทดลองตามวิธีของ AOAC (1980) วิเคราะห์เยื่อใยในรูปผนังเซลล์ตามวิธีที่เสนอโดย  Van Soest และคณะ (1991) วิเคราะห์องค์ประกอบน้ำนมโดยใช้เครื่อง Miko scan และวิเคราะห์ค่าความแปรปรวนทางสถิติโดยใช้โปรแกรม SAS (1989) และค่าความแตกต่างระหว่างกลุ่มการทดลองโดยค่าเฉลี่ย Least square

 

ผลการทดลอง

               

จากผลวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการผลการทดลองอาหารทดลองทั้ง 3 สูตรมีองค์ประกอบทางเคมีโดยเฉพาะโปรตีนรวม ไขมันรวมและเยื่อใยในรูปผนังเซลล์ใกล้เคียงกัน (ตารางที่ 1)

 

 

 

 

 

ตารางที่ 1              องค์ประกอบและราคาอาหารทดลองที่มีข้าวโพดบดและมันเส้นเป็นแหล่งหลักของคาร์โบ

ไฮเดรทที่ไม่รวมเยื่อใย

 

รายการ

ราคา

บาท/กก.

อาหารทดลองสูตร

ข้าวโพดบด

ข้าวโพดบด+มันเส้น

มันเส้น

วัตถุดิบอาหารสัตว์

กากถั่วเหลือง

กากฝ้าย

เมล็ดฝ้าย

ข้าวโพดบด

มันเส้น

กากน้ำตาล

ปุ๋ยยูเรีย 46-0-0

โมโนแคลเซียมฟอสเฟต

ไดแคลเซียมฟอสเฟต

แคลเซียมคาร์บอเนต (หินฝุ่น)

โซเดียมไบคาร์บอเนต

เกลือแกง

แร่ธาตุปลีกย่อย-วิตามินเอดีอี

หญ้าขนแห้ง                      

 

8.90

4.50

4.50

5.50

2.90

1.80

5.00

16.00

15.00

0.85

16.00

2.20

49.50

1.25

 

5.25

15.0

6.0

39.75

-

5.25

0.6

0.75

0.75

0.525

0.525

0.375

0.225

25

 

5.25

15.0

8.625

19.875

18.0

4.2

0.9

0.75

0.75

0.525

0.525

0.375

0.225

25

 

5.25

15.0

11.25

-

36.0

3.15

1.2

0.75

0.75

0.525

0.525

0.375

0.225

25

รวม

องค์ประกอบทางเคมีของอาหารทดลอง

โปรตีนรวม, %

ไขมันรวม, %

เยื่อใยในรูปผนังเซลล์รวม,%

คร์โบไฮเดรทที่ไม่รวมเยื่อใย,%

ยอดโภชนะย่อยได้,%

พลังงานใช้ประโยชน์ได้* (Mcal/kgDM)

พลังงานสุทธิ** (NEL; Mcal/kgDM)

ราคาอาหารทดลอง

บาท/กก.

100

 

16.03

3.97

30.26

37.36

69.24

2.63

1.58

 

4.48

100

 

16.13

3.55

29.04

38.75

67.97

2.58

1.55

 

4.02

100

 

16.24

3.13

27.81

40.14

66.70

2.52

1.51

 

3.56

*              DE = O-04409´TDN(%) และ ME(Mcal/kgDM)= -0.45+1.01 DE

**           คำนวณจากสมการ NEL(Mcal/kgDM) = (0.0245´TDM) –0.12

 

ค่าพลังงานทั้งในรูปของยอดโภชนะที่ย่อยได้ (%) พลังงานใช้ประโยชน์ได้ (เมกะแคลอรี่ต่อกิโลกรัมวัตถุแห้ง) และพลังงานสุทธิ  (เมกะแคลอรี่ต่อกิโลกรัมวัตถุแห้ง) จากการคำนวณตามสมการที่เสนอโดย NRC (1988) ของอาหารทั้ง 3 สูตร มีค่าใกล้เคียงกัน และเป็นไปตามความต้องการโภชนะของแม่โครีดนมที่กำหนดโดย NRC (1988) อาหารทดลองสูตรที่ใช้ข้าวโพดบด ข้าวโพดบดผสมมันเส้น และมันเส้นเป็นแหล่งแป้งหลักมีต้นทุนค่าอาหาร 4.48 4.02 และ 3.56 บาท/กก. เมื่อข้าวโพดบดและมันเส้นมีราคา 5.50 และ 2.90 บาท/กก.

 

แม่โครีดนมที่ได้รับอาหารทดลองสูตรข้าวโพดบด ข้าวโพดบดผสมมันเส้น และมันเส้นเป็นแหล่งหลักของคาร์โบไฮเดรทที่ไม่รวมเยื่อใย  มีค่าน้ำหนักเพิ่มต่อวันเท่ากับ –179   204 และ –96 กรัม

 (P>0.05)  ในขณะที่ปริมาณการกินได้ของแม่โครีดนมลดลงอย่างไม่มีนัยสำคัญ (P>0.05)  ซึ่งมีค่าเท่ากับ 3.51  3.41 และ 3.29% ของน้ำหนักตัวตามลำดับ (ตารางที่ 2)

 

ตารางที่ 2  การเปลี่ยนแปลงน้ำหนักและปริมาณการกินอาหารของแม่โครีดนมที่ได้รับอาหารที่มีข้าวโพดบด ข้าวโพดบดผสมมันเส้น และมันเส้นเป็นแหล่งหลักของคาร์โบไฮเดรทที่ไม่รวมเยื่อใย

 

 

รายการ

อาหารทดลองสูตร

S.E

ข้าวโพดบด

ข้าวโพดบด+มันเส้น

มันเส้น

การเปลี่ยนแปลงน้ำหนักโคนม

- น้ำหนักเริ่มทดลอง, กก.

- น้ำหนักสิ้นสุดทดลอง, กก.

- น้ำหนักเฉลี่ย, กก.

- น้ำหนักเพิ่มต่อตัวต่อวัน, กก.

ปริมาณการกินอาหาร, วัตถุแห้ง

- กก./วัน

- % น้ำหนักตัว

 

496

491

493.5

-179

 

17.30

3.51

 

495.3

501

498.2

204

 

17.01

3.41

 

497

494.3

495.7

-96

 

15.49

3.29

 

23.11

48.77

48.03

0.57

 

0.85

0.04

 

                ปริมาณนมเมื่อปรับไขมันนมที่ 4% ของแม่โครีดนมที่ได้รับอาหารทดลองสูตรข้าวโพดบด ข้าวโพดบดผสมมันเส้น และมันเส้นเป็นแหล่งหลักของคาร์โบไฮเดรทที่ไม่รวมเยื่อใย มีค่าไม่แตกต่างกัน (P>0.05) และมีค่าเท่ากับ 19.66   20.59 และ 20.33 กิโลกรัมต่อวัน   (ตารางที่ 3) องค์ประกอบน้ำนมได้แก่ ไขมันนม โปรตีนนม น้ำตาลนมแร่ธาตุนมและเนื้อนมรวมของแม่โครีดนมทดลองมีคุณภาพดีมาก และไม่มีความแตกต่างทางสถิติ (P>0.05) แต่ต้นทุนค่าอาหารต่อรายรับจากการจำหน่ายนมเมื่อปรับไขมันที่ 4% มีค่าแตกต่างทางสถิติ     (P<0.05) เท่ากับ 38.94 32.79 และ28.38 เมื่อแม่โครีดนมได้รับอาหารทดลองสูตรข้าวโพดบด ข้าวโพดบดผสมมันเส้น และมันเส้นเป็นแหล่งหลักของคาร์โบไฮเดรทที่ไม่รวมเยื่อใยตามลำดับ (ตารางที่ 3)

ตารางที่ 3              องค์ประกอบ ผลผลิตนม และต้นทุนอาหารต่อรายรับจากการจำหน่ายน้ำนมดิบเมื่อปรับ   

ไขมันนมที่ 4%

 

 

องค์ประกอบและผลผลิตนม

อาหารทดลองสูตร

 

S.E

ข้าวโพดบด

ข้าวโพดบด

+มันเส้น

มันเส้น

ไขมันนม

- %

- กก./วัน

โปรตีนนม

- %

- กก./วัน

น้ำตาลนม

- %

- กก./วัน

แร่ธาตุนม

- %

- กก./วัน

เนื้อนมไม่รวมไขมันนม

- %

- กก./วัน

เนื้อนมรวม

- %

- กก./วัน

ปริมาณนม, กก./วัน

ปริมาณนมเมื่อปรับไขมันนมที่ 4 %, กก./วัน

ต้นทุนค่าอาหารต่อรายรับจากการจำหน่ายนมเมื่อปรับไขมันนมที่ 4%*, %

 

4.15

79.81

 

3.37

64.73

 

4.97

95.55

 

0.70

13.46

 

9.03

173.74

 

13.19

253.55

19.23

19.66

 

39.09a

 

4.32

84.88

 

3.27

64.28

 

4.93

96.80

 

0.70

13.64

 

8.90

174.89

 

13.23

259.78

19.64

20.59

 

32.99a,b

 

4.27

83.05

 

3.33

64.70

 

4.96

96.47

 

0.70

13.53

 

8.99

174.67

 

13.26

257.72

19.44

20.23

 

28.72b

 

0.07

35.4

 

0.001

2.47

 

0.01

9.40

 

0.00

0.08

 

0.01

34.9

 

0.10

31.1

0.08

0.90

 

3.20

*              ราคาน้ำนมดิบเมื่อปรับไขมันนมที่ 4% = 11.25 บาท/กก.

ตัวยกกำลัง a,b  ในแถวเดียวกันแสดงความแตกต่างกันทางสถิติที่ระดับ P<0.05

วิจารณ์ผลการทดลอง

 

                โปรตีนรวมและพลังงานของอาหารทดลองทั้ง 3 สูตร มีค่าใกล้เคียงกัน แต่โปรตีนไหลผ่านในอาหารที่มีข้าวโพดบดเป็นแหล่งหลักของแหล่งคาร์โบไฮเดรทที่ไม่รวมเยื่อใย มีค่าสูงกว่าในอาหารที่มีข้าวโพดบดผสมมันเส้น และมันเส้นคือมีค่าเท่ากับ 34  30 และ26% โปรตีนรวม ตามลำดับ ทั้งนี้เป็นเพราะระดับการใช้ปุ๋ยยูเรียเพิ่มขึ้นตามปริมาณแป้งและน้ำตาลที่ย่อยได้ง่ายในกระเพาะหมักของมันเส้น (จีระชัย 2543) อาจกล่าวได้ว่าอาหารทดลองที่ประกอบด้วยข้าวโพดบดเป็นแหล่งหลักของคาร์โบไฮเดรทที่ไม่รวมเยื่อใยเพียงกลุ่มเดียวที่มีโปรตีนรวม โปรตีนไหลผ่านและพลังงานใกล้เคียงกับความต้องการโภชนะของแม่โครีดนมที่กำหนดโดย NRC (1988)

                แม่โครีดนมทดลองทั้ง 3 กลุ่มมีความสามารถในการกินอาหารค่อนข้างจะสูงมาก และปริมาณการกินได้ลดลงเมื่ออาหารมีมันเส้นในปริมาณเพิ่มขึ้น (ตารางที่ 2) ซึ่งขัดแย้งกับผลการทดลองของ Mathur และคณะ (1969) ที่รายงานว่าปริมาณการกินอาหารของแม่โครีดนมเพิ่มขึ้นเมื่อใช้มันสำปะหลังทดแทนข้าวโอ๊ดในสัดส่วน 50 และ 100% ตามลำดับ Zinn และDePeters (1991) รายงานว่า โคเนื้อสามารถกินอาหารเพิ่มขึ้นเมื่อใช้มัดอัดเม็ดทดแทนข้าวโพดอบอัดแผ่น (Steam-flaked corn) ในระดับ 20% หรือใช้มัดอัดเม็ด 15% ของอาหารผสมเสร็จ แต่ปริมาณการกินได้ของโคเนื้อลดลงเมื่อใช้มันอัดเม็ดทดแทนข้าวโพดอบอัดแผ่นในระดับ 40% หรือใช้มันอัดเม็ด 30% ของอาหารผสมเสร็จ อย่างไรก็ตาม  Brigstocke และคณะ (1981) ไม่พบควมแตกต่างปริมาณการกินได้ของแม่โครีดนมที่ได้รับอาหารที่มีสัดส่วนของมันสำปะหลัง และข้าวบาร์เล่ย์ที่ระดับระหว่าง 0 ถึง 40% ของอาหารผสมเสร็จ

                การใช้มันสำปะหลังทดแทนข้าวบาร์เล่ย์ (Brigstocke และคณะ 1981) และทดแทนข้าวโฮ๊ด (Mathur และคณะ 1969) ซึ่งข้าวบาร์เล่ย์และข้าวโอ๊ดมีสัดส่วนแป้งและน้ำตาลที่ย่อยได้ง่ายในกระเพาะหมักสูง เช่น เดียวกับมันสำปะหลัง (Tamininga และคณะ 1990) เลี้ยงแม่โครีดนม ซึ่งทำให้ปริมาณและองค์ประกอบนมไม่แตกตางกัน การศึกษาครั้งนี้ใช้มันเส้นเปรียบเทียบกับข้าวโพดบดที่มีสัดส่วนแป้งและน้ำตาลย่อยได้ง่ายในกระเพาะหมักน้อย (Tamminga และคณะ 1991) ถึงแม้อาหารทดลองที่มีสัดส่วนมันเส้นเพิ่มขึ้น จะประกอบด้วยปุ๋ยยูเรียเพิ่มขึ้นและมีผลทำให้สัดส่นของโปรตีนไหลผ่านลดลง แต่มันเส้นเป็นวัตถุดิบแหล่งแป้งและน้ำตาลที่ย่อยได้ง่ายในกระเพาะหมักสูงมาก (เกรียงศักดิ์ 2533; กฤตพลและคณะ 2534; เทอดชัย 2535; Cone และคณะ 1989 และ Tamminga และคณะ 1990) ซึ่งเป็นแหล่งกลูโคสหรือพลังงานที่สามารถเร่งการเจริญเติบโตของ        จุลินทรีย์ในกระเพาะหมักได้ (Hungate 1966) หากใช้ปุ๋ยยูเรีย ซึ่งเป็นแหล่งไนโตรเจนร่วมกับมันเส้นตามสัดส่วนของปริมาณไนโตรเจนต่อปริมาณแป้งและน้ำตาลที่ย่อยได้ง่ายในกระเพาะหมักในสัดส่วน 20 กรัมไนโตรเจนต่อกิโลกรัมของแป้งและน้ำตาลที่ย่อยได้ง่ายในกระเพาะหมักของมันเส้นในกรณีอาหารไม่อัดเม็ด หรือ 25 กรัมไนโตรเจนต่อกิโลกรัมของแป้งและน้ำตาลที่ย่อยได้ง่ายในกระเพาะหมักของมันบดในกรณีอาหารอัดเม็ด ตามที่แนะนำโดยจีระชัย (2543) จะทำให้การสังเคราะห์โปรตีนจุลินทรีย์จากการย่อยและหมักแป้งและน้ำตาลมันสำปะหลังร่วมกับไนโตรเจนของปุ๋ยยูเรียมีประสิทธิภาพสูงสุด (จีระชัย 2541; ผลงานไม่ได้ตีพิมพ์) ดังนั้นแม่โครีดนมที่ได้รับสัดส่วนมันเส้นในอาหารมากขึ้น จึงได้รับโภชนะจากการย่อยและดูดซึมเซลล์ของจุลินทรีย์ที่ลำไส้เล็กมากขึ้น ซึ่งส่งผลให้แม่โครีดนมได้รับโภชนะเพียงพอต่อการผลิตนมและองค์ประกอบ         (จีระชัย 2542) จึงทำให้ปริมาณและองค์ประกอบนมของแม่โครีดนมที่ได้รับข้าวโพดบด ข้าวโพดบดผสมมันเส้น และมันเส้นเป็นแหล่งหลักของคาร์โบไฮเดรทที่ไม่รวมเยื่อใย ไม่แตกต่างกันทางสถิติ (ตารางที่ 3)

                แม่โครีดนมที่ได้รับอาหารทดลองที่มีสัดส่วนมันเส้นเพิ่มขึ้น จะมีต้นทุนค่าอาหารต่อรายรับจากการจำหน่ายน้ำนมดิบลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (ตารางที่ 3) โดยมีต้นทุนค่าอาหารต่อการผลิตนมต่ำลง 37% ทั้งนี้เป็นเพราะอาหารทดลองที่มีมันเส้นเป็นแหล่งหลักของคาร์โบไฮเดรทที่ไม่รวมเยื่อใย มีราคาค่าอาหารต่ำกว่า 25.8% เมื่อเปรียบเทียบกับอาหารทดลองที่มีข้าวโพดบดเป็นแหล่งหลักของคาร์โบไฮเดรทที่ไม่รวมเยื่อใย นอกจากนั้นประสิทธิภาพการเปลี่ยนอาหารเป็นน้ำนมเมื่อปรับไขมันนมที่ 4% ของแม่โครีดนมที่ได้รับมันเส้นยังเพิ่มสูงขึ้น  13%  เมื่อเปรียบเทียบกับแม่โครีดนมที่ได้รับข้าวโพดบดเป็นแหล่งหลักของคาร์โบไฮเดรทที่ไม่รวมเยื่อใย

                จากผลการทดลองแสดงให้เห็นถึงศักยภาพและมูลค่าเพิ่มขอการนำมันสำปะหลังมาใช้เป็นแหล่งหลักของคาร์โบไฮเดรทที่ไม่รวมเยื่อใยสำหรับเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตนมและองค์ประกอบนมด้วยต้นทุนการผลิตที่ถูกลง ผลการทดลองยังสนับสนุนหลักการใช้มันสำปะหลังร่วมกับปุ๋ยยูเรียตามสัดส่วนของไนโตรเจนจากยูเรียต่อปริมาณแป้งและน้ำตาลที่ย่อยได้ง่ายในกระเพาะหมักที่เสนอโดย จีระชัย (2543).

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เอกสารอ้างอิง

 

กฤตพล  สมมาตย์ เมธา วรรณพัฒน์ ฉลอง วชิราภากร ศักดิ์สิทธิ์ จันทร์ไทย   และเวชสิทธิ์ โทบุราณ (2534)

 ความสามารถในการย่อยสลายอินทรีย์วัตถุของอาหารพลังงานในกระเพาะหมักของโคและกระบือ   การประชุมทางวิชาการของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์   ครั้งที่ 29    สาขาสัตว์ระหว่างวันที่  4 - 7 กุมภาพันธ์ 2534

เกรียงศักดิ์ สถาปนศิริ (2533) การย่อยได้ของแป้งจากข้าวเปลือกเจ้าบด ปลายข้าวเจ้า และมันสำปะหลังในแต่ละส่วนของทางเดินอาหารของโคนม วิทยานิพนธ์ปริญญาโท มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

จีระชัย กาญจนพฤฒิพงศ์  (2541)  ผลของการใช้ยูเรียร่วมกับมันสำปะหลังในระดับต่าง ๆ ต่อประสิทธิภาพ

 การสังเคราะห์จุลินทรีย์ในห้องปฏิบัติการ (ผลงานไม่ได้ตีพิมพ์)

จีระชัย กาญจนพฤฒิพงศ์ (2542) เทคนิคการประกอบสูตรมันสำปะหลังเป็นอาหารโค โรงพิมพ์เฟื้องฟ้า

พริ้น ติ้งจำกัด กรุงเทพฯ 53 หน้า

จีระชัย กาญจนพฤฒิพงศ์ (2543) การประยุกต์ใช้มันสำปะหลังเป็นอาหารโค โรงพิมพ์เฟื้องฟ้าพริ้นติ้งจำกัด

 กรุงเทพฯ 41 หน้า

เทอดชัย เวียรศิลป์ (2535) แป้งในอาหารสัตว์เคี้ยวเอื้อง เอกสารประกอบการประชุมรายงานความก้าวหน้า

โครงการวิจัยพืชอาหารสัตว์   ณ  สถาบันพัฒนาฝึกอบรมและวิจัยโคนมแห่งชาติ   จังหวัด เชียงใหม่      20-24 กรกฎาคม 2535

Association  of  Official   Analytical   Chemists  (1980). Official   Method  of  Analysis  13  th  ed. AOAC, Washington, D.C.

Brigstocke, T.D.A., N. H, Cuthbert, W. S.Thickett, M. A. Lindeman และ P. N.Wilson (1981). A Comparison of  a dairy  cow  compound  feed  with  and  without  a cassava  given  with  grass silage.   Anim. Prod. 33:19-24.

Con, J. W., W. Cline’-Theil,    A. Malestein  และ  A. Th  van’t   Klooster   (1989). Degradation   of    starch by   incubation   with   rumen   fluid. A comparison  of  different  starch Sources. J. Sci. Food Agric. 49:173-183.

Hungate, R. E. (1966).The  Rumen  and  Its  Microbes. Academic Press, New York, USA. 533 P.

Mathur, M. L., S. R . Sampath  และ S. N. Ghosh  (1969). Studies  on  Tapioca: Effect of  50 and 100

percent replacement  of  oats  by  tapioca  in  the  concentrate  mixture  of  dairy  cows. Indian

J. Dairy   Sci.   22:193-199.

National  Research Council (1988). Nutrient Requirement of Dairy Cattle. 6 Rev. ed. National    Academic  Press, Washington, D.C. 157 P.

SAS/STATâ User’s Guide, Version 6, 4 th Edition. Vol 2. (1989). SAS Inst., Inc. Cary,  NC.

Tamminga,  S., A. M.  van   Vuuren,   C. J. Van   der    Koelen,   R. S.  Ketelaar   และ   P. L. van der    Togt

(1990). Ruminal  behaviour  of  structural  carbohydrates,  non-structural  carbohydrates  and   crude protein  from concentrate ingredients in dairy cows. Nether  lands J. Agri. Sci. 38:513-526.

Van Soest, P. J., J. B.  Robertson และ  B. A. Lewis (1991).  Methods  for  dietary  fiber,  neutral    detergent fiber, and nonstarch polysaccharides in relation to animal nutrition. J. Dairy Sci. 74:3583-3597.

Zinn, R. A. และ E. J. DePeter (1991). Comparative  feeding   valve  of  tapioca  pellets  for  feedlot cattle. J.  Anim. Sci. 69:4726-4733.