ความสำคัญของบุคลิกภาพครูปฐมวัย

บุคลิกภาพมีความสำคัญต่อครูดังนี้ (ธีรศักดิ์ อัครบวร. 2544 : 100 – 139)

1. ช่วยให้ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมและบุคคลอื่น ๆ ได้ดี บุคลิกภาพเป็นลักษณะเฉพาะตัวที่บุคคลแสดงออกให้ปรากฏแก่ผู้พบเห็น ครูผู้มีบุคลิกภาพดีย่อมได้เปรียบในการสมาคมกับบุคคลทั่วไปโดยเฉพาะศิษย์และผู้ปกครอง

2. เพื่อเป็นแบบอย่างให้แก่ศิษย์และบุคคลทั่วไปได้ บุคลิกภาพที่ดีของบุคคลบางคน เช่น ความซื่อสัตย์ ความเที่ยงธรรม ลักษณะการเดิน และลีลาการพูด เป็นต้น สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้สามารถนำไปเป็นแบบอย่างให้ศิษย์นำไปเป็นแบบเพื่อฝึกฝนได้

3. ช่วยให้มีความมั่นใจในตนเอง บุคคลที่มีบุคลิกภาพดี และบุคลิกภาพเหมาะสมกับหน้าที่รับผิดชอบแล้ว จะทำให้เกิดความมั่นใจในการทำงานมากยิ่งขึ้น ครูผู้มีบุคลิกภาพดี ย่อมมั่นใจในการไปปรากฏตัวในที่ต่าง ๆ ทั้งในห้องเรียนและในสังคมทั่วไป สังคมให้การยอมรับผู้มีบุคลิกภาพในการพูดจาดี มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ฯลฯ

4. ช่วยให้เป็นบุคคลที่มีสุขภาพจิตดี ครูผู้มีบุคลิกภาพดีทั้งทางด้านร่างกายอารมณ์ สังคม และสิตปัญญาย่อมเป็นผู้ที่มีสุขภาพจิตดี เพราะสามารถติดต่อและทำกิจกรรมต่าง ๆ ร่วมกับผู้อื่นได้ดี

5. ช่วยทำให้ครูประสบความสำเร็จในอาชีพการงาน ครูที่มีบุคลิกภาพดีย่อมเป็นที่ไว้วางใจ และมั่นใจการประกอบกิจการต่าง ๆ ผู้ใต้บังคับบัญชาก็อยากร่วมงานด้วย ผู้บังคับบัญชาก็มั่นใจที่จะมอบหมายงานให้รับผิดชอบ และเพื่อนร่วมงานมีความสบายใจในการปฏิบัติงานร่วมกัน

ลักษณะบุคลิกภาพของครูปฐมวัย

          ลักษณะบุคลิกภาพของครูปฐมวัย  มีดังนี้

1.      บุคลิกภาพทางกาย

บุคลิกภาพทางกายเป็นบุคลิกภาพที่สังเกตได้ง่าย และเป็นสิ่งที่ปรากฏต่อบุคคลทั่วไป เป็นความประทับใจครั้งแรกที่เกิดกับผู้พบเห็นบุคลิกภาพทางกายทั่วไปมีดังนี้

     1.1 รูปร่าง หน้าตา และผิวพรรณ  บุคลิกภาพส่วนนี้เป็นมาโดยกำเนิด อาจแก้ไขได้ยากแต่ก็สามารถปรับปรุงและพัฒนาได้ตามสมควร ผู้เป็นครูไม่ว่ารูปร่างจะเป็นอย่างไร ที่สำคัญต้องมีความแข็งแรงกระฉับกระเฉงสมบูรณ์ ปลอดจากโรค ไม่เป็นทาสสิ่งเสพติดซึ่งจะทำให้รูปร่างทรุดโทรมและหน้าตาหม่นหมอง หน้าตาของครูนั้นต้องสะอาดแม้จะไม่สะสวยหรือหล่อเหลาก็ตาม ความสดใสของหน้าตาเกิดจากสภาพแวดล้อมอื่น ๆ และมีปัจจัยอื่นมาประกอบด้วยเช่น ปัญหาทางเศรษฐกิจ ปัญหาทางสังคม ปัญหาทางสุขภาพ หรือปัญหาทางวิชาชีพ ครูต้องแก้ปัญหาเหล่านั้นให้ลุล่วง ส่วนผิวพรรณนั้นไม่เป็นอุปสรรคในการประกอบอาชีพในสังคมไทย

     1.2      การแต่งกาย การเสริมบุคลิกภาพที่สำคัญที่สุดคือการแต่งกาย เพราะการแต่งกายช่วยกลบเกลื่อนรูปร่างหน้าตาและผิวพรรณได้ ช่วยทำให้รูปร่างหน้าตาและผิวพรรณดูดีขึ้นนั่นเอง

     การแต่งกายของครูเป็นสิ่งแรกที่ศิษย์ ผู้ปกครองและประชาชนมองเห็น จึงมีผลต่อการสร้างเจตคติที่ดีต่อตัวครู การแต่งกายที่เหมาะสมกับบุคลิกภาพของครู ควรคำนึงถึงเงื่อนไขต่อไปนี้

          1.2.1 แต่งกายให้เหมาะสมกับความนิยมของสังคมในโอกาสต่าง ๆ เช่น งานราตรีสโมสร งานเลี้ยงรับรอง งานมงคลสมรส และงานกิจกรรมต่าง ๆ เป็นต้น

          1.2.2 แต่งกายให้เหมาะสมกับสถานที่ เช่น ศาสนสถาน สถานที่ราชการ สนามกีฬา เป็นต้น

          1.2.3 แต่งกายให้เหมาะสมกบฐานะทางสังคมและเศรษฐกิจ คือต้องแต่งกายให้เหมาะสมกับ สถานภาพ ตำแหน่ง หน้าที่ บทบาทและวิชาที่สอนของแต่ละคน นอกจากนี้ครูต้องไม่แต่หน้าหรือแต่งตัวเกินจำเป็น

          1.2.4 แต่งกายให้เหมาะสมกับสถานภาพ คำนึงถึง เพศ วัย และผิวพรรณของแต่ละคนด้วย เช่น สีและแบบของเสื้อผ้า รองเท้า และกระเป๋าถือ เป็นต้น

          1.2.5 ความสะอาดของเครื่องแต่งกาย ทั้งเสื้อผ้าและรองเท้าไม่จำเป็นจะต้องมีราคาสูงนัก แต่จำเป็นจะต้องมีความสะอาดอยู่เสมอ

          1.2.6 สวมเสื้อผ้าให้เหมาะกับรูปทรงและเรียบร้อยอยู่เสมอ

          1.2.7 การเสริมสวยตามความจำเป็น ครูควรใช้เครื่องสำอางช่วยเสริมความงามเพียงเพื่อทำให้เกิดความเรียบร้อยแก่ร่างกาย ใช้เพื่อส่งเสริมให้มีบุคลิกภาพดีขึ้น เช่น สบู่ฟอกตัว น้ำมันใส่ผม แป้ง น้ำหอม ใช้แต่เพียงเท่าที่จำเป็น การเสริมสวยแต่พอดี แต่ไม่ควรมากเกินไป

          1.2.8 การใช้เครื่องประดับมีค่า ครูไม่ควรใช้ของมีค่า เช่น ทอง เพชร พลอย ราคาแพง แต่ถ้าจำเป็นต้องใช้ต้องดูกาลเทศะ แม้ว่าเครื่องประดับมีค่า เป็นเครื่องส่งเสริมบุคลิกภาพ แต่ครูไม่จำเป็นต้องเสริมบุคลิกด้วยสิ่งเหล่านี้เสมอไป

1.3      กิริยามารยาท บุคลิกภาพด้านนี้เป็นความประพฤติและการปฏิบัติต่อบุคคลต่าง ๆ ในสังคมนั่นเอง กิริยามารยาทดีก็คือ การวางตัวให้ถูกกาลเทศะ เหมาะกับแต่ละบุคคลที่ปฏิสันฐานด้วย โดยมีความสุภาพเป็นพื้นฐานที่สำคัญที่สุด กิริยามารยาทของครูนั้นอาจแบ่งแยกการแสดงออกต่อบุคคลต่าง ๆ ได้ 3 กลุ่มคือ

     ก. บุคคลผู้มีศักดิ์สูงกว่า ได้แก่ ผู้บังคับบัญชา ครูผู้มีอาวุโสกว่า ตลอดจนผู้ปกครองนักเรียนทั่วไป ครูควรวางตัวโดยยึดแบบขนบธรรมเนียมและวัฒนธรรมไทยโดยเคร่งครัด การมีสัมมาคารวะ ไม่ตีตนเสมอท่าน รู้จักอ่อนน้อมถ่อมตน แต่ก็ไม่จำเป็นต้องถึงขั้นประจบประจงหรือพินอบพิเทา

     ข. ผู้มีศักดิ์เสมอกัน ได้แก่ เพื่อนครูด้วยกัน ตลอดจนเพื่อนฝูงต่างอาชีพ หรือข้าราชการต่างสังกัด ครูควรวางตัวให้มีขอบเขตไม่ลวงล้ำสิทธิส่วนบุคคลของผู้อื่น และต้องระลึกไว้เสมอว่า กิริยาที่สุภาพต่อกันย่อมเป็นแบบแผนของความประพฤติที่ดี แต่ก็ต้องไม่เคร่งครัดเป็นพิธีการอยู่ตอลดเวลาจนเป็นอุปสรรคต่อสัมพันธภาพและแต่ก็ต้องระวังไม่ให้ทำตัวเหนือกว่าด้วยเช่นกัน

     ค. ผู้มีศักดิ์ต่ำกว่า ได้แก่ ศิษย์ บุคลากรในโรงเรียนตลอดจนเพื่อนครูที่อ่อนอาวุโสกว่า ครูควรวางตัวโดยให้ความเมตตาและเจตนาดี ไม่โอ้อวดหรือย้ำสิทธิ์ของตนว่าเหนือกว่า หรือข่มขู่ข่มเหง หรือวางอำนาจ เพราะการสร้างความเคารพนั้นไม่ได้เกิดจากการประกาศศักดา

     สำหรับกิริยาที่ดีนั้น เจ้าพระยาพระเสด็จสุเรนทราธิบดี (ม.ร.ว.เปีย  มาลากุล) อธิบายไว้ในหนังสือสมบัติผู้ดีว่า ผู้ดี ย่อมรักษาความเรียบร้อยทั้งทางกายจริยา วจีจริยา และมโนจริยาดังนี้

    กายจริยาคือ

     (1)   ย่อมไม่ใช้กิริยา อันข้ามกายบุคคล

     (2)   ย่อมไม่อาจเอื้อมในที่ต่ำสูง

     (3)   ย่อมไม่ล่วงเกินถูกต้องผู้อื่นซึ่งไม่ใช่หยอกกันฐานะเพื่อน

     (4)   ย่อมไม่เสียดสีกระทบกระทั่งกายบุคคล

     (5)   ย่อมไม่ลุกนั่งเดินเหินให้พรวดพราดโดนคนหรือสิ่งของแตกเสีย

     (6)   ย่อมไม่ส่งของให้ผู้อื่น ด้วยกิริยาอันเสือกไสผลักโยน

     (7)   ย่อมไม่ผ่านหน้าหรือบังตาผู้อื่น เมื่อเขาคุยอยู่ เว้นแต่เป็นที่เฉพาะไป

     (8)   ย่อมไม่เอะอะเมื่อเวลาผู้อื่นทำกิจ

     (9)   ย่อมไม่อื้ออึงในเวลาประชุมสดับรับฟัง

     (10) ย่อมไม่แสดงกิริยาตึงตัง หรือพูดจาอึกทักในบ้านแขก

     วจีจริยา คือ

     (1)   ย่อมไม่สอดสวนวาจาหรือแย่งชิงพูด

     (2)   ย่อมแม่พูดด้วยเสียงอันดังเหลือเกิน

     (3)   ย่อไม่ใช้เสียงตวาดหรือพูดจา กระโชก กระชาก

     (4)   ย่อมไม่ใช้วาจาอันหักหาญดึงดัน

     (5)   ย่อมไม่ใช้ถ้อยคำอันหยาบคาย

    มโนจริยา คือ

     (1)   ย่อไม่ปล่อยใจให้ฟุ้งซ่านกำเริบหยิ่งโยโส

     (2)   ย่อไม่บันดาลโทสะให้เสียกิริยา

     กิริยามารยาทที่ครูต้องประพฤติปฏิบัติอยู่เสมอนั้น ได้แก่ ความมีสัมมาคารวะต่อบุคคลทั่วไป การเจรจาด้วยถ้อยคำที่สุภาพนุ่มนวลอ่อนหวานโดยเฉพาะกับศิษย์ การแสดงความเคารพและรับการเคารพ ด้วยการไหว้หรือวิธีอื่น ๆ ที่เหมาะสมกับกาลเทศะ เป็นต้น สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ หากผู้ที่เป็นครูได้ฝึกหัดทำจนเป็นนิสัยแล้ว จะช่วยเพิ่มบุคลิกภาพให้แก่ตนเองได้ สำหรับกิริยามารยาทพื้นฐานของครู ได้แก่

     1.3.1  การยืน เป็นบุคลิกภาพที่สำคัญประการหนึ่งของครูที่จะต้องฝึกฝนให้อยู่ใน

     ลักษณะที่เหมาะสมกับบุคคลต่าง ๆ ที่พบปะด้วย เช่น การยืนสอนหน้าห้องเรียน ให้ยืนลำตัวตรง เข่าชิด ปลายเท้าห่างจากกันพอสมควร ปล่อยมือตามสบาย การยืนต่อหน้าผู้ใหญ่ ถ้าเป็นการยืนฟังคำสั่งต้องลำตัวตรง หน้ามองตรง มือทั้งสองปล่อยแนบลำตัว ส่วนการยืนฟังโอวาท ให้ยืนลำตัวตรงก้มหน้าเล็กน้อย มือทั้งสองประสานกันไว้ต่ำกว่าระดับเข็มขัดเล็กน้อย แต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่ต้องระวังในการยืนต่อหน้าผู้ใหญ่นั้นให้ยืนเฉียงไปทางข้างเล็กน้อย

     1.3.2 การเดิน เป็นสภาวะที่ร่างกายต้องเคลื่อนไหวทำให้บุคคลอื่นมองเห็นลักษณะอากัปกิริยาได้มากขึ้น บุคคลแม้จะมีหน้าตาผิวพรรณสวยงามสักเพียงใด ถ้าหากเดินไม่สวยแล้ว ความงามที่มีอยู่ก็จะลดน้อยลงอย่างมาทีเดียว ดังนั้นครูจะต้องพยายามฝึกการเกินให้สง่างามโดยเฉพาะครูสตรีจะต้องระมัดระวังสำรวมการเดินให้มาก การเดินตามสบายควรเดินให้ลำตัวตรงอยู่เสมอ แกว่งแขนพอสมควร ไม่เดินกางแขนหรือไหล่ห่อ ผู้หญิงต้องระวังอย่าเดินให้สะโพกส่ายมากเกินไป การเดินตามผู้ใหญ่ควรเดินตามหลังที่เยื้องไปทางใดทางหนึ่งประมาณ 1 – 2 ก้าว เมื่อผู้ใหญ่เจรจาด้วยให้โน้มตัวเล็กน้อย

     1.3.3 การนั่ง การนั่งให้ลำตัวตรง นอกจากจะช่วยให้ไม่ปวดหลังแล้วยังเป็นการเสริมบุคลิกภาพให้ดีอีกด้วย ดังนั้นครูควรระมัดระวังและฝึกฝนการนั่งให้สง่างามอยู่เสมอ

     การนั่งของครูต้องระมัดระวังท่านั่งให้สุภาพน่าดูอยู่เสมอไม่นั่งกางขา ไม่นั่งไขว่ห้างใหญ่โดยใช้ข้อเท้าข้างหนึ่งวางบนเขาอีกข้างหนึ่งการนั่งกับพื้นควรนั่งพับเพียบ ไม่นิยมท้าวแขน วางมือทั้งสองคว่ำบนหน้าขาประสานมือไว้บนตัก

     การนั่งเก้าอี้ตามลำพัง ผู้ชายให้นั่งห้อยขา ส้นเท้าชิดกันปลายเท้าห่างจากกันเล็กน้อย ลำตัวตั้งตรง หลังพิงพนักเก้าอี้ มือทั้งสองวางคว่ำอยู่บนหน้าขาทั้งสองหรือจะประสานกันไว้บนตักก็ได้ สำหรับผู้หญิงให้นั่งห้อยขาส้นเท้าปลายเท้าและหัวเข่าชิดกันขากางหรือเฉียงไปทางใดทางหนึ่งเล็กน้อย ลำตัวตรง หลังพิงพนักเก้าอี้ มือทั้งสองวางประสานหรือประกอบกันไว้บนตัก

     1.3.4    การพูด เป็นบุคลิกภาพที่มีความสำคัญในการปฏิบัติหน้าที่ครู เพราะการดำเนินชีวิตประจำวันของครูด้วยการพูดจาทำให้เกิดความรู้สึกในทางลบหรือทางบวกได้ การพัฒนาบุคลิกภาพด้านการพูดนี้ครูควรฝึกหัดการพูดให้นุ่มนวลอ่อนหวานเสมอ มีหางเสียงด้วยคำว่า “ครับ” หรือ “ค่ะ” พูดให้เหมาะสมกับกาลเทศะและบุคคล พยายามพูดจาให้ชัดถ้อย ชัดคำ ไม่พูดเร็วจนฟังไม่ทันหรือไม่พูดช้าเกินไป ไม่พูดคำ “เอ้อ – อ้า” ปนออกมาในระหว่างการพูด และที่สำคัญครูต้องพยายามใช้ภาษาพูดให้ถูกต้องด้วย

     1.3.4    การรับประทานอาหาร การไม่ค่อยสำรวมระวังในเรื่องการรับประทานอาหาร ทำให้เสียภาพลักษณ์และเสียบุคลิกภาพที่ดีได้ เช่น การเดินรับประทานอาหารตามที่สาธารณะ และการเคี้ยวอาหารจนมีเสียงดัง เป็นต้น ดังนั้นในการรับประทานอาหารในที่สาธารณะหรือกับคนอื่นต้องระวังรักษากิริยาให้สุภาพเรียบร้อยน่าดู ข้อควรปฏิบัติที่สำคัญ ได้แก่ไม่ส่งเสียงดังขณะรับประทานอาหาร ไม่รับประทานอาหารมูมมาม เลอะเทอะเปรอะเปื้อน ไม่เคี้ยวอาหารให้เกิดเสียงดัง ไม่ดื่มน้ำขณะมีอาหารอยู่ในปาก ขณะที่เคี้ยวอาหาร อย่าตักอาหารอื่นขึ้นรอไว้ที่ปาก อย่าก้มหน้าก้มตารับประทานอาหารจนมิได้สนใจสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ เลย ควรส่งอาหารเข้าปากทีละคำอย่างให้เหลือค้างช้อนไว้ ไม่ควรใช้ไม้จิ้มฟันต่อหน้าผู้อื่นที่โต๊ะอาหาร เป็นต้น

มารยาทนั้นเป็นองค์ประกอบสำคัญอย่างยิ่งของบุคลิกภาพ ผู้ที่ได้รับการอบรมมาดีย่อมมั่นใจในการเข้าสู่สังคมอย่างองอาจสง่าผ่าเผย ไม่ว่าจะสมาคมกับบุคคลในระดับใด ๆ ทั้งผู้ที่มีศักดิ์สูงกว่าหรือ มีศักดิ์เสมอกัน หรือมีศักดิ์ต่ำกว่าตนก็ตาม

การจัดการศึกษาปฐมวัยแบบเตรียมความพร้อม  เป็นลักษณะของการจัดการศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัยที่ยึดหลักการตอบสนองความต้องการของผู้เรียน  โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมพัฒนาการทุกด้านของเด็กอย่างเหมาะสมและเต็มตามศักยภาพของแต่ละคน

ครูปฐมวัยจึงเป็นบุคคลสำคัญในการพัฒนาเด็ก   และหากมีความเชื่อในการจัดการศึกษาแบบเตรียมความพร้อม  นอกเหนือจากการมีความรู้เกี่ยวกับธรรมชาติของเด็กตามพัฒนาการแต่ละด้านแล้ว  ต้องนำความรู้ดังกล่าวสู่การปฏิบัติที่สอดคล้องกับความเชื่อในเรื่องของการเตรียมความพร้อม ดังนี้

        การส่งเสริมพัฒนาการทางด้านร่างกาย

        1.  การจัดสภาพแวดล้อมที่ถูกสุขลักษณะและปลอดภัย  ถือได้ว่าเป็นสิ่งสำคัญลำดับแรกในการส่งเสริมพัฒนาการด้านร่างกายของเด็ก  ทั้งนี้เด็กจะต้องได้รับการเลี้ยงดูในสถานที่สะอาด  มีสุขอนามัยที่ดี  ปราศจากสิ่งรบกวนที่จะเป็นอันตรายต่อสุขภาพทั้งทางกายและจิตใจ  มีความปลอดภัยทั้งจากสิ่งที่อันเป็นเหตุให้เกิดความไม่ปลอดภัยทางกาย  และการคุกคามทางจิตใจ

          2.  การจัดตารางเวลาในกิจวัตรประจำวันที่เหมาะสมและตอบสนองความต้องการทางกายของเด็กคือ ความต้องการที่เป็นความต้องการพื้นฐานทางกาย  เด็กต้องการเวลาในการรับประทาน  การพักผ่อน  การเข้าห้องน้ำเพื่อขับถ่าย  ต้องการอากาศบริสุทธิ์  แสงแดดอ่อน  และความต้องการในการเคลื่อนไหว  ดังนั้นในแต่ละวันจะต้องจัดช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับให้เด็กได้รับการตอบสนองความต้องการพื้นฐานดังกล่าว   โดยเฉพาะการจัดเวลาที่ได้สัดส่วนกันระหว่าง กิจกรรมที่ให้ได้เคลื่อนไหวกับกิจกรรมที่สงบ หรือทำงานเงียบ ๆ

          3.  การจัดกิจกรรมที่ได้สัดส่วนที่พอเหมาะในส่วนที่เป็นกิจกรรมกลางแจ้งกับกิจกรรมในร่ม  ทั้งนี้เพราะเด็ก ๆ ต้องการการเคลื่อนไหวอย่างอิสระในการใช้กำลังกายในการเล่นและเคลื่อนไหว  การทำกิจกรรมกลางแจ้งไม่ว่าจะเป็นการเล่นเครื่องเล่นสนาม   การเล่นเกม  การเล่นอิสระ  และการทำกิจกรรมอื่น เช่น การทำสวน  การดูแลสัตว์เลี้ยง  การเล่นบ่อทราย  จะเป็นกิจกรรมที่ทำให้เด็กได้พัฒนาอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย  การทำงานประสานสัมพันธ์กันของกล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ  รวมทั้งการได้รับอากาศบริสุทธิ์และแสงแดด  ขณะเดียวกันการให้เด็กได้ทำกิจกรรมในร่ม เด็กจะได้ทำกิจกรรมที่ลดการใช้กำลังลง  เป็นการทำกิจกรรมที่ใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก อวัยวะ รับสัมผัสอื่น ๆ  รวมทั้งการทำกิจกรรมที่ใช้ความตั้งใจ  สมาธิ  ซึ่งในกิจกรรมทั้ง 2 ประเภท เด็กควรได้ทำในสัดส่วนที่พอเหมาะ

          4.  การให้ได้รับอาหารและน้ำดื่มอย่างเพียงพอ  เนื่องจากเด็กจะใช้เวลาอยู่ในสถานศึกษาทั้งวัน  จึงต้องจัดอาหารให้เด็กตามเวลาที่ร่างกายของเด็กต้องการ  เช่น  อาหารว่างเช้า-บ่าย  และอาหารกลางวัน  ทั้งนี้อาหารที่จัดให้ควรเน้นอาหารที่มีคุณค่า  สะอาด  และสร้างนิสัยการบริโภคที่ดี  ไม่เลือกอาหาร ลดอาหารที่ไม่เป็นประโยชน์ การจัดอาหารที่มีคุณค่าให้แก่เด็ก นอกจากจะมุ่งคุณค่าทางด้านภาวะโภชนาการแล้ว  ยังเป็นการสร้างนิสัยการบริโภค ที่เป็นพื้นฐานของสุขภาพที่ดีในวัยผู้ใหญ่ ขณะเดียวกันต้องให้เด็กได้ดื่มน้ำสะอาดที่เพียงพอทั้งนี้การวิจัยใหม่ ๆ ได้มีข้อค้นพบว่า  นอกจากน้ำจะเป็นสิ่งสำคัญต่อชีวิตแล้ว  การดื่มน้ำสะอาดในปริมาณที่พอเหมาะจะช่วยสนับสนุนการทำงานของเซลสมองให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นด้วย

            5.  การจัดพื้นที่ในห้องเรียนให้มีความสะดวกต่อการทำกิจกรรมที่เคลื่อนไหวและมีที่ทำงานส่วนตัว หรือการทำงานตามลำพัง ทั้งนี้เด็กเล็ก ๆ จะมีธรรมชาติของการเรียนรู้จากการสืบค้น ทดลอง ลองผิดลองถูก ทำให้เด็ก ๆ มีการเคลื่อนไหวในการทำกิจกรรมต่าง ๆ ที่สนใจ  ครูจึงต้องออกแบบกิจกรรมให้เด็กได้ใช้อวัยวะรับสัมผัสต่าง ๆ ในการเรียนรู้จากสภาพแวดล้อม  ซึ่งต้องมีพื้นที่ในการทำกิจกรรมเหล่านั้น  แต่ขณะเดียวกันเด็กยังต้องการความสงบในการทำงานที่ต้องใช้สมาธิและความตั้งใจที่จะเรียนรู้จากกิจกรรมที่ไม่ต้องเคลื่อนไหวหรือใช้พื้นที่มากนัก  เช่น การเล่นเกมการศึกษา  การอ่านหนังสือ  การทดลองทำสิ่งต่าง ๆ หรืองานประดิษฐ์ตามความคิดของตนเอง  ดังนั้นพื้นที่ที่สำหรับให้เด็กทำงานเงียบ ๆ จึงต้องจัดไว้ให้ด้วย

          6.  การจัดพื้นที่สำหรับการเคลื่อนไหวและการรับประสบการณ์ที่เกี่ยวกับดนตรี  เพลง  และจังหวะ  เด็กปฐมวัยกับเสียงเพลงเป็นสิ่งที่แยกกันไม่ได้  จะสังเกตเห็นว่าแม้เด็กเล็ก ๆ ถ้าได้ยินเสียงเพลงหรือเสียงดนตรีที่สนุกสนาน   เด็กจะรับรู้และแสดงออกด้วยการทำกิริยาท่าทางไปตามเสียงเพลงที่ได้ยิน   ดังนั้นในชั้นเรียนระดับปฐมวัย นอกเหนือจากการจัดมุมดนตรี  แล้วต้องจัดให้มีพื้นที่ให้เด็กได้ทำกิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะ  เพื่อการเต้น  การร่ายรำ  การแสดงท่าทาง  และการแสดงออกทางดนตรี   เพลงนาฏศิลป์  และลีลาท่าทาง

     7.  การรับรู้และดูแลช่วยเหลือเมื่อเด็กเจ็บป่วย  หรือเหน็ดเหนื่อยจากการทำกิจกรรม  โดยธรรมชาติแล้วเด็ก ๆ จะเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลาเพื่อทำกิจกรรมที่สนใจ  แต่ครูต้องคอยสังเกตเมื่อเด็กมีความอ่อนล้าจากการทำกิจกรรมที่ออกแรงมากเกินไป   ถ้ารู้สึกว่าเด็กเหน็ดเหนื่อยหรืออ่อนล้า  ควรให้เด็กหยุดพักหรือทำกิจกรรมเงียบ ๆ ผ่อนคลายทั้งร่างกายและจิตใจ  และขณะเดียวกันหากสังเกตเห็นเด็กมีอาการที่แสดงว่าไม่สบายหรือเจ็บป่วย  ครูต้องไวที่จะเข้าไปช่วยเหลือดูแลทันที

การส่งเสริมพัฒนาการทางด้านร่างกายของเด็กจึงให้ความสำคัญต่อการจัดสภาพแวดล้อมทางกายภาพที่ตอบสนองธรรมชาติด้านการเคลื่อนไหว  ความต้องการทางกาย  การดูแล สุขอนามัย  การฝึกฝนสุขนิสัยและภาวะโภชนาการ  รวมทั้งการดูแลตอบสนองทางจิตภาพของเด็กด้วย  เพราะจิตใจที่มีความสุขย่อมส่งผลต่อสุขภาพกายที่แข็งแรง  และมีผลต่อความสามารถในการเรียนรู้อันเป็นเป้าหมายสำคัญของการจัดการศึกษา

การส่งเสริมพัฒนาการด้านสังคม

1.  ให้เด็กแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการแสดงพฤติกรรมของเด็กที่ทำให้เด็กอยู่ร่วมกับคนอื่นได้ ทั้งนี้เนื่องจากเด็กปฐมวัยจะมีธรรมชาติของการยึดตนเองเป็นศูนย์กลางทั้งการคิดและการกระทำอันเป็นอุปสรรคต่อการเข้าสังคมกับผู้อื่น การให้เด็กแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับพฤติกรรมที่ทำให้ผู้อื่นยอมรับ ชื่นชอบ และยินดีที่จะทำกิจกรรมร่วมด้วย จะทำให้เด็กเข้าใจถึงวิธีปรับตัวและแสดงพฤติกรรมที่เป็นที่ยอมรับทางสังคม

2.  การสนทนาพูดคุยกับเด็กเกี่ยวกับพฤติกรรมที่สังคมไม่ยอมรับ นอกเหนือจากการให้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับพฤติกรรมทางบวกแล้ว การพูดคุยกับเด็กถึงพฤติกรรมสังคมในทางลบ ซึ่งเป็นการเปรียบเทียบให้เด็ก ๆ เห็นว่ามีพฤติกรรมใดบ้างที่เด็กแสดงแล้วเพื่อน ๆ ไม่ชอบ    หรือ   ผู้อื่นบอกว่าเป็นพฤติกรรมที่ไม่ดี รวมทั้งความรู้สึกของเด็กถ้ามีผู้แสดงพฤติกรรมทางลบเด็ก ๆ จะรู้สึกอย่างไร

3.  จัดทำแผนภาพหรือรูปแบบพฤติกรรมทางสังคมที่ดีกับพฤติกรรมทางสังคมที่ไม่ดีที่ได้แสดงความคิดเห็นไว้ ให้เด็ก ๆ ได้เห็นโดยแสดงเป็นภาพหรือสัญลักษณ์ที่เด็กเข้าใจได้ ติดแสดงไว้เพื่อเป็นสิ่งเตือนใจ หรือจัดทำเป็นข้อตกลงของห้องเรียน

4.  จัดประสบการณ์ให้เด็กได้เข้าใจทรรศนะหรือมุมมองของคนอื่น   การที่รับรู้ถึงความรู้สึก ความคิดเห็นของผู้อื่น รวมทั้งการเข้าใจพฤติกรรมที่แสดงออกของผู้อื่นที่เด็กปฏิสัมพันธ์ด้วย จะช่วยพัฒนาการสร้างสัมพันธภาพของเด็กกับสังคม การเข้าใจมุมมองของคนอื่น และยอมรับความเห็นที่ต่างออกไป จะเป็นการฝึกฝนให้เด็กได้รู้จักการคิดเชิงเหตุผล ซึ่งจะช่วยสนับสนุนความสามารถทางสติปัญญาของเด็กให้เติบโตไปพร้อม ๆ กับการพัฒนาด้านสังคม

5.  เมื่อเด็กใช้เวลาปรับตัวกับการปฏิบัติตนตามกติกา ข้อตกลง กฎเกณฑ์ต่าง ๆ ในชั้นเรียนในการอยู่ร่วมกันได้แล้ว และสังเกตเห็นว่าเด็กมีประสบการณ์มากพอในการเล่นและทำงานร่วมกับผู้อื่น ครูควรลองให้โอกาสให้เด็กได้ฝึกฝนการแก้ปัญหาในการสร้างสัมพันธภาพและการอยู่ร่วมกับผู้อื่นด้วยตนเองเสียก่อน และหากว่ายังดำเนินการไปไม่ได้อย่างดีครูจึงตัดสินใจเข้าไปช่วยเหลือ

6.  การจัดประสบการณ์ให้เด็กได้เล่นหรือทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มเล็ก ๆ จะทำให้เด็กได้ฝึกฝนการสร้างสัมพันธภาพกับผู้อื่น เรียนรู้ถึงพฤติกรรมที่ทำเป็นที่ยอมรับหรือไม่ยอมรับจากผู้อื่น รวมทั้งได้ฝึกการรับรู้ความคิด มุมมองของผู้อื่นด้วย การจัดกิจกรรมกลุ่มเล็ก ๆ จึงเป็นสิ่งสำคัญในการจัดกิจกรรมในชั้นเรียน

7.  การเข้าไปร่วมทำกิจกรรมต่าง ๆ กับเด็ก และคอยสังเกตสิ่งที่เกิดขึ้น ทั้งนี้หลักการหนึ่งของวิธีการจัดประสบการณ์ระดับการศึกษาปฐมวัย คือการเรียนรู้ร่วมกัน การจัดกิจกรรมแล้วครูลงไปร่วมทำกิจกรรมด้วย จะทำให้มีโอกาสสังเกตพฤติกรรมของเด็ก ๆ ได้อย่างใกล้ชิดและได้เห็นลักษณะการสร้างสัมพันธภาพระหว่างกันของเด็ก

8.  การให้ความช่วยเหลือเด็กที่มีปัญหาพฤติกรรมทางสังคม หรือการสร้างความสัมพันธ์กับคนอื่น การช่วยเหลือมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้เด็กสามารถปรับตัวเข้ากับผู้อื่นได้ รวมทั้งการเข้าไปแทรกแซงเพื่อให้สถานการณ์ดีขึ้น เช่นกรณีเด็กทะเลาะหรือต่อสู้กัน การเข้าไปแทรกแซงของครู เช่น   การหันเหความสนใจเด็กไปสู่กิจกรรมอื่น   จะทำให้เด็กหยุดการทะเลาะกัน หรือผ่อนคลายความตึงเครียดลง

การส่งเสริมพัฒนาการทางสังคมของเด็กจึงเป็นการให้เด็กได้ทำงานเป็นกลุ่ม   เพื่อฝึกฝนการรับรู้ความรู้สึก ความคิดเห็นของผู้อื่นและเข้าใจถึงพฤติกรรมที่เป็นที่ยอมรับกับพฤติกรรมที่สังคมไม่ยอมรับ  อันจะเป็นหนทางที่นำเด็กไปสู่การอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุขในอนาคต

การส่งเสริมพัฒนาการด้านอารมณ์

1.  การเข้าใจถึงสภาพทางอารมณ์ของเด็กและยอมรับว่าเป็นลักษณะของพัฒนาการทางอารมณ์ตามปกติของเด็ก ซึ่งได้แก่อารมณ์รัก โกรธ  กลัว  ดีใจ  เสียใจ  อิจฉา  เครียด   วิตกกังวลและคับข้องใจ  และต้องเข้าใจว่าอารมณ์ของเด็กเกิดจากสถานการณ์ที่มากระทบหรือแวดล้อมตัวเด็ก ดังนั้นจำเป็นที่ครูจะต้องจัดสถานการณ์ที่สนับสนุนอารมณ์ทางบวกและพยายามลดสิ่งที่จะทำให้เกิดสถานการณ์ที่ส่งผลต่ออารมณ์ทางลบหรือที่ไม่พึงประสงค์

2.  ครูต้องเข้าใจและรับรู้ถึงการแสดงออกทางอารมณ์ของเด็กบางคนที่อาจจะแตกต่างไปจากเด็กคนอื่น   เนื่องจากเด็กแต่ละคนมีความแตกต่างกัน รวมทั้งประสบการณ์ที่เด็กได้รับมาย่อมแตกต่างกัน การรับรู้ถึงพฤติกรรมทางอารมณ์ที่ต่างไปจากคนอื่น จะทำให้นำไปสู่การช่วยเหลือและแก้ไขได้อย่างทันท่วงทีและเหมาะสม หากพฤติกรรมนั้นแสดงถึงแนวโน้มที่อาจจะเป็นปัญหา

3.  การสอนให้เด็กรับรู้และเข้าใจถึงอารมณ์ ความรู้สึกและพฤติกรรมของคนปกติทั่วไปที่มีอารมณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน และเข้าใจถึงลักษณะการแสดงออกทางอารมณ์ที่ต่างไปจากปกติ หรือสภาพความผิดปกติทางอารมณ์ การเข้าใจถึงอารมณ์ที่ปกติกับผิดปกติ จะทำให้เด็กสามารถใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่น และดูแลตัวเองในสถานการณ์ต่าง ๆ ได้

4.  สอนให้รู้จักคำศัพท์ที่แสดงถึงสภาวะทางอารมณ์ต่าง ๆ ที่ตรงกับความจริง เช่น โกรธกับกลัว เกลียดกับโกรธ เป็นต้น

5.  ฝึกฝนให้เด็กได้เข้าใจถึงการแสดงออกทางอารมณ์ที่ผู้อื่นไม่ชอบ หรือไม่ยอมรับ

6.  การพูดคุยกับเด็กถึงการแสดงพฤติกรรมทางอารมณ์ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งคนอื่นไม่ชอบ หากเด็กมีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมจะทำให้ได้การยอมรับจากคนอื่น
           7.  สนทนาพูดคุยให้เด็กเข้าใจถึงความรู้สึกของคนอื่น ๆ ที่มีต่อการแสดงพฤติกรรมทางอารมณ์ทั้งในทางบวกและทางลบ ซึ่งจะเป็นการช่วยให้เด็กเข้าใจถึงการใช้ชีวิตในสังคม

8.  ครูต้องไวต่อการรับรู้ถึงอารมณ์ที่เป็นสภาพปัญหาของเด็กและเข้าไปช่วยเหลืออย่างเหมาะสม

ดังนั้นการส่งเสริมพัฒนาการทางอารมณ์ของเด็กปฐมวัยจึงเกี่ยวข้องกับการสอนให้เด็กเข้าใจถึงอารมณ์ ความรู้สึกทั้งของตนเองและผู้อื่น  การแสดงออกทางอารมณ์อย่างเหมาะสมต่อสถานการณ์ต่าง ๆ และการรับรู้  ตลอดจนการช่วยเหลือเด็กที่ปัญหาทางอารมณ์  เพื่อให้เด็กสามารถปรับพฤติกรรมการแสดงออกทางอารมณ์ให้เป็นที่ยอมรับของผู้อื่น  อันจะช่วยให้เด็กอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข

การส่งเริมพัฒนาการทางสติปัญญา

1.  การยอมรับและเข้าใจว่าเด็กทุกคนมีความสามารถที่จะเรียนรู้  และมีวิธีการเรียนรู้เป็นของตนเอง  ทั้งนี้เด็ก ๆ จะเรียนรู้จากการใช้ประสาทสัมผัส  การได้รับประสบการณ์ตรงจะทำให้เด็กเข้าใจถึงสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัว  และนำข้อมูลไปสู่การปรับขยายความรู้ในโครงสร้างทางสติปัญญาเดิม   ทำให้เกิดความรู้ใหม่  พร้อมที่จะขยายประสบการณ์ให้กว้างขวาง ต่อไป  กระบวนการเรียนรู้ดังกล่าวนี้เด็กแต่ละคนจะมีวิธีการของตนเอง  ดังนั้นนอกจากครูจะเข้าใจถึงลักษณะวิธีการเรียนรู้ของเด็กแล้วจะต้องยอมรับความสามารถในการเรียนรู้ของเด็กว่า  มีความสามารถที่แตกต่างกัน  การจัดประสบการณ์ให้เด็กเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ จึงต้องให้เวลาที่พอเพียงกับเด็กแต่ละคน  มีกิจกรรมที่หลากหลายตามความสนใจและพอเหมาะกับประสบการณ์เดิมและความสามารถของเด็กและให้อิสระแก่เด็กที่จะใช้วิธีการที่เหมาะกับตัวเขา

2.  การเรียนรู้และแบ่งปันความรู้ร่วมกับเด็กไปพร้อม ๆ กัน  ทั้งนี้ตามแนวทางการปฏิรูปการศึกษาที่ระบุถึงการจัดการเรียนรู้ว่าให้จัดการเรียนรู้ที่ยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ  ครูและเด็กเรียนรู้จากการทำกิจกรรมร่วมกัน  ในระหว่างการทำกิจกรรมครูจะสังเกตพฤติกรรมที่แสดงถึงพัฒนาการในทุกด้านของเด็ก  รวมทั้งเป็นโอกาสที่จะให้ความรู้และเรียนรู้ในเรื่องที่เด็กปฏิบัติ   เกิดการเรียนรู้ร่วมกัน  ทำให้ทราบถึงความรู้ของเด็กที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมนั้น ๆ และสามารถนำไปสู่การกระตุ้นให้เด็กได้ขยายประสบการณ์ให้กว้างขวางออกไปด้วยแนวคิดของตนเอง

3.  การวางแผนกิจกรรมที่จะให้เด็กเข้าใจสิ่งต่างโดยรอบ  รวมทั้งการเข้าใจสิ่งต่าง ๆ  ที่กว้างขวางกว่าเดิม ทั้งนี้ครูสามารถวางแผนกิจกรรมที่สนับสนุนให้เด็กเกิดการเรียนรู้ทั้งเรื่องที่เกี่ยวข้องกับตนเอง  สิ่งต่าง ๆ รอบตัว  และธรรมชาติรอบตัว  ซึ่งเป็นการเรียนรู้เพื่อเข้าใจธรรมชาติของสิ่งเหล่านั้น  หลังจากการเรียนรู้สาระความรู้แล้ว  การที่ครูเข้าไปร่วมทำกิจกรรมกับเด็กมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน  เป็นสิ่งที่ทำให้ครูเข้าใจถึงประสบการณ์และมโนภาพของเด็ก  จากนั้นครูจึงนำความเข้าใจเหล่านี้ไปสู่การวางแผนกิจกรรมเพื่อขยายประสบการณ์ของเด็กให้กว้างขวางยิ่งขึ้น  ทั้งด้านความรู้  และด้านความสัมพันธ์ระหว่างตัวเด็กกับความรู้

4.  การเปิดโอกาสให้เด็กได้เลือกเรื่องที่จะเรียนรู้ตามความสนใจของตนเอง ทั้งนี้การให้เด็กได้เลือกเรื่องที่จะเรียนรู้ที่เกิดจากความสนใจ จะส่งผลต่อประสิทธิผลของกา