น้ำตาลเทียม แอสพาร์แตม

       แอสพาร์แตมประกอบด้วยกรดอะมิโนอันเป็นหน่วยย่อยของโปรตีน 2 ตัว คือเฟนนีลอลานิน(phenylalanine) และกรดแอสพาร์ติค(aspartic acid) ที่สังเคราะห์ขึ้นจากผลการทดลอง ลักษณะ มีสีขาว ไม่มีกลิ่น มีแต่รสหวาน ไม่มีรสขม หรือรสอื่นเจือปน( แต่ซัคคารีนมีรสขมติดลิ้น ) มีความหวานประมาณ 180-200 เท่าของน้ำตาล ทำให้ใช้เพียงเล็กน้อยก็ให้ความหวานเพียงพอ แอสพาร์แตม ร่างกายสามารถย่อย เผาผลาญ และให้พลังงาน 4 แคลลอรี่/กรัม

อาการในภาวะที่มีแอสพาร์แตมในร่างกายสูง

         จะมีอาการมึน ปวดศีรษะ หงุดหงิด เหนื่อยอ่อน และนอนไม่หลับ อาการเบาบาง ไม่รุนแรง และไม่บ่อย จึงสันนิษฐานว่าเป็นอาการแพ้เหมือนคนบางคนแพ้อาหารบางชนิด พอสรุปได้ว่า ไม่มีอันตรายต่อคนปกติ สำหรับคนเป็นโรค phenylketouria(ร่างกายเผาผลาญเฟนนีลลานินไม่ได้ ) ไม่ควรกินน้ำตาลเทียมชนิดนี้

ข้อเสียในการเก็บรักษา
 - เก็บไม่ได้นานเกินหนึ่งปี
 - สลายตัวที่อุณหภูมิสูง เมื่อสลายตัวจะหมดรสหวาน จึงใช้ปรุงอาหารที่ต้องผ่านความร้อนสูง เช่น เค้ก คุกกี้ ไม่ได้ แต่ใส่ได้ภายหลังหุง ต้มเสร็จแล้ว และอาหารเย็นลงได้

ข้อดีแอสพาร์แตม

           น้ำตาลเทียมนั้นมีความหวานน้อยกว่าน้ำตาลก็จริง และมีคุณสมบัติที่ดีคือ ร่างกายไม่สามารถดูดซึมได้มากนัก ดังนั้นน้ำตาลเทียมจึงใช้ในการรักษาโรคอ้วนได้ หรือใช้ในผู้ป่วยโรคเบาหวาน และที่สำคัญ คือน้ำตาลเทียมไม่เกิดการหมักในปาก ทำให้ปลอดภัยจากฟันผุ
แต่ข้อเสีย คือ การที่น้ำตาลเทียมไม่ถูกดูดซึมเข้าร่างกาย หากบริโภคเข้าไปมาก ก็จะไปรวมกันที่บริเวณลำไส้ใหญ่ ซึ่งมีแบคทีเรียที่สามารถใช้น้ำตาลชนิดนี้ได้ และมีการสร้างแก๊สขึ้นมา ทำให้มีอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ และถ่ายมากกว่าปกติ แต่อาการนี้ จะหายไปเมื่อหยุดกินน้ำตาลเทียม

     น้ำตาลเทียมเป็นสารสังเคราะห์ให้ความหวานทดแทนน้ำตาล ฉะนั้น แอสพาร์แตม ก็เป็นน้ำตาลเทียมชนิดหนึ่งนิยมนำมารับประทานเป็นจำนวนมาก แต่หากขาดความรู้แล้วก็จะทำให้ได้รับอันตรายดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น  ดังนั้นหากจะใช้น้ำตาลเทียมควรมีการใช้อย่างระมัดระวังเพื่อนำมาซึ่งความปลอดภัยของสุขภาพและเป็นผลดีต่อสุขภาพ

 

อ้างอิง

แก้ว กังสดาลอำไพ . “น้ำตาลเทียม”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จากhttp://www.doctor.or.th/node/3920 สืบค้น  30 มกราคม 2552.