โปรแกรมแบบ authoring  แบบอื่นๆ


      1.โปรแกรม Macromedia Dreamweaver
โปรแกรม Macromedia Dreamweaver เป็นโปรแกรมที่ใช้สำหรับสร้างเว็บเพจที่มีความสามารถหลากหลายโปรแกรมหนึ่ง เป็นรูปแบบการสร้างเว็บสมัยใหม่ ที่เราวาดออบเจ็กต์ ข้อความ รูปภาพใด ๆ ก็ตามลงไป เว็บเพจที่ได้จะเป็นรูปแบบเดียวกัน โปรแกรม Dreamweaver มีส่วนประกอบต่าง ๆ คือ 1)
เมนูบาร์ (Menu Bar) เป็นแถบเมนูคำสั่งที่ใช้จัดการกับหน้าต่างเว็บเพจในหน้าต่างโปรแกรม Dreamweaver 2) หน้าต่างโปรแกรม เป็นพื้นที่ทำงานสำหรับการตกแต่ง และใส่ออบเจ็กต์ต่าง ๆ ลงไปในเว็บเพจนั่นเอง 3) หน้าต่างโปรแกรม เป็นหน้าต่างออบเจ็กต์ที่มีลักษณะเป็นปุ่ม ซึ่งรวมกันไว้เป็นหมวดหมู่ที่เกี่ยวข้องกัน สำหรับใส่ออบเจ็กต์ลงในเว็บเพจ เช่น ตาราง รูปภาพ Active เลเยอร์ เป็น 4) หน้าต่างพร็อพเพอร์ตี้ (Properties Window) เป็นหน้าต่างสำหรับกำหนดขนาดลักษณะรูปแบบอักษร ขนาด การจัดวาง สีสันของข้อความ หรือขนาดของออบเจ็กต์ที่ใส่ลงไปในเว็บเพจ โดยสามารถสร้างจุดเชื่อมโยงเว็บเพจหรือไปยังเว็บไซต์อื่น ๆ ได้ 5) หน้าต่าง Launcher (LauncherWindow) เป็นหน้าต่างที่รวบรวมปุ่มที่เชื่อมโยงการปิดหรือเปิดหน้าต่างใช้งานอื่น ๆ ที่เป็นเครื่องมือสำคัญได้แก่ หน้าต่าง Site จะอำนวยความสะดวกในการสร้างเว็บเพจใหม่ การแก้ไขเว็บเพจ จัดการกับ เว็บไซต์
       2.โปรแกรม Macromedia Authorware
โปรแกรม Macromedia Authorware เป็นโปรแกรมที่มีคุณสมบัติด้าน Object Oriented Programming ซึ่งเป็นการทำงานด้วยวัตถุ หรือทำงานด้วยสัญรูป(Icon) นิยมนำมาใช้เป็นโปรแกรมสร้างบทเรียนเป็นส่วนใหญ่ การทำงานจะทำงานบนเส้น Flow line หรือเส้นPlan ซึ่งเป็นเส้นกำกับการทำงานและกำหนดเส้นทางการแสดงภาพ ส่วนประกอบที่สำคัญของโปรแกรมประกอบไปด้วยMenu bar รายการคำสั่งที่ใช้ควบคุมการทำงาน Title bar แถบบอกสถานการณ์ทำงาน Maximize, Minimize, Restore, Close Button ปุ่มขยาย ย่อ คืนขนาด และปิดโปรแกรม Icon Palette เป็นแถบรายการเครื่องมือที่รวบรวม Icon จำนวน 15 ชนิด ซึ่งแต่ละชนิดจะปรากฏชื่อเมื่อเอาเมาส์ไปวางที่ Icon ที่ต้องการ Flowline เป็นเส้นกำกับการทำงานและกำหนดเส้นทางการแสดงภาพ บางทีเรียกว่า Path สุดท้ายเป็นพื้นที่ทำงาน สามารถย่อขยายได้โดยใช้เมาส์ลากขอบด้านขวาเพื่อขยายไปด้านขวา หรือลากลงด้านล่างเพื่อเพิ่มพื้นที่การทำงาน ในการเพิ่มพื้นที่การทำงานโดยการลากขยายลงสามารถทำให้เส้น Flowline ยาวขึ้น
       3.โปรแกรม Microsoft FrontPage
เป็นโปรแกรมที่ใช้สำหรับการสร้างเว็บเพจ ซึ่งได้รับการพัฒนามาจากบริษัทไมโครซอฟต์ เพื่อที่จะใช้ร่วมกับระบบปฏิบติการในตะกูลไมโครซอฟต์อย่างมีประสิทธิภาพ ปัจจุบันได้พัฒนาจนมาอย่างต่อเนื่องจนจนเป็นรุ่น Microsoft FrontPage 2002 ซึ่งทางบริษัทไมโครซอฟต์มีแผนที่จะพัฒนาให้ใช้งานร่วมกับ Microsoft Windows XP อย่างมีประสิทธิภาพ  ในการใช้งานของโปรแกรมจะใช้งานง่ายสำหรับ คนที่เคยใช้งานซอฟแวร์ของไมโครซอฟต์มาซึ่งโครงสร้างของโปรแกรมจะประกอบไปด้วยส่วนที่ใช้งานต่าง ๆ ดังนี้ Menu bar เป็นที่เก็บคำสั่งทั่วไปในการใช้งาน Title bar แสดงชื่อเอกสารและโปรแกรมที่ใช้งานอยู่ Maximize, Minimize, Restore, Close Button ปุ่มขยาย ย่อ คืนขนาด และปิดหน้าต่าง Tool bar แถบเครื่องมือ แถบเก็บคำสั่งที่ใช้งานบ่อยๆ แสดงผลเป็นไอคอนหรือรูปภาพ ทำให้เรียกใช้งานได้ง่าย Curser เคอร์เซอร์ จะแสดงตำแหน่งที่กำลังทำงาน Scroll bar แถบเลื่อน ใช้เลื่อนดูเอกสารเมื่อไม่สามารถแสดงผลในหน้าเดียวได้ Status bar แถบแสดงสถานะ และส่วนสุดท้ายคือ มุมมอง ประกอบไปด้วย มุมมองปกติ ใช้สำหรับเป็นพื้นที่หน้าต่างในการสร้างงาน มุมมอง HTML เพื่อดูโครงสร้างของภาษา Html สุดท้ายมุมมองแสดงตัวอย่าง ใช้เพื่อแสดงตัวอย่างของงานที่สร้าง
      4.โปรแกรม Multimedia ToolBook
ทูลบุ๊ค (ToolBook) เป็นซอฟต์แวร์ที่สามารถนำมาสร้างงานที่ใช้ในวินโดว์โดยโปรแกรม ToolBook จะมีองค์ประกอบทุกอย่างของวินโดว์ เช่นรูปภาพ การทำงานตามคำสั่ง เป็นต้น  ผู้ใช้สามารถใช้ ToolBook ในการสร้างงานที่เน้นการใช้รูปภาพกราฟิกติดต่อกับผู้ใช้งาน เช่น การสร้างแบบฝึก การสร้างเกมส์ การสร้างงานนำเสนอ (Presentation) เป็นต้น งานที่ ToolBook สร้างขึ้นเป็นหนึ่งไฟล์เรียกว่า บุ๊ค (Book) ในบุ๊คสามารถแบ่งออกเป็น หน้า (Page) ซึ่งจะใช้เป็นตัวแทนของหน้าจอของงาน และมุมมองของแต่ละหน้าในวินโดว์เรียกว่า Viewer หน้า (Page) จะประกอบด้วยฟิลท์ (Field), ปุ่มควบคุม (Button), และภาพ (Graphic) Page และส่วนต่าง ๆ ที่อยู่บน Page เรียกว่า  วัตถุชิ้นงาน (Object) ในแต่ละหน้าสามารถที่จะมีหลาย ๆ วัตถุ ทำงานประกอบหรือสัมพันธ์กัน กล่าวโดยสรุปแล้ว ToolBook เป็นโปรแกรมแบบเชิงวัตถุ (Object-Oriented) ทุก ๆ ส่วนประกอบของงานได้แก่ ปุ่ม, ฟิลด์
       5.โปรแกรมผลิตบทเรียน (Authoring System) ข้อควรพิจารณาเลือกโปรแกรมผลิตบทเรียนที่ดีนั้น ควรมีลักษณะที่ใช้งานได้ง่าย โดยที่ครูผู้ผลิตบทเรียนไม่จำเป็นต้องมีความรู้ทางคอมพิวเตอร์อย่างมากมาย และสามารถใช้โปรแกรมนี้ผลิตและผลิตบทเรียนได้อย่างดี ซึ่งพอจะสรุปหน้าที่ของโปรแกรมผลิตบทเรียนไว้ ดังนี้
1) ใช้ผลิตตัวหนังสือและตัวอักขระต่างๆ
2) ใช้ผลิตภาพ ลวดลายแบบ และกราฟิกต่างๆ
3) ใช้สร้างแบบฝึกหัดและแบบทดสอบ
4) ใช้ควบคุมการทำงานและข้อมูลต่างๆ
5) ใช้จัดการแฟ้มข้อมูล
6) ใช้ผลิตบทเรียนและควบคุมการดำเนินบทเรียน
7) ใช้ควบคุมการทำงานของโมดูลและเฟรมต่างๆ ของบทเรียน
8) ใช้ Run บทเรียน
9) ใช้เก็บ System Environment และพจนานุกรม (Dictionary) ต่างๆ
10) ใช้สนับสนุนอย่างอื่นๆ เช่น การรับภาพ การรับเสียงจากแหล่งภายนอก

      งานที่เกี่ยวข้อง

        ภาพเคลื่อนไหว และภาพสามมิติ (Animation & 3D) เป็นเทคโนโลยีเกี่ยวกับการแสดงผล ด้นภาพเคลื่อนไหว ทั้งแบบ 2 มิติ และ 3 มิติ การสร้างภาพเสมือนจริง (VR - Visual Reality) การสร้าง ตกแต่ง ประมวลผล การใช้งาน 
       การผลิต (Publishing) เป็นการนำเอามัลติมีเดีย มาใช้ด้านงานพิมพ์ เพื่อเพิ่มชีวิตชีวาให้กับงานพิมพ์ มีรูปแบบที่โดดเด่น และนำเสนอ หรือพิมพ์ลงสื่อได้หลากรูปแบบ เช่น งาน DTP - Desktop Publishing, CD-ROM Title & Publishing 
       ระบบการศึกษา เป็นการศึกษาเพื่อนำเอา เทคโนโลยีมัลติมีเดีย มาประยุกต์ใช้กับ ระบบการศึกษา ในรูปของ CAI - Computer Aided Instruction, CBT - Computer Based Training ตลอดจนงานประชาสัมพันธ์ โฆษณา สร้างภาพยนตร์ 
      คลังข้อมูล (Media Archives) ซึ่งเกี่ยวกับการจัดเก็บข้อมูลปริมาณมากๆ และการเรียกค้นภายหลัง เช่น Photo & Image Server, AVI archives 
      การจัดเก็บข้อมูล (Storage ) เนื่องจากข้อมูลด้านมัลติมีเดีย มักจะมีขนาดใหญ๋ ทำให้ต้องเกี่ยวข้องกับสื่อบันทึกข้อมูล ทั้งรูปแบบของสื่อ รูปแบบการบีบอัดข้อมูล รูปแบบการบันทึกข้อมูล 
     WWW จะช่วยให้เกิดการเผยแพร่สื่อมัลติมีเดียในรูปแบบที่นิยมมากที่สุด และเร็วที่สุด ผ่านระบบ WWW และมีระบบโต้ตอบด้วยเทคโนโลยี HyperText & HyperMedia

ประโยชน์ของ multimedia 

      1.ธุรกิจโฆษณา และการตลาด มีความสัมพันธ์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จะช่วยดึงดูดคนเข้ามาชม ด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่มีความแปลกใหม่
      2.ธุรกิจการพิมพ์ เป็นธุรกิจที่สัมพันธ์กับเทคโนโลยีมัลติมีเดีย จะส่งผลให้หนังสือ สิ่งพิมพ์ต่างๆ มีความน่าสนใจมากขึ้น และปัจจุบันก็มี E-Magazine หรือ E-Book ออกมาอย่างแพร่หลาย
      3.ธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า E-Commerce จะช่วยให้การนำเสนอสินค้า มีความน่าสนใจมากกว่าเดิม
      4.การเรียนการสอน ส่งผลให้เกิดระบบห้องสมุดแบบดิจิตอล (Digital Library) การเรียนการสอนทางไกล (Distance Learning) การสร้างห้องเรียนเสมือนจริง (Virtual Classroom) และการเรียนการสอนแบบกระจาย จะส่งผลให้เกิดการเรียนรู้อย่างกว้างขวาง 
      5.การสื่อสารโทรคมนาคม เนื่องจากเทคโนโลยีมัลติมีเดีย ต้องอาศัยสื่อเพื่อเผยแพร่ข้อมูล ดังนั้นเทคโนโลยีนี้ จึงมีความสัมพันธ์กับ ระบบการสื่อสารโทรคมนาคมเป็นอย่างมาก แยกออกจากกันไม่ได้