คำถาม

 ครั้งพุทธกาล แคว้นมคธ แค้วนโกศล และแคว้นวัชชี มีสถานภาพเป็นเช่นไร และมีความเกี่ยวข้องกับ     พระพุทธศาสนาอย่างไรบ้าง (ครั้งที่๑ ข้อที่๓)

คำตอบ

ชมพูทวีปในพุทธกาล

                สมัยพุทธกาล เมื่อก่อนพุทธศักราช คือเมื่อ ๒๕๐๐ กว่าปีมาแล้ว ตอนนั้นประเทศอินเดียเรียกว่า ชมพูทวีป

                ประเทศอินเดีย หรือ ชมพูทวีปเป็นดินแดนที่กว้างใหญ่ไพศาล  ในสมัยก่อนพุทธกาล และถึงพุทธกาลนั้น มีอาณาจักรหรือแว่นแคว้นมากมาย ท่านนับไว้ ๑๖ ประเทศ หรือ ๑๖ แว่นแคว้น ใช้คำในภาษาบาลีว่า มหาชนบท คือมีมหาชนบททั้งหมด ๑๖ ด้วยกัน ตามหลักฐานในพระไตรปิฎก ว่ามี อังคะ, มคธ, กาสี, โกศล, วัชชี, มัลละ, เจตี, วังสะ, กุรุ, ปัญจาละ, มัจฉะ, สุรเสนะ, อัสสกะ, อวันตี, คันธาระ, กัมโพชะ โดยแว่นแคว้นดินแดนเหล่านี้ ได้กล่าวเรียงจากตะวันออกไปตะวันตก

                แคว้นมหาอำนาจในตอนนั้นกล่าวได้ว่า มีอยู่จริงๆ ๔-๕ ประเทศเท่านั้น ก็คือ มคธ โกศล วัชชี วังสะ และ อวันตี

                ส่วนแคว้นที่มีความเกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาในยุคพุทธกาลนั้นมักจะอยู่ทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศอินเดีย ได้แก่ แคว้นมคธ แคว้นโกศล แคว้นวัชชี ซึ่งมีเสียงกล่าวถึงบ่อยที่สุด

                ซึ่งต่อไปนี้เราจะพูดถึงสถานภาพ และความเกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาของแคว้นทั้ง ๓ แคว้น ดังนี้

 แคว้นมคธ

                แคว้นมคธในสมัยพุทธกาล เป็นราชอาณาจักรยิ่งใหญ่หรือมหาอำนาจ หนึ่งในห้าของชมพูทวีป อีกสี่อาณาจักรได้แก่ โกศล วัชชี วังสะ และอวันตี ซึ่งมีเมืองหลวงอยู่ที่ สาวัตถี โกสัมพี และอุชเชนี ตามลำดับ พระเจ้าแผ่นดินผู้ครองแคว้นมคธสมัยนั้น ซึ่งเป็นพระเจ้าแผ่นดินของอังคะด้วย คือพระเจ้าพิมพิสาร แต่มาในปลายสมัยพุทธกาลประมาณ ๘ ปี ก่อนพุทธปรินิพพาน ได้ถูกพระราชโอรส คือพระเจ้าอชาตศัตรูแย่งราชสมบัติ ด้วยการจับขัง จนสิ้นพระชนม์ชีพ แล้วพระเจ้าอชาตศัตรู ได้ครองราชสมบัติสืบแทนต่อมา

                แคว้นมคธ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของแคว้นอังคะ อาณาเขตทางทิศตะวันออกติดกันแคว้นอังคะ ทิศเหนือติดกับแคว้นวัชชี ทิศตะวันตกติดกับแคว้นกาสี เมืองหลวงของแคว้นมคธสมัยนั้น คือราชคฤห์ ปัจจุบันเรียกว่าราชคีร์ มีฐานะเป็นตำบลอยู่ในเขตจังหวัดนาลันทา ของรัฐพิหาร ห่างจากพิหารศะรีฟ ซึ่งเป็นที่ตั้งที่ทำการจังหวัดนาลันทา โดยทางรถยนต์ ๒๖ กิโลเมตรและทางรถไฟ ๒๕ กิโลเมตร และห่างจากปัฏนา ซึ่งเป็นเมืองหลวงของแคว้นพิหาร ในปัจจุบัน โดยทางรถยนต์ ๑๐๓กิโลเมตรและทางรถไฟ ๑๐๐ กิโลเมตร หรือห่างจากเมืองคยา ซึ่งเป็นชุมทางรถไฟใหญ่และเป็นเมืองสำคัญ เมืองหนึ่งของรัฐพิหาร โดยทางรถยนต์ ๖๗ กิโลเมตรเทียบกับอาณาเขตในปัจจุบัน แคว้นมคธสมัยพุทธกาล ได้แก่เขตของรัฐพิหารตอนใต้ คือบริเวณจังหวัดปัฏนา คยา นาลันทา นวาด้า โอรังคาบาด กับส่วนเหนือของจังหวัดหะซารีบาฆอาณาเขตดังกล่าวนี้ เดิมแบ่งเป็นเขตจังหวัดเพียง ๓ จังหวัด คือ ปัฏนา คยา และหะซารีบาฆ มาเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๕ นี้ ทางการได้จัดส่วนการปกครองใหม่และได้แยกเขตจังหวัดที่ตั้งขึ้นใหม่ว่า จังหวัดนาลันทา กับได้แยกเขตจังหวัดคยาเดิมออกเป็น ๓ จังหวัด โดยมี นวาด้า และ โอรับคาบาด เป็นชื่อของสองจังหวัดที่ตั้งขึ้นใหม่ ก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครองดังกล่าว ราชคฤห์ปัจจุบันขึ้นกับจังหวัดปัฏนา เมื่อได้แยกเขตมาตั้งเป็นจังหวัดนาลันทาขึ้นอีกจังหวัดหนึ่ง ราชคฤห์จึงมาขึ้นกับจังหวัดนาลันทา

              พรมแดนของแคว้นมคธ มีระบุไว้โดยแจ้งชัดว่า ทางตะวันออกจดแม่น้ำจัมปา อันเป็นแดนแบ่งเขตแคว้นอังคะ กับแคว้นมคธดังได้กล่าวแล้ว ทางทิศเหนือจดแม่น้ำคงคา อันเป็นแดนแบ่งเขต ของแคว้นมคธกับแคว้นวัชชี กรุงปาฏลีบุตรหรือปัฏนาปัจจุบัน ตั้งอยู่บนฝั่งใต้ของแม่น้ำคงคา อันเป็นที่สุดเขตของแคว้นมคธในสมัยนั้น ทิศตะวันตกฝ่ายประวัติศาสตร์ และโบราณคดีลงความเห็นว่า น่าจะจดแม่น้ำโสณะ ซึ่งปัจจุบันอยู่ในเขตรัฐพิหาร เป็นแม่น้ำที่กว้างมาก มีสะพานรถยนต์และสะพานรถไฟข้ามยาวถึง ๓ กิโลเมตรเศษ กล่าวว่าเป็นสะพานที่ยาวที่สุดในอินเดีย ทางทิศใต้บางพวกกล่าวว่า ถึงแนวด้านเหนือของจังหวัดหะซารีบาฆ บางพวกว่าเลยไปจนถึงเขาวินธัย หรือวินธยะ อันควรเป็นแนวแบ่งเขตโดยธรรมชาติ

                แคว้นมคธในสมัยพุทธกาล ทรงความสำคัญทั้งในด้านการเมือง การศาสนา การเศรษฐกิจ และการทหาร เมืองหลวงของแคว้นคือราชคฤห์ เป็นนครที่เจริญรุ่งเรือง มั่งคั่ง สมบูรณ์ เป็นที่ชุมนุมอยู่ของศาสดาเจ้าลัทธิ และเศรษฐีมหาเศรษฐีจำนวนมาก

                แคว้นมคธ มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาอย่างใกล้ชิด และเป็นศูนย์กลางที่สำคัญยิ่งของพระพุทธศาสนา ทั้งในสมัยของพระพุทธองค์และต่อๆ มา พระพุทธองค์เมื่อเสด็จออกทรงผนวช ก็ได้เสด็จตรงมายังแคว้นมคธ และอาจกล่าวได้ว่าตลอดเวลา ๖ ปี ที่ทรงแสวงหาโมกขธรรม ก่อนได้ตรัสรู้นั้น พระองค์ประทับอยู่ในแคว้นมคธ

- พระพุทธองค์ ทรงบรรลุพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ หรือตรัสรู้ ณ ตำบลอุรุเวลา เสนานิคม ซึ่งอยู่ในแคว้นมคธนี้                                                                                                                                                                                                 - การประกาศพระศาสนาของพระพุทธองค์ ถึงความเป็นปึกแผ่น หยั่งรากลงได้มั่นคง ที่แคว้นมคธ เป็นแห่งแรก                   - พระสาวกองค์สำคัญ ๆ เช่น พระสารีบุตร พระโมคคัลลานะ และพระมหากัสสปะ เป็นต้น ก็เป็นชาวมคธหรือคนแคว้นนี้

- พระเจ้าแผ่นดินผู้ครองแคว้นในสมัยของพระพุทธองค์ และต่อมาถึงภายหลังพุทธปรินิพพาน คือพระเจ้าพิมพิสาร และพระเจ้าอชาตศัตรู ก็ทรงมีส่วนช่วยอย่างสำคัญ ในการประกาศพระศาสนา                                                                          - วัดแห่งแรกในพระพุทธศาสนา คือวัดเวฬุวนาราม ก็เกิดขึ้นที่แคว้นนี้                                                                                             - การสังคายนาร้อยกรองพระธรรมวินัย สองในสามครั้งที่ทำในอินเดีย ก็ทำที่แคว้นนี้

                พระพุทธศาสนาแผ่ไปยังดินแดนต่าง ๆ ทั้งในและนอกประเทศอินเดีย ในรัชสมัยของพระเจ้าอโศกมหาราช ก็โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่ปาฏลีบุตร อันเป็นเมืองหลวงของแคว้นนี้ในสมัยนั้น พระพุทธศาสนาในประเทศอินเดียมั่นคงอยู่ในแคว้นนี้ตลอดมา จนกระทั่งถูกรุกรานและทำลายโดยมุสลิมเตอร์ก เมื่อประมาณ พ.ศ. ๑๗๔๓ (ค.ศ. ๑๒๐๐) หรือคิดคร่าว ๆ เมื่อ ๘๐๐ ปี นับย้อนหลังจากนี้ไป (พ.ศ.๒๕๔๔)

สถานที่แคว้นมคธ ซึ่งมีความสำคัญเกี่ยวกับพระพุทธองค์ และความเป็นมาของพระพุทธศาสนามีอยู่เป็นอันมาก เพียงในเขตกรุงราชคฤห์ อันเป็นนครหลวง และบริเวณใกล้เคียง เฉพาะที่มีชื่อคุ้นหูก็มีอยู่หลายแห่ง เช่น                                                                                                                                                          1. ลัฏฐิวัน ที่ซึ่งพระพุทธองค์เสด็จประทับ เมื่อเสด็จกรุงราชคฤห์ครั้งแรกหลังตรัสรู้                                                 2.เวฬุวนาราม หรือวัดเวฬุวัน วัดแห่งแรกในพระศาสนา                                                                                                  3. ยอดเขาคิชฌกูฏ มีพระคันธกุฏีที่พระพุทธองค์ทรงชอบใช้เป็นที่เสด็จประทับมากแห่งหนึ่ง                                  4. ถ้ำสูกรขาตา สถานที่ที่ท่านพระสารีบุตรได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์                                                                                              5. วัดชีวกัมพวัน หรืออารามสวนมะม่วงของหมอชีวกโกมารภัจ ที่ซึ่งพระเจ้าอชาตศัตรูได้เสด็จมาเฝ้าสารภาพความผิดต่อพระองค์ และพระพุทธองค์ได้ทรงแสดงสามัญญผลสูตรถวาย                                                                    6. ตโปทา บ่อน้ำร้อน ซึ่งมีเรื่องเกี่ยวข้องอยู่หลายเรื่อง                                                                                                   7. ปิปผลิคูหา ถ้ำที่ท่านพระมหากัสสปะชอบใช้เป็นที่พำนัก และพระพุทธองค์เคยได้เสด็จมาเยี่ยม                           8. ถ้ำสัตตบัณณคูหา ณ ไหล่เขาเวภาระ สถานที่ซึ่งท่านพระอรหันต์สังคีติกาจารย์ทั้งหลายประชุมกันทำปฐมสังคายนา                                                                                                                                                                      9. อัมพลัฏฐิกา สถานที่ทรงแสดงพรหมชาลสูตร ซึ่งอยู่กึ่งกลางระหว่างราชคฤห์กับนาลันทา                                  10. พุหุปุตตกนิโครธ ระหว่างราชคฤห์กับนาลันทา ที่ซึ่งท่านพระมหากัสสปะได้พบและได้รับอุปสมบทจากพระพุทธองค์                                                                                                                                                                                11. ป่าสีตวัน สถานที่ซึ่งท่านอนาถบิณฑิกะเศรษฐีมหาอุบาสก ได้พบและเข้าเฝ้าพระพุทธองค์เป็นครั้งแรก                      12. กาฬสิลา สถานที่ที่ท่านพระโมคคัลลานะถูกพวกเหล่าร้ายทุบตีจนร่างแหลก                                                                     13. อินทสาลคูหา แห่งภูเขาเวทิยะ สถานที่ซึ่งพระพุทธองค์ทรงแสดงสักกปัญหสูตร แก่ท้าวสักกะ                                 14. ปาสาณกเจดีย์ ที่ซึ่งศิษย์ ๑๖ คน ของพราหมณ์พาวรีเข้าเฝ้าพระพุทธองค์และทูลถามปัญหา เป็นต้น   

หลายแห่งในจำนวนนี้ยังคงมีซากปรากฏให้เห็นอยู่ที่อื่น ๆ ซึ่งสำคัญที่ควรระบุถึงอีกบางแห่งก็มี                          15. อุรุเวลาเสนานิคม สถานที่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า  ปัจจุบันอยู่ในเขตจังหวัดคยา เรียกชื่อว่า พุทธคยา หรือโบธคยา เป็นตำบลนอกเมือง อยู่ห่างจากตัวเมืองคยา ไปทางทิศใต้ประมาณ ๑๒ กิโลเมตร (๗ ไมล์) มีต้นพระศรีมหาโพธิกับพระเจดีย์ หรือพระวิหารมหาโพธิ ซึ่งใหญ่โตสง่างามสูงถึง ๑๗๐ ฟุต เป็นที่หมายจุดซึ่งพระพุทธองค์ประทับตรัสรู้ กับมีซากปูชนียสถานปูชนียวัตถุอื่นๆ ในบริเวณโดยรอบอีกเป็นจำนวนมาก                                                                             16. นาลันทา ซึ่งว่ากันในปัจจุบันว่า เป็นหมู่บ้านเกิดของท่านพระสารีบุตร และพระโมคคัลลานะ ที่ซึ่งในระหว่างพุทธศักราช ๑๐๐๐ - ๑๗๐๐ ปีเศษ ได้เป็นที่ตั้งมหาวิทยาลัย หรือสถานศึกษาแห่งพระพุทธศาสนาที่ยิ่งใหญ่ ที่ขณะนี้มีซากอันใหญ่โต และกว้างขวางปรากฏให้เห็นอยู่ กับปาฏลีบุตร เมืองหลวงของแคว้นต่อจากราชคฤห์ ซึ่งในรัชสมัยของพระเจ้าอโศกมหาราช ได้เป็นราชธานีที่เจริญรุ่งเรือง สวยงามตระการ เป็นศูนย์กลางการปกครองของมหาอาณาจักรโมริยะหรือมารยัน ซึ่งครอบคลุมเนื้อที่ เท่าอินเดียปัจจุบันไว้ในอำนาจ

ปาฏลีบุตร ได้แก่เมืองปัฏนา หรือปัฏนะในปัจจุบัน ได้มีการขุดค้นสำรวจรวมหลายจุด ในเขตรอบนอกเมืองด้านทิศใต้ ได้พบหลักฐานช่วยให้ยืนยันได้เป็นที่แน่นอน บริเวณซึ่งได้รับการขุดสำรวจแล้วบางส่วนที่ กุมรหาร์ เข้าใจกันว่า จะเป็นที่ตั้งวัด

แคว้นโกศล

แคว้นโกศล อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของแคว้นมคธ โดยมีแคว้นกาสีคั่นอยู่ในระหว่าง ดังนั้นเขตของแคว้นโกศลทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ จึงติดกับแคว้นกาสี ทางตะวันตกติดกับแคว้นปัญจาละ ทางเหนือติดเทือกเขาหิมาลัย ทางตะวันออก ดูตามที่ตั้งของแคว้นต่างๆ จะเห็นว่าติดกับแคว้นมัลละ และต่อจากมัลละไปก็เป็นแคว้นวัชชี แต่มีบางตำรากล่าวว่า ติดกับเขตของวิเทหะ ซึ่งในสมัยพุทธกาลรวมอยู่ในแคว้นวัชชี(เมืองหลวงของแคว้น)

โกศลในพุทธสมัยคือ สาวัตถี พระเจ้าแผ่นดินผู้ครองแคว้นคือ พระเจ้าปเสนทิโกศล แคว้นโกศล มีชื่อเรียกอีกอย่างว่า อูธ ชื่อนี้เลือนมาจากคำว่า อโยธยา อันเป็นชื่อเมืองสำคัญและศักดิ์สิทธิ์ของอินเดีย ในฐานะเป็นเมืองหลวงดั้งเดิมของแคว้น และเป็นเมืองของพระรามตามคัมภีร์รามายณะ หรือเรื่องรามเกียรติ์ อโยธยามีความสำคัญดังกล่าว ต่อๆ มาชื่อเมืองเลยเรียกกันเป็นชื่อแคว้นด้วย เมืองอโยธยา ยังมีอยู่ในปัจจุบัน เรียกกันว่า อโยธยาบ้าง ว่าอูธบ้าง และว่าอวัธบ้าง

แคว้นโกศล หรืออูธ ดังกล่าวนี้ปัจจุบันอยู่ในรัฐอุตตรประเทศ หรือรัฐเหนือของอินเดียประมาณอย่างคร่าว ๆ ได้แก่พื้นที่เริ่มแต่จังหวัดลัคเนาว์ เมืองหลวงของรัฐอุตตรประเทศในปัจจุบันขยายออกทางเหนือ และตะวันออกเฉียงเหนือเรื่อยไปจนจดเขตประเทศเนปาล แล้วเลยเข้าไปในเนปาลจนถึงเทือกเขาหิมาลัยรายละเอียดเกี่ยวกับอาณาเขตของแคว้น ในสมัยพุทธกาล ไม่มีบอกไว้โดยแน่ชัดที่บอกไว้บ้างก็ขัดแย้งกัน ความเห็นของผู้รู้ ส่วนมากขณะนี้ว่า ทางตะวันออกถึงลำน้ำคัณฑักน้อย ซึ่งลงความเห็นกันว่าได้แก่ แม่น้ำหิรัญวดีในพุทธสมัย ทิศตะวันตก ถึงแม่น้ำโคมตี หรือคุมตี ทิศใต้ จดแม่น้ำไซ หรือซาอี ซึ่งเรียกในสมัยก่อนว่าสุนทริกาบ้าง สยันทิกาบ้าง ส่วนทางเหนือ ก็เลยเขตอินเดียในปัจจุบันเข้าไปในเนปาล จนถึงเทือกเขาหิมาลัยดังกล่าวแล้ว

สาวัตถี เมืองหลวงของแคว้นโกศลในพุทธสมัย ปัจจุบันได้แก่ซาก ซึ่งเรียกว่าสาเหตและมาเหต หรือสาเหฐ และมาเหฐ ที่เขตติดต่อของจังหวัดบหราอิจ และจังหวัดโคณฑา หรือคอนดา ทางตะวันออกเฉียงเหนือของจังหวัดลัคเนาว์ ห่างจากตัวจังหวัดบหราอิจ ๔๖ กิโลเมตร (๒๙ ไมล์) จากโคณฑา ๕๙ กิโลเมตร(๓๗ไมล์) และห่างจากพลรามปูร์ ของจังหวัดโคณฑา อันเป็นชุมทางรถยนต์และรถไฟที่ใกล้ที่สุด ไปทางตะวันตก ๑๖ กิโลเมตร หรือ ๑๐ ไมล์ได้มีการขุดค้นสำรวจ และได้พบหลักฐานบ่งให้ทราบแน่ชัดว่า ซาก ซึ่งเรียกว่า สาเหต คือ พระเชตวันมหาวิหาร วัดซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งในพุทธสมัย และที่เรียกมาเหต ให้แก่ ตัวเมืองสาวัตถี ทั้งสองแห่งตั้งอยู่ใกล้ๆ กัน ซากตัวเมืองตั้งอยู่บนฝั่งทิศใต้ ของแม่น้ำ ราปติ อันได้แก่แม่น้ำอจิรวดีในพุทธสมัย

ซากพระเชตวันตั้งอยู่ทางใต้ของตัวเมือง ห่างจากเขตกำแพงเมืองตอนใกล้ที่สุดราว ๑ กิโลเมตรหรือประมาณครึ่งไมล์ ซากของสาเหต หรือ พระเชตวันมหาวิหารมีเนื้อที่ประมาณ ๘๐ ไร่ (๓๒ เคอร์) ได้มีการขุดค้นสำรวจพบซากกุฏิ วิหาร สถูปเจดีย์ และเสนาสนะสงฆ์อื่นๆ แล้วมากมาย ส่วนที่มาเหตหรือตัวเมืองสาวัตถี ซึ่งมีเนื้อที่กว้างขวางมากกว่ามากนั้น การขุดค้นสำรวจยังทำได้ไม่มากนักบริเวณซึ่งรวมเรียกว่า สาเหตมาเหต ครอบคลุมเนื้อที่กว้างขวาง ส่วนหนึ่งอยู่ในเขตโคณฑา อีกส่วนหนึ่งอยู่ในเขตของบหราอิจ แต่ส่วนใหญ่อยู่ในเขตบหรากิจปัจจุบันชื่อ สาเหตมาเหต เรียกกันน้อยลง โดยมานิยมเรียกกันในชื่อว่า ศราวัสตี อันเป็นชื่อสันสกฤตของชื่อบาลีว่า สาวัตถี ที่เราใช้เรียกกัน

ในสมัยพุทธกาล แคว้นโกศลเป็นแคว้นที่รุ่งเรืองและมีอำนาจมาก แคว้นกาสีในสมัยนั้นก็ขึ้นกับแคว้นโกศล มีหลักฐานมากแห่งทั้งทางฝ่ายพุทธและอื่นๆ แสดงว่าแคว้นสักกะแห่งกษัตริย์ศากยวงศ์ของพระพุทธองค์ ก็อยู่ภายใต้อำนาจ หรือความคุ้มครองของแคว้นโกศล นครหลวงสาวัตถีของแคว้นโกศล เกี่ยวข้องอย่างสำคัญกับพระพุทธองค์ และการพระศาสนาในสมัยนั้น พระพุทธองค์ ประทับจำพรรษาที่สาวัตถีรวม ๒๕ พรรษา โดยเสด็จประทับที่พระเชตวันมหาวิหาร ๑๙ พรรษา และที่บุพพาราม ๖ พรรษา

พระเจ้าปเสนทิโกศล และพระนางมัลลิกาอัครมเหสี ทรงมีส่วนอย่างมากในการประกาศคำสอนของพระพุทธองค์ที่สาวัตถีนี้ พระพุทธองค์ทรงได้บุคคลผู้เป็นกำลังสำคัญที่สุด ในฝ่ายอุบาสกและอุสาสิกา คืออนาถบิณฑิกะเศรษฐีมหาอุบาสก และนางวิสาขามหาอุบาสิกา ท่านทั้งสองได้บริจาคทรัพย์จำนวนมหาศาลสร้างพระเชตวันมหาวิหารและบุพพารามโดยลำดับ ถวายแด่พระพุทธองค์เพื่อเป็นสังฆารามในพระพุทธศาสนา ทั้งยังได้ถวายอุปถัมภ์แก่พระพุทธองค์กับพระภิกษุสงฆ์ในด้านอื่นๆ อีกนานัปการ ปรากฏเป็นเกียรติเด่นอยู่ในประวัติของพระศาสนาตราบจนกระทั่งปัจจุบัน พระเจ้าปเสนทิโกศล ก็ได้สร้างวัดถวายแด่พระพุทธองค์วัดหนึ่ง ชื่อ วัดราชการามโดยพระพุทธองค์เสด็จจำพรรษา ณ สาวัตถี รวมถึง ๒๕ พรรษา จากจำนวนทั้งหมด ๔๕ พรรษา ของระยะเวลาที่ทรงบำเพ็ญพุทธกิจ เหตุการณ์ต่างๆ ซึ่งเกิดขึ้น ณ สาวัตถี ขณะที่พระพุทธองค์เสด็จประทับอยู่ และเป็นเรื่องเกี่ยวกับพระพุทธองค์ด้วย จึงมีอยู่เป็นอันมาก ยกเว้นเรื่องเกี่ยวกับพระเจ้าปเสนทิโกศล เกี่ยวกับท่านอนาถบิณฑิกะเศรษฐี และนางวิสาขาแล้ว เรื่องอื่นๆ ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีก็มีอีกเป็นจำนวนมาก อาทิเช่น

 เรื่องพระองคุลิมาล เรื่องปฏาจาราเถรี เรื่องนางกาลียักขินี เรื่องนางจิญจมาณวิกา เรื่องนางสีกาโคตมีเถรี เรื่องนางมัลลิกา เรื่องการถวายอสทิสทาน เรื่องพันธุละเสนาบดี และนางมัลลิกาภรรยา เรื่องพระเจ้าวิฑูฑพภะ เรื่องพระนางวาสภขัตติยา เรื่องพระพุทธองค์ทรงปฏิบัติพระภิกษุไข้ เรื่องพราหมณ์จูเฬกสาฏก เรื่องพระพุทธองค์ทรงพยากรณ์พระสุบินนิมิต ๑๖ ประการของพระเจ้าปเสนทิโกศล เรื่องทรงแสดงยมกปาฏิหาริย์ และเรื่องพระเทวทัตถูกแผ่นดินสูบ พระสูตรต่างๆ ซึ่งพระพุทธองค์ได้ทรงแสดงขณะประทับอยู่ ณ สาวัตถีมีมากมายสุดที่จะนับได้ เฉพาะบางสูตรซึ่งรู้จักกันดีหรือได้ยินชื่อบ่อย ๆ มีอาทิเช่น มงคลสูตร ธชัคคสูตร ทสธัมมสูตร สาณียธัมมสูตร อหิราชสูตร เมตตานิสังสสูตรคิริมานนทสูตร ธัมมนิยามสูตร อปัณณกสูตร อนุตตริยสูตร พลสูตร มัคควิภังคสูตรโลกธัมมสูตร ทสนาถกรณธัมมสูตร อัคคัปปสาทสูตร ปธานสูตร อินทรยสูตร อริยธนสูตร และสัปปุริสธัมมสูตร ทั้งหมดทรงแสดง ณ พระเชตวันมหาวิหารสิ้นรัชสมัยของพระเจ้าปเสนทิโกศล อำนาจของแคว้นโกศลเริ่มลดถอยลงถึงรัชสมัยของพระเจ้าอโศกมหาราช พระเชตวันมหาวิหารยังคงเป็นสำนักที่ใหญ่โตและรุ่งเรือง เมื่อหลวงจีนฟาเหียนมาสาวัตถี (ประมาณระหว่างปี พ.ศ. ๙๔๔ ถึง๙๕๓) ตัวเมืองอยู่ในสภาพที่ถูกทิ้งร้าง แต่พระเชตวันยังคงเป็นสำนักสำคัญอยู่

เมื่อหลวงจีนฮวนฉางหรือถังซัมจั๋งมา (ประมาณระหว่างปี พ.ศ. ๑๑๗๓ ถึง ๑๑๘๖) เมืองคงเป็นเมืองร้าง และพระเชตวันก็ร้าง แต่จากการขุดค้นสำรวจในยุคหลังนี้ได้พบหลักฐานแสดงชัดว่า พระเชตวันได้รับการบูรณะฟื้นฟูขึ้นใหม่ ภายหลังจากการมาของหลวงจีนฮวนฉางไม่นาน และจากนั้นก็ได้เป็นสำนักสำคัญของพระพุทธศาสนาแห่งหนึ่งเรื่อยมา จวบกระทั่งมาถึงคราวสิ้นอายุในระยะเดียวกันกับสารนาถ หรืออิสิปตนะมฤคทายวัน ดังได้กล่าวแล้วข้างต้นเมืองและสถานที่อื่น ๆ ในแคว้นโกศล ซึ่งมีชื่อปรากฏในพระคัมภีร์ และมีเรื่องเกี่ยวข้องกับพระพุทธองค์ มีอยู่เป็นจำนวนมาก เช่น เมืองสาเกต เมืองอโยชฌา หรืออโยธยา เมืองเสตัพยา เมืองเกสปุตตะของชาวกาลามะ หมู่บ้านอิจฉานังคละ และป่าอันธวันใกล้สาวัตถีเป็นต้น

เมืองสาเกต เป็นเมืองที่อยู่ของธนัญชยะเศรษฐีบิดาของนางวิสาขามหาอุบาสิกา เป็นเมืองใหญ่เมืองหนึ่งของแคว้นโกศล และจัดเป็น ๑ ใน ๖ นครใหญ่ของของชมพูทวีปสมัยนั้น ดังได้กล่าวข้างต้นมีกล่าวไว้ในคัมภีร์ว่า อยู่ห่างจากสาวัตถี ๖โยชน์ แต่บางแห่งก็บอกว่า ๗ โยชน์ พระพุทธองค์เคยเสด็จเมืองนี้หลายครั้ง รวมทั้งพระสาวกผู้ใหญ่อีกมากท่าน ที่ได้มาเยี่ยมเมืองนี้

อโยชฌา หรือ อโยธยา ความในพระคัมภีร์แสดงว่าเป็นเมืองใหญ่อีกเมืองหนึ่งพระพุทธองค์เคยเสด็จเมืองนี้อย่างน้อยสองครั้ง ครั้งหนึ่งได้ทรงแสดง เผณสูตร และอีกครั้งหนึ่งทรงแสดง ทารุกขันธสูตร ในสมัยของหลวงจีนฟาเหียน และหลวงจีนถังซัมจั๋ง อโยธยาเป็นจุดสำคัญแห่งหนึ่งของพระพุทธศาสนาผู้รู้ ในปัจจุบันยังมีความเห็นขัดแย้งกัน เกี่ยวกับที่ว่าเมืองซึ่งเรียกชื่อในคัมภีร์บาลีว่า อโยชฌา เป็นเมืองเดียวกันหรือต่างเมืองกับ อโยธยา ซึ่งเป็นเมืองสำคัญของฝ่ายฮินดูดังได้กล่าวข้างต้น และกับที่ว่า เมืองสาเกต กับ อโยธยา เป็นเมืองเดียวหรือต่างเมืองกัน หาก อโยชฌาในคัมภีร์บาลีเป็นเมืองเดียวกันกับอโยธยาของทางฮินดู ดังกล่าว เมืองนี้ก็ยังคงมีอยู่ในปัจจุบัน โดยส่วนหนึ่งติดต่อกันกับเมืองไฟซาบาด ซึ่งเป็นจุดแห่งความเจริญใหม่ และเป็นที่ตั้งที่ทำการของจังหวัดชื่อเดียวกันคัมภีร์ทางเชนและฮินดูส่วนมาก กล่าวแสดงให้เข้าใจว่า สาเกต กับ อโยธยาเป็นเมืองเดียวกัน ผู้รู้ปัจจุบันบางท่านเห็นด้วยกับการที่กล่าวนี้ แต่ก็มีหลายท่านที่ไม่เห็นด้วย โดยให้น้ำหนักแก่ ข้อที่เมืองทั้งสองมีชื่อกล่าวถึงในคัมภีร์บาลีในลักษณะเป็นคนละเมือง ฝ่ายหลังนี้สันนิษฐานว่า เมืองสาเกตได้แก่ซากที่ สุชานโกฏิ ใกล้ฝั่งแม่น้ำไช ในเขตจังหวัดอุเนา ของรัฐอุตตรประเทศห่างจาก ตัวเมืองอุเนา ไปทางตะวันตกเฉียงเหนือประมาณ ๕๔ กิโลเมตร หรือ ๓๔ ไมล์ ขณะนี้ ยังไม่มีการขุดค้นสำรวจ

แคว้นวัชชี

แคว้นวัชชี ตั้งอยู่ทางเหนือของแคว้นมคธ มีแม่น้ำคงคาเป็นแดนแบ่งเขตแคว้นทั้งสองเมืองหลวงของแคว้นชื่อ เวสาลี เทียบกับปัจจุบัน แคว้นวัชชี ได้แก่รัฐพิหารตอนเหนือ หรือประมาณคร่าวๆ ได้แก่เนื้อที่บริเวณจังหวัด มุซัฟฟาร์ปูร์ ดรภังคะ จัมปารัน และไวศาลี รายละเอียดเกี่ยวกับอาณาเขต นอกจากที่บอกว่าทางทิศใต้ จดแม่น้ำคงคาดังกล่าวแล้ว ทางทิศอื่นไม่มีหลักฐานบอกให้ทราบแน่ชัด นักประวัติศาสตร์และโบราณคดีลงความเห็นว่า ทางทิศ ตะวันออก เขตของแคว้นวัชชี คงจะจดแม่น้ำโกสี หรือเกาสิกี ในปัจจุบัน ตะวันออกแม่น้ำนี้เป็นเขตที่เรียกในสมัยพุทธกาลว่า อังคุตตราปะ ทางทิศเหนือ จดทิวเขาหิมาลัยซึ่ง เวลานี้อยู่ในเขตประเทศเนปาลและทางตะวันตกจดแม่น้ำคัณฑักใหญ่ อันน่าจะเป็นเส้นแบ่งเขตระหว่างแคว้นวัชชีกับแคว้นมัลละ ในสมัยนั้น แม่น้ำคัณฑักนี้เรียกกันว่า คัณฑกะ หรือคัณฑกีอีกบ้าง ผู้รู้ลงความเห็นว่า ได้แก่แม่น้ำที่ทางอินเดียสมัยโน้นเรียกว่าสทานีรา แต่บางท่านให้ความเห็นว่าได้แก่ แม่น้ำมหี ที่ปรากฏชื่อในคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาว่า เป็นหนึ่งใน ปัญจมหานที หรือแม่น้ำใหญ่ ๕ สายของอินเดียเหนือในพุทธสมัย

แคว้นวัชชีในสมัยพุทธกาล เป็นแคว้นที่รุ่งเรืองมากแคว้นหนึ่ง มีการปกครองแบบสามัคคีธรรม ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็นประชาธิปไตยในลักษณะหนึ่ง คือปกครองแบบไม่มีกษัตริย์ เป็นประมุขทรงอำนาจสิทธิ์ขาด มีแต่ผู้ได้รับเลือกให้ทำหน้าที่เป็นประมุขแห่งรัฐ แล้วบริหารงานโดยการปรึกษาหารือกับสภาซึ่งประกอบด้วยเจ้าหรือกษัตริย์วงศ์ต่างๆ รวมถึง ๘ วงศ์ด้วยกัน และในจำนวนนี้วงศ์ลิจฉวี แห่งเวสาลี และวงศ์วิเทหะแห่งมิถิลา เป็นวงศ์ที่มีอิทธิพลมากที่สุด

เวสาลี ซึ่งเป็นเมืองหลวงของแคว้นวัชชีในสมัยนั้น ปัจจุบันเป็นซากอยู่ที่ตำบลสาร์ท หรือเบสาร์ท แห่งจังหวัดไวศาลี ที่เขตติดต่อของอำเภอสดาร์ กับ หชิปูร์ ซึ่งเป็นที่ตั้งที่ทำการจังหวัด ห่างจากหชิปูร์ ๓๕ กิโลเมตร หรือ ๒๒ ไมล์ และห่างจากเมืองมุซัฟฟาร์ปูร์ ๓๗ กิโลเมตร หรือ ๒๓ ไมล์ โดยอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของมุซัฟฟาปูร์ เดิมเขตของเวสาลีขึ้นกับจังหวัดมุซัฟฟาร์ปูร์ แต่พร้อมกันกับการจัดตั้งจังหวัดนาลันทาและอื่น ๆ ในปี ๒๕๑๕ ดังกล่าวข้างต้น ทางการก็ได้จัดตั้งจังหวัดไวศาลีขึ้นด้วย โดยมีหชิปูร์เป็นที่ตั้งที่ทำการจังหวัด ผลการจัดตั้งจังหวัดขึ้นใหม่ดังกล่าวทำให้เขตที่ตั้งของเวสาลีเดิมมาขึ้นกับจังหวัดใหม่คือไวศาลี

เวสาลี นครหลวงของวัชชี เป็นจุดศูนย์กลางของพระพุทธศาสนา ที่สำคัญยิ่งแห่งหนึ่งในสมัยของพระพุทธองค์ พระพุทธองค์เสด็จเยี่ยมเวสาลีครั้งแรก ในปีที่๕ ของการตรัสรู้ ตามการกราบทูลเชิญของคณะผู้ครองแคว้น เมื่อเวสาลีประสพทุพภิกขภัยและฉาตกภัยร้ายแรง ผู้คนล้มตายนับจำนวนไม่ได้ เมื่อพระพุทธองค์เสด็จถึงด้วยอำนาจพุทธานุภาพ ทำให้ภัยทั้งหลายสงบลง และหมดสิ้นไปในระยะเวลาอันรวดเร็วและที่ป่ามหาวันนี้ พระนางมหาปชาบดีโคตมีกับเหล่านางสากิยานี ๕๐๐ ได้พร้อมกันปลงผมและครองเพศนักบวช เดินทางจากกบิลพัสดุ์มาเฝ้าพระพุทธองค์เพื่อกราบทูลขอบวชในพระศาสนา อันมีผลทำให้พระพุทธองค์ทรงมีพระพุทธานุญาตให้มีภิกษุสงฆ์ หรือให้สตรีบวชเป็นภิกษุณีในพระศาสนาได้

พระพุทธองค์ทรงแสดงพระสูตรสำคัญๆ หลายสูตรที่เวสาลี อาทิเช่น รตนสูตร มหาลิสูตร มหาสีหนาทสูตร จูลสัจจกะ และมหาสัจจกะสูตร เตวิชชสูตรสุนักขัตตสูตร และสารันททสูตร ซึ่งทรงแสดงอปริหานิยธรรม ๗ ประการ แก่เจ้าลิจฉวีจำนวนมาก ซึ่งได้พากันมาเฝ้าพระพุทธองค์ ณ สารันททเจดีย์ อันเป็นที่ทรงแสดงพระสูตรดังกล่าว 

ในการเสด็จเวสาลีครั้งสุดท้ายก่อนปรินิพพาน พระพุทธองค์ทรงรับสวนมะม่วงของนางอัมพปาลีคณิกา หญิงงามเมืองแห่งเวสาลี ซึ่งนางได้อุทิศถวายให้เป็นสังฆารามในพระศาสนาพระพุทธองค์ทรงจำพรรษาสุดท้ายที่เวฬุวคาม ทรงปลงอายุสังขารที่ปาวาลเจดีย์และเมื่อพระพุทธองค์เสด็จปรินิพพานแล้วได้ ๑๐๐ ปี ได้มีการทำสังคายนา ครั้งที่สอง ณ วาลุการาม ซึ่งสถานที่ทั้งหมดเหล่านี้อยู่ในเวสาลีแห่งแคว้นวัชชี

 

แหล่งที่มาของข้อมูล

หนังสือจาริกบุญ จารึกธรรม ของพระพรหมคุณาภรณ์ (ป. อ. ปยุตโต)http://www.vichadham.com/buddha/city16.html