สรรพคุณตะไคร้ไม่ธรรมดา

 

             

ตะไคร้                           (Takhrai),  Lemongrass
ชื่อวิทยาศาสตร์              Cymbopogon citratus Stapf.
วงศ์                                         GRAMINEAE
ชื่ออื่นๆ           ภาคเหนือ   :      จะไค (Cha-khai)  จะไค้ (Cha-khai)
                         ภาคใต้   :       ไคร (Khrai)
                             ชวา   :        ซีเร (Sere)
ถิ่นกำเนิด                อินโดนีเซีย     ศรีลังกา  พม่า  อินเดีย  อเมริกาใต้  ไทย  
                                                                                                 
                                                                    
  •  สารที่อยู่ในตะไคร้มีสารดังต่อไปนี้
                3- careen (0.15%)                        alpha pinene (0.51%)
                     camphene (2.22%)                      beta myrcene (1.91%)
                     cyclohexene(1.91%)                    D-limonene (1.42%)
                     4-nanonone (0.38%)                   1,6-octadien-3-ol (1.44%)
                     thujone (1.14%)                          2,6-octadienal (61.53%)
                     2,6-octadien-1-ol (5.10%)          caryophellene (1.74%)
                    2-butenoic acid (0.75%) 

 

  • ประโยชน์และสรรพคุณของตะไคร้  
บำรุงธาตุ แก้โรคทางเดินปัสสาวะ ขับลมในลำไส้ทำให้เจริญอาหารแก้กลิ่นคาวหรือดับกลิ่นคาวของปลา และเนื้อสัตว์ได้ดีมาก    
   ใบ  รสปร่า ลดความดันโลหิต แก้ไข้                                                                                                                                                                                     ต้น  รสหอมปร่า ขับลม แก้โรคทางเดินปัสสาวะ แก้นิ่ว ดับกลิ่นคาว เจริญอาหาร                                                                                                                                                                           เหง้า  รสปร่า แก้เบื่ออาหาร บำรุงไฟธาตุ แก้กษัย ขับลมในลำไส้ แก้ปัสสาวะขัด แก้ปัสสาวะพิการ แก้นิ่ว                                                                                                                                                                             ทั้งต้น รสหอมปร่า แก้หืด แก้ปวดท้อง ขับปัสสาวะ บำรุงธาตุ ขับเหงื่อ 

 

  •  ขนาดและวิธีใช้  
 1. แก้ปัสสาวะขัด ใช้ต้นสด (ตัดใบทิ้ง) หนัก 40 - 60 กรัม หรือ 1 กำมือ ถ้าใช้แห้งประมาณ 20 - 30 กรัม ต้มกับน้ำ 3 - 4 ถ้วยชา แบ่งน้ำดื่มวันละ 3 ครั้ง ครั้งละ 1 ถ้วยชา ก่อนอาหาร ทำเช่นนี้ทุกวัน หรืออีกวิธีหนึ่งนำเหง้ามาฝานเป็นแว่นบาง ๆ คั่วไฟอ่อน ๆ พอเหลือง ใช้ครั้งละ 1 หยิบมือ ชงกับน้ำ 1 ถ้วยชา รินเอาแต่น้ำใส ดื่มจนหมด รับประทานวันละ 3 ครั้ง เมื่อปัสสาวะคล่องดีแล้วจึงหยุดยา                                                                                                                                                                           2. แก้อาการท้องอืดท้องเฟ้อ ปวดท้องเกร็ง คลื่นไส้อาเจียนจากธาตุไม่ปกติ ใช้ต้นตะไคร้แก่สด ๆ ทุบพอแหลกประมาณ 1 กำมือ(40 - 60 กรัม) ต้มเอาน้ำดื่มหรือใช้เหง้าขนาดเท่าหัวแม่มือ (ใช้สดประมาณ 5 กรัม) หรือแห้งประมาณ 2 กรัม) ทุบให้แตก ต้มเอาน้ำดื่ม หรือใช้ ตะไคร้ทั้งต้น (รวมราก) จำนวน 5 ต้น สับเป็นท่อนต้มกับเกลือ ต้ม 3 ส่วน ให้เหลือ 1 ส่วน รับประทานครั้งละ 1 ถ้วยแก้ว รับประทาน 3 วัน จะหายปวดท้องเกร็ง 
ที่มา : สถาบันการแพทย์แผนไทย กรมการแพทย์. สมุนไพรกับวัฒนธรรมไทย ตอนที่ 2.กรุงเทพฯ: กระทรวงสาธารณสุข
        
                                                                                                  
  • ฤทธิ์ของสารที่อยู่ในตะไคร้
1. ฤทธิ์ลดการบีบตัวของลำไส้    น้ำมันหอมระเหยของตะไคร้ มีสารเคมีที่ออกฤทธิ์ลดการบีบตัวของลำไส้ คือ menthol , cineole , camphor , linalool  จึงลดอาการแน่นจุกเสียด
2. ฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียสาเหตุอาการแน่นจุกเสียดและท้องเสีย     สารเคมีในน้ำมันหอมระเหย มีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียได้แก่เชื้อ E. coli (5)   และน้ำมันหอมระเหยก็มีฤทธิ์ฆ่าแบคทีเรียmที่เป็นสาเหตุของอาการจุกเสียดและท้องเสีย
3. ฤทธิ์ต้านเชื้อรา    สารสกัดตะไคร้ด้วยเอทานอล และน้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้ สามารถต้านเชื้อรา Trichophyton mentagrophytes, T.  rubrum, Epidermophyton  floccosum และ Microsporum  gypseum ที่เป็นสาเหตุของโรคผิวหนัง เช่น กลาก เกลื้อน ได้    โดยไปยับยั้งการเจริญเติบโตหรือฆ่าเซลล์ของเชื้อรา
4. ฤทธิ์ต้านยีสต์   สารสกัดตะไคร้ด้วยเอทานอล และน้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้ สามารถต้านยีสต์ Candida albicans ได้
5. ฤทธิ์แก้ปวด   น้ำมันหอมระเหยจากใบตะไคร้ สามารถบรรเทาอาการปวดได้.  เมื่อฉีดเข้าทางช่องท้องของสัตว์ทดลอง เป็นเวลา 30 นาที พบว่าน้ำมันหอมระเหยจากใบตะไคร้สามารถยับยั้งการหดตัวของกล้ามเนื้อท้องได้ และ น้ำมันหอมระเหยยังสามารถยับยั้งอาการปวดได้
6. ฤทธิ์ขับน้ำดี    ตะไคร้มีสารช่วยในการขับน้ำดีมาช่วยย่อย คือ borneol และ fenchone  และ cineole
7. ฤทธิ์ขับลม   ยาชงตะไคร้เมื่อให้รับประทานไม่มีผลขับลมแต่ถ้าให้โดยฉีดทางช่องท้องให้ผล
8.  สารสำคัญในการออกฤทธิ์ขับลม   สารเคมีในน้ำมันหอมระเหยของตะไคร้ ช่วยขับลมจึงลดอาการแน่นจุกเสียด และมี menthol, camphor และ linalool ช่วยขับลม   http://www.medplant.mahidol.ac.th/pubhealth/cymbopo.html
9.สารสกัดจากตะไคร้กับการป้องกันโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ 
รองศาสตราจารย์ ดร. อุษณีย์ วินิจเขตคำนวณและคณะนักวิจัยจากภาควิชาชีวเคมี คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ศึกษาเรื่อง “การวิเคราะห์หาสารต้านมะเร็งลำไส้ใหญ่จากตะไคร้”โดยทดสอบกับสัตว์ทดลองพบว่า สารสกัดจากตะไคร้สามารถป้องกันการเกิดโรคมะเร็งในระยะเริ่มต้นได้ เพราะเป็นความผิดปกติภายหลังที่ได้รับสารก่อมะเร็งเข้าสู่ร่างกาย  นอกจากนี้ยังพบว่าถ้าให้สารสกัดจากตะไคร้ก่อนการได้รับสารก่อมะเร็ง จะป้องกันการเกิดร่องรอยของเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ 35 เปอร์เซ็นต์และจากการตรวจสอบความผิดปกติของโครงสร้างดีเอนเอ พบว่าสารสกัดจากตะไคร้สามารถยับยั้งการเกิดความผิดปกติได้มากถึง 75 เปอร์เซ็นต์  http://www.uniserv.buu.ac.th/forum2/topic.asp?TOPIC_ID=1319
  • ข้อควรระวัง   
        น้ำมันตะไคร้เมื่อผสมในน้ำหอม โดยผสมน้ำมันตะไคร้ (0.8%) พบว่ามีอาการแพ้ แต่อาจเกิดจากสารอื่น  มีความเป็นพิษต่อถุงลมเมื่อสูดดมน้ำมันตะไคร้
           

                                                     

                          อ้างอิงจาก 

พรพีรา  ปัทมานันท์  สายัณห์  เลื่องชัยเชวง.   เจลสมุนไพรฆ่าเชื้อ.   โครงการพิเศษ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ปี 2544.    
อัจฉรา  เหมทานนท์  สุมาลี  เหลืองสกุล  ธารารัตน์  ศุภศิริ.   ฤทธิ์ของสารสกัดจากตะไคร้ในการต้านเชื้อราที่เป็นสาเหตุของโรคผิวหนังบางชนิด.  วารสารวิทยาศาสตร์ มศว  2532;5(2):115-23.                                                                          
เปี่ยม บุญยะโชติ.   ตำรายาไทยแผนโบราณ เล่ม 11.   กรุงเทพฯ: เกษมบรรณกิจ, 2514, หน้า 113                                                                                                                                                                                                                                                                     
กองวิจัยทางการแพทย์.   สมุนไพรพื้นบ้าน ตอนที่ 1.   กรุงเทพฯ: กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์.   กระทรวงสาธารณสุข, 2526, หน้า 41.
 สถาบันการแพทย์แผนไทย กรมการแพทย์. สมุนไพรกับวัฒนธรรมไทย ตอนที่ 2.กรุงเทพฯ: กระทรวงสาธารณสุข