พฤติกรรมการแต่งกายของนักศึกษา

ระบบจัดการความรู้ เพื่อแก้ปัญหาพฤติกรรมการแต่งกายของนักศึกษา

 

 

     ชุดนักศึกษาหรือยูนิฟอร์ม จัดอยู่ในระเบียบของแต่ละสถาบันที่กำหนดตั้งขึ้นตามนโยบายของรัฐในแต่ละระดับ ให้เป็นไปตามมาตรฐาน ซึ่งชุดนักศึกษานั้นเป็นเสมือนสัญลักษณ์ของแต่ละสถาบัน เป็นการสร้างวินัย มีความรับผิดชอบ ทำให้รู้สึกถึงความปลอดภัย เป็นสิ่งที่ดีงาม น่าภาคภูมิใจ แสดงถึงความรู้ สติปัญญา  แต่ในปัจจุบันจะเห็นได้ว่าการแต่งกายของนักศึกษาในระดับอุดมศึกษา โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยราชภัฏทั้งในกรุงเทพ และต่างจังหวัด อยู่ในเกณฑ์ที่ค่อนข้างน่าเป็นห่วง นิสิต นักศึกษาทั่วประเทศมักจะแต่งกายล่อแหลม โป๊ ไม่เหมาะสม นักศึกษาหญิงนิยมใส่เสื้อผ้ารัดรูป ปล่อยชายเสื้อออกมานอกกระโปรง นุ่งกระโปรงสั้น และมักสวมรองเท้าแตะ หรือรองเท้าแฟชั่น รวมทั้งผมที่มักจะผิดระเบียบอยู่เป็นประจำ เช่น ปล่อยผมยาวสยาย ทำสีผม  หรือทำผมตามกระแสแฟชั่น ตามดาราทั้งในและต่างประเทศที่กำลังนิยมในปัจจุบัน   ส่วนนักศึกษาชาย นิยมสวมรองเท้าแตะ ปล่อยชายเสื้อ เป็นต้น เพราะเข้าใจเป็นสิ่งที่ทำให้ตนเองดูดี มีรสนิยม

          ปัญหาการแต่งกายที่ไม่เหมาะสมของนักศึกษา ระดับอุดมศึกษา จากบทความเปลื้องนักศึกษาของศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ (2550)กล่าวไว้ว่า กระทรวงวัฒนธรรม (สมัยคุณหญิงไขศรี ศรีอรุณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม)ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ (สมัยรศ.ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ) และ สถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ จำนวน 30 แห่ง ร่วมกันกำหนด “วาระแห่งชาติ” ว่าด้วยการจัดระเบียบการแต่งกายของนักศึกษา  ซึ่งช่วงนั้นก็เกิดกระแสต่อต้านในมุมมองของสิทธิมนุษยชน ยกตัวอย่างเช่น จากการเผยแพร่วารสารสื่อสังวาสเรื่อง “การใช้อำนาจควบคุมเด็กคือวาระแห่งชาติ”ของหทัยรัตน์ สุดา (2550)  จากบทความเรื่อง การแต่งกายของนักศึกษากับอำนาจของ บัณฑิต ไกรวิจิตร (2550) และ บทความเรื่อง สิทธิมนษุยชน....กับการแต่งกายของนิสิตนักศึกษาของใบไม้สีชมพู(2552) ทำให้การรณรงค์นั้นยังไม่ประสบผลเท่าที่ควร ซึ่งทำให้กลายเป็นประเด็นที่ว่าชุดนักศึกษาเป็นปัญหาหรือไม่ จากบทความของอาจารย์ภาควิชาสังคมวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ โดยอาจารย์ชลวิทย์ เจียรจิตต์ (2552)  แต่อย่างไรก็ตามยังมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมถึงสถาบันการศึกษาหลายแห่ง ร่วมกันระดมความคิดเห็นเพื่อหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ยกตัวอย่างเช่น มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์ (2552) ได้กล่าวถึงโครงการ “อีกนิด  เพื่อจุฬา” (A bit more Project) ที่เป็นโครงการรณรงค์ในเรื่องการแต่งกายชุดนักศึกษาที่ถูกระเบียบ ผ่านสื่อประชาสัมพันธ์ในรูปแบบต่างๆ ที่เพิ่งจะเริ่มต้นเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา  และจากบทความของรวมคลังความรู้และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของบุคลากรมหาวิทยาลัยศรีปทุม โดย Permalink (2551)  พบว่าปัญหาที่เกิดขึ้นในกลุ่มของเยาวชนดังกล่าว  คือ  เยาวชนไทยขาดการปลูกฝังในด้าน คุณธรรม  จริยธรรม อย่างยั่งยืน อาจจะมีอยู่บ้างแต่ ไม่เกิดผลที่ถาวร ในขณะที่สังคมไทยต้องการเห็นภาพการพัฒนาเยาวชนไทยไปสู่การเป็นบัณฑิตที่มีคุณภาพ มีความสมบูรณ์ ทั้งร่างกายและจิตใจ  มีสติ  ปัญญา  มีความรู้และคุณธรรม  มีจริยธรรมและวัฒนธรรม  ในการดำรงชีวิต  สามารถอยู่ร่วมกับ ผู้อื่นได้ อย่างมีความสุข   

        ผลสำรวจเกี่ยวกับปัญหาพฤติกรรมการแต่งกายของนักศึกษา (ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ :  2550)  พบว่า การแต่งกายของนักศึกษานักศึกษาในปัจจุบันเป็นปัญหาที่ค่อนข้างน่าเป็นห่วง และควรได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน  รวมทั้งยังได้กล่าวถึงการแต่งกายที่ไม่เหมาะสม จะก่อให้เกิดปัญหาอาชญากรรม อาทิ การล่วงละเมิดทางเพศ การข่มขืน ปัญหาจี้ ปล้น วิ่งราวทรัพย์ รวมถึงทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงของสถาบันและของตนเอง ไปจนถึงขัดกับวัฒนธรรมอันดีงามของไทย  

        จากการศึกษา การค้นคว้าเอกสารและงานวิจัยต่างๆ มีเอกสารและวิทยานิพนธ์ที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับงานวิจัยนี้โดยตรง พอสรุปมาเป็นข้อสนับสนุนได้แก่ Velma Lapoint และ Sylvan I.Alleyne [ออนไลน์:2546] ได้สรุปว่า ผู้ที่เกี่ยวข้องจะต้องทราบปัญหาเกี่ยวกับนักเรียน เพื่อระดมความคิดในการแก้ไขปัญหาพฤติกรรม ควรมีการพัฒนาสื่อการเรียนรู้สำหรับนักเรียนเพื่อเพิ่มความเข้าใจเกี่ยวกับการแต่งกายและพฤติกรรมรวมถึงความจำเป็นในการแต่งกาย

        ดังนั้น ผู้วิจัยจึงมีความสนใจในการแก้ไขปัญหาพฤติกรรมการแต่งกาย ของนักศึกษา  คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี โดยใช้ขั้นตอนการจัดการความรู้ของกมลรัตน์ สำเริง (2549)   เป็นเครื่องมือ ร่วมกับคณะผู้บริหาร คณาจารย์ ผู้ปกครอง นายกสโมสรนักศึกษาและตัวแทนนักศึกษาในแต่ละสาขาวิชา  เพื่อทำให้งานมีผลสัมฤทธิ์ตามเป้าหมาย ผลการวิจัยนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการบริหารจัดการการศึกษา ฝ่ายกิจการนักศึกษา ผู้บริหารคณะวิทยาการจัดการและผู้บริหารมหาวิทยาลัยฯ ในด้านการวางแผน การตัดสินใจที่ดี สามารถเชื่อมโยงไปสู่การปฏิบัติทั้งในคณะวิทยาการจัดการและระหว่างคณะต่างๆ ในมหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี ได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผล สอดคล้องกับแนวปรัชญาของคณะวิทยาการจัดการ คือ  “สร้างสรรค์คุณภาพคู่คุณธรรม”  รวมทั้งเพื่อให้ผู้อื่นได้เรียนรู้นำไปประยุกต์ใช้ และทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่เกิดขึ้นขยายวงกว้างไปได้ทั้งแนวดิ่งและแนวราบอย่างต่อเนื่อง

  

 

ทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง ด้านงานวิจัย

 งานวิจัยนี้ ได้นำแนวคิดทฤษฎีต่างๆมาใช้ ได้แก่

        Carla O”Dell และJackson Grayson (อ้างถึงในบุญดี บุญญากิจ และคณะ 2547: 21) กล่าวว่า
        “การจัดการความรู้” เป็นกลยุทธ์ในการที่จะทำให้คนได้รับความรู้ที่ต้องการ ภายในเวลาที่เหมาะสม รวมทั้งช่วยทำให้เกิดการแลกเปลี่ยน และนำความรู้ไปปฏิบัติเพื่อยกระดับและปรับปรุงการดำเนินงานขององค์กร ทั้งนี้การจัดการความรู้ไม่ใช่เครื่องมือที่จัดการกับตัวของความรู้โดยตรงแต่เป็นวิธีการที่ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ที่มีระหว่างกันได้

        ศ.นพ. วิจารณ์ พานิช (2548) ได้ให้ความหมายของคำว่า “การจัดการความรู้”  เป็นเครื่องมือในการทำงานเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย 4 ประการ คือ เป้าหมายของงาน เป้าหมายการพัฒนาคน เป้าหมายการพัฒนาองค์กร และเป้าหมายความเป็นชุมชน สำหรับความรู้ที่เกี่ยวข้องมี 2 ประเภท คือ ความรู้ชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) และความรู้ฝังลึก (Tacit Knowledge)

         ขนิฏฐา  กาญจนรังษีนนท์[ออนไลน์] ได้ให้ความหมายของเครือข่าย คือ กลุ่มของคนหรือองค์กรที่สมัครใจแลกเปลี่ยนข่าวสารข้อมูลระหว่างกัน หรือทำกิจกรรมร่วมกัน โดยมีการจัดรูปหรือจัดระเบียบโครงสร้างที่คนหรือองค์กรสมาชิกยังคงมีความเป็นอิสระ เป็นไปโดยสมัครใจ   และการเป็นสมาชิก        เครือข่ายไม่มีผลกระทบต่อความเป็นอิสระหรือความเป็นตัวของตัวเองของคนหรือองค์กรนั้น ๆ

          จากเว๊ปไซต์  www.novabizz.com [ออนไลน์] ได้กล่าวถึงการรู้คุณค่าของตัวเอง (self-esteem)ไว้ว่าหมายถึง บุคคลที่มีความรับผิดชอบ มีความซื่อสัตย์ มีความภูมิใจในผลสำเร็จของงาน มีความคิดริเริ่ม และมีความมุ่งมั่น ที่จะแก้ปัญหา และรับผิดชอบปัญหา ที่จะเกิดตามมา เป็นคนที่คนอื่นรักและรักคนอื่น เป็นบุคคลที่สามารถควบคุมตัวเอง เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของงาน

วัตถุประสงค์ของการวิจัย (Objective(s))

  1. เพื่อศึกษากระบวนการนำการจัดการความรู้มาแก้ไขปัญหาพฤติกรรมการแต่งกายของนักศึกษา ในคณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี ให้ประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80
  2.  เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการแต่งกายของนักศึกษา ในคณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี

 

 

สมมติฐานการวิจัย

  1.  สร้างระบบการจัดการความรู้เพื่อการแก้ไขปัญหาพฤติกรรการแต่งกายของนักศึกษาคณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี

  2.  ผลสัมฤทธิ์ต่อการปรับพฤติกรรมของนักศึกษากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมมีความแตกต่างกัน ในภาพรวม

  3.  ผลสัมฤทธิ์ต่อการปรับพฤติกรรมของนักศึกษากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมมีความแตกต่างกัน โดยจำแนกตามเพศ

 ขอบเขตของการวิจัย

1.  ประชากร (อ้างอิง จากยอดนักศึกษาจริง คณะวิทยาการจัดการ :2552)

                          -  ประชากรที่ใช้ในการวิจัย  เป็นนักศึกษา คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี ภาคปกติ ประกอบด้วย  6 สาขาวิชา ได้แก่ สาขาวิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ จำนวน 235 คน สาขาวิชาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว จำนวน 125 คน สาขาวิชาการบัญชี จำนวน 137 คน สาขาวิชาการตลาด จำนวน 67 คน สาขาวิชานิเทศศาสตร์ จำนวน 141 คน สาขาวิชาการจัดการทั่วไป จำนวน 109 คน รวมจำนวนนักศึกษาภาคปกติทั้งสิ้น จำนวน 814 คน

                          -   กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยได้แก่  แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม โดยใช้วิธีสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง เพื่อให้กลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมมีจำนวนที่ใกล้เคียงกัน จากนั้นดำเนินการโดยการจับฉลาก ผลปรากฏว่ากลุ่มแรกเป็นกลุ่มทดลอง เป็นนักศึกษา สาขาวิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ  จำนวน 235 คน กลุ่มที่สอง เป็นกลุ่มควบคุม เป็นนักศึกษา สาขาวิชา การจัดการทั่วไป และอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว จำนวน 234  คน รวมทั้งสิ้น 469 คน

2.   ตัวแปรที่ศึกษา

ตัวแปรอิสระ  ได้แก่ 

        -    ระบบการจัดการความรู้ ได้แก่ จัดตั้งคณะทำงาน KM Community  สัมมนาเชิงปฏิบัติการ  โครงการ (งามสง่าอย่างคนของพระราชา)   กิจกรรมต่างๆ และ ระบบเครือข่ายการติดต่อสื่อสาร แบบประเมิน  การสร้างแรงจูงใจ

ตัวแปรตาม   ได้แก่

        -  ประสิทธิภาพของระบบการจัดการความรู้ ตามเกณฑ์ 80/80

        -  รางวัลเพื่อสร้างแรงจูงใจในการเข้าร่วมกิจกรรมเพื่อปรับพฤติกรรมการแต่งกาย

วิธีดำเนินการวิจัย

1  รูปแบบการวิจัย (research design)

       การวิจัยนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา(Research and Development) มีการนำเอาหลักการของการจัดการความรู้มาใช้ร่วมกัน อ้างอิงของ กมลรัตน์ สำเริง
[ออนไลน์:2549]

        1. ขั้นศึกษาสภาพปัญหาและแนวทางในการสร้างระบบการจัดการความรู้เพื่อแก้ไขปัญหาพฤติกรรมการแต่งกายของนักศึกษา  คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี

        2. ขั้นวัตถุประสงค์ เป็นขั้นตอนที่เกี่ยวข้องกับการปรับวิธีคิด ทัศนคติ พฤติกรรมของคนในองค์กร ให้ตระหนักในภัยต่างๆที่จะเกิดขึ้น โดยเฉพาะภัยจากอาชญากรรม จากการถูกคุกคามทางเพศ ให้เห็นคุณค่าของตัวเอง  และเกิดความพร้อมในการจัดการเรียนรู้ รวมทั้งแสวงหา สร้าง จัดเก็บ สืบค้น ตลอดจนถ่ายโอนและนำความรู้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อไป

       - จัดตั้งคณะทำงาน KM Community  ซึ่งทีมหลักประกอบด้วย คณบดี รองคณบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา อาจารย์ที่ปรึกษา นายกสโมสรนักศึกษาและตัวแทนนักศึกษาในแต่ละสาขาวิชา ของคณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี

        - ปรับทัศนคติและพฤติกรรมของนักศึกษากลุ่มทดลอง โดยเริ่มจากการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ โดยในช่วงเริ่มต้นให้จัดแสดงวีดีทัศน์ ในมุมมองของปัญหาการแต่งกายที่เชื่อมโยงไปสู่การเกิดอาชญากรรมทั้งทางตรงและทางอ้อม , ปัญหาการถูกคุกคามทางเพศ , ปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยเรียน , ปัญหาการค้าประเวณี ตลอดจนถึงปัญหาที่ต้องถูกเลิกจ้างงาน พร้อมกันนี้ก็ได้มีคำแนะนำในการสร้างบุคลิกภาพที่ดี มีความตระหนักในคุณค่าตัวเอง เคารพตัวเอง สุดท้าย จัดให้มีการกำหนดแนวทางในการแก้ไขการปรับพฤติกรรมการแต่งกายของนักศึกษาร่วมกัน

        - กำหนดคำนิยาม ความรู้ในองค์กร  โครงการจัดการความรู้ ชื่อโครงการ (งามสง่าอย่างคนของพระราชา)

        - ให้มีกิจกรรมต่างๆ เพื่อให้เกิดพฤติกรรมของการเรียนรู้ในองค์กร ที่เอื้ออำนวยประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อม เช่น ประกวดคำขวัญเกี่ยวกับการแต่งกาย ประกวดการทำบล็อกในหัวข้อ “แต่งกายอย่างไรให้อินเทรนแต่ดูดี”  โครงการแอบถ่าย “คุณดูดีนะ”  โดยแจกใบประกาศเกียรติคุณ พร้อมเงินรางวัลและเพิ่มคะแนนจิตพิสัยทุกรายวิชา สำหรับผู้ชนะ

        3. ขั้นกำหนดแนวเลือก เพื่อให้ได้ระบบเครือข่ายการติดต่อสื่อสาร มีความเชื่อมโยงที่ดี  มีความรวดเร็ว ความถูกต้องความทันสมัย น่าเชื่อถือ มีความสามารถในการเข้าถึงความสามารถในการตรวจสอบ การมีส่วนร่วมในกระบวนการข้อมูล อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมที่จะนำความรู้ต่างๆที่มีอยู่ใน
ตัวบุคคลหรือรูปแบบที่จับต้องได้ มาแลกเปลี่ยน และเผยแพร่ให้กับทุกๆคนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่องทางการสื่อสาร ได้แก่ Internet (KM Web) ของคณะวิทยาการจัดการ

      4. ขั้นการพัฒนา เป็นขั้นที่นำทางเลือกไว้มาพัฒนาหรือสร้างนวัตกรรมขึ้น ให้มีกระบวนการทำงานและเครื่องมือ ความรู้ต่างๆให้เกิดการแลกเปลี่ยนกับผู้อื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับเครื่องมือ(Tools)  ได้แก่ การจัดทำ Internet (KM Web)  เพื่อใช้เป็นเครื่องมือสำหรับสนับสนุนการแลกเปลี่ยนความรู้และการถ่ายโอนความรู้ ที่เป็นประโยชน์มารวบรวมไว้เป็นศูนย์กลางของความรู้ (Centralized Knowledge) โดย KM Web ประกอบด้วยเรื่องหลักๆ ดังนี้

        -  กฎระเบียบการแต่งกาย

        -  ข้อบังคับของมหาวิทยาลัย

        -  การวิจัยและสำรวจเกี่ยวกับพฤติกรรมการแต่งกาย รวมทั้งงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับปัญหาพฤติกรรมการแต่งกาย เช่น การวิจัยปัญหาทางด้านอาชญากรรม ปัญหาการค้าประเวณี ปัญหาการเลิกจ้างงาน ทั้งในและต่างประเทศ

        -  สาเหตุการแต่งกายไม่ถูกระเบียบ

        -  ภัยจากการแต่งตัว เช่น ข่าวสารต่างๆ จากในโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ นิตยสาร ฯลฯ

        -  ตัวอย่างการแต่งกายที่ดี

        -  ข่าวประชาสัมพันธ์

        -  ข่าวกิจกรรม

        -   Web board Activites

        -   รวมWeb site มหาวิทยาลัยต่างๆ(ร่วมรณรงค์การแต่งกาย)

     5. ขั้นการใช้แบบประเมินเป็นตัวชี้วัด

        -  จากการจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการ ทำให้ผู้เข้าร่วม ได้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ด้านการแต่งกาย  เป็นบัณฑิตที่มีคุณภาพ มีความสมบูรณ์ ทั้งร่างกายและจิตใจ  มีสติ  ปัญญา  มีความรู้และคุณธรรม  มีจริยธรรมและวัฒนธรรม  ในการดำรงชีวิต  สามารถอยู่ร่วมกับ ผู้อื่นได้ อย่างมีความสุข  และสามารถสร้างระบบการจัดการความรู้ เพื่อแก้ไขการพัฒนาเยาวชนไทยไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน

          -  ความสำเร็จหรือผิดพลาดของโครงการสามารถชี้ให้เห็นได้ด้วยตัวชี้วัด ซึ่งได้จัดทำแบบประเมินที่เหมาะสม เพื่อพิจารณาตรวจสอบ ความตรงตามเนื้อหา(Content Validity) ตามคำแนะนำของผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน ดังนี้

  1. ผศ.ธีระพันธ์      โชคอุดมชัย          คณบดีคณะวิทยาการจัดการ
  2. ดร.ธงชัย          เหมือนชู              รองคณบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา
  3. นางสาววิยะดา  พลชัย                  อาจารย์ที่ปรึกษา

        เมื่อนำแบบประเมินที่ปรับปรุงสมบูรณ์แล้วมาจัดทำเป็นแบบประเมิน เพื่อนำมาผลประเมินมาพัฒนาโครงการและเปรียบเทียบ ระบบการจัดการที่มีผลต่อการปรับพฤติกรรมการแต่งกายของนักศึกษาในคณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรีให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้

        6. ขั้นการยอมรับและให้รางวัล เพื่อกระตุ้น ผลักดัน และส่งเสริมการดำเนินการโครงการให้ไปถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยเน้นการสร้างแรงจูงใจในตนเอง(Self Motivation) และ ให้รางวัลตนเอง (Self Rewarding)  ซึ่งจะเป็นแรงกระตุ้นจากภายในสู่ภายนอก (inside-out) ตัวอย่างเช่น เงินสด ของที่ระลึก ใบประกาศเกียรติคุณ คะแนนคุณธรรมจริยธรรม โดยแยกเป็นประเภทบุคคล และห้องเรียนที่เข้าร่วมกิจกรรมเป็นการให้ความสำคัญในการเข้าร่วมการจัดทำโครงการในครั้งนี้

 2   เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย

       1. แบบประเมิน  เรื่อง พฤติกรรมการแต่งกายของนักศึกษา คณะวิทยาการจัดการในปัจจุบัน

          -   ข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง เป็นแบบเช็ครายการ(Check List)  

          -   ข้อมูลด้านสภาพปัญหาการพัฒนาพฤติกรรม เป็นแบบมาตราประมาณค่า 5 ระดับ(Rating Scale)

         -   แบบประเมินการวัด การวิเคราะห์  และการจัดการความรู้ เป็นแบบประเมินให้แสดงความคิดเห็น (Paragraph text)  เพื่อตรวจสอบและประเมินว่าระบบการจัดการความรู้ของคณะวิทยาการจัดการ เป็นอย่างไร

       2. การจัดกิจกรรมต่างๆ  เพื่อสร้างแรงจูงใจ โดยแจกใบประกาศเกียรติคุณ พร้อมเงินรางวัลและเพิ่มคะแนนจิตพิสัยทุกรายวิชา สำหรับผู้ชนะเลิศ (ได้คะแนนสูงสุดจากคะแนนเต็ม 100 คะแนน) ดังนี้

        -    โครงการ (งามสง่าอย่างคนของพระราชา)

        -    ประกวดคำขวัญเกี่ยวกับการแต่งกาย

        -    ประกวดการทำบล็อกในหัวข้อ “แต่งกายอย่างไรให้อินเทรนแต่ดูดี” 

        -    โครงการแอบถ่าย “คุณดูดีนะ” 

การเก็บรวบรวมข้อมูล

การรวบรวมข้อมูลในการทำวิจัย กระทำโดยผู้วิจัย โดยมีขั้นตอนดังนี้

        1. ผู้วิจัยนำแบบประเมิน  ให้กับคณบดีคณะวิทยาการจัดการ พร้อมกับรองคณบดีฝ่ายกิจการนักศึกษาและอาจารย์ที่ปรึกษา เพื่อหาค่าความเที่ยงตรงตามเนื้อหาโดยชี้แจงวัตถุประสงค์ และขออนุญาตในการทดสอบเครื่องมือกับนักศึกษา

        2. ผู้วิจัยได้ทำการเก็บรวบรวมข้อมูล ตามขั้นตอนดังนี้

          2.1 ประสานงานกับรองคณบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา  อาจารย์ที่ปรึกษา           ผู้ปกครอง นายกสโมสรนักศึกษาและนักศึกษากลุ่มตัวอย่าง(กลุ่มทดลอง) จำนวน 235 คน จัดการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ และ จัดทำเครือข่าย Internet (KM Web) พร้อมกับให้อาจารย์ที่ปรึกษาของแต่ละห้องและผู้ปกครองของนักศึกษาแต่ละคน ทำประเมินนักศึกษาก่อนเข้าร่วมโครงการ (ตามบัญชีรายชื่อ) แล้วนำค่าที่ได้มาหาค่าเฉลี่ย

          2.2 สำหรับกลุ่มควบคุม จำนวน 234 คน ให้อาจารย์ที่ปรึกษาของแต่ละห้องและผู้ปกครองของนักศึกษาแต่ละคน ทำประเมินนักศึกษาก่อนเข้าร่วมโครงการ (ตามบัญชีรายชื่อ) แล้วนำค่าที่ได้มาหาค่าเฉลี่ย

          2.3 ให้นักศึกษากลุ่มตัวอย่าง(กลุ่มทดลอง) เข้าร่วมเครือข่าย Internet (KM Web) ของคณะวิทยาการจัดการและเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ เป็นระยะเวลา 1 เดือน

          2.4 ในช่วงระหว่างเข้าร่วมเครือข่ายและกิจกรรมต่าง โดยให้อาจารย์ที่ปรึกษาและผู้ปกครองทำการประเมิน  กลุ่มตัวอย่าง(กลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม) ทุกอาทิตย์ รวมทั้งหมด 4 ครั้ง (รวมการประเมินนักศึกษาก่อนเข้าร่วมโครงการ พร้อมกับนำค่าที่ได้มาหาค่าเฉลี่ยทุกครั้ง)

          2.5 หลังจากที่เข้าร่วมกิจกรรมและระบบการจัดการความรู้ของคณะแล้ว ให้อาจารย์ที่ปรึกษาของแต่ละห้องและผู้ปกครองของนักศึกษาแต่ละคน ทำการประเมินนักศึกษากลุ่มตัวอย่างทั้ง 2 กลุ่ม ให้เสร็จสิ้นภายใน 3 วัน (ตามบัญชีรายชื่อ)

          2.6 ระยะเวลาที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ใช้เวลาทั้งสิ้น1 ภาคเรียน (เป็นโครงร่างงานวิจัยอยู่ค่ะ)

การวิเคราะห์ข้อมูล

         การวิจัยครั้งนี้ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป SPSS for Windows  Version 11.5   ซึ่งมีการประมวลผลข้อมูลเป็นขั้นตอน คือ หลังจากการตรวจสอบความสมบูรณ์ของแบบประเมินเรียบร้อยแล้ว จึงนำข้อมูลที่ได้มาเปลี่ยนแปลงเป็นรหัสตัวเลข (Code)  แล้วบันทึกรหัส ลงในเครื่องคอมพิวเตอร์ และเขียนโปรแกรมสั่งงานโดยใช้สถิติ ดังนี้

        1. สถิติเชิงพรรณนา( Description Statistics)

ศึกษาลักษณะการกระจายของข้อมูล  ค่าความถี่ (Frequency) ร้อยละ ( Percentage) ค่ามัชฌิมเลขคณิต (Mean) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard deviation)

        2. สถิติเชิงวิเคราะห์ (Analytical Statistics)

วิเคราะห์เปรียบเทียบการพัฒนาพฤติกรรมแต่งกายของกลุ่มทดลองกับกลุ่มควบคุมก่อนการเข้าร่วมกิจกรรม และหลังการเข้าร่วมกิจกรรม  ระบบจัดการความรู้โดยใช้การทดสอบความแตกต่างด้วยค่าที (t-test)

        3. การคำนวณหาประสิทธิภาพระบบการจัดการความรู้ (การกำหนดเกณฑ์ค่า E1/E2)    ชัยยงค์ พรหมวงศ์ และคณะ ( 2521 : 136 )

ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ

  1. สามารถแก้ปัญหาพฤติกรรมการแต่งกายของนักศึกษา คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรีโดยใช้ระบบการจัดการความรู้ได้
  2. เกิดการเรียนรู้ร่วมกันทุกฝ่ายในการแก้ไขปัญหาพฤติกรรมการแต่งกายของนักศึกษา
  3. สามารถสร้างระบบการจัดการความรู้ เพื่อปลูกฝังจิตสำนึกที่ดี ให้นักศึกษาเกิดความตระหนัก ได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน

สามารถช่วยลดปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศ ปัญหาการเกิดอาชญากรรมได้