ปัญหาโสเภณี

                                               จัดทำโดย

                                                 1.นาย พลากร            ทองเทพ                  5221411370

                                                 2.นางสาว สุชาวดี       คุมมินทร์                  5221401131

                                                 3.นางสาว สุภาพร       พรมวันดี                   5221401205

                                                 4.นางสาว พุทธิดา      บุญชิด                     5221451051

                                                 5.นางสาว วรรณิภา     นนท์คำวงค์               5221451374

เสนอ

                                             ผศ.ดร.บรรลือ              คงจันทร์

                                             อาจารย์รัชกร               โชติประดิษฐ์

รายงายเล่มนี้เป็นส่วนหนึ่งของวิชาควบคุมสังคม

และระบบกฎหมาย รหัสวิชา  2102102

 

1

ปัญหาโสเภณี    (Prostitution)

                โสเภณีได้เกิดขึ้นในสังคมไทยตั้งแต่สมัยโบราณ  และเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่าจะต้องมีอยู่ต่อไปและตลอดไป   ปัญหาโสเภณีในแต่สังคมย่อมมีความแตกต่างกันไปทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแต่ละสังคม  และผลที่เกิดจากการเป็นโสเภณี  สาเหตุที่ก่อให้เกิดปัญหานั้นมาจากทั้งตัวโสเภณีและผู้ไปหาความสุขจากโสเภณี  และยังคงมีคนอีกจำนวนไม่น้อยที่คิดว่าโสเภณีเป็นสิ่งที่จำเป็น  แต่อาจบรรเทาให้ลงได้   โดยการควบคุมการให้บริการให้อยู่ในสภาพที่เหมาสม  ลดผลประโยชน์จากการค้าประเวณีให้ต่ำลง  ประกอบกับการปรับสภาพทางเศรษฐกิจให้ดีขึ้น  ซึ่งผู้ที่เกี่ยวข้องไม่อาจแก้ไขให้ดีขึ้น  และยังเป็นสาเหตุของปัญหาอี่น ๆ  เช่น  ฆาตกรรม  ประทุษร้ายต่อทรัพย์  ความผิดเกี่ยวกับเพศ  ตลอดจนสถานที่ซึ่งเป็นแหล่งมั่วสุมของนักเลง  อันธพาล  การพนัน  และยาเสพติดด้วย

ความหมายของคำว่าโสเภณี  

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน แปลว่า   งาม หรือ หญิงงาม แต่บุคคลทั่วไปเมื่อพูดถึงคำว่า โสเภณีมักนึกถึง หญิงที่ทำการค้าประเวณี ซึ่งคำๆนี้เป็นคำย่อมาจากคำว่า “นครโสเภณี” หรือ นครโสภิณี ซึ่งหมายถึง หญิงที่รับจ้างสำเร็จความใคร่ของผู้อื่น ตรงกับภาษาจีนว่า ยำฉ่ำและตรงกับภาษาอังกฤษว่า “Prostitute” ( Prostitute means a person who has sex for money )

           พจนานุกรมกฎหมายของ Wharton ให้นิยามของหญิงโสเภณีไว้ว่า “หญิงโสเภณี คือ หญิงที่สมสู่กับชายไม่เลือกหน้าเพื่อหวังผลประโยชน์แห่งการให้เช่า

           พจนานุกรมกฎหมายอย่างละเอียดของ Frank D Hoore ให้นิยามของหญิงโสเภณีไว้ว่า หญิงโสเภณีคือหญิงที่ยอมให้ร่วมประเวณีโดยไม่เลือกหน้าเพื่อหวังทรัพย์สิน

           พจนานุกรมกฎหมายของ  James A Ballentene  ให้นิยามของหญิงโสเภณี  ไว้ว่า หญิงนครโสเภณีคือ หญิงที่หาเงินในทางร่วมประเวณีโดยไม่เลือกหน้าGuyot ชาวฝรั่งเศส  ให้วิเคราะห์ศัพท์ว่า โสเภณี คือ คนที่ยอมรับการร่วมประเวณีเพื่อหวังผลแห่งรายได้

           Berger and Richard นักสังคมศาสตร์ชาวฝรั่งเศส ให้วิเคราะห์ศัพท์ว่า หญิงโสเภณีที่ขายร่างกายเพื่อการประเวณีเป็นอาชีพเฉพาะบุคคลต่างเพศเท่านั้น การบริการทางเพศแก่บุคคลเพศเดียวกันก็เริ่มมีขึ้นด้วย จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ไม่อาจทราบแน่ชัดว่าเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อใด แต่สันนิษฐานได้ว่า การให้บริการทางเพศกับบุคคลเพศเดียวกันนั้นเริ่มมีมาตั้งแต่สมัยโรมันโดยมีนักปกครองชาวโรมันผู้หนึ่งได้ให้นิยามของคำว่าโสเภณีรวมไปถึง ผู้ชายด้วยมีข้อสังเกตอยู่นิดหนึ่งตามหลักภาษาไทย คำว่า โสเภณีนั้น มีความหมายเฉพาะค้าประเวณีเพียงอย่างเดียวเท่านั้นไม่รวมถึงชายด้วยแต่อย่างใด เพราะตามหลักพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ให้นิยามของคำว่าโสเภณี ว่า งาม หรือ หญิงงาม จึงมีคำถามว่าโสเภณีนั้นรวมถึงชายผู้ทำการค้าประเวณีด้วยหรือไม่ สำหรับเรื่องนี้นั้นในทางกฎหมายไม่เกิดปัญหาเพราะเมื่อพิจารณาจาก พระราชบัญญัติการปรามการค้าประเวณีแล้วได้ให้ความหมายรวมถึงชายด้วย  กล่าวคือในตัวพระราชบัญญัติการปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 ได้นิยามความหมายของการค้าประเวณีไว้ว่า

  

2

“การยอมรับกระทำชำเราหรือการยอมรับการกระทำอื่นใดเพื่อสำเร็จความใคร่ในทางกามรมของผู้อื่นอันเป็นการสำส่อนเพื่อสินจ้างทั้งนี้ไม่ว่าผู้ยอมรับการกระทำจะเป็นบุคคลเพศเดียวกันหรือคนละเพศ” ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่าคำว่าโสเภณีในทางหลักภาษาไทยจะแคบกว่าตามหลักกฎหมายเพราะตามหลักกฎหมายให้รวมถึงโสเภณีชายด้วย

         ในทางต่างประเทศนั้น ได้มีการยอมรับกันว่า คำว่า โสเภณีนั้นให้รวมถึง โสเภณีที่เป็นผู้ชายด้วย ดังจะเห็นได้จากการประชุมสัมมนาแห่งเอเชียและตะวันออกไกลเกี่ยวกับการป้องกันอาชญากรรมและการปฏิบัติต่อผู้กระทำความผิด ครั้งที่ 2 ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 25 พฤศจิกายน ถึงวันที่ 27 ธันวาคม 2500 ได้วิเคราะห์ศัพท์คำว่า โสเภณี หมายถึง บุคคลไม่ว่าหญิงหรือชาย กระทำการเพื่อสำเร็จความใคร่ของผู้อื่น จะเป็นทางร่วมประเวณีอย่างปกติ หรือการปรนนิบัติแบบอื่นใดอันเป็นการสำส่อนเพื่อสินจ้างรางวัล ซึ่งอาจจะเป็นเงินหรือสิ่งของอย่างอื่น ทั้งนี้ไม่ว่ากระทำต่อเพศเดียวกันหรือต่างเพศ และไม่ว่าจะกระทำเพื่อเป็นอาชีพหรือเป็นครั้งคราวก็ตาม

            ในปัจจุบันนี้รูปแบบของการให้บริการทางเพศไม่ได้มีแต่เฉพาะการร่วมประเวณีระหว่างชายกับหญิงหรือชายกับชายเท่านั้น มีการให้บริการทางเพศในรูปแบบใหม่ที่แตกต่างไปจากเดิม เช่น มีการให้บริการทางเพศโดยใช้ปาก( oral sex) การใช้ลิ้นหรืออวัยวะสัมผัสไปตามร่างกาย, การให้บริการทางเพศทางเสียง (sexphone) หรือการใช้อวัยวะเพศเทียมแก่กันและกันในกลุ่มที่มีรสนิยมรักร่วมเพศ ปัญหาก็คือการให้บริการทางเพศในรูปแบบดังกล่าวจะถือว่าเป็นการค้าประเวณีหรือไม่ เมื่อพิจารณาจากนิยามของคำว่า “ ค้าประเวณี ” ในมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและการปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 จะเห็นได้ว่า การกระทำที่ถือว่าเป็นการค้าประเวณีนั้นนอกจากจะหมายความถึงการกระทำชำเราหรือยอมรับกระทำชำเราระหว่างบุคคลแล้ว ยังหมายรวมถึงการกระทำอย่างอื่นด้วยดังนั้นการให้บริการทางเพศไม่ว่าในรูปแบบใดหากมีการกระทำชำเราหรือยอมรับการกระทำชำเราเพื่อสินจ้างหรือประโยชน์อื่นใดในทางทรัพย์สินย่อมถือว่าเป็นการ “ ค้าประเวณี ” ตามกฎหมายทั้งสิ้น องค์ประกอบที่สำคัญอีกประการหนึ่งของการค้าประเวณีก็คือ การกระทำที่จะถือว่าเป็นการค้าประเวณีนั้นจะต้องมีลักษณะเป็นการ “ สำส่อน ” เพื่อสินจ้างหรือเพื่อประโยชน์อื่นใด ดังนั้น การยอมรับการกระทำชำเราหรือยอมรับการกระทำอื่นใดเพื่อสำเร็จความใคร่ในทางกามรมของสามี-ภรรยา ด้วยกันเองหรือแม้กระทั่งในกรณีของภรรยาน้อย ถึงแม้จะมีลักษณะเป็นการยอมรับการกระทำชำเราเพื่อเงินหรือทรัพย์สินอื่นเป็นการตอบแทนก็ตามย่อมไม่ถือว่าเป็นการค้าประเวณีตามกฎหมาย ปัญหาดังกล่าวในเมืองไทยยังไม่เคยมีคดีเกิดขึ้นสูการพิจารณาของศาลฎีกา แต่ในต่างประเทศนั้นเคยมีคดีขึ้นสู่การพิจารณาของศาล ในประเทศเยอรมันเรื่องหนึ่ง มีสตรีผู้หนึ่งตกเป็นภรรยาลับของเศรษฐีนายทหารม้าผู้หนึ่งได้รับการอุปการะเลี้ยงดูจากนายทหารผู้นี้เป็นประจำ พอตำรวจเยอรมันทราบเรื่องก็ได้พาตำรวจเข้าจับกุมโดยตั้งข้อหาว่ากระทำการค้าประเวณี (ในสมัยนั้น การค้าประเวณีเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย) โดยคดีนั้นทางเยอรมันตีความว่า สตรีที่มีรายได้ทั้งสิ้นหรือแต่บางส่วนจากชายที่เกี่ยวข้องเป็นประจำแล้วไม่นับว่าสตรีผู้นั้นได้ใช้ประเวณีเพื่อการค้าเนื่องจากการกระทำที่จะถือว่าเป็นการค้าประเวณีตามกฎหมาย

3

จะต้องมีลักษณะเป็นการ “ สำส่อน ” เพื่อสินจ้างหรือประโยชน์อื่นใดเป็นสำคัญ ดั้งนั้นจึงมีนักกฎหมายบางท่าน

ตีความว่า ถ้ามีการค้าประเวณีเพียงครั้งเดียวหรือสองครั้งหรือเฉพาะเวลาที่ไม่มีเงินใช้เป็นการชั่วครั้งชั่วคราวย่อมไม่เป็นความผิดฐานค้าประเวณีตามกฎหมาย เนื่องจากว่า การกระทำดังกล่าวไม่มีลักษณะเป็นการ “ สำส่อน ” เพื่อสินจ้าง แต่ถ้าหากว่ามีการสืบสวนได้ว่าสถานที่นั้นมีประวัติในการจัดหามีการค้าประเวณีกันอยู่เป็นอาจินแม้จะอ้างว่ามาค้าประเวณีครั้งแรก ก็น่าจะถือเป็นการสำส่อนตามกฎหมายแล้ว

สาเหตุที่ทำให้คนเป็นโสเภณี

                สาเหตุของปัญหาการค้าประเวณีมักเกิดจากปัจจัยด้านเศรษฐกิจของครอบครัว  ซึ่งมีความยากจน  มีปัญหาขาดการศึกษา  ถูกล่อลวงให้มาค้าประเวณี  และเกิดจากค่านิยมที่ผิดของพ่อแม่หรือผู้ปกครองซึ่งเห็นว่าการผลักดันให้ลูกสาวเข้ามาทำงานในเมืองเป็นสิ่งที่ถูกต้อง  ลูกสาวต้องตอบแทนพระคุณพ่อแม่ด้วยการหาเงินมาให้เพื่อเปลี่ยนแปลงฐานะทางครอบครัว  ให้พ่อแม่มีบ้านที่หรูเหมือนเพื่อนบ้าน  สาเหตุของการเกิดบริการทางเพศ  หรือการเพิ่มขึ้นของกิจกรรมทางเพศจะควบคู่ไปกับการเติบโตทางเศรษฐกิจของเมืองหลวง   เมืองใหญ่ ๆ ของประเทศที่ได้สร้างความเจริญทางวัตถุ  ระหว่างเมืองกับชนบทจนปรารถนาจะมีชีวิตเช่นนี้ในทันทีด้วย

                สาเหตุของการเกิดโสเภณีนั้น  มาจากหลายสาเหตุด้วยกัน  ไม่ใช่เพียงเพราะความต้องการเงิน  หรือเกิดจากความยากจนเท่านั้น  แต่อาจเป็นเพราะเพื่อความสนุก  เพื่ออยากทดลองหรือด้วยสาเหตุอื่น ๆ  ซึ่งพอจะประมาณได้  ดังนี้

        1.  เนื่องจากปัจจัยทางด้านชีววิทยา  (สภาพร่างกาย)  แยกออกไปดังนี้

                1.1  สภาพผิดปกติทางจิต  เนื่องจากกรรมพันธุ์และสิ่งแวดล้อม  เช่นการอบรมเลี้ยงดู  ซึ่งอาจเกิดได้ตั้งแต่วัยเด็ก  จากการที่เด็กถูกทอดทิ้ง  พ่อแม่แยกกันอยู่  เด็กไม่ได้รับความอบอุ่น  ปล่อยตัวไปตามอารมณ์  และบางคนอาจมีความต้องการทางเพศกระตุ้นผิดปกติ  ไม่สามารถควบคุมอารมณ์  ไม่สามารถดำเนินชีวิตตามบรรทัดฐานของสังคมได้  พวกนี้ย่อมมีโอกาสเป็นโสเภณีได้

                เนื่องจากสภาพผิดปกติทางจิต  หญิงโสเภณีเข้าใจว่าสังคมมีความปรารถนาและต้องการทางเพศ  ดังนั้นหญิงเหล่านี้จึงคิดว่าตนเป็นส่านหนึ่งของสังคม  ก็ควรตอบสนองความต้องการของสังคมในด้านนี้ด้วยการเป็นโสเภณี  และไม่ถือว่าเป็นสิ่งที่น่าอับอายแต่ประการใดสาเหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะมีลักษณะของความผิดปกติทางเช่นนี้ทางจิต  คือ  มีความโน้มเอียงที่จะเป็นโรคไซโคแพทติก  (psychopathic)  มีอารมณ์แปรผันไม่แน่นอน                                             

                ในเรื่องผิดปกติทางจิตนั้น แพทย์และนักสังคมสงเคราะห์ที่ได้ทำงานเกี่ยวกับโสเภณีก็ลงความเห็นต้องกันว่าโสเภณีมีลักษณะคล้าย ๆ กันเป็นส่วนมาก  คือ  เกียจคร้าน ชอบยาเสพติด รวมทั้งของมึนเมา ต่าง ๆ  มีความเชื่อแปลก ๆ และไร้เหตุผล  ซึ่งโดยสรุปแล้วก็เป็นเรื่องของโรคจิต  เนื่องจากสภาพผิดปกติทางจิต

               

4

1.2   ความวิปริตทางเพศ  ความบกพร่องทางเพศ  เป็นต้นว่า  มีอวัยวะเพศไม่สมบูรณ์มีฮอร์โมนเพศรุนแรงก่อให้เกิดความรู้สึกผิดปกติทางเพศ  หรือมีความรู้สึกผิดปกติในตัวเอง  ความคิดผิดปกตินั้นๆ  อาจทำให้หญิงเหล่านั้นมีความต้องการที่จะแสดงออกทางเพศ  หรืออาจกลายเป็นโสเภณีได้

                หญิงโสเภณีบางรายมีอวัยวะเพศที่ไม่สมบูรณ์  อันเกิดจากกรรมพันธุ์หรือโรคบางชนิด  ฮอร์โมนรุนแรงในเยาว์วัยก่อให้เกิดความรู้สึกผิดปรกติในระบบเพศ  เป็นโรคทางงเพศหรือในบางกรณีรู้สึกเป็นปมด้อยในตัวเองความผิดปกติดังกล่าวทำ  ให้หญิงจำพวกนี้ ปรารถนาจะแสดงออกทางเพศ  จึงกระทำสำส่อน  และเป็นโสเภณีในที่สุด

                1.3   ความรู้เท่าไม่ถึงการณ์  เช่นการถูกหลอกลวงมา    เพราะไปหลงเชื่อคำชักชวน ของพวกแมงดาหรือผู้มีอาชีพทางการหาหญิงมาค้าประเวณี

                1.4   เนื่องจากความต้องการทางเพศตลอดการณ์ของมนุษย์  มนุษย์มีความต้องการทางเพศไม่มีฤดูกาล  ดังนั้น  ชายและหญิงต้องมีการสมสู่ร่วมประเวณีกันอยู่ตลอดไป  ซึ่งเป็นเรื่องของธรรมชาติ  ดังนั้นแม้ว่าจะมีกรอบหรือบรรทัดฐานห้ามปฏิบัติ  แต่ก็อาจมีการฝ่าฝืนบรรทัดฐานนั้น  ทำให้มีโอกาสนำหญิงเข้าสู่การเป็นโสเภณี  ทำให้อาชัพโสเภณียังคงมีอยู่  เพราะชายเห็นว่าการสมสู่กับโสเภณีไม่ต้องรับผิดชอบและค่าใช้จ่ายถูก

                1.5   เชาว์ปัญญาต่ำ  จากการสำรวจพบว่ามีปัญญาต่ำ  หรือบางรายก็เป็นประเภท  จิตทราม  ซึ่งเป็นเหตุไปสู่การค้าประเวณีได้ง่าย  และถูกชักจูงเป็นโสเภณีได้ง่าย  นอกจากนั้นยังมีปัญญาต่ำเป็นอุปสรรคในการศึกษาด้วย ไม่มีทางเล่าเรียน  แม้จะหันไปฝึกอาชีพก็ไม่ได้ผล  ทำให้งานทำได้ยากทำหรือได้งานที่มีค่าแรงต่ำมาก  ประกอบไม่อาจปรับตัวข้ากับสภาพแวดล้อมได้  ถ้ามีคนแนะนำดีก็อาจรอดจากการเป็นโสเภณี  แต่ถ้าปล่อยเลยตาม ๆ ก็อาจหันเข้าสู่อาชีพประเวณีเป็นการถาวร

2.    เนื่องจากปัจจัยทางเศรษฐกิจและสังคม แยกออกได้ดังนี้

 2.1  สภาพครอบครัวไม่มั่นคง เช่น พ่อแม่ชอบทะเลาะเบาะแว้งกัน พ่อมีเมียน้อย แม่มีชู้ หย่าขาดจากกัน พี่น้องไม่ปรองดองกันเป็นต้น

2.2  สภาพแวดล้อมถ้าอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ไม่ดี  เช่น แหล่งเสื่อมโทรม หรือแหล่งการค้าประเวณี ภัตตาคาร หรือห้องอาหารที่มีโสเภณีแอบแฝงอยู่เป็นต้น

2.3  ฐานะทางเศรษฐกิจในครอบครัวที่มีฐานะทางเศรษฐกิจไม่ดีอาจเป็นสาเหตุให้เกิดโสเภณี เช่น หญิงที่มีหน้าที่ต้องเลี้ยงดูลูก หรือครอบครัวเพื่อการอยู่รอด แต่หางานอื่นทำไม่ได้หรือมีรายได้ไม่เพียงพออาจหันมายืดอาชีพโสเภณีได้

2.4  กลุ่มผลประโยชน์เป็นพวกที่ได้รับประโยชน์จากการค้าประเวณี  โดยไม่คำนึงถึง ศีลธรรมการหากินของพวกนี้ออกมาในหลายลักษณะและยากที่จะศึกษาวิธีการทั้งหมดได้เพราะออกมาในรูปวิธีการต่างๆเช่นเป็นพ่อค้า นักร้อง ผู้อำนวยการสร่างภาพยนตร์เป็นต้น

 

5

2.5  ความไม่เป็นระเบียบของสังคมด้านอื่น   เป็นเรื่องของการเสื่อมโทรมทางด้านศีลธรรมและวัฒนธรรม การทอดทิ้งของเด็ก ปัญหาเหล่านี้ทำให้เป็นสาเหตุของการเป็นโสเภณี

2.6  ขาดการศึกษา  เมื่อการศึกษาต่ำย่อมมีผลกระทบต่อการที่จะถูกหลอกลวงได้ง่ายการงานอาชีพต่าง ๆ ที่ทำอยู่ยากที่จะปรับปรุง   จึงเป็นปัจจัยเสริมให้ตกเป็นโสเภณีได้ง่ายจากการสำรวจของคณะอนุกรรมการสาขาสังคมวิทยา  สภาวิจัยแห่งชาติ  จำนวนโสเภณีทั้งหมดที่ไม่รู้หนังสือ  ร้อยละ  36   มีความรู้ถึงชั้นประถมศึกษา  ร้อยละ   61   และมีการศึกษาระดับมัธยมศึกษาน้อยมาก  ส่วนอุดมศึกษาไม่มี

  สภาพร่างกายฝ่ายหญิง

1.  สภาพผิดปกติทางจิต หญิงโสเภณีเข้าใจว่าสังคมมีความต้องการทางเพศ ดังนั้น หญิงเหล่านี้จึงคิดว่าตนเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ก็ควรตอบสนองความต้องการของสังคมในด้านนี้โดยการเป็นโสเภณี

2.  การวิปริตทางเพศ หญิงโสเภณีบางรายมีอวัยวะเพศไม่สมบรูณ์อันเกิดจากกรรมพันธุ์หรือโรคบางชนิดฮอร์โมนรุนแรงในขนาดเยาว์วัย ทำให้เกิดความรู้สึกผิดปกติในระบบเพศเป็นโรคทางเพศหรือในบางกรณีรู้สึกเป็นปมด้อยในตัวเอง จึงกระทำสำส่อนและเป็นโสเภณีไปในที่สุด

3.  เชาวน์ปัญญาต่ำจากการสำรวจพบว่าเชาว์ปัญญาต่ำ หรือบางรายเป็นประเภทจิตทราม ซึ่งเป็นสาเหตุไปสู่การค้าประเวณีได้ง่าย โดยเฉพาะวัยรุ่นที่เป็นโสเภณี เพราะไม่สามารถตัดสินใจ หรือมองไม่เห็นความแตกต่างระหว่างการเป็นคนดีกับการเป็นโสเภณี

4.  การศึกษาต่ำ หญิงโสเภณีที่ไม่เคยได้รับการศึกษามีถึงร้อยละ 3.6 ที่ได้รับการศึกษาขั้นประถมมีจำนวนร้อยละ 61 และระดับมัธยมศึกษามีจำนวนน้อยมาก และง่ายต่อการถูกหลอกให้หลงเชื่อเพราะรู้ไม่เท่าทันเช่นถูกหลอกลวงมาหรือผู้มีอาชีพทางการหาหญิงมาค้าประเวณี

สภาพร่างกาย ฝ่ายชาย  

1.  ชายที่เข้าไปเที่ยวโสเภณี  เช่นพวกชายโสด นักธุรกิจ ทหารต่างชาติ หรือชาย ที่มีครอบครัว แต่ต้องการหลายรสที่ต่างไปจากภรรยาของตน เป็นต้น

2.  ชายมีอาชีพเป็นพวกล่อลวงหญิง มาเป็นโสเภณีด้วยวิธีการต่างๆให้หญิงหลงเชื่อโยเฉพาะหญิงจากชนบท

3.  เนื่องจากปัจจัยทางจิตวิทยา    เกี่ยวกับลักษณะนิสัยความประพฤติของหญิงโสเภณีนั้น นักศึกษาชาวฝรั่งเศส ชื่อ Despine ได้ บันทึกไว้ว่ามีลักษณะ

           1. ตะกละและชอบดื่ม

           2. ชอบโกหก

           3. หลุกหลิก

       6 

            4. โกรธง่าย

           5. ไม่มีระเบียบ

           6. ชอบการเคลื่อนไหว

           7. มีนิสัยชอบเล่นกับเพื่อนเพศเดียวกัน

จากการศึกษา กลุ่มเด็กหญิงที่ให้สัมภาษณ์ พบว่า เด็กหญิงส่วนใหญ่เคยมีประสบการณ์ทางเพศมาก่อน และการขายบริการทางเพศนั้นด้วยความสมัครใจ และเมื่อพิจารณาเงื่อนไขที่ทำให้พวกเธอตัดสินใจขายบริการทางเพศ เกิดจากปัจจัย 4 ประการ คือ

              1. ปัจจัยจากตัวเด็ก ดังนี้

                           1.1 ความฟุ้งเฟ้อด้านวัตถุนิยม

                           1.2 ความต้องการความรักและการยอมรับจากคนที่ตนรัก

                           1.3 ความรับผิดชอบต่อครอบครัว

          2. ปัจจัยจากครอบครัว

          ครอบครัว คือ ปัจจัยที่สำคัญยิ่งต่อการตัดสินใจในการขายบริการทางเพศ ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวยากจน ครอบครัวแตกแยก การเลี้ยงดูและการอบรมอย่างไม่ถูกวิธี ทำให้เด็กหญิงสิ้นหวัง ดำเนินชีวิตแบบไร้ทิศทาง และเป็นสาเหตุแห่งการกระทำผิดของคนโดยมาก

          3. ปัจจัยจากความต้องการของลูกค้า ดังนี้

               3.1 เด็กนั้นมีความสดและใหม่

               3.2 เด็กนั้นให้ความปลอดภัยจากการติดโรคและเอดส์

               3.3 ค่านิยมและความวิปริตทางเพศที่สูงขึ้นเรื่อยๆ

          

7

4. ปัจจัยด้านกลไกในการควบคุมของสังคมปัจจุบัน

กลไกในการควบคุมของสังคมยังอ่อนแอ และหย่อนยานด้วยการเพิกเฉยของคนในสังคม การบังคับใช้กฎหมายที่ไม่จริงจัง ไม่ต่อเนื่อง ตราบนั้น การเกิดและการดำรงอยู่ของโสเภณีเด็กก็ยังคงมีอยู่และยิ่งเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ และจากการศึกษา กลุ่มเจ้าหน้าที่ตำรวจ พบว่า โสเภณีเด็กเกิดจากปัญหาความยากจน มากที่สุด ร้อยละ 77.4 รองลงมาเกิดจากความต้องการให้ครอบครัวมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ร้อยละ 75.1 และโสเภณีเด็กเกิดจากเพื่อนฝูงชักจูง ร้อยละ 66.5 สอดคล้องกับกลุ่มประชาชนทั่วไป ว่า โสเภณีเด็กเกิดจากปัญหาความยากจนมากที่สุด ร้อยละ 77.8 รองลงมาเกิดจากความต้องการประสบการณ์แปลกใหม่ ร้อยละ 74.2 ถูกพ่อแม่บังคับให้ขายตัว ร้อยละ 70.9 และเกิดจากเพื่อนฝูงชักจูง ร้อยละ 42.4 และสอดคล้องกับผลการศึกษาโดยวิธีเชิงคุณภาพ ในการสัมภาษณ์เด็กหญิงที่ขายบริการทางเพศ สี่ในห้าคนตอบว่ามาจากครอบครัวที่ยากจน ทำให้พวกเธอตัดสินใจประกอบอาชีพนี้อย่างง่ายดายและด้วยความสมัครใจ เพื่อให้มีรายได้มาจุนเจือครอบครัว และเพื่อต้องการให้ครอบครัวมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และอีกสาเหตุก็คือ ถูกเพื่อนฝูงชักจูงและแม่เลี้ยงบังคับให้ขายตัว เป็นต้น สรุปผลการศึกษา สาเหตุของการเข้าสู่อาชีพโสเภณีเด็ก พบว่า เกิดจากปัญหาความยากจน มากที่สุด รองลงมาเกิดจากความต้องการให้ครอบครัวมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และเกิดจากความต้องการหาประสบการณ์แปลกใหม่ ตามลำดับ

ผลกระทบของปัญหาโสเภณี

1. เด็กถูกละเมิดสิทธิ

 1.1 เด็กถูกทารุณกรรม

              สภาพทั่วไปและสาเหตุของปัญหา

            ปัจจุบันยังไม่มีการรวบรวมตัวเลขสถิติของเด็กที่ถูกทารุณว่ามีทั้งหมดจำนวน เท่าไรในแต่ละปี แต่ปรากฎเป็นข่าวอยู่เนืองๆ ว่า มีเด็กจำนวนไม่น้อยที่ถูกทารุณทั้งทางร่างกาย จิตใจ และทางเพศ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบของการทุบตี ทำร้าย การข่มเหงรังแกทางจิตใจ ตลอดจนการบังคับหลอกลวงและใช้กำลังประทุษร้ายทางเพศ รวมทั้งการข่มขืนโดยเฉพาะเป็นกรณีที่เด็กถูกกระทำทารุณโดยบิดามารดา ผู้ปกครอง นายจ้าง หรือผู้ซึ่งมีความสัมพันธ์กับเด็ก จึงทำให้ไม่ค่อยมีการแจ้งความ ฟ้องร้อง เรื่องดังกล่าวจึงถูกปิดเงียบไป

          จากรายงานของกรมประชาสงเคราะห์ระบุว่าในปี 2537 ได้ช่วยเหลือเด็กถูกทารุณทางร่างกาย จิตใจ และทางเพศ จำนวน 62 ราย ผู้ทารุณร้อยละ 80 เป็นพ่อแม่และผู้ใหญ่ที่เลี้ยงดูเด็ก 12 ในปี 2539 จากสถิติขององค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) รายงานว่าได้ช่วยเหลือเด็กเหล่านี้ จำนวน 74 คน13

 

 8

             สาเหตุของการทารุณกรรมเด็กเกิดจาก สภาพและเศรษฐกิจของครอบครัว ซึ่งความสัมพันธ์ภายในไม่ดี มีปัญหาเรื่องเศรษฐกิจ ทำให้เกิดความตึงเครียดทางอารมณ์ บิดามารดาอายุน้อย ขาดประสบการณ์ในการเป็นพ่อแม่และการเลี้ยงดูเด็ก  

  1. สภาพทางจิตใจของผู้กระทำทารุณ ซึ่งไม่ได้รับความอบอุ่นในวัยเด็ก ถูกบีบคั้น ถูกทารุณ จึงมีสภาพจิตใจและอารมณ์ไม่ปกติ จึงระบายการเก็บกดความเกลียดมาที่ตัวเด็ก

ผลกระทบที่เกิดจากการทารุณกรรมเด็ก ได้แก่  

  1. ปัญหาทางร่างกายจะปรากฎบาดแผลตามเนื้อตัวและผิวหนัง มีการกระทบกระเทือนทางสมอง กระดูก อวัยวะภายใน การใช้ความรุนแรงทางร่างกายจะส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมของเด็กในทันที เช่น การหวาดผวาและอาการทางประสาทอื่น ๆ
  2. ปัญหาทางจิตใจและอารมณ์ ทำให้รู้สึกขาดความรัก ความอบอุ่น เป็นคนไม่มีค่าต่อคนอื่น เก็บกด เซื่องซึม ตลอดจนมีพฤติกรรมที่แสดงปัญหาทางอารมณ์ผิดปกติอื่น ๆ ท ปัญหาทางพฤติกรรมในระยะยาว จะเกิดการสะสมให้เรียนรู้วิธีแก้ปัญหาการขัดแย้งด้านการใช้ความรุนแรงและใช้กำลังแทนการใช้เหตุผล เป็นคนต่อด้านสังคม ก้าวร้าว อาจกระทำผิดหรือก่ออาชญากรรมได้ในที่สุด

การดำเนินการให้ความช่วยเหลือ

          เด็กที่ถูกทำร้ายทารุณต้องได้รับการช่วยเหลือในเรื่องของการบำบัดรักษาและการดำเนินคดีทางกฎหมาย หน่วยงานที่ดำเนินการในเรื่องนี้ เช่น กรมประชาสงเคราะห์ มูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก โครงการบ้านพักฉุกเฉินของสมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรี โครงการบ้านพักผู้หญิงของมูลนิธิผู้หญิง เป็นต้น

 9

1.2 แรงงานเด็ก 

สภาพทั่วไปและสาเหตุของปัญหา

           จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ในปี 2537 พบว่า มีเด็กอายุ 13-14 ปี ทำงานจำนวน 320,000 คน อายุ 15-19 ปี มีจำนวน 3,047,400 คน

           แรงงานเด็กเหล่านี้อยู่ในภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรมการผลิต พาณิชยกรรมและบริการ และงานขนส่ง ส่วนหนึ่งของแรงงานเด็กถูกทารุณทางร่างกายและจิตใจ ตลอดจนถูกเอาเปรียบเรื่องค่าจ้าง ความเป็นอยู่และสวัสดิการ รวมทั้งขาดโอกาสในการศึกษาเพิ่มเติมและฝึกทักษะเชิงอาชีพ

สาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาแรงงานเด็ก คือ

  1. ปัญหาทางเศรษฐกิจของครอบครัว เด็กจะเข้าสู่ตลาดแรงงานเพื่อหารายได้ช่วยเหลือครอบครัว
  2. ความต้องการแรงงานเด็ก เนื่องจากการจ่ายค่าจ้างและสวัสดิการต่ำกว่าผู้ใหญ่และง่ายต่อการปกครอง
  3. สภาพแวดล้อมของความฟุ้งเฟื้อของชีวิตในเมืองกระตุ้นให้เด็กต้องการทำงาน

          ปัญหาเกี่ยวกับการใช้แรงงานเด็ก ได้แก่ การถูกใช้แรงงานอย่างไม่เป็นธรรม คุณภาพด้านโภชนาการ สุขภาพอนามัย การประสบอันตรายจากการทำงาน การขาดโอกาสทางการศึกษาและพัฒนาอาชีพ การพัฒนาการและการปรับตัวทางสังคม

 

การศึกษา

           เด็กที่ทำงานมักจะมีการศึกษาต่ำ การทำงานทำให้เด็กไม่ได้รับการศึกษาเพิ่มเติม เนื่องจากมีเวลาพักและวันหยุดน้อย มีความเหนื่อยอ่อน จึงไม่มีความต้องการที่จะศึกษา บ่อยครั้งที่นายจ้างไม่เปิดโอกาสหรือให้การสนับสนุนในการศึกษาและพัฒนาอาชีพ อีกทั้งยังไม่มีรูปแบบการศึกษานอกระบบที่แน่นอนสำหรับเด็กที่อยู่ในวัยเรียน (7-14 ปี) แต่ไม่ได้รับบริการจากรัฐในการศึกษาภาคบังคับ ดังนั้น เด็กจึงไม่ได้รับการศึกษาและไม่มีโอกาสได้พัฒนาอาชีพให้เป็นแรงงานที่มีฝีมือในอนาคต

          เด็กที่ทำงานบางกลุ่มมีความสนใจและความต้องการเป็นช่างวิชาชีพ แต่การศึกษาทางด้านนี้จากโรงเรียนเอกชนและสารพัดช่างมักต้องใช้ทุนสูงและเมื่อสำเร็จออกมาแล้ว การลงทุนการประกอบอาชีพก็ต้องใช้ทุนสูงเช่นกัน อาจมีผลทำให้ไม่สามารถประกอบอาชีพตามที่คาดหวังไว้ได้14

 

 10

1.3 เด็กในธุรกิจบริการทางเพศ

สภาพทั่วไปและสาเหตุของปัญหา

           เนื่องจากกิจการค้าประเวณีเป็นกิจการที่ผิดกฎหมายจึงไม่อาจทราบตัวเลขที่แน่นอนได้ว่า ปัจจุบันมีเด็กในธุรกิจบริการทางเพศเป็นจำนวนทั้งสิ้นเท่าไร การใช้วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลที่แตกต่างกัน เป็นผลให้ตัวเลขเกี่ยวกับจำนวนเด็กที่ระบุไว้ ทั้งจากหน่วยงานภาครัฐและหน่วยงานภาคเอกชนมีความแตกต่างกันมาก ซึ่งเป็นเพียงการประมาณการแทบทั้งสิ้น เช่น กรมตำรวจระบุว่ามีเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี ในธุรกิจบร<