ทฤษฎีการให้การปรึกษาแบบวิเคราะห์ความสัมพันธ์ 

 (Transactional Analysis)

 

ประวัติผู้ก่อตั้ง


        อีริค เบิร์น(Eric Berne) เกิดวันที่ 10 พฤษภาคม ค.ศ.1910 ที่เมืองมอนทรีอัล คิวเบค ประเทศแคนนาดา เดิมชื่อว่า เลนนาร์ด เบิร์นสไตลน์  พ่อของเบิร์น เดวิด ฮิลเลอร์ เบิร์นสไตน์ เป็นหมอ ส่วนแม่ของเบิร์น      ซารา กอร์ดอน เบิร์นสไตน์  มีอาชีพเป็นนักเขียน  เบิร์น มีพี่น้องคนเดียวคือ เกรซ น้องสาวซึ่งมีอายุน้อยกว่าเขา 5 ปี พ่อแม่ของเบิร์นอพยพมาจากรัสเซียและโปแลนด์.  ทั้งพ่อและแม่ของเบิร์น จบปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยแมคกิลล์, อีริค ซึ่งสนิทกับพ่อของเขามาก, ได้เล่าถึงการเป็นผู้ช่วยพ่อดูรักษาผู้ป่วย. คุณหมอเบิร์นสไตน์เสียชีวิตด้วยวัณโรคด้วยวัย 38 ปี. แม่ของเบิร์นของเสาหลักของครอบครัวหลังพ่อเขาเสียชีวิต เธอสนับสนุนให้เบิร์นเรียนด้านแพทย์เพื่อดำเนินรอยตามคุณหมอเบิร์นสไตน์พ่อของเบิร์น. เบิร์น จบแพทยศาสตร์ และศัลยศาสตร์จากวิทยาลัยการแพทย์มหาวิทยาลัยแมคกิลล์ ในปี 1935.

                ทฤษฎีนี้เชื่อว่ามนุษย์เป็นบุคคลที่มีคุณค่า บุคลิกภาพและชีวิตส่วนตัว สามารถปรับปรุง ได้ด้วยการเปิดเผยตนเองที่แท้จริงออกมา หรือค้นให้พบถึงความเป็นตัวของตนเอง (Autonomy) บุคคลที่มีความเป็น ตัวของตัวเองจะแสดงพฤติกรรมออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ มีเหตุผล น่าเชื่อถือ และเป็นที่ไว้วางใจได้ โดยมีการพิจารณาถึงบุคคลอื่นที่จะต้องเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย บุคคลที่เป็นตัวของตัวเองจะไม่ตกเป็นทาสของอดีต เพราะเขาสามารถตัดสินใจเองได้ว่าเขาจะเป็นใคร จะคิดจะทำ และจะรู้สึกอย่างไรหรือไม่ โดยใช้ Transactional Analysis (T.A.) เป็นแนวทางเพื่อให้หลุดพ้นจากอดีต และสามารถวางแผนในเชิงสร้างสรรค์ สำหรับอนาคตของตน การให้การปรึกษาตามแนวคิดของ T.A. จะเกี่ยวข้องกับการวิเคราะห์โครงสร้างทางจิต ซึ่งจะแบ่งเป็น 3 สภาวะตัวตน คือ

 

       ทฤษฎีนี้เชื่อว่าสภาวะทั้ง 3 ส่วนนี้ จะมีอยู่ในมนุษย์ทุกคน แต่สภาวะใดจะเด่นชัดมากน้อยกว่ากัน ย่อมขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลว่า พลังทางจิต (Psychic Energy) ของบุคคลนั้นจะไหลไปสู่สภาวะใดมากกว่ากัน ในขณะที่แสดงพฤติกรรมออกมา ซึ่งจะทำให้สภาวะอื่นมีบทบาทน้อยลงหรือหมดไป บุคคลที่มีความคล่องตัว พลังทางจิตจะไหลเวียนถ่ายเทจากสภาวะหนึ่งไปสู่อีกสภาวะหนึ่งได้คล่องแคล่ว ทำให้บุคคลนั้นแสดงพฤติกรรมต่าง ๆ ออกมาได้เหมาะสมกับกาลเทศะของบุคคล แต่ในบุคคลที่ไม่ยอมให้พลังทางจิตไหลเวียนถ่ายเทและติดแน่นอยู่กับสภาวะใดสภาวะหนึ่งเป็นส่วนใหญ่ และใช้แต่สภาวะนั้นในการแสดงพฤติกรรม อาจก่อให้เกิดปัญหาในการปรับตัวติดตามมา

1. สภาวะความเป็นเด็ก (Child Ego State) เมื่อเราอยู่สภาวะตัวตนแบบเด็ก เราจะแสดงออกเหมือนเด็ก. ไม่ใช่แค่แสดงออกเท่านั้น เราจะคิด รู้สึก มอง ได้ยิน และตอบสนองราวกับเด็กอายุสามขวบ ห้าขวบ หรือแปดขวบ. สภาวะตัวตนเกิดจากสภาวะที่บุคคลมีประสบการณ์อย่างเต็มที่ ไม่ใช่เพียงแค่บทบาทหนึ่งเท่านั้น. เมื่อเด็กมีความรู้สึกเกลียดหรือรัก ตื่นเต้น เป็นธรรมชาติ หรือชอบเล่นสนุก เราจะเรียกเด็กประเภทนี้ว่า เด็กตามธรรมชาติ(Natural Child). เมื่ออยู่ภาวะช่างคิด ชอบทำโน่นทำนี่ ช่างจินตนาการ เราจะเรียกภาวะแบบนี้ว่า ศาสตราจารย์ตัวน้อย (Little Professor). เมื่อเขารู้สึกกลัว รู้สึกผิด ขี้อาย สภาวะนี้จะถูกเรียกว่า เด็กที่อยู่ในโอวาท(Adapted Child). เด็กอาจมีความรู้สึกได้ทุกอย่างที่กล่าวมา เกลียด รัก โกรธ สนุกสนาน เศร้าสร้อย เขินอายหรืออื่นๆ. โดยปกติ เด็กมักจะถูกตำหนิว่าเป็นสาเหตุของความวุ่นวาย  เนื่องจากเขามักจะเอาแต่ใจตนเอง เจ้าอารมณ์ แข็งกร้าว ต่อต้านต่อความกดดันที่มากระทบ

               ในการวิเคราะห์ความสัมพันธ์(TA) ภาวะเด็กมักจะถูกมองว่าเป็นแหล่งของความคิดสร้างสรรค์ การสร้างสิ่งใหม่ๆและการผลิตสิ่งใหม่ๆ เป็นแหล่งเดียวของการนำสิ่งใหม่ๆมาสู่ชีวิต. ภาวะตัวตนแบบเด็กสามารถสังเกตได้ในเด็กๆที่เจริญเติบโตและมีประสบกับสถานการณ์ซึ่งได้รับอนุญาตให้แสดงภาวะตัวตนแบบเด็กออกมา เช่น การเล่นกีฬา และการจัดปาร์ตี้. ภาวะตัวตนแบบเด็กจะปรากฏออกมาในช่วงเวลาสั้นๆในสถานการณ์อื่นๆ อย่างเช่น คณะกรรมการประจำชั้นเรียน การอภิปรายที่เอาจริงเอาจังซึ่งอาจไม่ได้ดั่งใจ. ในรูปแบบที่ไม่พึงปรารถนา สภาวะตัวตนแบบเด็กจะมีอิทธิพลอย่างมากต่อชีวิตของบุคคล ดังในกรณีขอบบุคคลที่ถูกอารมณ์อย่างได้อย่างหนึ่งรบกวนอย่างมาก อยู่ในภาวะสับสน ซึมเศร้า คุ้มคลั่ง หรือหมกมุ่น ภาวะตัวตนแบบเด็กจะผลักดันเขาไปสู่โครงสร้างตัวตนที่จำลองขึ้นในรูปของพฤติกรรมการควบคุมตนเองไม่ได้(Out-of-Control behavior). ภาวะตัวตนแบบเด็กอาจปรากฏเป็นเวลานานในรูปของ ความซึมเศร้า หรือเศร้าโศก ดังในกรณีของคนที่ประสบกับการสูญเสียครั้งใหญ่ในชีวิต.

        สรุป คือ บุคลิกภาพที่แสดงออกตามธรรมชาติตามความต้องการของตนเองและตามสภาวะอารมณ์ต่าง ๆ นั่นคือ บุคคลจะแสดงออกในสิ่งที่ตนเองต้องการที่จะกระทำโดยไม่สนใจเรื่องของเหตุผล ดังนั้น พฤติกรรมในสภาวะนี้จะเป็นพฤติกรรมชอบเล่น ชอบเย้าแหย่คนอื่น ๆ หัวเราะ ร้องไห้ ฯลฯ ใช้ตัวย่อ C แบ่งเป็น

1.1 FC (Free child) เป็นลักษณะของเด็กเสรี ต้องการความอิสระ ยืดหยุ่น เปลี่ยนแปลง มีอารมณ์ขัน ใจถึงกล้าเสี่ยง 

1.2 AC (Adapted child) เป็นลักษณะของเด็กที่เชื่อฟังผู้ใหญ่ อ่อนน้อมถ่อมตน สุภาพอ่อนโยน ยอมตาม

 

2. สภาวะความเป็นผู้ใหญ่ (Adult Ego State) เมื่ออยู่ในภาวะตัวตนแบบผู้ใหญ่(Adult ego state) บุคคลจะแสดงออกเหมือนคอมพิวเตอร์. คอมพิวเตอร์จะทำงานตามข้อมูลที่รวบรวมได้และเก็บข้อมูลและใช้ข้อมูลเพื่อตัดสินใจตามโปรแกรมที่อิงตามหลักตรรกะ.เมื่ออยู่ในในภาวะตัวตนแบบผู้ใหญ่ บุคคลจะใช้ความคิดแบบตรรกะในการแก้ไขปัญหาเพื่อให้แน่ใจว่าภาวะตัวตนแบบผู้ใหญ่และแบบเด็กไม่ระบบกวนกระบวนการ. ดังนั้น การใช้อารมณ์จึงไม่ใช่สิ่งที่ดีในความคิดของคนที่มีภาวะตัวตนแบบผู้ใหญ่. ในที่นี้หมายถึงการใช้เหตุผลหรือการคิดแบบตรรกะที่พวกเราต้องการที่จะแยกตัวเราเองออกจากอารมณ์ของเราเท่านั้น. ไม่ได้หมายความว่า การมีเหตุผลหรือหลักการคิดแบบตรรกะจะเป็นวิธีที่ดีที่สุดในทุกเวลา.  อันที่จริง  ภาวะตัวตนแบบพ่อแม่แบบแยกตัวออกมาอย่างเด่นชัดเกิดขึ้นเพราะมนุษย์ไม่สมบูรณ์แบบ ดังนั้น ภาวะตัวตนแบบผู้ใหญ่ที่แยกตัว จะมีผลกระทบชัดเจนต่อบุคคลเช่นเดียวกัน. บุคคลอาจตั้งวัตถุประสงค์เอาไว้ว่า ฉันเป็นผู้ใหญ่และฉันก็มีอารมณ์ แบบนี้ใช่หรือไม่. การเป็นมนุษย์ที่มีวุฒิภาวะและเจริญเติบโตขึ้นไม่เหมือนกับการอยู่ในภาวะตัวตนแบบผู้ใหญ่. เด็กเล็กก็สามารถอยู่ในภาวะตัวตนแบบผู้ใหญ่ของพวกเขาได้ และปรับเปลี่ยนไปตามวัย พร้อมกับสามารถใช้ภาวะตัวตนแบบพ่อแม่และเด็กได้ตลอดเวลาเช่นกัน.
             ภาวะตัวตนแบบผู้ใหญ่จะคำนวณข้อเท็จจริงทั้งหมดที่มีอยู่. ถ้าข้อเท็จจริงมีการเปลี่ยนแปลง คำตอบก็จะแปรไปตามข้อเท็จจริงเปลี่ยนไป และมีประสิทธิภาพมากกว่าวิธีการแก้ปัญหาของภาวะตัวตนแบบพ่อแม่ ถ้าเท็จจริงไม่ถูกต้อง คอมพิวเตอร์ก็จะให้คำตอบที่ผิด. หน้าที่ที่สำคัญที่สุดของภาวะตัวตนแบบผู้ใหญ่ก็คือการคาดคะเนผลลัพธ์ล่วงหน้าและให้คำวิจารณ์บนพื้นฐานของประสิทธิภาพของพฤติกรรมของบุคคลในการแสงหาเป้าหมายที่ตั้งไว้ หน้าที่ในการวิจารณ์บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงนี้ แตกต่างจากการทำหน้าที่บนพื้นฐานของค่านิยมของภาวะตัวตนแบบพ่อแม่ชอบตำหนิ. บางครั้ง ภาวะตัวตนแบบผู้ใหญ่จะใช้ข้อมูลจากภาวะตัวตนแบบเด็กหรือจากภาวะตัวตนแบบพ่อแม่ซึ่งอาจจะไม่ถูกต้อง. สภาวะการณ์เช่นนี้เรียกว่า การปนเปื้อนของข้อมูล (Contamination). เมื่อข้อมูลที่ปนเปื้อนมาจากภาวะตัวตนแบบพ่อแม่ การปนเปื้อนนี้เรียกว่า อคติ (Prejudice). ยกตัวอย่าง เมื่อใครบางคนตั้งสมมตฐานว่า ผู้หญิงชอบเป็นผู้ตาม ส่วนผู้ชายชอบเป็นผู้นำในการตัดสินใจ ข้อมูลนี้ถือเป็นข้อมูลที่ปนเปื้อนที่ภาวะตัวตนแบบผู้ใหญ่รับมาจากภาวะตัวตนแบบพ่อแม่เพราะเป็นการยอมรับโดยปราศจากการตรวจสอบกับความเป็นจริง.
การยอมรับข้อมูลโดยไม่ได้ตรวจสอบทำนองเดียวกันนี้กันสามารถเกิดขึ้นด้วยข้อมูลที่เกิดจากภาวะตัวตนแบบเด็ก ซึ่งกรณีนี้จะเรียกว่า การหลงผิด(Delusion). การหลงผิด โดยปกติแล้วมักจะมีสาเหตุจากความกลัวและความหวังในวัยเด็กซึ่งภาวะตัวตนแบบผู้ใหญ่ยอมรับว่าเป็นจริง. ยกตัวอย่าง เมื่อบุคคลปักใจเชื่อว่า เขากำลังถูกปองร้ายโดยหน่วยงานของรัฐนั้น ความเชื่อนี้มีความกลัวของภาวะตัวตนแบบเด็กซึ่งภาวะตัวตนแบบผู้ใหญ่รับเอามาเป็นพื้นฐาน มากกว่าความเป็นจริง. กระบวนการที่สำคัญยิ่งในการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ คือ การปนเปื้อนของข้อมูลของภาวะตัวตนแบบผู้ใหญ่

 

3. สภาวะความเป็นบิดามารดา (Parent Ego state) ภาวะตัวแบบพ่อแม่มีลักษณะตรงกับข้ามกับภาวะตัวตนแบบเด็ก. ภาวะตัวตนแบบพ่อมีจะมีลักษณะเก็บจำล่วงหน้า ด่วนตัดสิน มีอคติล่วงหน้าในการดำรงชีวิต. เมื่อบุคคลอยู่ในภาวะตัวตนแบบพ่อแม่ เขาจะคิด รู้สึก และแสดงออกเหมือนพ่อแม่หรือคนที่เขาถือเป็นแบบอย่าง. ภาวะตัวแบบพ่อแม่จะตัดสินใจ ว่าจะต้องสนองต่อเหตุการณ์อย่างไร อะไรดีหรือไม่ดี  และบุคคลจะดำรงชีวิตอยู่อย่างไร โดยไม่จำเป็นต้องอิงอยู่กับหลักเหตุผล. ภาวะตัวตนแบบพ่อแม่อาจแสดงออกในรูปของการตัดสิน ต่อต้าน ควบคุม หรือให้การสนับสนุนก็ได้. ภาวะตัวตนแบบพ่อแม่ที่แสดงออกในรูปการติเตียน จะถูกเรียกว่า พ่อแม่ช่างตำหนิ(Critical Parent). ภาวะตัวตัวแบบพ่อแม่ที่แสดงออกในรูปของการสนับสนุนจะถูกเรียกว่า พ่อแม่ผู้อารีย์(Nurturing Parent) .

                 ภาวะตัวตนหนึ่งอาจควบคุมภาวะตัวตนอื่นๆเพื่อแยกตัวเองจากภาวะตัวตนที่เหลืออีกสองประเภท. ยกตัวอย่าง การแยกตัวของภาวะตัวตนแบบพ่อแม่ผู้อารีย์และช่างตำหนิซึ่งเกิดขึ้นเมื่อบุคคลไม่สามารถใช้ภาวะตัวแบบเด็กและผู้ใหญ่ของเขา. บุคคลนี้จะสูญเสียผลประโยชน์ที่เขาจะพึงได้รับจากภาวะตัวตนทั้งสองที่เหลือ เนื่องจากในการที่จะเป็นบุคคลปฏิบัติหน้าที่ได้ดีนั้น ภาวะตัวตนทั้งสามจะถูกนำมาใช้ให้ตามสถานการณ์ที่จำเป็น. ด้วยภาวะตัวตนแบบพ่อแม่แยกตัวออกมาทำหน้าที่โดดเด่นอยู่ภาวะเดียวจะส่งผลให้บุคคลใช้ชีวิตโดยปราศจากประโยชน์ที่จะพึงได้รับจากภาวะตัวตนแบบเด็กและแบบผู้ใหญ่ และตัดขาดจากภาวะตัวตนทั้งสองดังกล่าวด้วยประการฉะนี้.
ภาวะตัวตนแบบพ่อแม่จะใช้วิธีการแบบ “เทปเก่า” ในการแก้ปัญหา ทั่วไปอาจเป็นข้อมูลย้อนหลังไป 25 ปีก่อน(และอาจเป็น 250 ปี หรือ 2,500 ปีก่อน)และจะเป็นประโยชน์เมื่อไม่มีข้อมูลสำหรับภาวะตัวตนแบบผู้ใหญ่ หรือไม่มีเวลาให้ภาวะตัวตนแบบผู้ใหญ่ได้คิด. หรืออีกนัยหนึ่ง ภาวะตัวตนแบบเด็ก จะสร้างนิยายบนพื้นฐานของลางสังหรณ์ แต่วิธีการแก้ปัญหาแบบนี้อาจไม่น่าเชื่อถือมากพอสำหรับการตัดสอนใจของภาวะตัวตนแบบผู้ใหญ่.

          ดังนั้นพอที่จะสรุปได้ดังนี้ สภาวะพ่อ แม่ คือ บุคลิกภาพที่แสดงออกเมื่อบุคคลมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นจะมี ลักษณะปกป้อง และแสดงให้เห็นถึงความมีอำนาจ ตลอดจนแสดงออกถึงความรับผิดชอบ ซึ่งมีลักษณะแยกย่อย ดังนี้ใช้ตัวย่อ P แบ่งเป็น 

3.1 CP (Critical Parent) เป็นลักษณะของพ่อแม่ที่ชอบวิพากษ์วิจารณ์ ชอบใช้อำนาจ การสั่งการ การควบคุมผู้อื่น ซึ่งเป็นพลังแห่งความกระฉับกระเฉง ทะเยอทะยาน อยากให้ตนสำคัญ 

3.2 NP ( Nurturing Parent ) เป็นลักษณะของพ่อแม่ชอบ ทะนุถนอม ใจดี ชอบช่วยเหลือ เห็นใจห่วงใยต่อความทุกข์ของคนอื่น

 

 

แนวทางในการติดต่อสัมพันธ์ 

 

1.  การติดต่อสัมพันธ์แบบได้ความสมบูรณ์ (Complementary Transaction) เป็นการติดต่อสื่อสารที่สอดคล้องกัน เช่น  

                ส่งสาร -  ผู้ใหญ่กับผู้ใหญ่   ตอบรับ -  ผู้ใหญ่กับผู้ใหญ่

                ส่งสาร – บิดามารดา กับแด็ก    ตอบรับ -  เด็กกับบิดามารดา

 

 

 

P

C

A

P

C

A

ช่วยค้นเอกสารให้อาจารญหน่อยเถอะ

ได้ค่ะ เดี๋ยวหนู/ผม

ช่วยอาจารย์

 

 

 

 

 

 ฝ่ายตอบ

ฝ่ายถาม

 

 

 

 

 

 

P

C

A

P

C

A

วันนี้วันที่ 24  ครับ/ค่ะ

วันนี้วันที่เท่าไหร่คะ

 

 

 

 

ฝ่ายถาม

ฝ่ายตอบ

 

 

 

 

 

 

2.  การติดต่อสัมพันธ์แบบขัดแย้ง (Crossed  Transaction)

           การติดต่อสื่อสารระหว่างบุคคลที่สภาพแห่งตนของคู่สื่อสารไม่สอดคล้องสัมพันธ์กัน เช่น ผู้ถามถามเพื่อต้องการคำตอบ  แต่ผู้ตอบ ตอบแบบประชดประชัน หาเรื่อง ทำให้เกิดความไม่พอใจ ขัดเคืองใจ

 

 

P

C

A

P

C

A

รายงานที่เธอทำส่งครูดูดีจังเลย

ยังไงก็สู้รายงานของเธอไม่ได้หรอก

 

 

 

 

 

 

ฝ่ายตอบ

ฝ่ายถาม

 

P

C

A

P

C

A

แต่อาจารย์บอกให้ฉันนั่งตรงนี้ค่ะ

บอกแล้วไม่ใช้หรือว่าไม่ให้นั่งที่ของฉัน

ฝ่ายถาม

ฝ่ายตอบ

 

3. การติดต่อสัมพันธ์แบบซ้อนเร้น ( Ulterior  Transactions) การติดต่อสื่อสารจะมี 2  ระดับ คือ

 

                                        ระดับที่เปิดเผย – เป็นการแสดงออกอย่างตรงไปตรงมา

 

                                        ระดับซ้อนเร้น  -  สารที่ถูกส่งออกมาอยู่ในลักษณะปกปิด

 

 

ฝ่ายตอบ

P

C

A

P

C

A

ดีใจด้วยนะจ๊ะที่ได้รับเลือกเป็นตัวแทนห้อง

ดีใจด้วยนะจ๊ะที่ได้รับเลือเป็นตัวแทนห้อง

A

ฝ่ายถาม

ดีใจด้วยนะจ๊ะที่ได้รับเลือเป็นตัวแทนห้อง

P

C

A

P

C

A

ก็แค่ตัวแทนห้อง ไม่ใช้อะไรยุ่งยากหนักหนา

 

เขาก็พูดไปอย่างนั้นแหละ ไม่ได้ชมด้วยความจริงใจอะไรหรอก

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ฝ่ายถาม

ฝ่ายตอบ

 

 

 

 

 

จุดมุ่งหมายของการให้การปรึกษาแบบ TA

 

1. เพื่อให้ผู้รับการปรึกษาเลือกใช้ Ego Stage แต่ละสภาวะให้เหมาะสม

2. เพื่อช่วยให้ผู้รับการปรึกษาเปลี่ยน Ego Stage จากสภาวะหนึ่งไปสู่ Ego Stage อีกสภาวะหนึ่งได้อย่างเหมาะสม

3. เพื่อช่วยให้ผู้รับการปรึกษาใช้ Adult Ego Stage เพื่อช่วยให้เข้าใจตนเองได้ตรงตามสภาพที่เป็นจริง และมีเหตุผล ตลอดจนสามารถเป็นตัวของตัวเองอย่างเป็นธรรม

4. เพื่อช่วยให้ผู้รับการปรึกษาอยู่ในตำแหน่งชีวิตแบบ “ I’m OK – you’re OK

 

 

กระบวนการให้การปรึกษาแบบ TA

1. การวิเคราะห์โครงสร้าง (Structural Analysis) จะช่วยให้บุคคลเข้าใจถึงโครงสร้าง

ของตนเองว่ามีสภาวะของ Ego stage อย่างไร เพื่อช่วยให้บุคคลนั้นสามารถใช้ Ego stage แต่ละสภาวะได้อย่าง เหมาะสม

2. การวิเคราะห์สัมพันธภาพ (Transactional Analysis) เพื่อช่วยให้ผู้รับการปรึกษา

เข้าใจถึงวิธีการสื่อสัมพันธ์ที่ตนเองใช้ในการแสวงหาความเอาใจใส่จากผู้อื่น (Stroke) และหาทางปรับปรุงวิธีการสื่อสัมพันธ์ให้ดียิ่งขึ้น

3. การวิเคราะห์เกมทางจิตวิทยา (Games Analysis)เกมทางจิตวิทยา หมายถึง วิธีการที่

บุคคลพยายามเอาประโยชน์จากบุคคลอื่น เพื่อให้ได้ความเอาใจใส่ (Stroke) ที่ตนพอใจผู้ให้การปรึกษาต้องวิเคราะห์เพื่อให้ผู้รับการปรึกษาได้ทราบและเข้าใจถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า ผู้รับการปรึกษาได้ใส่ความหมายอะไรลงไปในเกมหรือเหตุการณ์นั้น และผู้รับการปรึกษาต้องการอะไรจากเกมนั้น ผู้ให้การปรึกษาต้องบอกให้ผู้รับการปรึกษาเลิกเล่นเกมที่เคยใช้มา เพื่อแสวงหาความเอาใจใส่ (Stoke) จากผู้อื่น ควรชี้ให้ทราบว่ามีวิธีการอื่นที่เหมาะสมกว่าที่จะได้มาซึ่งความเอาใจใส่

 

บทบาทในการเล่นเกม มี 3 บทบาท

3.1 ผู้กล่าวหา (Persecutor)

เป็นบทบาทที่บุคคลต้องสวมหน้ายักษ์ แสดงหน้านิ่วคิ้วขมวด ข่มขู่ ตะคอก ด่าว่าด้วยน้ำเสียงอันดัง หรือแสดงท่าทีปั้นปึ่ง ชอบจับผิดผู้อื่นเสียหาย อับอาย ต่ำต้อย หรือเกรงกลัว คำพูดที่ผู้กล่าวหาใช้ เช่น “คุณทำโง่ๆ แบบนี้ได้อย่างไร” “คนอย่างคุณไม่มีความสามารถที่จะจัดการเรื่องนี้ได้หรอก”

 

 

3.2 ผู้ช่วยเหลือ (Rescuer)เป็นบทบาทที่บุคคลมีท่าทีชอบเสนอตน ให้ความเอื้อเฟื้อ

ช่วยเหลือผู้อื่น ทำอะไรให้ผู้อื่น จะคอยยื่นมือเข้าไปให้ความช่วยเหลือกับทุกคน หรือแม้กระทั่งกับคนที่ไม่ต้องการความช่วยเหลือ หรือคนที่ไม่ยอมช่วยเหลือตนเอง บุคคลประเภทผู้ช่วยเหลือนี้ชอบที่จะสอดแทรกเข้าไปตัดสินใจให้ผู้อื่น และชอบประเมินความสามารถของผู้อื่นให้ต่ำกว่าที่เป็นจริง และมักจะมีความรู้สึกซ่อนเน้นอยู่ในส่วนลึกกว่า ผู้อื่นไม่สามารถแก้ปัญหาต่างๆ ด้วยตัวของเขาเองได้ หรือผู้อื่นจะเจริญเติบโตพัฒนาไปได้มากน้อยเพียงใด ย่อมขึ้นอยู่กับคำแนะนำและความช่วยเหลือที่ผู้ช่วยเหลือจะมอบให้ ดังนั้น ผู้ช่วยเหลือจึงชอบที่จะดึงผู้อื่นให้ขึ้นมาอยู่กับตนเอง คำพูดที่ผู้ช่วยเหลือชอบใช้ เช่น “มาฉันทำให้คุณเอง” หรือ “ถ้าฉันเป็นคุณนะ ฉันจะ….” เป็นต้น

              3.3 เหยื่อหรือผู้เคราะห์ร้าย(Victim) ได้แก่บทบาทที่เป็นความสงสารตนเอง จะแสดงออกมาให้เห็นว่า ทำอะไรไม่ได้ ช่วยตัวเองไม่ได้ทั้งๆที่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ ความทุกข์ยากของตนเองเกิดขึ้นเพราะตนเองโชคร้าย หรือแสดงว่าไร้ความสามารถ ทั้งๆที่จริงแล้ว ตนมีความสามารถ บุคคลที่เล่นบทนี้ก็เพื่อต้องการให้ผู้อื่นมาช่วยเหลือปลอบโยน หรือแสดงความเห็นใจ คำพูดที่คนพวกนี้ชอบใช้ ได้แก่

 

“ ผมทำไม่ได้” (ความจริงทำได้)

“ผมทนไม่ได้” (ความจริงทนได้)

“ผมได้พยายามทำทุกทางแล้ว” (ความจริงยังไม่ได้ทำอีกหลายทาง)

“ทำไมเรื่องนี้ถึงต้องเกิดกับผมอยู่เรื่อย” (รำพึงเพื่อขอความเห็นใจ)

 

            บทบาททั้งสามเป็นพลวัต ( Dynamic) เกิดต่อเนื่องกันตลอดเวลา บุคคลควรรู้ตัวและไม่ควรยึดติดกับบทบาทใดเนื่องจากการเป็นผู้กล่าวหาทุกกรณี อาจเป็นการตีกรอบตนเองต่อสังคม ทำให้ไม่มีใครอยากติดต่อสัมพันธ์ ส่วนการเป็นเหยื่ออยู่ตลอดเวลาอาจถูกคนอื่นมองว่าเป็นคนโง่ และการเป็นผู้ช่วยเหลืออยู่ตลอดเวลาก็อาจสร้างความลำบากให้ตนเองมากเกินไป

                4. การวิเคราะห์บทชีวิต (Script Analysis) เพื่อให้ผู้รับการปรึกษาเข้าใจถึงบทบาทของตนเองที่ดำเนินมาโดยตลอด การเข้าใจถึงตำแหน่งของชีวิตหรือทัศนะชีวิต จะทำให้เข้าใจถึงบทชีวิตเนื่องจากทัศนะชีวิตจะสะท้อนให้เห็นถึงบทชีวิตลักษณะของทัศนะชีวิตนั้น เปรียบเสมือนลักษณะของกระแสไฟฟ้า หรือลักษณะของแม่เหล็ก ซึ่งมี 2 ขั้ว คือ “ตัวฉัน-บุคคลอื่น”(I-Other) และ ถูกแล้ว-ไม่ถูก” “เห็นด้วย-ไม่เห็นด้วย” (OK-Not-OK)  ลักษณะของทัศนะชีวิตมี 4 ลักษณะ คือ

            ลักษณะที่ 1 I am OK: You are OK. เป็นทัศนะชีวิตของผู้ที่มีสุขภาพจิตดี มองตนเองและบุคคลอื่นในแง่ดี สามารถยยอมรับตนเองและบุคคลอื่นได้ตามที่เป็นจริง

            ลักษณะที่ 2 I am OK: You are not OK.เป็นทัศนะชีวิตของบุคคลที่เห็นว่าตนเองเหนือกว่าคนอื่น ตนเองดีกว่าคนอื่น มีความหยิ่งยโส และดูถูกเหยียดหยามคนอื่น พยายามขจัดผู้อื่น มีความหวาดระแวงไม่ไว้ว่างใจคนอื่น จะไม่เชื่อความคิดของผู้อื่นและไม่รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ในกรณีที่รุนแรง มักจะลงเอยด้วยการทำลายชีวิตของคนอื่นหรือฆ่าผู้อื่น

         ลักษณะที่ 3 I am not OK: You are OK.เป็นทัศนะชีวิตที่บุคคลเห็นว่าตนเองต้อยต่ำกว่าคนอื่น มีความรู้สึกว่าตนเองไม่มีค่า ทำตัวเศร้าหมองชอบหลบเลี่ยง ไม่ยอมพบปะกับผู้อื่น ในกรณีที่รุนแรง มักจะต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลหรือทำลายชีวิตตนเอง บุคคลประเภทนี้จะไม่มีความสุขในชีวิต เพราะต้องทำอะไรตามผู้อื่นอยู่เสมอ

              ลักษณะที่ 4 I am not OK: You are not OK. เป็นทัศนะชีวิตที่บุคคลนั้นจะมีลักษณะหมดอาลัยตายอยากในชีวิต ไม่เห็นคุณค่าทั้งในชีวิตตนเองและผู้อื่น มีความคิคว่าชีวิตนี้หาประโยชน์มิได้ หาความจริงมิได้ ซังกะตายอยู่ต่อไปเรื่อย ๆ ใช้ชีวิตให้หมดไปวันหนึ่ง ๆ อย่างปราศจากความหมาย หรือความหวังใด ๆ ทั้งสิ้น จะพบในผู้ป่วยโรคจิตหรือโรคประสาท ในกรณีที่รุนแรง จะจบลงด้วยการทำลายชีวิตของผู้อื่นและตนเอง   ตามแนวความคิดเกี่ยวกับทัศนะชีวิตนั้น บุคคลที่มีทัศนะในชีวิตแบบฉันดีเธอก็ดี(I am OK: You are OK) จะเป็นผู้มีสุขภาพจิตดี มองตนเองและคนอื่นในแง่ดี สามารถยอมรับตนเองและบุคคลอื่นได้ตามความเป็นจิรง กล้าเผชิญและแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น โดยใช้ความสามารถของตนเองอย่างเต็มที่

5. การใส่ใจ(Stroke)

การใส่ใจ( Stroke) คือ การกระทำใด ๆ ก็ตาม ที่ส่อให้เห็นความสนใจต่อการปรากฏตัวของผู้อื่น ซึงความเอาใจใส่นี้ อาจให้ในรูปการสัมผัสแตะต้องทางกายโดยตรง หรือในรูปของสัญลักษณ์ ความเอาใจใส่ เช่น การมอง การยิ้มให้ การสบตา เป็นต้น ความต้องการสัมผัสใกล้ชิดสนิทสนม เป็นความต้องการของทุก ๆคน ต้องตั้งแต่เกิดจนตายและเป็นความต้องการที่กำหนดพฤติกรรม หรือการกระทำของแต่ละบุคคลในอนาคต
เทคนิคที่ใช้ในการให้การปรึกษาแบบ TA

1. การซักถาม (Interrogation)

2. การระบุพฤติกรรมและโครงสร้างทางบุคลิกภาพให้ชัดเจน (Specification)

3. การโต้แย้ง (Confrontation)

4. การอธิบาย (Explanation)

5. การตีความ (Interpretation)

6. การบอกให้ผู้รับการปรึกษาหยุดเล่นเกม (Crystallization) เพื่อให้ได้ความเอาใจใส่ ที่ตนต้องการ โดยหันมาใช้วิธีอื่นที่เหมาะสมกว่า

 

ขั้นที่ 5 ผลที่ได้รับ Effective (E)

     *  สอนให้ผู้รับการปรึกษาได้มีประสบการณ์ในการคิดโต้แย้งกับความเชื่อที่ไร้เหตุผล ซึ่งอาจต้องใช้ทักษะยั่วยุท้าทาย หรือ ทักษะให้เผชิญความจริง กรณีดังกล่าวผู้ให้การปรึกษาอาจพูดว่า“คุณจะเห็นได้ว่า การที่คุณคิดว่าสามี ต้อง ชื่นชมคุณ มันจึง ทำให้คุณรู้สึกโกรธ แต่ไม่ใช่ เพราะว่าสามีไม่ชื่นชมคุณดังนั้น แทนที่จะคิดว่าต้องเป็นอย่างนี้ (อย่างนั้น) เราอาจจะคิดเป็นอย่างอื่นได้ไหมคะ ซึ่งมันอาจจะทำให้คุณเพียงรู้สึกเสียใจ ไม่พอใจ แต่ไม่ถึงกับโกรธ”

        *  ในขั้นตอนนี้ ผู้ให้การปรึกษาพยายามฝึกให้ผู้รับการปรึกษาได้มีประสบการณ์ของการสร้างความเชื่อที่มีเหตุผลแทนความเชื่อที่ไร้เหตุผล คือ ฝึกให้เธอรู้จักจัดการโต้แย้งความเชื่อดังกล่าวด้วยการใช้คำถามที่ว่า“ทำไมเหตุการณ์นั้น ๆ จะต้องเกิดขึ้น” จากกรณีข้างต้นผู้ให้การปรึกษาอาจพูดว่าสอนให้“คุณพอจะบอกได้ไหมว่าทำไมสามีจึงต้องชื่นชมคุณ” การใช้คำถามเช่นนี้ผู้รับการปรึกษาอาจจะอึ้งไป เพราะเธอจะหาคำอธิบายใด ๆ สำหรับความคาดหวังของเธอที่มีต่อคนอื่นไม่ได้ หากเธอเริ่มที่จะคิดใหม่ก็จะสามารถเปลี่ยนแปลงตนเองได้

           *   มีเหตุการณ์อะไรบ้างในชีวิตประจำวันของผู้รับการปรึกษาที่กระตุ้นให้เกิดปฏิกิริยาทางอารมณ์ โดยให้เธอระบุตัวอย่างปัญหาที่เกิดขึ้น เช่น “ เจ้านายไม่เข้าใจฉัน ”

*  สำรวจความเชื่อที่ไร้เหตุผล (irrational belief) ที่สืบเนื่องจากกรณีข้างต้น

*  ผู้รับการปรึกษาจะได้เรียนรู้ประสบการณ์จากการคิดใหม่อย่างมีเหตุผล จะได้ตระหนักว่า การคิดที่มีเหตุผลสามารถช่วยแก้ปัญหาให้เธอได้

*  บทบาทของผู้ให้การปรึกษายังคงต้องยอมรับในสิ่งที่ผู้รับการปรึกษาต้องการ แต่ในขณะเดียวกันจะต้องทำให้เธอตระหนักว่าแม้เธอจะต้องการสิ่งใด มากไปกว่าสิ่งที่ได้รับอยู่ก็ตาม เธอได้เรียนรู้แล้วว่า โดยธรรมชาติคนทุกคนจะมีลักษณะเฉพาะของตนเอง ซึ่งไม่สามารถตอบสนองความต้องการของคนอื่น ได้ทุกเรื่อง และตัวเราเองก็เช่นกันที่ไม่อาจตอบสนองความ ต้องการของทุกคนได้ทุกเรื่องเช่นกัน
ขั้นที่ 6 ความรู้สึกใหม่

New Feeling (F)    อารมณ์ที่เป็นทุกข์เดิมจะถูกแทนที่ด้วยอารมณ์ทุกข์น้อยกว่ากรณีข้างต้นเธอจะเพียงแต่ผิดหวังเสียใจ แต่จะไม่ถึงกับโกรธอีกต่อไป

5. ฝึกปฏิบัติ

 *   ผู้ให้การปรึกษากระตุ้นให้ผู้รับการปรึกษาฝึกการเรียนรู้ในทำนองเดียวกันนี้บ่อย ๆ เช่น อาจให้การบ้านและช่วยตรวจ/ประเมิน
6. สนับสนุน

  *   ผู้ให้การปรึกษาสนับสนุนให้ผู้รับการปรึกษาใช้วิธีการเหล่านี้ในชีวิตประจำวัน จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตของเขา

 

ทักษะเฉพาะที่ใช้ในการให้การปรึกษา

  1. 1.       การท้าทาย (Challenge) เป็นกลวิธีหนึ่งที่จะกระตุ้นให้ผู้รับการปรึกษาต้องใช้ความ

ตั้งใจมากขึ้นในการแก้ไขปัญหา แต่ในเวลาเดียวกัน กลวิธีดังกล่าวอาจสร้างความกังวลใจแก่ผู้รับการปรึกษาได้เช่นกัน
ตัวอย่าง

ผู้รับการปรึกษา : “เทอมนี้ผมจะต้องพยายามทำให้ได้ A สัก 4 วิชา”

ผู้ให้การปรึกษา : “เธอแน่ใจว่าจะทำได้หรือ”

ผู้รับการปรึกษา : “ผมคิดว่าได้ครับถ