สวัสดีท่านผู้อ่านทุกท่านครับ พอดีวันนี้ได้อ่านหนังสือพิมพ์มาเจอบทความดีๆอันหนึ่งเกี่ยวกับเด็กๆเลยเอามาให้ท่านผู้อ่านที่รักทั้งหลายได้อ่านกันครับ น่าจะเป็นประโยชน์นะครับสำหรับท่านผู้อ่านทั้งหลาย

หากมีลูกหลานที่เข้าข่ายเป็นเด็กเรียนอ่อน ผู้ปกครองหลายคนถึงกับถอดใจควบคู่ไปกับการถอดถอนโอกาสทางการศึกษาให้พวกเขาเพียงเพราะเข้าใจว่า ถึงเรียนมากเท่าไหร่เด็กเหล่านี้คงมีอนาคตทางการศึกษาไปได้ไม่ไกลเท่ากับเด็กที่เรียนดีกว่า
   
แม้ความรู้สึกนี้ยังคงวนเวียนตอกย้ำ เป็นความทุกข์อยู่ในใจยากจะหาทางแก้ไขเพียงลำพังได้ ทว่าปัญหาของเด็กเรียนอ่อน ใช่ว่าจะสิ้นไร้หนทางแก้ หากอยู่ในภาวะแห่งความกลัดกลุ้มเกี่ยวกับเรื่องนี้ ในงานประชุมวิชาการประจำปี 2552 “30 ปี สมิติเวช” ปัญหาเด็กที่มีผลการเรียนต่ำได้ถูกหยิบยกมาเป็นหนึ่งในอีกหลาย ๆ เรื่องที่มี
   
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญมาให้ความรู้ในประเด็นสำคัญทางการแพทย์ที่สมิติเวชจัดติดต่อกันเป็นประจำตลอด 10 ปี แพทย์หญิง  วิรัลพัชร กิตติธะระพันธุ์ จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นศูนย์เด็กพิเศษ โรงพยาบาลสมิติเวช  ศรีนครินทร์ ให้ความรู้เรื่องของปัญหาเด็กที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำพอจะเป็นแนวทางให้ได้ว่า ปัจจุบันนี้เด็กมีผลทางการเรียนต่ำมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม ส่งผลกระทบ ต่อการเกิดปัญหาพฤติกรรมและปัญหาจิตเวชในเด็ก และพบว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่มีปัญหาพฤติกรรม เช่น ปัญหาไม่ไปโรงเรียน หนีเรียน ขาดเรียนบ่อย ใช้สารเสพติด รวมไปถึงปัญหาด้านอารมณ์ เช่น โรคซึมเศร้า และโรควิตกกังวล ล้วนเป็นเด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้และมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ ซึ่งวงจรของการเกิดปัญหาการเรียนรู้ของเด็ก เป็นสาเหตุต่อเนื่องไปถึงปัญหาสุขภาพจิตและพฤติกรรม เริ่มจากผลการเรียนที่ไม่ดี ทำให้เด็กมีปมด้อย ขาดความเชื่อมั่นและความภาคภูมิใจ ท้อแท้หมดกำลังใจ หาสิ่งชดเชย มีปัญหาพฤติกรรม และเอาดีทางอื่นทดแทน
   
คำบอกกล่าวของจิตแพทย์เด็กคือภาพสะท้อนปัญหาของเด็กที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ หรือเด็กเรียนอ่อน ว่าเป็น ปัญหาสำคัญอย่างหนึ่งในทางสุขภาพจิต   และจิตเวช ซึ่งคนส่วนใหญ่เข้าใจว่าเด็กเรียนอ่อนคือ เด็กขี้เกียจ ไม่ใส่ใจเรื่องการเรียน ไม่มีความพยายาม ทั้งนี้ในความเป็นจริงปัญหาการเรียนรู้ของเด็กไม่ใช่เกิดจาก   สติปัญญาที่อ่อนด้อยเพียงอย่างเดียว แต่ยัง    มีสาเหตุมาจากโรคทางจิตเวชและปัจจัยอื่นประกอบด้วย สาเหตุปัญหาสติปัญญา ซึ่งกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่เป็นไปตามหลักสถิติ, สาเหตุปัญหาทางอารมณ์ ซึ่งจัดเป็นทั้งเหตุและผลจากผลการเรียนที่ไม่ดี ยกตัวอย่างเช่น ปัญหาทางอารมณ์ที่อาจเริ่มจากเรื่อง   พ่อแม่ทะเลาะกัน ความยากจน ปัญหาโรคทางจิตเวชคือ สมาธิสั้น และความบกพร่องทางการเรียนรู้
   
นอกจากนี้ยังมีสาเหตุการขาดแรงจูงใจที่เป็นปัจจัยที่ทำให้เด็กเรียนอ่อน โดยแพทย์หญิงวิรัลพัชรให้ความรู้ในสาเหตุนี้     อย่างกระจ่างว่า เด็กกลุ่มนี้เป็นเด็กที่ฉลาด ปัญญาดี แต่ผลการเรียนต่ำ ถึงขั้นสอบ   ตก ขี้เกียจ ไม่เอาใจใส่ ไม่สนใจการเรียน ไม่ทำการบ้าน ทำไม่เสร็จ ไม่ส่งงาน ทำงานไม่เรียบร้อย ไม่ชอบครู ขาดความพยายามและความมุ่งมั่น ชอบผัดวันประกันพรุ่ง สนใจเรื่องอื่น และสามารถเพิ่มความคิดเห็นที่บ่งว่าเป็นเด็กฉลาดหรือมีความสร้างสรรค์ เช่น ชอบเครื่องจักรกล ชอบวาดรูป ชอบประดิษฐ์ และมักจะทำได้ ทั้งนี้สาเหตุของการขาดแรงจูงใจมักเกิดจากการเลี้ยงดูที่ขาดการฝึกฝนอบรมนิสัยเรื่องวินัยและการควบคุมตนเอง มักใช้วิธีหลีกเลี่ยง หาข้ออ้างแก้ตัวอยู่เสมอ แทนที่เด็กกลุ่มนี้จะใช้ความฉลาดกับการเล่าเรียนกลับใช้พลังงานไปในทางหาวิธีจัดการกับผู้ใหญ่รอบข้างเพื่อให้ตนพ้นผิดและรู้สึกปลอดภัย
   
“ลักษณะของเด็กกลุ่มนี้แบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ กลุ่มที่ต้องการพึ่งพาผู้อื่น เด็กจะพยายามหาวิธีและเรียกร้อง ขอความช่วยเหลือจากพ่อแม่และครูตลอดเวลา อีก กลุ่มหนึ่งเป็นกลุ่มที่พยายามควบคุมผู้ใหญ่และสถานการณ์ เด็กกลุ่มนี้ชอบโต้เถียง ท้าทาย ต่อรอง ดื้อดึง และนำไปสู่การทะเลาะกันระหว่างพ่อแม่และเด็ก หรือครูกับเด็ก”
   
ในแง่มุมของการช่วยเหลือเด็กที่มีปัญหาทางการเรียน แพทย์หญิงวิรัลพัชร บอกว่า ต้องมองปัญหาเป็นเรื่องของความเจ็บป่วย เป็นสิ่งที่เด็กต้องการความช่วยเหลือมากไปกว่าการที่เด็กไม่พยายามหรือแกล้งทำ ซึ่งจะนำไปสู่ขั้นตอนต่อไปในการจัดการศึกษาพิเศษในรูปแบบที่เหมาะสมกับเด็กในแต่ละราย อิงตามหลักของการเรียนรู้ โดยสร้างแรงจูงใจ ทำได้ด้วยการให้เด็กมีความสุข กับการเรียนรู้ เนื่องจากเมื่อเด็กมีความสุขในการเรียนจะมองตนและสิ่งรอบข้างในแง่ดี มีทัศนคติที่ดีต่อการเรียน ตลอดจนสามารถสร้างสัมพันธภาพที่ดีกับเพื่อนและครูได้ ขณะที่การสอนต้องเริ่มสอนจากสิ่งที่ง่ายที่สุด โดยการเริ่มต้นในระดับที่ต่ำกว่าความสามารถของเด็กเล็กน้อย เพื่อช่วยให้เด็กเรียนรู้และได้รับความรู้สึกของการประสบความสำเร็จในการเรียน ทำให้เด็กมีกำลังใจที่จะเรียนในระดับที่ยากขึ้นต่อไป
   
ขณะเดียวกันต้องสอนจากสิ่งที่เด็กคุ้นเคยไปหาสิ่งที่ไม่คุ้นเคย ซึ่งเด็กจะสามารถเข้าใจในบทเรียนได้ง่าย หากเรียนรู้จากสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวและสิ่งที่เด็กสามารถมองเห็นภาพหรือจินตนาการได้ง่าย หลังจากนั้นจึงเชื่อมโยงไปยังสิ่งที่ยากขึ้นหรือสิ่งที่เด็กไม่คุ้นเคย รวมไปถึงการเปิดโอกาสให้โอกาสเด็กได้เลือกเรียนหรือเลือกกิจกรรมที่สนใจ เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เด็กรู้สึกสนใจและเรียนรู้ได้  ดียิ่งขึ้น การให้เด็กมีประสบการณ์ตรงโดย    ให้โอกาสเรียนรู้จากประสบการณ์จริง ๆ ในเรื่องนั้น ๆ จะช่วยให้เด็กได้เข้าใจบทเรียนได้ง่ายขึ้น และเป็นการส่งเสริมให้เด็กได้มีโอกาสศึกษาหาความรู้ได้ด้วยตนเอง
   
“การส่งเสริมให้เด็กเรียนรู้ตามขีดความสามารถของตน โดยการเรียนการสอนต้องจัดให้สอดคล้องกับความสามารถในการเรียนรู้ของเด็ก ดังนั้นในเด็กที่มีปัญหาทางด้านการเรียนอาจจำเป็นต้องปรับการเรียนการ สอนเป็นแบบรายบุคคล สอนเป็นกลุ่มเล็ก ติวก่อนเข้าเรียนหรือสอนเสริมหลังเลิกเรียนขึ้นอยู่กับความพร้อมของเด็ก ซึ่งอาจจำเป็นจะต้องใช้วิธีการสอนแบบผสมผสานกัน ใช้แรงเสริมอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การกล่าวคำชม “ดี ดีมาก ถูกต้อง” หรือแม้แต่การให้ “แต้มดาว” โดยให้แม้ว่าเด็กจะทำงานนั้นได้ไม่สำเร็จ แต่แค่มีความพยายามก็ถือว่าเพียงพอแล้ว เพราะการให้แรงเสริมอย่างเหมาะสมจะทำให้เด็กมีกำลังใจและความพยายามต่อไป” แพทย์หญิงวิรัลพัชรแนะนำถึงการจัดการเรียนการสอนให้เด็กที่มีปัญหาทางการเรียนอ่อน
   
แพทย์หญิงวิรัลพัชรยังแนะนำด้วยว่า การกระตุ้นให้เด็กใช้ความคิดโดยเปิดโอกาสให้เด็กร่วมแสดงความคิดเห็น การให้เด็กเรียนรู้จากเพื่อน รวมถึงการทบทวนบทเรียนบ่อย ๆ โดยให้เด็กสรุปสิ่งที่เรียนมาแล้วในกิจกรรมเล่าหน้าชั้นเรียน การแจ้งผลการเรียนให้เด็กทราบ รวมไปถึงการมองหาจุดเด่นและจุดด้อยของเด็กและส่งเสริมให้ได้แสดงความสามารถพิเศษ ยอมรับในจุดด้อยและเปิดโอกาสให้เด็กมีโอกาสแสดงความเป็นผู้นำและผู้ตามเพื่อพัฒนาความภาคภูมิใจและปฏิบัติในแต่ละบทบาทให้เหมาะสมในแต่ละสถานการณ์
   
ล้วนแต่เป็นการช่วยเหลือทางการศึกษาโดยอิงหลักของการเรียนรู้และการสร้างแรงจูงใจให้เด็กที่มีปัญหาทางด้านการเรียนได้

 ที่มา: ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก หนังสือพิมพ์เดลินิวส์