:: พระราชดำรัสเศรษฐกิจพอเพียง ::

"พอเพียงนี้อาจจะมีมาก อาจจะมีของหรูหราก็ได้
แต่ว่าต้องไม่ไปเบียดเบียนคนอื่น. ต้องให้พอประมาณตามอัตภาพ
พูดจาก็พอเพียง ทำอะไรก็พอเพียง ปฏิบัติตน
ก็พอเพียง”

(พระราชดำรัสเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ๔ ธันวาคม ๒๕๔๑)
คำว่า "เศรษฐกิจพอเพียง" นั้นหากแปลเป็นอังกฤษจะได้ว่า Sufficiency Economy ซึ่งเป็นพระราชดำรัสที่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานแก่พสกนิกรชาวไทยไว้เมื่อประมาณ 25 ปีมาแล้ว อาจเรียกว่า เป็นทฤษฏีใหม่ก็ได้เพราะว่าเกิดจากแนวดำริที่พระองค์เป็นคนคิดค้นขึ้นมา เหตุที่เรียกว่า ทฤษฏีใหม่ก็เพราะว่า คำว่า"เศรษฐกิจพอเพียง"นั้น ไม่มีบัญญัติไว้ในพจนานุกรมมาก่อน พระองค์ทรงคิดขึ้นมาด้วยพระองค์เอง นับได้ว่าเป็นความอัจริยะภาพของพระองค์อย่างยิ่ง ทำให้เป็นที่ยอมรับกันทั่วโลก ในฐานะ "กษัตริย์นักปฏิรูป"
ากจะกล่าวถึงคำว่า เศรษฐกิจพอเพียงนั้น เราอาจจะคิดว่ามันเป็นเรื่องไกลตัวเป็นเรื่องของเศรษฐกิจน้อย ใหญ่ เป็นเรื่องเชย เป็นเรื่องของชาวนา ชาวสวน แต่ผู้เขียนก็พึ่งจะเข้าใจนี่เองว่า เศรษฐกิจพอเพียง ไม่ได้สอนให้เราจน หรือว่า สอนให้เรามีเท่าไหร่ก็พอแค่นั้น ไม่หามาเพิ่ม ไม่ขวนขวายอีก อั้นนั้นก็ไม่ใช่สิ่งที่ต้องการ
 
ปรัชญานี้สอนให้เรา เดินอยู่บนความพอดี
 
 อย่างเช่น ถ้าหากว่าเราเป็นคนจนมากๆ อยู่มาวันหนึ่ง มีคนพาเราไปกินอาหารภัตตาคารที่แพงที่สุดในโลก ได้กินอาหารรสเลิศ ..ถ้าเราเห็นแก่กินเกินไป คือ มีเท่าไหร่ก็กินให้หมด เอาให้คุ้ม พอกินไปกินมาลืมไปว่า กระเพาะเราก็มีความจุจำกัดเหมือนกัน กินซะจนกระเพาะแตกและตายในที่สุด ...แต่หากว่า เราไม่โลภ รู้จักความพอดี เราก็จะกินแต่เพียงว่าอร่อย พออิ่มท้อง
พอใจในอัตภาพที่กำลังเป็นอยู่ เราก็จะมีความสุขได้ ต่อมาก็ตรากตรำทำงานหาเงินเก็บ เอาไปลงทุนในทางที่สุจริต ซักวันเราก็รวยได้เหมือนกัน ..แต่ถ้าวันนั้นเรากินจนท้องแตกตายเสียก่อน เราก็ไม่มีโอกาสที่จะพัฒนาเศรษฐกิจ ไม่มีโอกาสที่จะยกระดับครอบครัวอีกแล้ว
 
"เศรษฐกิจพอเพียงสอนให้เราไม่โลภ
จนเป็นการผลาญตัวเอง
แต่เพื่อเป็นการพัฒนาที่ยั่งยืน และมีภูมิคุ้มกัน.."
 
คำนิยามของเศรษฐกิจพอเพียง
ความพอเพียงจะต้องประกอบด้วย 3 คุณลักษณะพร้อมกัน คือ
ความพอประมาณ หมายถึง ความพอดีที่ไม่น้อยเกินไป และไม่มากเกินไป
                              โดยไม่เบียดเบียนตนเอง และผู้อื่น เช่นการผลิต
                              และการบริโภคที่อยู่ในระดับพอประมาณ
ความมีเหตุผล หมายถึง การตัดสินใจเกี่ยวกับระดับของความพอเพียงนั้น
                จะต้องเป็นไปอย่างมีเหตุผล โดยพิจารณาจากเหตุปัจจัย
                ที่เกี่ยวข้องตลอดจนคำนึงถึงผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจาก
                การกระทำนั้น ๆ อย่างรอบคอบ
 การมีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว หมายถึง การเตรียมตัวให้พร้อมรับผลกระทบ
                และการเปลี่ยนแปลงด้านต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นโดยคำนึง
                ถึงความเป็นไปได้ของสถานการณ์ ต่าง ๆ ที่คาดว่าจะ
                เกิดขึ้นในอนาคตทั้งใกล้ และไกล
 
      หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เปรียบได้เสมือนการสร้างตึกสูงซักหลังหนึ่งโดยที่หากคนไม่รู้จักจุดประสงค์ของเศรษฐกิจพอเพียง ก็จะสร้างตึกโดยไม่คำนึงถึงความแข็งแรงของโครงสร้าง วัสดุที่ใช้ หรือ ไม่ได้สนใจว่าหากมีแผ่นดินไหวขึ้นจะเกิดอะไรกับตึกทั้งหลัง ..แต่ถ้าหากเข้าใจถึงหลักเศรษฐกิจพอเพียงแล้ว ก็จะเล็งเห็นถึงปัญหาเหล่านี้ .. หากจะเปรียบปรัชญานี้ก็คือโครงเหล็กอันแข็งแรงที่ใช้ยึดตัวอาคารทั้งหลังไว้นั่นเอง

ท้ายสุดนี้ผมขออัญเชิญพระบรมราโชวาทขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯมาไว้ที่สเปซผมละกัน จะได้เป็นสิริมงคลแก่เราๆท่านๆ

" … ขอให้ทุกคนมีความปรารถนาที่จะให้เมืองไทย
พออยู่พอกินมีความสงบและทำงานตั้งอธิษฐาน
ตั้งปณิธานในทางนี้ ที่จะให้เมืองไทยอยู่แบบพอกิน
ไม่ใช่ว่าจะรุ่งเรืองอย่างยอด แต่มีความความพออยู่พอกิน
มีความสงบเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ
ถ้าเรารักษาความพออยู่พอกินนี้ได้
เราก็จะยอดยิ่งยวดได้ …
ฉะนั้นถ้าทุกท่านซึ่งถือว่าเป็นผู้มีความคิดและมีอิทธิพล
มีพลังที่จะทำให้ผู้อื่น ซึ่งมีความคิดเหมือนกัน
ช่วยกันรักษาส่วนรวมให้อยู่ดีกินดีพอสมควร ขอย้ำพอควร
พออยู่พอกิน มีความสงบ

ไม่ให้คนอื่นมาแย่งคุณสมบัตินี้จากเราไปได้
ก็จะเป็นของขวัญวันเกิดที่ถาวรที่จะมีคุณค่าอยู่ตลอดกาล "

พระราชดำรัสเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนพรรษา 23 ธันวาคม 2542