ทฤษฎีรู้สำนึกและภาวะชีวิต

 

ทฤษฎีรู้สำนึกและภาวะนิยม  เป็นแนวทางการปรึกษาและการทำจิตบำบัดที่ตั้งอยู่บนความเข้าใจเชิงปรัชญาถึงความหมายของการเป็นมนุษย์  ว่าคืออะไร  ความหมายของการมีชีวิตอยู่หรือการมีชีวิต  ความเข้าใจนี้เป็นผลงานของนักปรัชญาหลายท่านรวมถึงนักจิตบำบัดเอง  ดังนั้นจึงมีความแตกต่างกันในการให้ความสำคัญกับความหมายของการมีชีวิต  ทฤษฎีรู้สำนึกและภาชีวิตนิยมการปรึกษาที่ประกอบด้วยการเรียนรู้การดำรงอยู่  การนำไปประยุกต์ใช้กับผู้รับการปรึกษา  และการให้ผู้รับการปรึกษามีการซึมซับกับปรัชญานี้โดยดำรงอยู่อย่างมีความหมายเสียเอง

ผู้ให้การปรึกษาที่สนับสนุนทฤษฎีนี้ได้แนวคิดจากประสบการณ์ชีวิตและการดำรงอยู่ของตนเอง  ตลอดจนความคิดเชิงปรัชญาที่สะสมมาหลายสิบปี  ทัศนะต่อโลก  ต่อชีวิต  เป็นสิ่งที่สะท้อนรูปแบบการให้การปรึกษาและการดำรงอยู่ในชีวิตประจำวัน  ด้วยเหตุที่การให้การปรึกษาแบบรู้สำนึกและภาวะชีวิตมีรากฐานจากปรัชญาอัตถิถาวะนิยม  ดังนั้นจึงไม่มีรูปแบบการให้การปรึกษาที่เฉพาะเจาะจง  หากแต่มีหลายกระแส  หลายแนวคิด  นักปรัชญาท่านใดที่สนใจเกี่ยวกับการดำรงชีวิตอยู่ของมนุษย์  เรียกได้ว่าเป็นนักปรัชญาเชิงอัตถิภาวนิยม  ผู้ที่จัดว่าเป็นนักปรัชญาอัตถิภาวะนิยมตั้งแต่สมัยกรีกโบราณจนถึงนักปรัชญายุโรปในศตวรรษนี้   ได้แก่  ซือเลิน  กิเคอการ์ด  และฟริดริช  นิทเช่  สำหรับมาร์ติน  ไฮเดเกอร์  ได้ชื่อว่าเป็นผู้หนึ่งในการก่อตั้งปรัชญาเชิงอัตถิภาวะนิยม  เป็นผู้ที่มีอิทธิพลมากที่สุดต่อการทำจิตบำบัดและการปรึกษาแบบรู้นึกและภาวะชีวิต  ไฮดเกอร์เองไม่ได้มีงความเกี่ยวข้องโดยตรงต่อการทำจิตบำบัด  แต่ปรัชญาการดำรงอยู่ของเขาได้ถูกนำมาใช้โดยจิตแพทย์ชาวสวิส 2 ท่าน  ลุดวิก  บินสวังเออร์  และเมดาร์ด  บอส  วิธีการบำบัดจิตของจิตแพทย์ทั้งสองเป็นจุดเริ่มต้นของการให้การปรึกษาแบบรู้สำนึกและภาวะชีวิต  จิตแพทย์ยุโรปอีกท่านหนึ่งซึ่งถือว่าเป็นผู้บุกเบิกการบำบัดแบบรู้สำนึกและภาวะชีวิต  คือนักจิตวิทยาชื่อโรลโล  เมย์  และจิตแพทย์ชื่อเออร์วิน  ยาลอม  เมย์เป็นผู้ที่นำกระแสของการบำบัดแบบรู้สำนึกและภาวะชีวิตมาสู้ประเทศสหรัฐอเมริกา  ทั้งการแปลปรัชญาด้านนี้เป็นภาษาอังกฤษ

 

 

 

 

นักปรัชญาและนักจิตวิทยากลุ่มรู้สำนึกและภาวะชีวิต

                ลีโอ  ตอลสลอย  เป็นผู้หนึ่งที่ได้ให้ความหมายของชีวิตโดยเขียนไว้ในหนังสือ  “คำรับสารภาพ”  ว่าชีวิตนั้นไร้สาระ  แม้ว่าตอลสลอยประสบความสำเร็จในการเป็นนักเขียน  แต่เขาคิดฆ่าตัวตาย  เพราะความสงสัยว่าพระเจ้ามีจริงหรือไม่  คำสอนของคริสต์ศาสนาให้ความหมายของชีวิตในแง่มุมที่มนุษย์ต้องสร้างความดีเพื่อชีวิตหลังความตาย  แต่ถ้าไม่มีพระเจ้าการสร้างความดีจะมีความได้อย่างไร  ในเมื่อสิ่งที่มนุษย์ต้องประสบคือความตายและทุกอย่างก็ต้องสูญสลายไป  แต่เมื่อตอลสลอยกลับมามีศรัทธาในพระเจ้า  เขาเกิดความหวังและมีกำลังใจในการดำรงชีวิตอย่างเปี่ยมล้น  แสดงว่าตอลสลอยได้นำพระเจ้ามาสร้างความหมายให้กับชีวิต

                สำหรับอัลแบร์  กามูร์  ได้ใช้ตัวละคนของเขาสื่อความหมายของชีวิต  ในวรรณกรรมเรื่อง “ชะตากรรมของซิเซอฟัส”  โดยซิเซอฟัสถูกบรรดาเทพเจ้าลงโทษให้เข็นก้อนหินขึ้นสู้ยอดเขาแล้วปล่อยให้ตกลงมา  โทษทัณฑ์เช่นนี้สื่อถึงการลงแรงที่สิ้นหวังและไร้ผลตอบแทน  ซิเซอฟัสยอมรับโทษทัณฑ์อย่างน่าชื่นตาบานเพราะเขาเข้าใจโทษทัณฑ์ที่เทพเจ้าต้องการให้เข้าได้รับ  เขามีชีวิตอยู่ได้เพราะเขาให้ความหมายของชีวิตโดยการตระหนักถึงความผิดที่ได้รับ  และพยายามอยู่เหนือมัน

                ฌองปอล ซาตร์  ผู้ได้รับยกย่องว่าเป็นบิดาแห่งปรัชญารู้สำนึกและภาวะชีวิต  เขาได้รับการเสนอรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมในปี ค.ศ. 1964  แต่เขาปฏิเสธการเข้ารับรางวัล  ซาตร์บอกว่าโลกนี้มีภาวะ  อยู่ 2 ภาวะคือ  ภาวะในตน  ซึ่งหมายวัตถุสิ่งของต่างๆ  ที่ไม่มีจิตสำนึก  และภาวะสำหรับตน  ซึ่งคือมนุษย์ที่มีจิตใจ  วัตถุเป็นสิ่งที่ไม่มีความคิด  ไม่มีจิตใจ  มีความเต็มอยู่ในตนเอง  คือเป็นอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น  สำหรับมนุษย์ที่มีจิตที่มีความพร่องหรือความว่างเปล่าเป็นธรรมชาติที่ถาวร  ด้วยจิตที่เป็นโพรง  มนุษย์จึงมีความพยาดิ้นรนที่จะเป็นอะไรสักอย่าง  เนื่องจากไม่อยากอยู่กับความว่างเปล่าของตนเอง  มนุษย์จึงสร้างโครงการต่างๆ  ว่าตนต้องการทำอะไร  กำหนดวิถีชีวิตว่าจะทำอะไร  เพื่อเติมความว่างเปล่าในจิตใจ  แต่ว่าจะเติมเท่าใดมนุษย์จะยังมีความว่างเปล่า  เพราะมนุษย์ไม่ใช่วัตถุที่มีความเต็มอยู่ในตัวเอง  ซาตร์ กล่าวว่า  “มนุษย์เป็นความปรารถนาที่ไร้ความสำรเร็จ”  มนุษย์ยังไม่สามารถเติมเต็มความว่างเปล่าของตนได้ง  แต่มนุษย์สามารถเป็นผู้สร้างแก่นสารหรือสารัตถะให้กับตนเองภายหลัง  เดิมมนุษย์เป็นเพียงผู้ที่ไม่มีอะไรเป็นสิ่งที่ว่างเปล่าจากตัวตน  และมิใช่สิ่งที่มีแก่นสาร  สิ่งที่เป็นแก่นของมนุษย์คือ  ความมีอัตลักษณ์  มนุษย์แต่ละคนไม่ควรจะเหมือนกัน  สารัตถะต่อไปคือ  เสรีภาพ  มนุษย์มีอิสระที่จะเลือกกระทำ  ต่อมนุษย์ต้องมีความรับผิดชอบต่อปัจเจกภาพของตนและต่อมวลมนุษยชาติ สำหรับสารัตถะข้อสุดท้ายคือการมีชีวิตที่แท้จริง  มนุษย์ควรเลือกใช้ตามวิถีของตนอย่างมีเสรีภาพและความรับผิดชอบ  โดยวิถีชีวิตนั้นความเป็นสิ่งมี่มนุษย์ต้องการอย่างแท้จริง

                ฟริดริช  นิทเช่  นักปรัชญาชาวเยอรมัน  เขาได้รับอิทธิพลจากแนวคิดของดาร์วินที่เสนอทฤษฎีเลือกสรรตามธรรมชาติเพื่อให้ได้พันธุ์ที่ดีและเข้มแข็งที่สุด  ผู้ที่เอาชนะต่อสิ่งแวดล้อมได้เป็นผู้ที่ควรแก่การมีชีวิตอยู่  เขามองว่าการดำรงอยู้ของมนุษย์มีเจตจำนงเพื่ออำนาจ  มากกว่าเป็นเจตจำนงเพื่อชีวิต  ถ้าต้องแลกระหว่างการมีชีวิตกับการมีอำนาจมีตัวอย่างมากมายแสดงให้เห็นว่าคนเรายอมเสี่ยงตายเพื่อจะมีอำนาจ  เพราะเจตจำนงเพื่ออำนาจทำให้มนุษย์ต้องดิ้นรน  อำนาจในความหมายของนิทเช่ในงานเขียนระยะแรก  หมายถึงการเอาชนะผู้อื่นในงานของการสร้างสรรค์ผลงานให้มีความเด่นกว่าศิลปินคนอื่น  สำหรับในงานเขียนระยะหลัง  เจตจำนงเพื่ออำนาจหมายถึงการเอาชนะตนเอง  ผู้ที่มีอำนาที่แท้จริงคือผู้ที่เอาชนะตนเองได้  เป็นผู้สามารถควบคุมอารมณ์และนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์  คนที่ทำเช่นนี้ได้ต้องเป็นผู้ที่มีความรู้สึกรักอิสระทางจิตวิญญาณ  ไม่ถูกครอบงำโดยอิทธิพลของคนอื่นหรือกฎเกณฑ์   สามารถกำหนดวิธีชีวิตให้กับตนเองในการเลือกแนวทางการดำเนินชีวิต  เพื่อบรรลุการเป็นผู้เหนือมนุษย์  เป็นผู้มีศีลธรรมอย่างเป็นนาย  ซึ่งหมายถึงการปฏิบัติตามกฎศีลธรรม  หรืออะไรก็ได้ที่เขาเลือกพิจารณาแล้วที่จะกระทำตาม  ในทางตรงกันข้าม  มนุษย์ที่อ่อนแอเป็นผู้ที่ขาดความมั่นใจในตนเองในการตัดสินใจเลือกทางเดินชีวิต  ดังนั้นการดำรงชีวิตของเขาจะดำเนินตามกฎเกณฑ์โดยไม่ตั้งคำถามนั้นถือเป็นผู้ที่มีศีลธรรมอย่างเป็นทาส

                กิเคอการ์ด  นักปรัชญาและนักศาสนาชาวดัทช์  ลัทธิโปรเตสแตนต์  กล่าวถึงการดำรงชีวิตว่า  การดำรงชีวิตต้องเผชิญกับความวิตกกังวล  คนที่หมดลมหายใจเท่านั้นจึงจะไม่วิตกกังวล  สำหรับคนที่มีลมหายใจอยู่  แต่ไม่มีความวิตกกังวล เป็นผู้ที่ดำรงชีวิตอยู่เสมือนคนที่ละเมอ  คนที่หลับใหลไม่ใช่คนที่ตื่น  การดำรงชีวิตเป็นเสมือนการสร้างโครงการอะไรสักอย่างที่เราต้องทำด้วยความวิตกกังวลเขาแสดงความเห็นเพิ่มเติมว่า  ปัญหาที่สำคัญกว่าของมนุษย์คือการขาดความปรารถนาและความตั้งใจมุ่งมั่น  มิใช่ขาดความรู้ทางเทคโนโลยี  กิเคอการ์ดยังมีความสนใจค้นหาความจริงทางวิทยาศาสตร์จากพื้นฐานของมนุษย์นิยม  เขาเชื่องว่าการค้นหาความจริงที่เป็นปรวิสัยอย่างบริสุทธิ์มักขาดคุณธรรม  วิทยาศาสตร์ที่ปราศจากการเชื่อมโยงกับสรรพสิ่งอื่นๆ เป็นมายา  เพราะวิทยาศาสตร์โดยตัวของมันไม่สามารถให้ความจริง  ความเชื่อของกิเคอการ์ดตรงข้ามกับเดคารทส์  ผู้ซึ่งมีอิทธิพลต่อนักทฤษฎีพฤติกรรมนิยม  เดคารทส์ให้ความสำคัญกับการตรวจสอบอย่างเป็นระบบเพื่อการค้นพบความจริงเชิงประจักษ์  แนวคิดของเขาสอดคล้องกับแนวคิดของคอร์เปอริคัส  ผู้ซึ่งเป็นต้นแบบของรูปแบบเชิงวิทยาศาสตร์ในการสังเกต  แนวคิดของเดคารทส์ก่อให้เกิดแนวคิดใหม่ที่เชื่อว่ากายและจิตใจต่างมีผลต่อกัน

                ไฮเดเกอร์  นักปรัชญาชาวเยอรมันคัดค้านแนวคิด “Mechanic”  ที่มองมนุษย์เหมือนเครื่องจักร  เสมือนมนุษย์เป็นกลไกหนึ่งเช่นเดียวกับอุปกรณ์อื่นๆ  ในเครื่องยนต์  เขาสนับสนุนความคิดของกิเคอการ์ดที่เชื่อว่า  ความจริงเป็นปรวิสัยไม่ใช่ความจริงเลย  การดำรงอยู่ของมนุษย์เข้าใจได้โดยการใช้ชีวิตที่เอาตนเองเป็นตัวผ่านประสบการณ์  เขาเชื่อว่าเมื่อใดที่มีการตัดสินใจเลือกย่อมหมายถึงการสูญเสียสิ่งที่ไม่ได้เลือก  อดีตที่มีความสำคัญคืออดีตที่ให้สูญเสียโอกาส  การตัดสินใจเลือกในปัจจุบันถูกจำกัดลงเพราะการเลือกในอดีต  และถูกจำกัดด้วยเวลาที่เหลืออีกไม่มากนักที่จะทำความต้องการให้ได้รับการเติมเต็ม  มนุษย์มีอิสระที่จะเลือกแต่มนุษย์ต้องทำการให้เกิดสมดุลโดยแสดงความรับผิดชอบต่อสิ่งที่เลือก  ข้อจำกัดนี้มนุษย์อาจต้องพบกับความรู้สึกว่างเปล่า  รู้สึกผิดและวิตกกังวล  นอกจากนี้มนุษย์ควรดำรงอยู่โดยมีสติรับรู้อย่างแท้จริง  เพื่อจะได้รู้ว่าชีวิตอยู่เพื่ออะไร  ต้องการอะไร  คนส่วนใหญ่ไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่ตามความต้องการที่แท้จริงของตนเอง  แต่มักจะรับรู้และแสดงความรู้สึกไปตามหน้ากากของสังคม  และมักใช้ชีวิตตามความคาดหวังของสังคม  ข้อคำนึงเหล่านี้เป็นแก่นสำคัญของนักเขียนที่มีชื่อเสียงอย่างตอยสลอย, ซาร์ต , เฮมมิงเวย์ , อาร์เกลอฟ , รอร์ด และฟรอสต์

                สำหรับซาร์ต  ได้กล่าวไว้ว่า “สิ่งที่ผ่านมาแล้วไม่สำคัญ  บุคคลสามาถเลือกที่จะทำในสิ่งที่ต้องการ  การเลือกจะเกิดขึ้นได้เมื่อบุคคลตกลงที่จะเลือกและตกลงใจที่จะรับผิดชอบ”  นิทเช่ นักปรัชญาชาวเยอรมัน  กล่าวไว้ว่า “ มนุษย์ที่ดำรงอยู่อย่างมีอิสรภาพในการเลือก  จะเป็นผู้ที่สมผัสกับศักยภาพของตนได้ดี  มีความคิดสร้างสรรค์  ผู้ที่มีเหตุผลว่าทำไมเขาจึงมีชีวิตอยู่ว่า “อะไรก็ตามที่ผ่านเข้ามา  ถ้าไม่ถึงกับทำให้เขาตาย  สิ่งนั้นจะทำให้เขาเข้มแข้งยิ่งขึ้น”

 

 

 

 

 

 

 

 

ประวัติผู้ก่อตั้งทฤษฎีรู้สำนึกและภาวะชีวิต

                วิเตอร์  ฟรังเกิล

                                วิเตอร์  เกิด ณ กรุงเวียนนา  ประเทศออสเตรีย  เขาได้รับปริญญาแพทย์ศาสตร์บัณฑิต  และปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยเวียนนา  เมื่อพรรคนาซีขึ้นมีอำนาจในปี ค.ศ. 1983 ฟรังเกิลเป็นแพทย์ประจำโรงพยาบาลที่ให้การรักษาชาวยิว  และในปี ค.ศ. 1942  เขาและครอบครัวซึ่งรวมถึงบิดา   มารดา  ภรรยา  และลูกๆ ถูกส่งไปอยู่ ณ ค่ายกักกันชาวนาซีที่ดัชเชา  และออซวิตซ์  ซึ่งทั้งหมดต้องเสียชีวิตในค่ายกักกัน ประสบการณ์ในค่ายมีอิทธิพลอย่างลึกซึ้งต่อความคิดของเขา  แม้ปรัชญาอัตถิภาวนิยมจะมีอิทธิพลต่อความคิดของเขาก่อนหน้าที่จะถูกกักกัน  แต่ประสบการณ์ตรงจากเหตุการณ์ที่น่าสะพรึงกลัว  การสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักหลายชีวิต  กลับทำให้ฟรังเกิลค้นพบความหมายของชีวิตจากความทุกข์ทรมาน  เขาเอาชนะความรู้สึกสิ้นหวังได้ด้วยการให้ความหมายกับการมีชีวิตอยู่  ความหมายของเขาคือการมีชีวิตรอดเพื่อจะได้มีโอกาสถ่ายทอดให้คนรุ่นหลังได้ทราบถึงประสบการณ์ที่เขาได้รับ  และผลที่น่ากลัวจากสงคราม  และความเกลียดชัง  นั่นก็คือการตระหนักถึงภาระที่รออยู่เบื้องหน้า  งานเขียนของฟรังเกิลเรื่อง “ Man’s  Search  for  Meaning”  ในปี ค.ศ. 1963  สะท้อนประสบการณ์และการดิ้นรนต่อสู้กับการดำรงชีวิต  เขาอ้างคำพูดของดอสโตเยียฟสกีที่กล่าวว่า  “มีเพียงสิ่งเดียวที่ข้าพเจ้าสะพรึงกลัว  คือการทำตัวไม่มีคุณค่ากับความทุกข์ยากลำบาก”  และคำพูดของนิทเช่ที่ว่า “สิ่งที่ทำร้ายข้าพเจ้าไม่ได้กลับทำให้ข้าพเจ้าเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น” และ “ใครก็ตามที่มีเหตุผลว่าเขาต้องชีวิตอยู่เพื่ออะไร จะสามารถอดทนได้กับทุกสิ่ง”

                                ฟรังเกิลได้พัฒนาทฤษฎีนัยบำบัด  ซึ่งเป็นการบำบัดเพื่อค้นหาความหมายให้กับชีวิต  เนื้อหาของทฤษฎีนี้สะท้อนในหนังสือของเขาชื่อ “Will  to  Meaning”  ฟรังเกิลเชื่อว่าคนรุ่นใหม่รู้จักวิถีการดำเนินชีวิต  หรือรู้ว่าจะดำรงอยู่ด้วยการปรับตัวอย่างไร  แต่เขาเหล่านั้นมักจะไม้รู้ถึงความหมายของการดำรงอยู่  ดังนั้นปัญหาของคนรุ่นใหม่คือการดำรงอยู่อย่างว่างเปล่า  หรือความว่างเปล่าของการดำรงอยู่  เดิมฟรังเกิลเรียกอาการนี้ว่า โรคประสาทวันอาทิตย์  หมายถึงอาการเบื่อหน่ายที่เกิดขึ้นในวันอาทิตย์หลังจากภารกิจที่ต้องกระทำในวันธรรมดาสิ้นสุดลง  บุคคลจึงค้นพบว่าเขาขาดความสุขเมื่อไม่ได้ทำอะไรในวันอาทิตย์  คนจำนวนไม่น้อยไม่รู้ว่าเผชิญกับความอ้างว้างในชีวิตอย่างไร  บางคนหลีกหนีความรู้สึกว่างเปล่าโดยทำงานหนักเพิ่มขึ้นจนไม่มีวันหยุด  ซึ่งมักเป็นกับผู้ที่ทุ่มเทกับงานมากหรือที่เรียกว่า “โรคผู้บริหาร”  ฟรังเกิลเชื่อว่าเป็นผลจากความคับข้องใจในการดำเนินชีวิตอย่างมีความหมาย  และในทางตรงกันข้ามคนที่หลีกหนีความอ้างว้างโดยการดำเนินชีวิตอย่างสนุกสนานใช้เวลากับการทำให้ตนเองมีความสุข  เช่น  ดื่มสุรา  เล่นไผ่หมกมุ่นเรื่องเพศ  เป็นต้น  ฟรังเกิลเรียกพฤติกรรมแสดงหาความสุขแบบนี้ว่า “โรคภรรยาผู้บริหาร”  ซึ่งสะท้อนภรรยาผู้บริหารที่มีเวลาว่างมากจนเกิดความคับข้องใจในการดำเนินชีวิตอย่างมีความหมาย  และกลบเกลื่อนด้วยการสังสรรค์ จัดปาร์ตี้ ฯลฯ  ฟรังเกิลมนุษย์ว่าเป็นผู้มีเสรีภาพในเจตจำนง  กล่าวคือแม้มนุษย์จะได้รับอิทธิพลจากสัญชาติญาณตามมุมมองของจิตวิเคราะห์พันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม  แต่สิ่งเหล่านี้ไม่สามารถสกัดกั้นหรือเป็นข้อจำกัดไม่ให้มนุษย์มีเจตจำนงหรือมีการเลือก  มนุษย์มีเสรีภาพในการเลือก  และสามารถก้าวขึ้นไปอยู่เหนือเงื่อนไขต่างๆ  ได้  ดังนั้นพลังอันสำคัญที่ผลักดันให้มนุษย์มีพฤติกรรมก็คือ  เจตจำนงต่อความหมาย  นั้นคือเจตจำนงที่จะค้นหาความหมายเป็นแรงผลักที่สำคัญที่ทำให้มนุษย์มีชีวิตอยู่ได้  สิ่งนี้ทำให้มนุษย์แตกต่างจากสัตว์ซึ่งเคยกังวลกับความหมายของการดำรงอยู่  อย่างไรก็ตามมนุษย์แต่ละคนจะให้ความหมายของชีวิตต่างกัน  ซึ่งทุกคนสามารถค้นพบได้ด้วยตนเอง  และค้นพบความหมายของชีวิตไม่ได้มาจากการตั้งคำถามแล้วตอบด้วยกระบวนการทางตรรกะ  แต่ค้นพบจากการเข้าไปปฏิสัมพันธ์กับชีวิตโดยผ่านการใช้ชีวิต  การใช้ชีวิตจะทำให้มนุษย์สามารถตอบได้ว่าตนให้ความหมายในเรื่องความรักและความทุกข์อย่างไร  การให้ความหมายในเรื่องงานควรยึดถือคุณค่าของการสร้างสรรค์  ในขณะที่การให้ความหมายของความรักควรยึดหลักประสบการณ์  และการให้ความหมายของความทุกข์ควรยึดถือทัศนะคติที่เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้  นั่นคือพยายามมองเห็นความทุกข์ที่ได้รับและต่อสู้กับมัน  กระบวนการบำบัดตามแนวความคิดของฟรังเกิลคือการท้าทายให้คนค้นหาความหมายและเป้าหมายของชีวิตในเรื่องการทำงาน  ความรัก  และความทุกข์  โดยพยายามให้คุณค่าของสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน  และเชื่อมโยงกับอนาคตเพื่อเป็นแรงจูงใจในการดำรงอยู่  ทุกคนควรค้นหาภารกิจเบื้องหน้าที่รออยู่คืออะไร  โดยตั้งต้นจากความหมายที่ให้ในการดำรงอยู่ในปัจจุบัน

 

                รอลโล  เมย์

                                รอลโล  เมย์เกิดในปี ค.ศ. 1909  ที่เมืองเอดา  รัฐโอไฮโอ  เมย์เป็นบุตรคนที่ 2 ในบรรดาพี่น้องทั้งหมด 6 คน  พี่คนโตเป็นผู้หญิง  บิดาของเขาทำงานที่สมาคน YMCA สนับสนุนให้บุตรชายมีวินัยในตนเองด้วยการเรียนว่ายน้ำ  ความสัมพันธ์ระหว่างบิดามารดาไม่ราบรื่น  เมย์บรรยายว่าชีวิตในวัยเด็กของเขาไม่มีความสุข  ซึ่งมีผลทำให้เป็นเด็กที่สันโดษและมีลักษณะดื้อ  หัวรั้น ในปี ค.ศ. เขาได้รับปริญญาตรีสาขาภาษาอังกฤษ  จากวิทยาลัยออบเอบร์ลิน  และรับตำแหน่งครูสอนภาษาอังกฤษในประเทศกรีซ  ในช่วงวันหยุดฤดูร้อน  เขาเดินทางไปกรุงเวียนนาเพื่อร่วมฟังการสัมมนาที่บรรยายโดยอัลเฟรด  แอดเลอร์  การสัมมนามีผลทำให้เขาเกิดความสนใจการบำบัดแบบจิตวิเคราะห์  ระหว่างอยู่ที่กรีซ  เมย์รู้สึกเหงาและโดดเดี่ยวมาก  ทำให้เขาทำงานไม่หยุดหย่อนจนเจ็บป่วย  เมย์พูดถึงประสบการณ์ในภายหลังว่า “ข้าพเจ้าได้เรียนรู้จิตวิทยาในระดับหนึ่งที่พอจะรู้ว่า  การเจ็บป่วยนี้แสดงถึงความผิดพลาดบางอย่างที่เกิดขึ้นในวิถีชีวิตทั้งหมด  ข้าพเจ้าต้องค้นหาเป้าหมายใหม่  และตั้งจุดมุ่งหมายพร้อมกับเปลี่ยนวิถีชีวิตที่เข้มงวดและเคร่งครัดกับศีลธรรม”

                                ในปี ค.ศ. 1933  เขากลับประเทศสหรัฐอเมริกาเพื่อเข้าร่วม The  Union  Theological  Seminary  ซึ่งเป็นโรงเรียนทฤษฎีปรัชญา  เขาได้รับอิทธิพลจาก  พอล  ติลลิช  นักปรัชญาเชิงอัตถิภาวนิยม  เมย์รับงานเป็นบาทหลวงอยู่ระยะหนึ่งในช่วงสั้นๆ หลังจากนั้นเขาตัดสินใจเรียนต่อด้านจิตวิทยาสาขาคลินิกที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบียในช่วง 2 ปี ของการเรียน  อาการวัณโรครบกวนเขามาก  และในระหว่างนั้นเขาเกิดความประทับใจในงานเขียนของซือเลิน  กิเคอการ์ด  เมย์หายจากวัณโรคและสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกในปี ค.ศ. 1949  และเขาทำงานที่ William Allanson  White  Institute  ที่นิวยอร์ก

                                ในหนังสือที่มีชื่อเสียงของเมย์ชื่อ Th  Meaning  of  Anxiety  ซึ่งตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1950  เขาเชื่อว่าความวิตกกังวลเป็นสิ่งที่ให้ผลดีได้เช่นเดียวกับความเสียหาย  เมย์ได้บรรยายในหัวเรื่องนี้ในมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงหลายแห่ง  รวมทั้งมหาวิทยาลัยเยลและฮาร์วาร์ด  ขณะเดียวกันเขาเป็นอาจารย์พิเศษที่มหาวิทยาลัยนิวยอร์กและเปิดคลินิกจิตบำบัด  ในปี ค.ศ. 1960  เขาเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง The  Association  for  Humanistic  Psychology  และเขียนหนังสือที่มีชื่ออีก 2 เล่ม  ในช่วง ค.ศ. 1980  เขาเกษียณตัวเองไปอยู่ที่ซานฟรานซิสโก  ที่นั้นเมย์ใช้เวลาเขียนหนังสือเกี่ยวกับความหมายของความเชื่อโบราณ  ตำนานต่างๆ  สำหรับสังคมสมัยใหม่  เมย์ให้การสนับสนุนวิถีทางมนุษย์นิยมต่อการศึกษาบุคคลอยู่ตลอดมา  และเสียชีวิตเมื่ออายุ 85 ปี  ในวันที่ 22 ตุลาคม ค.ศ. 1994

 

                เออร์วิน ยาลอม

                                ยาลอมเกิดในปี ค.ศ.1931  ที่รัฐวอชิงตัน ดีซี  เขาเติบโตในอพาร์ตเมนต์เล็กๆ  ซึ่งชึ้นล่างบิดามารดาเปิดเป็นร้านขายของชำ  ยาลอมใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในห้องสมุด  เพื่อหลบหนีความยากจนและอันตรายจากเพื่อนบ้านละแวกชุมชนแออัด  การรักการอ่านทำให้เขาเข้าเรียนแพทย์และได้รับการฝึกอบรมเป็นจิตแพทย์ที่มหาวิทยาลัยจอนห์ฮอปคินส์  หลังจากทำงานให้กับกองทัพ  เขาได้รับตำแหน่งศาสตรจารย์ที่ตณะแพทย์ศาสตร์  มหาวิทยาลัยแสตนฟอร์ด  ภรรยาของเป็นนักวิชาการด้านการศึกษาเรื่องสตรีและวรรณคดีฝรั่งเศษ  ทั้งคู่มีบุตร 4 คน  และหลาน 5 คน  ยาลอมเป็นนักเขียนที่มีผลงานมากมาย  ทั้งด้านการทำจิตบำบัดแบบกลุ่มและแบบรู้สำนึกและภาวะชีวิต  ในหนังสือของเขาเล่มหนึ่งได้กล่าวตอนหนึ่งไว้ว่า “ข้าพเจ้าพบว่าสิ่งหนึ่งที่เราถูกให้มา 4 ประการ  ซึ่งมีความสำคัญต่อการบำบัดคือ 1)  การพรากจากกัน (ความตาย)  ของพวกเราทุกคนรวมถึงคนที่เรารัก  2)  อิสรภาพเพื่อดำรงชีวิตอย่างที่ประสงค์  3)  ความอ้างว้างสูงสุดของทุกคน  และ 4)  การขาดความหมายที่ชัดเจนของชีวิตสิ่งเหล่านี้แม้จะน่ากลัวโหดร้าย  แต่เป็นเมล็ดพันธ์แห่งปัญญาและการปลดเปลื้อง

 

ความเชื่อเกี่ยวกับธรรมชาติของมนุษย์

                ธรรมชาติของมนุษย์สะท้อนความเชื่อในการดำรงอยู่  หรือการดำเนินชีวิตที่ไม่หยุดอยู่กับที่  มนุษย์มีการสร้างสงครามอยู่เรื่อยๆ  ตามโครงการของตน  เป็นผู้เขียนบทชีวิตของตน  ผู้อื่น  และโลกภายนอก  ความหมายของชีวิตจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ  แต่ไม่เคยหยุดอยู่กับที่  ความหมายของชีวิตอยู่เหนือศักยภาพของตนอย่างเต็มที่  และปรากฏใน 3 ระดับคือ 1)  ความหมายระดับสูงสุดของชีวิต  2)  ความหมายขณะปัจจุบัน  และ 3)  ความหมายธรรมดาในแต่ละวัน   การค้นพบความหมายของชีวิตกระทำได้ 3 วิธี  คือ

  1. โดยการทำงาน  หมายถึงการประสบผลสำเร็จกับการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
  2. โดยการมีประสบการณ์กับสิ่งที่มีคุณค่า  เช่น ผลงานของธรรมชาติ  วัฒนธรรม  และความรัก
  3. โดยการประสบกับความทุกข์  หมายถึงหารค้นพบทัศนะที่ถูกต้องต่อโชคชะตาที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้

คนที่มีความเจ็บป่วยเป็นผลของความล้มเหลวที่จะตัดสินใจอย่างมีความหมาย  และล้มเหลวที่จะใช้ศักยภาพของตน  มนุษย์อาจหลีกเลี่ยงที่จะไม่เลือกกระทำบางสิ่ง  ดังนั้นศักยภาพที่มีอยู่จะไม่ได้ถูกนำมาใช้  ทำให้ขาดความตระหนักรู้ถึงความสามารถที่มีอยู่  ทั้งนี้เพราะมนุษย์มีความวิตกกังวลกับพฤติกรรมของตน  ความวิตกกังวลในระดับปกติเป็นสิ่งที่ดี  เพราะเป็นแรงจูงใจทำให้มนุษย์มีการเปลี่ยนแปลง  ความหมายของความวิตกในชีวิตเป็นสิ่งที่สำคัญ  มนุษย์ควรมีสติรู้ต่อข้อจำกัดของธรรมชาติที่มีต่อการดำรงอยู่  การมีสติจะช่วยให้มนุษย์มีการตัดสินใจที่รู้จักเพิ่มคุณค่าของชีวิต

 

 

แนวความคิดที่สำคัญ

มิติของการดำรงชีวิต

                สิ่งที่ทุกคนจะต้องประสบในการดำรงชีวิต  คือความรู้สึกขัดแย้งในตนกับมิติของการดำรงชีวิตได้แก่  ความมีอิสระ  ความรู้สึกโดดเดี่ยว  ความรู้สึกไม่มีความหมาย  และการที่ต้องตาย

 

ความอิสระ

                ปกติคำนี้ให้ความรู้สึกทางบวก  น้อยคนที่จะคิดว่าความอิสระเป็นตัวก่อให้เกิดความวิตกกังวลคุณสมบัติของความอิสระคือ  ความรับผิดชอบและความตั้งใจ  เต็มใจ  กล่าวคือคนที่มีอิสระคือผู้ที่ตกแต่งชีวิตของเขาเอง  ตกแต่งการสัมพันธ์กับโลก  นั่นคือการเป็นผู้ที่กล้าตัดสินใจเลือกและลงมือกระทำด้วยตนเอง  ทุกการเลือกหรือการมีอิสระย่อมมีข้อจำกัด  ดังนั้นบุคคลอาจมีความรู้สึกขัดแย้งต่อผลหรือข้อจำกัดที่เกิดขึ้น  คนที่มีอิสระอย่างแท้จริงต้องมีความรับผิดชอบต่ออิสระที่เขาได้เลือก  คนทั่วไปมีความแตกต่างกันในความรู้สึกรับผิดชอบ  หลายคนรับรู้ว่าเหตุการณ์ที่เกิดกับเข้ากระทำของคนอื่น  เช่น  คู่ครอง  หัวหน้า  คนเหล่านี้เมื่อรับการปรึกษา  มีแนวโน้มที่จะถ่ายโอนความรับผิดชอบของการแก้ปัญหามายังผู้ให้การปรึกษา  ในขณะที่บางคนปฏิเสธความรับผิดชอบโดยสิ้นเชิง  คนเหล่ารับรู้ว่าเขาเป็นเหยื่อที่บริสุทธิ์ของการถูกกระทำโดยผู้อื่น  อีกคุณลักษณะหนึ่งของคนที่ปฏิเสธความรับผิดชอบ  คือ  การยินยอมให้เหตุการณ์ทำร้ายตนเองจนมีผลทำให้ตกอยู่ในสภาพที่ย่ำแย่  เช่น  ดื่มสุราเพื่อลืมความทุกข์  ติดยาเสพติด  จมอยู่ในความทุกข์  วิตกกังวลกับอนาคตที่ยังมาไม่ถึง  เป็นต้น

                สำหรับความตั้งใจเต็มใจ  ซึ่งเป็นคุณลักษณะของความมีอิสระ  สื่อความหมายของการมีเจตจำนงที่จะกระทำ  เมย์มีความเห็นว่า  ผู้ที่มีความตั้งใจเต็มใจเป็นผู้ที่รู้จักตั้งความปรารถนาก่อนแล้วจึงรู้จักตัดสินใจ  เมย์เชื่อว่าหลายคนประสบปัญหาในเรื่องการตั้งความปรารถนากล่าวคือเป็นคนไม่รู้จักกำหนดความต้องการของตน  ความรู้สึกปรารถนามีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับการมีความรู้สึก  ดังนั้นคนที่ไม่ยอมให้ตนรู้สึกจะมีปัญหากับการแสดงออกอย่างเป็นธรรมชาติ  เพราะเขาไม่สามารถรับความรู้สึกได้  ดังนั้นเขาจึงไม่รู้จักตั้งความปรารถนา

                สำหรับที่ทำอะไรหุนหันพลันแล่น  นักอัตถิภาวนิยมนิยามว่าเป็นผู้ที่หลีกเลี่ยงการตั้งความปรารถนา  ดังนั้นเขาจึงมีการกระทำอย่างไม่ยับยั้งชั่งใจต่อความปรารถนาทั้งหลาย

                ในทำนองเดียวกันคนที่มีพฤติกรรมย้ำทำ  นักอัตถิภาวนิยมนิยามว่าเป็นผู้มีปัญหาในการตั้งความปรารถนาเหมือนกัน  เพราะพฤติกรรมย้ำทำเป็นสิ่งที่ถูกผลักดันให้กระทำ   โดยในส่วนลึกแล้วสวนทางกับความปรารถนาหรือความต้องการ

 

ความรู้สึกโดดเดี่ยว

                ความรู้สึกโดดเดี่ยวตามแบบฉบับของนักอัตถิภาวนิยมนั้นแตกต่างจากความรู้สึกโดดเดี่ยวระหว่างบุคคล  ซึ่งหมายถึงความรู้สึกที่เป็นผลมาจากความบกพร่องในการมีทักษะทางสังคม  หรือเป็นผลจากการไม่สามารถสร้างความรู้สึกสนิทสนมใกล้ชิด  และมีความแตกต่างจากความโดดเดี่ยวภายในบุคคล  ซึ่งฟรอยด์นิยามว่าเป็นความรู้สึกที่เป็นผลจากประสบการณ์  ความรู้สึก  และความต้องการ  ที่ถูกแยกหรือทำให้หลุดจากภาวะการรู้ตัวนั้นคือส่วนต่างๆ  ของตนถูกแยกออกจากกัน  หรือไม่มีความสัมพันธ์ต่อกัน

                ความรู้สึกโดดเดี่ยวแบบอัตถิภาวนิยม  หมายถึง  ความรู้สึกโดดเดี่ยวที่เกิดขึ้น  แม้บุคคลจะมีสัมพันธ์ใกล้ชิดกับเพื่อนมนุษย์หรือสิ่งแวดล้อม  เป็นความรู้สึกโดดเดี่ยวพื้นฐานที่เป็นผลจากการที่บุคคลไม่สามารถแบ่งปันประสบการณ์กับผู้อื่นได้เต็ม 100 %  ตัวอย่างที่เห็นชัดเจนคือ  สภาวะบุคคลต้องเผชิญกับความตาย  ผู้ที่รู้ตัวว่าคนเองจะมีชีวิตอยู่ไม่นานจะประสบกับความรู้สึกโดดเดี่ยวอย่างเฉียบพลันบ่อยครั้ง  ความรู้สึกโดดเดี่ยวพื้นฐานนี้สะท้อนให้เห็นได้จากละครเรื่อง Everyman  ตัวละครชื่อ Everyman ได้รับคำสั่งจากเทวทูตแห่งความตาย  ให้เตรียมเดินทางครั้งสุดท้ายเพื่อไปพบกับพระเจ้า Everyman ได้วิงวอนขอเวลาให้เขาได้มีโอกาสอยู่บนโลกต่อไปอีกสักระยะหนึ่งเทวทูตแห่งความตายอนุญาตตามคำขอ  แต่เขาเตรียมตัวไปทันทีที่มีคำสั่ง  เขาได้ร้องขอให้มีเพื่อนร่วมเดินทางไปด้วย  ซึ่งเทวทูตอนุญาต  เขาพยายามชักชวนให้บุคคลเหล่านี้ร่วมเดินทางไปกับเขาด้วย  ซึ่งได้แก่สหายของเขา  ญาติพี่น้อง  ความรู้และสิ่งประดิษฐ์ทั้งหลายบนโลก  แต่ทุกคนล้วนปฏิเสธ  Everyman ต้องประสบกับความรู้สึกโดดเดี่ยวพื้นฐานอย่างตื่นตระหนก  อย่างไรก็ตามในที่สุดเขาก็สามารถชักชวนบุคคลหนึ่งให้ยินยอมเดินทางไปกับเขาด้วย  ผู้นั้นคือความดีทั้งหลาย  ความรู้สึกโดดเดี่ยวที่มีอยู่ก็พลันสลายไป  ดังนั้น สิ่งที่เป็นกันชนป้องกันความรู้สึกโดดเดี่ยวพื้นฐาน  คือ  คุณความดี  นักอัตถิภาวนิยมเชื่อว่า  ไม่มีความสัมพันธภาพใกล้ชิดแบบไหนที่จะขจัดความรู้สึกโดดเดี่ยวพื้นฐานนี้ได้  นอกจากคุณความดี  ดังนั้นบุคคลควรตระหนักรู้ว่า  เมื่อใดที่ตนมีความรู้สึกโดดเดี่ยวพื้นฐานนี้  ควรใช้พลังงานที่มีอยู่ทำดีคุณความดีให้