บทบาทของครูในฐานะเป็นที่ปรึกษานั้น  เป็นบทบาทที่ไม่ค่อยจะเป็นทางการนัก  เนื่องจากความเข้าใจโดยทั่วไปว่า ครูย่อมมีหน้าที่สอนหนังสือ  เรื่องจะมานั่งฟังเด็กๆ เขาปรับทุกข์นั้น  เป็นเพียงงานอดิเรก  คือตามใจครู ใครอยากทำก็จะทำ  ใครไม่อยากทำก็เป็นเพียงแต่ชื่อว่าเป็นครูทีปรึกษาเท่านั้น  ที่ว่ามีชื่อนั้นก็เพราะ ครูใหญ่ท่านได้ให้นโยบายมา  และได้แบ่งตามทะเบียนรายชื่อเรียบร้อยแล้วว่าใครเป็นที่ปรึกษาของนักเรียนชั้นไหน  ห้องใด

           บทบาทของครูหรืออาจารย์ที่ปรึกษา  ที่ขึ้นอยู่กับความพอใจของครูเองที่จะเลือกปฏิบัติจึงทำให้เกิดปัญหาได้ง่าย  จำได้ว่าอาจารย์เสกสรร  ประเสริฐกุล  เคยเขียนถึงประเด็นนี้ว่า อาจารย์ที่ปรึกษาไม่ควรจะเป็นเพียงคนเซ็นชื่อในการลงทะเบียน  หรือดร็อปวิชาเท่านั้น แต่ควรมีความสัมพันธ์ที่ดี และอำนวยประโยชน์เชิงเกื้อกูลให้มากกว่านี้

           ประมาณ 2 สัปดาห์ก่อน ก็มีนักศึกษาคนหนึ่งมาปรึกษาผมเกี่ยวกับเรื่องการเรียน จะว่าเข้ามาปรึกษาก็ดูจะไม่ค่อยตรงนัก เพราะพ่อแม่ของเขาเป็นคนติดต่อมา และเนื่องจากผมเองก็ไปนั่งให้คำปรึกษาในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งอยู่แล้ว ก็เลยบอกให้พ่อแม่พามาพบก็แล้วกัน จะได้ไม่ต้องไปเสียสตางค์ ด้วยเป็นสวัสดิการของทางมหาวิทยาลัยนั่นเอง

           ปัญหาของเด็กคนนี้ค่อนข้างหนัก  เนื่องจากมีความผิดปกติทางจิต  ซึ่งแสดงออกมาไม่ชัดเจนหรือรุนแรง  ดังนั้นในสายตาของผู้อื่น  เจ้าหนุ่มคนนี้ก็เป็นเพียงคนเงียบๆ ไม่ค่อยสุงสิงกับใคร  ทว่าในความเป็นจริงแล้ว  เขาป่วยทางจิตจนทำให้เรียนหนังสือไม่รู้เรื่อง (ตัวของนักศึกษาเองปฏิเสธประเด็นนี้  แต่จากการดูประวัติการศึกษาทำให้ทราบว่า เขาสอบตกบ่อย  เกรดเฉลี่ยต่ำมากไม่ถึง 2 และมีแนวโน้มว่าจะรีไทร์ในเทอมนี้) และไม่ยอมลงทะเบียนเรียนในหลายๆ วิชา จนอาจารย์ที่ปรึกษาสงสัยจึงติดต่อไปยังพ่อแม่

           มองในแง่ดีแล้ว  อาจาย์ที่ปรึกษายังมีความดีอยู่ตรงที่แนะนำ  และประสานความร่วมมือกับพ่อแม่ของลูกศิษย์  แต่จะติดตรงที่ว่า  ทำไมถึงพึ่งมาสนใจเป็นพิเศษ  ทั้งนี้อาการของหนุ่มคนนี้เป็นมากว่าหนึ่งปีแล้ว  หลังจากเหตุการณ์ที่เพื่อนสนิทในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งกระโดดตึกฆ่าตัวตาย

           ครูที่ปรึกษาอีกท่านหนึ่ง  สังเกตว่านักเรียนของตนเองเรียนไม่ค่อยเก่ง  จึงแนะนำการเรียนให้ และเนื่องจากความตุ้ยนุ้ยมีน้ำหนักกว่าร้อยกิโล  เธอก็แนะนำให้ไปออกกำลังกายกับกลุ่มของเธอเป็นประจำ  อย่างน้อยสัปดาห์ละหนึ่งครั้ง  ช่วงแรกเด็กก็กลัวไม่อยากไปร่วมกิจกรรมเพราะคุณครูท่านดุเหลือเกิน  แต่ผมก็ให้กำลังใจ  เชียร์ให้ไปร่วมกิจกรรมอย่างสม่ำเสมอ

           ครูท่านนี้ต่อมาเห็นความตั้งใจของเด็ก  จนเกิดความเอ็นดู  แถมยังช่วยดันจนสอบซ่อมผ่านไปเรียบร้อยอย่างไม่ยากเย็น  คุณครูจึงเป็นตัวอย่างที่ดีของการให้คำปรึกษาหารือ  แนะนำในหลายๆ เรื่อง แม้จะไม่เกี่ยวกับการเรียนโดยตรงก็ตาม

 บทบาท  หน้าที่ครูที่ปรึกษา
แล้วที่จริงครูที่ปรึกษาคืออะไร  มีไว้ทำไม ?

           ที่จริงผมได้ใช้คำพูดรวมๆ ระหว่าง  ครูประจำชั้น  ซึ่งโดยหน้าที่แล้วก็ควรใส่ใจกับนักเรียนห้องของตัวเองเป็นพิเศษ  เหมือนกับเป็นพ่อแม่ระหว่างที่อยู่โรงเรียนก็ว่าได้  อีกกลุ่มหนึ่งก็จะเป็นอาจารย์ในระดับมหาวิทยาลัย  ก็จะเป็นอาจารย์ที่ปรึกษา  ผมได้คำว่าครูที่ปรึกษาเพื่อรวมทั้งสองกรณีเข้าไว้ด้วยกัน  ส่วนที่มาที่ไปว่า  เป็นครูที่ปรึกษาได้อย่างไร  อันนี้ก็แล้วแต่ระเบียบการของแต่ละแห่งว่า  จะเลือกที่ความสมัครใจหรือหมุนเวียนกันรับผิดชอบ  ทั้งนี้ครูที่ปรึกษายังมีหน้าที่รับผิดชอบในการดูแลสารทุกข์สุกดิบของนักเรียนในสังกัดของตน

           ความสนใจและใส่ใจในนักเรียนของตนจึงเป็นเรื่องสำคัญ  ซึ่งถ้าครูพอมีเวลาก็อาจจะได้พบปะพูดคุยกันบ้าง  หากเวลาน้อยก็อาจจะเลือกเด็กที่น่าสนใจ  อาจเป็นคนที่หน้าตาอมทุกข์เป็นประจำ  มีผลการเรียนตกต่ำ  ขาดเรียนบ่อย  หรือมีเรื่องทะเลาะวิวาทอยู่เนืองๆ

           การคุยที่ว่านี้  มิใช่การว่ากล่าวตักเตือน  หรือแนะนำแบบให้สูตรสำเร็จของตัวครูเองไปเลย  แต่จุดหลักอยู่ที่การเปิดโอกาสให้เด็กได้พูดคุยถึงปัญหาของเขา  อาจจะระบายความรู้สึก  ความไม่พอใจ

           ครูสามารถใช้ประสบการณ์ช่วยแก้ใขปัญหาให้เขาได้  ครูบางท่านอาจใช้เทคนิคพูดคุยเพื่อกระตุ้นกระบวนการคิดแก้ปัญหาของตัวเด็กเอง  เช่น  เด็กที่เครียดจากการที่เพื่อนในชั้นพากันปฏิเสธ ครูอาจจะตั้งคำถามว่า “อะไรบ้างที่เป็นสาเหตุ”

 หนทางแก้ไขปัญหา
การแก้ใขปัญหาก็ควรมีทางเลือกที่หลากหลาย (สมมติฐาน) ก่อนจะมาใช้เหตุผลเพื่อชั่งน้ำหนักว่าควรแก้ไขปัญหานั้นอย่างไรกันดี

           และแม้จะแก้ปัญหาอะไรไม่ได้เลยในขณะนั้น ก็ยังได้ประโยชน์ เพราะการที่เด็กรับรู้ว่ามีคนที่สนใจรับฟัง  เขาจะรู้สึกว่ามีคนบางคนที่ยังพึ่งพาได้บ้าง  ความรู้สึกว่าไม่โดดเดี่ยวนี่แหละ  เป็นน้ำหล่อเลี้ยงจิตใจให้ต่อสู้กับปัญหาต่างๆ ได้ดีทีเดียว

           นอกจากนี้ครูที่ปรึกษาอาจต้องร่วมมือกับครูท่านอื่น กับพ่อแม่ของเด็ก เพื่อช่วยกันแก้ไข เช่น  เด็กขาดเรียนไป 2 วัน อาจลองโทรติดต่อสอบถามดู อย่าได้นึกจะโทรไปก็เมื่อจะหมดสิทธิ์สอบเสียแล้ว นั้นแสดงถึงความไม่มีประสิทธิภาพของครู ที่รอจนเกิดปัญหาที่แก้ไขได้ยาก

 คุณภาพของครูที่ปรึกษา
แน่นอนยุคนี้เราคุยกันถึงเรื่องคุณภาพมากขึ้น  แต่อย่าได้เข้าใจว่ามีคือ ISO ที่กำลังแข่งกันทำอยู่ตอนนี้  เอาเป็นว่าในหมู่ของครูที่ปรึกษาก็ควรมีที่ปรึกษา  ซึ่งคอยดูแลช่วยเหลือเมื่อมีโอกาส  รวมทั้งกำกับความหมิ่นเหม่ที่อาจเกิดขึ้น  โดยเฉพาะครูหนุ่มกับเด็กสาว (เหมือนข่าวของมหาวิทยาลัยกรุงเทพที่กำลังฟ้องร้องกันนัวเนียอยู่ในตอนนี้)  เรื่องนี้น่าจะมีกฏเกณฑ์ที่เป็นกรอบโดยกว้างๆ ได้ อย่างเช่นมีการกำหนดสถานที่ที่จะให้คำปรึกษา  มีระบบบันทึกทะเบียนประวัติ  การติดตามผล  และให้มีการประเมินผล (feedback) จากตัวนักเรียน  นักศึกษา  ที่มารับบริการ

           การกำหนดงาน (Job description) ของครูที่ปรึกษา เช่น พบกับเด็กเดือนละกี่ครั้ง มีการพูดคุยกับเด็กเพื่อสร้างความเข้าใจ การปรับตัว และอื่นๆ ก็เป็นตัวกำหนดบทบาทให้มีภาพที่ชัดเจนขึ้น

           เพราะครูที่ปรึกษาเป็นเสมือนญาติที่มีความเข้าใจ  เห็นใจนั่นเอง  เพียงแต่บางครั้งก็ต้องการเครื่องช่วยแนะแนวทางสักเล็กน้อย.

  

     โดย : นพ.เทอดศักดิ์ เดชคง
ขอบคุณ : วารสารเพื่อการศึกษาและการเรียนรู้บนโลกออนไลน์