ไฟฟ้าสถิต
          (STATIC ELECTRICITY)
                  ไฟฟ้าสถิต หมายถึงไฟฟ้าที่เกิดขึ้นเมื่อวัตถุสองชนิดที่ต่างกันมาสัมผัสหรือเสียดสีกัน 
(Physical Contact)   แล้วแยกออกจากกัน ไฟฟ้าสถิตไม่มีตัวตนแต่เป็นแรงหรือคุณสมบัติอยู่
ในตัวของมันเองตามธรรมชาติ ประจุไฟฟ้าจะพยายามอยู่ในลักษณะสมดุล  
เมื่อประจุไฟฟ้าบวกและลบบนพื้นผิวของวัตถุมีจำนวนเท่ากันกระแสไฟฟ้า
จะอยู่ในลักษณะสมดุล เมื่อประจุไฟฟ้าบนพื้นผิวของวัตถุนั้นอยู่
ในลักษณะเป็นกลางหรือหยุดนิ่งประจุไฟฟ้าที่ไม่เหมือนกัน (อันหนึ่งเป็นประจุบวกอีกอันหนึ่งเป็นประจุลบ)
จะพยายามวิ่งเข้าหากันเพื่อที่จะอยู่ในลักษณะสมดุล  สิ่งนี้ทำให้เกิดแรงดึงดูดระหว่างประจุทั้งสอง
ส่วนประจุที่เหมือนกันจะผลักกัน เพราะว่าถ้าประจุที่เหมือนกันอยู่ด้วยกันก็ยิ่งทำให้ประจุ
ไม่อยู่ในอาการสมดุลมากยิ่งขึ้น สิ่งที่ทำให้เกิดไฟฟ้าสถิตขึ้นอย่างแท้จริงก็คือ
การเอาวัตถุที่ไม่เหมือนกันสัมผัสกันหรือถูกัน จะทำให้เกิดการเปลี่ยน
แปลงอิเลคตรอนและก่อให้เกิดประจุที่ไม่เหมือนกันบนวัตถุ (อันหนึ่งจะมีประจุบวกอีกอันหนึ่งจะมีประจุลบ)
แต่มีจำนวนประจุเท่ากันประจุเหล่านี้จะดูดซึ่งกันและกันเพื่อให้เกิดความสมดุลทางกระแสไฟฟ้า
ในการแยกพื้นผิวของวัตถุทั้งสองออกจากกันเราจะต้องต่อต้านแรงดึงดูดของประจุไฟฟ้า
               เราทราบแล้วว่าพลังงานจะไม่สูญหายไปไหน ในการแยกพื้นผิววัตถุที่ประจุไฟฟ้า
ดึงดูดกันอยู่ก็เช่นเดียวกันจะก่อให้เกิดพลังงานไฟฟ้าที่มีความเข้มของกระแสไฟฟ้าหรือแรงเคลื่อนไฟฟ้า
(Voltage)ขึ้นมาอย่างมาก ถ้าพื้นผิวใดที่เป็นตัวนำของประจุไฟฟ้าก็จะยอมให้ประจุนี้ผ่านไปได้
ประจุนี้ก็จะไหลผ่านทางนั้นออกไปพบกับประจุที่ไม่เหมือนกันเพื่อก่อ
ให้เกิดการสมดุลในตัวมัน แต่ถ้าวัตถุนั้นไม่เป็นตัวนำ (ฉนวน) ของประจุนั้น
ประจุนั้นก็จะถูกกักเอาไว้นั่นก็คือเหตุผลที่เราเรียกว่า "ไฟฟ้าสถิต"
ซึ่งหมายความว่าหยุดนิ่งไม่เคลื่อนไหว การกักประจุชนิดเดียวกันไว้
จะเกิดขึ้นเฉพาะประจุที่อยู่ในวัตถุตัวนำอันหนึ่งไปสัมผัสกับวัตถุที่ไม่ใช่ตัวนำอีกอันหนึ่งเท่านั้น
เพราะในสภาพเช่นนี้ไม่มีทางผ่านที่จะทำให้ประจุสามารถรั่วไหลออกไปได้ 
ตามปกติประจุไฟฟ้าสถิตที่มีจำนวนเท่ากันแต่ต่างประจุกันจะพยายามอยู่ใกล้ซึ่งกันและกันให้มาก
ที่สุดเท่าที่จะมากได้ ถ้าแรงดึงดูดระหว่างประจุไฟฟ้าบนผิววัตถุทั้งสองมีมากพอ ประจุไฟฟ้าจาก
พื้นผิวหนึ่งอาจกระโดดผ่านช่องว่างไปยังอีกพื้นผิวหนึ่งได้
เพื่อที่จะสมดุลตัวของมันเอง การส่งผ่านประจุอย่างรวดเร็วของกระแสไฟฟ้าเช่นนี้จะเป็นประกายไฟ
และประกายไฟที่เกิดจากกระแสไฟฟ้าสถิตนี้เองที่เป็นอันตรายอย่างยิ่งในการปฏิบัติการเติมเชื้อเพลิง
การเกิดประกายไฟจากไฟฟ้าสถิตเกิดขึ้นได้หลายรูปแบบ เช่น     
เกิดจากเชื้อเพลิง, เกิดจากอากาศยาน, เกิดจากยานพาหนะ, เกิดจากตัวคน และเสื้อผ้า,
เกิดจากฟ้าแลบ ฯลฯ เป็นต้น
               จากเชื้อเพลิง ประจุไฟฟ้าสถิตสะสมขึ้นจากการเสียดสีกันระหว่าง
โมเลกุลของเชื้อเพลิงกับโมเลกุลของสาร ที่เจือปนอยู่ในเชื้อเพลิง
และเกิดจากการเสียดสีของเชื้อเพลิงกับวัตถุที่ต่างชนิดกัน เช่น ท่อทาง,
เครื่องกรอง, เครื่องสูบถ่าย, ผนังถังเชื้อเพลิง ฯลฯ  การเขย่า กวน
ก็ทำให้เกิดประจุไฟฟ้าขึ้นได้   
การป้องกัน ถ้ามีการต่อสายดินหรือสายกระจายประจุไฟฟ้าอย่างถูกต้องให้ประจุไฟฟ้าถ่ายเทได้สะดวก
การสะสมของประจุเมื่อเกิดขึ้นแล้วจะถูกถ่ายเทออกไปทางสายดิน ทำให้ลดความแรงของกระแสลงหรือไม่มีเลย
เนื่องจากความต่างศักย์ของกระแสไม่มีจึงเกิดการสมดุล  การช่วยลดการสะสมของไฟฟ้าสถิตอีกอย่างหนึ่ง
คือ ควรเติมเชื้อเพลิงช้า ๆ
เพื่อลดความปั่นป่วนของเชื้อเพลิงในถัง
 
                จากอากาศยาน อากาศยานที่จอดอยู่เฉยๆ โดยไม่ติดเครื่องยนต์สามารถก่อให้เกิดประจุ
ไฟฟ้าสถิตขึ้นได้  เนื่องจากอากาศที่พัดผ่านพื้นผิวที่เป็นโลหะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออากาศยานติดเครื่องยนต์,
แท็กซี่หรือบินอากาศจะยิ่งถูกขับผ่านโครงลำตัวเร็วขึ้น ยิ่งการเสียดสีมีมากขึ้นประจุไฟฟ้าสถิตก็จะยิ่งเพิ่มขึ้น
หรืออากาศที่ประกอบไปด้วยฝุ่นผงละออง น้ำ หิมะ ฯลฯ ประจุจะเกิดสะสมได้มากยิ่งขึ้น
 ประจุไฟฟ้าจะสะสมในอากาศยานได้อีกประการคือ      
การเหนี่ยวนำซึ่งเกิดจากอากาศยานบินเข้าไปใกล้เมฆที่มีประจุไฟฟ้า
การป้องกัน ทันทีที่อากาศยานลงสู่พื้นต้องจัดให้มีการถ่ายเทประจุไฟฟ้าจากตัวอากาศยานลงดิน
และต้องต่อสายดินให้กับอากาศยานที่จอดอยู่เสมอโดยไม่มีการยกเว้น โดยเฉพาะขณะเติมเชื้อเพลิง  
สายดินต้องใช้ให้เป็นประโยชน์และหมุดที่ต่อลงดินต้องเป็นตัวนำที่ดี   
              จากยานพาหนะ  เกิดขึ้นจากการเสียดสีของล้อ ถ้ายางและถนนแห้งมันจะกักประจุไว้ 
ถ้ายางเปียกและถนนเปียกมันจะถ่ายเทของมันเอง สำหรับรถเติมเชื้อเพลิงจึงมีโอกาสเกิดประจุไฟฟ้าได้ ๒ กรณี
คือ ขณะวิ่งและขณะเติมเชื้อเพลิง รถเติมเชื้อเพลิงจึงจำเป็นต้องมีโซ่ลากให้ประจุไฟถ่ายเทลงดินเสมอ
การป้องกัน การเติมเชื้อเพลิงจากรถ จะต้องต่อสายดินเป็นรูปตัว "วาย" (Y Cable)
สำหรับกระจายประจุไฟฟ้าจากตัวรถและอากาศยานเสมอ
              จากตัวคนและเสื้อผ้า ตัวคนสามารถกักประจุไฟฟ้าไว้ได้นับพันโวลต์ 
เช่นเมื่อเดินไปบนพรมหรือการเดินปฏิบัติงานตามปกติวิสัยก็ทำให้
เกิดประจุไฟฟ้าได้ แต่เสื้อผ้าและรองเท้าของคนมักมีความชื้น จึงระบายประจุออกไปได้บ้าง
กล่าวได้ว่ากับคนนั้นเกิดขึ้นเร็วและถ่ายเทได้เร็ว  
เสื้อผ้าที่เป็นขนสัตว์หรือ Synthetic fiber มักจะเกิดประจุได้อย่างง่ายดายเพียงแต่เสียดสีกับร่าง
กายหรือชุดชั้นในถ้าเสื้อผ้าเปียกน้ำมันเชื้อเพลิงแล้วรีบถอดออกจะเกิดการลุกไหม้ได้ง่ายมาก
อีกประการหนึ่งรองเท้าที่มีตะปูเมื่อคนเดินไปในพื้นที่ที่มีเชื้อเพลิงหกอยู่ ถ้าเผอิญไฟฟ้า
ในตัวคนถ่ายเทออกทางตะปูจะเกิดไฟลุกขึ้นได้ทันที  การป้องกัน ก่อนที่คนจะเปิดช่องเติม
เชื้อเพลิงอากาศยานหรือปฏิบัติการใดๆ ที่มีไอระเหยของเชื้อเพลิงต้องทำตัวให้เป็นกลางก่อนเสมอด้วยวิธีง่ายๆ
คือเอามือเปล่าๆแตะถังเชื้อเพลิง แตะอากาศยานส่วนที่มิได้ทาสี ๒ - ๓ วินาที
อย่าถอดเสื้อผ้าในระยะ ๕๐ฟุต ขณะเติมเชื้อเพลิง ถ้าเสื้อผ้าเปียกชุ่มด้วยเชื้อเพลิงต้องราดน้ำก่อนจึงจะถอดได้
               จากฟ้าแลบ ขณะที่ฟ้าแลบนั่นหมายถึง การถ่ายเทประจุไฟฟ้าสถิตพลังสูงที่ก่อตัวในเมฆฝน 
อันตรายจาก    ฟ้าแลบคืออาจทำให้จุดติดไอระเหยเชื้อเพลิงขณะเติมได้ อีกประการหนึ่งคือถ้าฟ้าแลบอยู่บริเวณ
ใกล้เคียงกับอากาศยาน 
ประจุไฟฟ้าจะถูกกักอยู่บนตัวอากาศยานอย่างทันทีทันใดและจะไม่กระจายออก
ประจุอิสระที่เกิดขึ้นนี้อาจทำให้เกิดประกายไฟได้แรงพอที่จะจุดไอระเหยของเชื้อเพลิงได้ การป้องกัน
อย่าเติมเชื้อเพลิงเมื่อมีพายุฝนฟ้าคะนองในบริเวณใกล้เคียง และจะต้องต่อสายดินอากาศยานตลอดเวลา
              ตัวอย่างอุบัติเหตุ ที่เกิดจากไฟฟ้าสถิต บ.ท.๑๗ บินกลับจากภารกิจกลับมาจอด ณ
ที่ตั้งปกติในเย็นวันหนึ่ง       
การเติมเชื้อเพลิงจึงยังไม่ได้กระทำ เช้าวันรุ่งขึ้น ผบ.หน่วยได้สั่งการให้เติมเชื้อเพลิงให้เรียบร้อย เพื่อจะได้ไปปฏิบัติภารกิจ
VIP ในตอนสายโดยปกติการเติมเชื้อเพลิงอากาศยานของหน่วยนี้เติมด้วยรถเติมเชื้อเพลิงชนิด Octane 100 LL 
แต่เนื่องจากรถเติมน้ำมันเชื้อเพลิงได้ถูกหน่วยเหนือขอยืมไปใช้ในภารกิจอื่นคือนำไปใส่เชื้อเพลิงชนิด JP-4 
ภายหลังที่นำมาส่งคืนและทำความสะอาดถังแล้วตรวจพบว่าชุดกรองเชื้อเพลิงชำรุดไม่สามารถใช้การได้
การเติมเชื้อเพลิงให้กับอากาศยานทุกครั้งจึงจำเป็นต้องใช้ปั๊มโยกด้วยมือแทนอุปกรณ์ในการเติมเชื้อเพลิง  
ในวันนั้นมีกรวยสังกะสีภายในบุด้วยหนังชามัว   ปั๊มชนิดโยกด้วยมือจากถังน้ำมัน ๒๐๐ ลิตร มีเจ้าหน้าที่ ๓ นาย คือ
นายทหารนักบินผู้กำกับดูแล   นายสิบน้ำมันผู้เติม พลทหารลูกมือเป็นผู้โยกปั๊ม เมื่อเติมเชื้อเพลิงอากาศยาน
เสร็จมีเชื้อเพลิงเหลือค้างในถังเล็กน้อย    
  นายทหารผู้กำกับดูแลพิจารณาเห็นว่าไม่ควรเก็บทิ้งไว้ในถัง ๒๐๐ ลิตร
จึงตัดสินใจถ่ายออกให้หมดลงถังพลาสติก โดยนายทหารผู้นั้นเอากรวยสังกะสีบุหนังชามัว
แหย่ลงในถังพลาสติกด้วยมือซ้าย  
 จับหัวถ่ายเชื้อเพลิงด้วยมือขวา นายสิบน้ำมันไปช่วยพลทหารลูกมือที่โยกปั๊มอยู่จับถังไว้
(ที่ต้องช่วยจับก็เนื่องจากน้ำมันใกล้จะหมดถัง
ถังจะเบา ถ้าโยกคนเดียวโดยไม่จับถังทำให้ถังเคลื่อนไหวได้
อีกประการหนึ่งเพื่อช่วยตะแคงถังให้เชื้อเพลิงในถังถูกสูบออกได้จนหมด)
พลทหารลูกมือผู้โยกปั๊มขณะโยกยืนหันหลังให้นายทหารผู้ถือหัวถ่าย
มือก็โยกตาก็มองเหม่อไปดูรถไฟที่ขณะนั้นกำลังแล่นผ่านพอดี
ทันใดนั้นสิ่งที่ไม่มีใครคาดฝันเกิดไฟลุกขึ้นที่ปลายหัวถ่ายเชื้อเพลิง
ผู้ที่เห็นเหตุการณ์มากที่สุดคือนายทหารผู้จับถือหัวถ่ายและนายสิบผู้ช่วยจับถัง
ส่วนพลทหารซึ่งยืนหันหลังให้นั้นไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้น จึงได้โยกปั๊มต่อไปอีก ๒-๓ ครั้ง
ซึ่งทำให้เชื้อเพลิงหกราดบนมือและร่างกายของนายทหารผู้ถือหัวถ่ายเชื้อเพลิง ไ
ฟจึงลุกไหม้ตัวของนายทหารผู้นั้น
นายทหารผู้นั้นจึงต้องร้องด้วยความตกใจและวิ่งออกไป พลทหารจึงได้หยุดโยกแล้วหันมามองดูด้วยความตกใจ  
ครู่หนึ่งจึงรีบไปช่วยดับไฟที่ร่างกายนายทหาร  ส่วนนายสิบผู้จับถัง วิ่งไปเอาหม้อดับเพลิงประจำอาคารมาดับไฟ 
แต่อนิจจา …หม้อดับเพลิงที่มีอยู่เป็นจำนวนนับสิบ ๆ หม้อใช้การไม่ได้เลย มีเพียง ๓-๔
หม้อซึ่งเมื่อบีบไกแล้วมีฝุ่นพ่นออกฟิตๆ ๒-๓ ครั้งแล้วก็หมด
จะเข้าไปดับก็ไม่กล้าเพราะกลัวเชื้อเพลิงในถัง ๒๐๐ ลิตร ในถังพลาสติกและในเครื่องบิน 
ใครล่ะจะเสี่ยงคงทำได้แต่เพียงโทรศัพท์เรียกรถดับเพลิงจากหน่วยต่างๆ
กว่าชุดดับเพลิงจะมาถึงเครื่องบินก็มอดไหม้เหลือแต่เถ้าแล้ว
ชุดดับเพลิงมาถึงก็ได้แต่ฉีดน้ำเลี้ยงมิให้ไฟลุกลามไปที่อื่นเท่านั้น
ความเสียหายที่เกิดขึ้น นายทหารบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิตหลังจากเกิดเหตุ
๒๖ วัน โดยสาเหตุเกี่ยวเนื่องจากการถูกไฟลวก บ.ท.๑๗ เสียหายทั้งหมด
เครื่องเติมเชื้อเพลิงเสียหาย อาคารเสียหายบางส่วน  
เนื่องจากอากาศยานไฟไหม้เสียหายทั้งหมด ซากที่เหลือยากแก่การพิสูจน์ สาเหตุที่แท้จริงจึงไม่ปรากฏชัดเจน
จากการสอบสวนผู้รู้เห็นเหตุการณ์ยืนยันว่าไม่มีประกายไฟหรือผู้ใดนำสิ่งที่ติดไฟเข้าไปบริเวณเติมเชื้อเพลิงแน่นอน
จากคำให้การของเจ้าหน้าที่ และผู้ที่เกี่ยวข้อง
พอประมวลได้ว่าขณะที่มีไฟติดขึ้นนั้ไฟเกิดขึ้นที่ปลายงวงขณะเติมเชื้อเพลิงผ่านกรวยสังกะสีบุหนังชามัวลงถังพลาสติก
สาเหตุเดียวที่ทำให้เกิดไฟขึ้นที่ปลายงวงเติมเชื้อเพลิงได้คือประกายไฟจากไฟฟ้าสถิต                                 
               การสูญเสียยุทโธปกรณ์อันมีราคาแพงและชีวิตคนซึ่งไม่สามารถประมาณค่าได้ครั้งนี้ มีองค์ประกอบเพียง  
      ๒ ประการ คือ อุปกรณ์และคน อุปกรณ์คือ ขาดอุปกรณ์การเติมเชื้อเพลิงที่เหมาะสม
ขาดอุปกรณ์การเติมเชื้อเพลิงที่มีประสิทธิภาพ
สำหรับคนคือ ขาดความรู้ความสามารถในการใช้อุปกรณ์
ขาดความรู้และความเชื่อถึงอันตรายที่เกิดจากไฟฟ้าสถิต
ไม่ได้ปฏิบัติการต่างๆไปตามมาตรการนิรภัย และใช้อุปกรณ์ที่ออกแบบมาให้เกิดความปลอดภัย
หน่วยบินหลายหน่วยยังคงใช้วิธีการเติมเชื้อเพลิงอากาศยานด้วยวิธีการเดียวกันนี้
และจะยังคงใช้วิธีนี้ไปอีกนานเท่าใดไม่มีใครทราบได้
เราต้องยอมรับถึงความขาดแคลนของกองทัพ ขณะเดียวกันเราต้องพยายามป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิด
ขึ้นในเหตุการณ์ทำนองเดียวกันนี้บนพื้นฐานของความขาดแคลน
โดยศึกษาและหาวิธีป้องกันเพื่อประวัติศาสตร์จะได้ไม่มาซ้ำรอยที่หน่วยของท่าน
เราได้สูญเสียชีวิตและทรัพย์สินอันมีค่ายิ่งไปสิ่งที่เราจะต้องได้มา คือ บทเรียน   จึงจะเรียกได้ว่าไม่สูญเปล่า