ชื่อวิทยานิพนธ์   การพัฒนากระบวนการส่งเสริมพฤติกรรมของครูในการสร้างวินัยในตนเองให้แก่เด็กปฐมวัย โดยใช้แนวคิดการสะท้อนความคิดและการเรียนรู้ที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายใน

ชื่อวิทยานิพนธ์    Process development for the enhancement of teachers' behaviors in promoting preschoolers' self discipline using reflection and internalization concepts

ชื่อผู้วิจัย  นฤมล เนียมหอม

ที่ปรึกษา  จีระพันธุ์ พูลพัฒน์

ปีการศึกษา  2549

บทคัดย่อ  งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนากระบวนการส่งเสริมพฤติกรรมของครู ในการสร้างวินัยในตนเองให้แก่เด็กปฐมวัยโดย ใช้แนวคิดการสะท้อนความคิดและการเรียนรู้ที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายใน 2) ศึกษาผลของการใช้กระบวนการฯ ที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของครูในการสร้างวินัยในตนเองให้แก่เด็กปฐมวัย 3) ศึกษาผลของการใช้กระบวนการฯ ที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการมีวินัยในตนเองของเด็กปฐมวัย กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยครูประจำชั้นอนุบาล 8 คน และเด็กอนุบาล 207 คน ของโรงเรียนพระสมุทร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสมุทรสงคราม การดำเนินการวิจัยแบ่งเป็น 5 ขั้น คือ ขั้นที่ 1 การพัฒนากระบวนการฯ ขั้นที่ 2 การทดลองนำร่อง ขั้นที่ 3 การปรับปรุงแก้ไขกระบวนการฯ ขั้นที่ 4 การทดลองใช้กระบวนฯ ขั้นที่ 5 การปรับปรุง แก้ไข และนำเสนอกระบวนการฯ ผลการวิจัยมีดังนี้ 1. กระบวนการส่งเสริมพฤติกรรมของครูในการสร้างวินัยในตนเองให้แก่เด็กปฐมวัย โดยใช้แนวคิดการสะท้อนความคิดและการเรียนรู้ที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายใน มีสาระสำคัญประกอบด้วย แนวคิดพื้นฐานของกระบวนการฯ วัตถุประสงค์ของกระบวนการฯ สาระการเรียนรู้ของกระบวนการฯ การดำเนินการตามกระบวนฯ และการประเมินผลการดำเนินการตามกระบวนการฯ โดยมีขั้นตอนการดำเนินการตามกระบวนการฯ 3 ขั้น คือ 1) การสร้างความสัมพันธ์และความไว้วางใจ คือ การที่ครูเข้าร่วมกระบวนการฯ ด้วยความสมัครใจ และการที่ผู้ใช้กระบวนการฯ ยอมรับนับถือในตัวครูและมีบทบาทเสมือนเพื่อนที่จะมีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันกับครู 2) การให้ความรู้ที่ชัดเจน เรื่อง การสร้างวินัยในตนเองให้แก่เด็กปฐมวัย โดยการอบรม และการใช้แบบประเมินพฤติกรรมของครูในการสร้างวินัยในตนเองให้แก่เด็กปฐมวัย 3) การช่วยให้ครูปรับเปลี่ยนข้อความรู้ไปสู่การเรียนรู้อย่างแท้จริง ประกอบด้วยการสะท้อนความคิดของครูผ่านการเขียนบันทึก และการสนทนาเพื่อการเปลี่ยนแปลงทางวิชาชีพ การชี้แนะด้วยการสนทนาอย่างไม่เป็นทางการและการเสริมความรู้ตามความสนใจและความต้องการของครู และการปฏิบัติงานอย่างอิสระของครู ซึ่งองค์ประกอบเหล่านี้ทำให้ครูเกิดการเรียนรู้ที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายใน 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1 การเปิดใจยอมรับ ระยะที่ 2 การปรับตัว ประกอบด้วย ช่วงที่ 1 การสร้างความคิดรวบยอด และช่วงที่ 2 การจัดระบบให้สมดุล ระยะที่ 3 การผสมผสานแนวคิดใหม่กับตนเอง 2. คะแนนพฤติกรรมของครูในการสร้างวินัยในตนเองให้แก่เด็กปฐมวัยในด้านการเป็นแบบอย่าง การจัดประสบการณ์การเรียนรู้เพื่อการสร้างวินัยในตนเองให้แก่เด็ก การดูแลเด็ก และการจัดสภาพแวดล้อม หลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3.คะแนนพฤติกรรมการมีวินัยในตนเองของเด็กปฐมวัยในด้านความอดทน อดกลั้น ความรับผิดชอบต่อตนเอง ความรับผิดชอบต่อส่วนรวม และการปฏิบัติตามมารยาทสังคมหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

Abstract: The purpose of this research were 1) to develop the process for the enhancement of teachers' behaviors in promoting preschoolers' self discipline by using reflection and internalization concepts, 2) to study the effect of using the process to change teachers' behaviors in promoting preschoolers' self discipline, and 3) to study the effect of using the process to change preschoolers' self discipline. The samples were eight preschool teachers and 207 preschoolers of Phrasamut School, The Office of Samutsongkhram Educational Service Area. The research methods used were five stages 1) developing the process, 2) pilot study, using reflection and internalization concepts, 2) to study the effect of using the process to change teachers' behaviors in promoting preschoolers' self discipline, and 3) to study the effect of using the process to change preschoolers' self discipline. The samples were eight preschool teachers and 207 preschoolers of Phrasamut School, The Office of Samutsongkhram Educational Service Area. The research methods used were five stages 1) developing the process, 2) pilot study, 3) revising the process, 4) field testing, and 5) refining and proposing the developed process. Research results were as follows 1. The process for the enhancement of teachers' behaviors in promoting preschoolers' self discipline by using reflection and internalization concepts consisted of foundation concepts, objectives, contents, operational procedures, and evaluation of the process. Three stages of operational procedures were 1) conducting positive relation and trust: engaging the process voluntarily, respecting for the teachers, and making appearance as co-learner; 2) providing explicit knowledge in promoting preschoolers' self discipline: training and using teacher behavior in promoting preschoolers' self discipline measurement; and 3) transforming explicit knowledge to virtual learning: teachers' reflection through dialogue journals and professional conversation, coaching through informal conversation and providing more knowledge as teachers' need, and teachers' independent operation. These elements affected teachers' internalization in three periods 1) open-minded acceptance, 2) whole-hearted reformation that was conceptualization and organization, and 3) responsive attribution. 2. The post-test score on teachers' behaviors in promoting preschools' self discipline the four areas: modeling, preparing learning experiences, child rearing, and preparing environment was significantly higher than that of pre-test at the .05 level. 3. The post-test score on preschoolers' self discipline in four areas: self-control, self-responsibility, public-responsibility, and social manner performance was significantly higher than that of pre-test at the .05 level.

ที่มา

http://tdc.thailis.or.th/tdc/browse.php?option=show&browse_type=title&titleid=170512&query=การพัฒนา&s_mode=any&date_field=&date_start=&date_end=&limit_lang=&limited_lang_code=&order=&order_by=&order_type=&result_id=14&maxid=408

ชื่อวิทยานิพนธ์   การพัฒนากระบวนการเรียนรู้ที่จำเป็นสำหรับคนยุคใหม่ : รายงานการวิจัย

ชื่อผู้วิจัย      อุทุมพร จามรมาน

ปีการศึกษา  2538

บทคัดย่อ  รายงานการวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ข้อ คือ (1) เพื่อสำรวจประเด็นที่สำคัญที่เกี่ยวข้องกับคนยุคใหม่ (2) เพื่อเสนอแบบจำลองการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ที่จำเป็นสำหรับกลุ่มนักเรียน และ (3) เพื่อการตรวจสอบจำลองดังกล่าว การดำเนินงานวิจัยเพื่อให้บรรลุยังวัตถุประสงค์ข้อ 1 ทำโดยการสังเคราะห์บทความและรายงานทางวิชากร สรุปประเด็นที่สำคัญ 5 ประเด็น คือ (1) สุขภาพอนามัย (2) การเป็นคนดี (3) กรคิดเป็นระบบ (4) การสื่อสารรู้เรื่อง (5) การตรงต่อเวลา จากประเด็นดังกล่าวได้นำมาสร้างเป็นแบบสอบถาม ส่งให้ผู้บริหารกรศึกษา ครู และนักศึกษาครู จำนวน 850 คน เพื่อให้ความคิดเห็นในประเด็นดังกล่าว ได้แบบสอบถามคืน 537 ฉบับ สรุปผลการสำรวจได้ว่า ผู้ให้ข้อมูลส่วนใหญ่มีความเห็นสอดคล้องกับประเด็นทั้ง 5 และมีประเด็นเพิ่มเติมคือ ความสามารถด้านคอมพิวเตอร์ และภาษาอังกฤษ สำหรับวัตถุประสงค์ข้อ 2 คือ การสร้างแบบจำลอง เพื่อพัฒนากระบวนการเรียนรู้ที่จำเป็น 5 ประการนั้น ได้ร่างตามทฤษฎีกระบวนการประมวลสารสนเทศทางปัญญา และได้ทดลองกับนักเรียน ป.6, ม.3, ม.6 ที่กรุงเทพฯ และจังหวัดเลย รวม 60 คน รวม 18 ชั่วโมง สำหรับวัตถุประสงค์ข้อ 3 ได้รวบรวมข้อมูลจากผู้บริหารสถานศึกษาครูและนักเรียน ป.6, ม.3, ม.6 ในโรงเรียนที่ไปทดลองแบบจำลอง สรุปผลได้คือ ผู้บริหารและครูเห็นด้วยกับแบบจำลองดังกล่าวว่ามีขั้นตอนครบถ้วย มีความเหมาะสมระหว่างเนื้อหากับเวลา และวิธีฝึกมีประสิทธิภาพ ส่วนผลการฝึกกับนักเรียนสรุปได้ว่า (1) ได้รับความรู้เกี่ยวกับลักษณะคนดี การรักษาสุขภาพอนามัย (2) ได้พัฒนาด้านการสื่อสารรู้เรื่อง การคิดเป็นระบบ (3) เป็นคนตรงเวลามากขึ้น และ (4) ให้ความสำคัญกับการรักษาทรัพย์สมบัติสาธารณะมากขึ้น

Abstract: This research project aimed to (1) survey subject matters needed for the new generations, (2) to formulate the learning process development model, and (3) to verify the model. In order to achieve the first objective, subject matters needed for the new generations were extracted from research papers and seminar results. There were concluded as (1) health care, (2) being good person, (3) systematic thinking, (4) communication, and (5) punctuality. These items were confirmed by 537 out of 850 samples of educational administrators, teachers and student teachers by mailed questionnaires. Additional items such as computer literacy and English language ability were suggested. In order to achieve the second objective, a model of learning process based on the Cognitive Information Processing Theories was developed for 60 Prathom Suksa 6, Mathayom Suksa 3 and 6 students in Bangkok and Loei Province. The model took 18 hours to complete the learning process. The model was verified empirically by a group of target school administrators, teachers and students. Most school administrators and teacher agreed on the sequencing of learning process, suitability and effectiveness of the model. The students concluded that (1) they gained knowledge regarding type of good person, health care, model. In order to achieve the first objective, subject matters needed for the new generations were extracted from research papers and seminar results. There were concluded as (1) health care, (2) being good person, (3) systematic thinking, (4) communication, and (5) punctuality. These items were confirmed by 537 out of 850 samples of educational administrators, teachers and student teachers by mailed questionnaires. Additional items such as computer literacy and English language ability were suggested. In order to achieve the second objective, a model of learning process based on the Cognitive Information Processing Theories was developed for 60 Prathom Suksa 6, Mathayom Suksa 3 and 6 students in Bangkok and Loei Province. The model took 18 hours to complete the learning process. The model was verified empirically by a group of target school administrators, teachers and students. Most school administrators and teacher agreed on the sequencing of learning process, suitability and effectiveness of the model. The students concluded that (1) they gained knowledge regarding type of good person, health care, (2) their communication and thinking were improved, (3) they were concerned with punctually, and (4) they cared for public objects and places

ที่มา

http://tdc.thailis.or.th/tdc/browse.php?option=show&browse_type=title&titleid=59385&query=การพัฒนา&s_mode=any&date_field=&date_start=&date_end=&limit_lang=&limited_lang_code=&order=&order_by=&order_type=&result_id=24&maxid=408

 

 

 

ชื่อเรื่องวิทยานิพนธ์    การพัฒนาความสามารถทางการอ่านภาษาไทยโดยใช้แนวการสอนแบบโฟร์บล็อกสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6

ชื่อเรื่องภาษาอังกฤษ   Development of Thai language reading ability by using Four-Blocks Approach for prathom suksa six students

ชื่อ-สกุลผู้วิจัย             อุษณีย์ ขำกัน

ปีการศึกษา                 2547

ที่ปรึกษา                    ผศ.คร.มณีรัตน์  สุกโชติรัตน์

บทคัดย่อ  

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาความสามารถทางการอ่านภาษาไทยโดยใช้แนวการสอนแบบโฟร์บล็อกสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ตัวอย่างประชากรที่ใช้ในการวิจัยเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2545 โรงเรียนมหาวีรานุวัตร จำนวน 25 คน ผู้วิจัยทำการทดลองโดยใช้แนวการสอนแบบโฟร์บล็อก ได้แก่ ขั้นเลือก อ่านเอง ขั้นแนะให้อ่าน ขั้นเรียนรู้คำ และขั้นการเขียน เป็นเวลา 8 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบทดสอบความสามารถทางการอ่านภาษาไทย วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที (t-test) ผลการวิจัยพบว่า 1. ค่าเฉลี่ยของคะแนนความสามารถทางการอ่านภาษาไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 หลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. ค่าเฉลี่ยของคะแนนความสามารถทางการอ่านภาษาไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 หลังการทดลองสูงกว่าเกณฑ์การประเมิน คือ สูงกว่าค่าเฉลี่ยของคะแนนก่อนการทดลองร้อยละ 14 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. ค่าเฉลี่ยของคะแนนความสามารถทางการอ่านเพื่อความเข้าใจภาษาไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 หลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 4. ค่าเฉลี่ยของคะแนนความสามารถทางการอ่านเพื่อความเข้าใจภาษาไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 หลังการทดลองสูงกว่าเกณฑ์การประเมิน คือ สูงกว่าค่าเฉลี่ยของคะแนนก่อนการทดลองร้อยละ 15 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 5. ค่าเฉลี่ยของคะแนนความสามารถทางการเขียนสรุปความจากบทอ่านของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 หลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 6. ค่าเฉลี่ยของคะแนนความสามารถทางการเขียนสรุปความจากบทอ่านของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 หลังการทดลองสูงกว่าเกณฑ์การประเมิน คือ สูงกว่าค่าเฉลี่ยของคะแนนก่อนการทดลองร้อยละ 12 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

Abstract:

The purpose of this research was intended to develop Thai language reading ability by using Four-Blocks Approach for prathom suksa six students. The subject included 25 students of prathom suksa six in the academic year of 2003 from Mahawilanuwat School. The research had tried out the teaching of reading comprehension through utilizing 8-week Four-Blocks Approach which was composed of Self-Selected Reading, Guided Reading, Working with Words and Writing. The research instrument was the Thai language reading ability test. The data were were analyzed by using arithmetic mean, standard deviation and t-test dependent. The results of this research indicated as follows: 1. The post-test arithmetic mean score of Thai language reading ability of prathom suksa six students was higher than the pre-test at the .05 level of significance. 2. The post-test arithmetic mean score of Thai language reading ability of prathom suksa six students was higher than the stipules criterion score. That was higher than fourteen percent of the arithmetic mean score in the pre-experiment at the .05 level of significance. 3. The post-test arithmetic mean score of Thai language reading comprehension ability of prathom suksa six students was higher than the pre-test at the .05 level of significance. 4. The post-test arithmetic mean score of Thai language reading comprehension ability of prathom suksa six students was higher than the stipules criterion score. That was higher than fifteen percent of the arithmetic mean score in the pre-exeriment at the .05 level of significance. 5. The post-test arithmetic mean score of summarizing ability of prathom suksa six students was higher than the pre-test at the .05 level of significance. 6. The post-test arithmetic mean score of summarizing ability of prathom six students was higher than the stipules criterion score. That was higher than twelve ercent of the arithmetic mean score in the pre-experiment at the .05 level of significance.

ที่มา 

http://tdc.thailis.or.th/tdc/browse.php?option=show&browse_type=title&titleid=60988&query=การพัฒนา&s_mode=any&date_field=&date_start=&date_end=&limit_lang=&limited_lang_code=&order=&order_by=&order_type=&result_id=48&maxid=408