สืบค้นวิทยานิพนธ์

ใบงานที่ 8 (28 พ.ย.52)

เรื่องที่ 1

หัวข้อวิทยานิพนธ์  การสร้างแบบฝึกหัดวิชาคณิตศาสตร์เพื่อพัฒนาความสามารถในการคิดวิเคราะห์ทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝ่ายประถม

Development of mathematics exercises to improve the ability of mathematics analysis for grade six students of Chulalongkorn University Demonstration School (Elementary)

ชื่อและนามสกุลผู้วิจัย   ลัดดา   ภู่เกียรติ

อาจารย์ที่ปรึกษา  ทุนสุรินทร์   โอสถานุเคราะห์

ปีการศึกษา  2536

บทคัดย่อ  : การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สร้างแบบฝึกหัดวิชาคณิตศาสตร์เพื่อพัฒนาความสามารถในการคิดวิเคราะห์ทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝ่ายประถม 2) ศึกษาความครอบคลุมและความเป็นไปได้ของแบบฝึกหัดวิชาคณิตศาสตร์ในการใช้สอนนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และ 3) ศึกษาผลการทดลองใช้แบบฝึกหัดวิชาคณิตศาสตร์เพื่อพัฒนาความสามารถในการคิดวิเคราะห์ทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้วิธีการศึกษากึ่งทดลอง ประชากรที่ใช้ในการศึกษาคือนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ของโรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยฝ่ายประถม ปี การศึกษา 2536 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบฝึกหัดวิชาคณิตศาสตร์เพื่อพัฒนาความสามารถในการคิดวิเคราะห์ทางคณิตศาสตร์ แบบวัดความสามารถในการคิดวิเคราะห์และแบบวัดความพึงพอใจ นักเรียนกลุ่มทดลองจำนวน 4 กลุ่ม แบ่งออกเป็นกลุ่มที่มีความสามารถทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ระดับค่อนข้างเก่งจำนวน 43 คน ระดับปานกลางจำนวน 35 คน ระดับค่อนข้างอ่อนจำนวน 25 คน และระดับอ่อนจำนวน 16 คน รวมจำนวนทั้งสิ้น 119 คนโดยนักเรียนทั้ง 4 กลุ่มได้ใช้แบบฝึกหัดวิชาคณิตศาสตร์เพื่อพัฒนาความสามารถในการคิดวิเคราะห์ทางคณิตศาสตร์ที่ผู้วิจัยสร้างและผ่านการตรวจจากผู้ทรงคุณวุฒิเรียบร้อยแล้ว การวิเคราะห์ทางสถิติใช้สถิติทดสอบที (t-test) ผลการวิจัย 1. ผลการวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงด้านความสามารถในการคิดวิเคราะห์ทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนพบว่า ค่าเฉลี่ยของคะแนนความสามารถในการคิดวิเคราะห์ทางคณิตศาสตร์ก่อนและหลังการทดลองใช้แบบฝึกหัดวิชาคณิตศาสตร์เพื่อพัฒนาความสามารถในการคิดวิเคราะห์ทางคณิตศาสตร์มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 โดยนักเรียนที่มีความสามารถทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์อยู่ในระดับค่อนข้างเก่งและระดับปานกลางจะมีคะแนนพัฒนาการด้านความสามารถในการคิดวิเคราะห์ทางคณิตศาสตร์สูงขึ้น 2. ผลการวิเคราะห์ข้อมูลความพึงพอใจต่อประสบการณ์ที่ได้รับจากการใช้แบบึกหัดวิชาคณิตศาสตร์เพื่อพัฒนาความสามารถในการคิดวิเคราะห์ทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนทั้ง 4 กลุ่ม ในด้านต่าง ๆ พบว่า 2.1 ด้านความชอบเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนทั้ง 4 กลุ่ม หลังการใช้แบบฝึกหัดสูงกว่าก่อนใช้แบบฝึกหัดอยู่ในระดับค่อนข้างมากถึงระดับมาก 2.2 ด้านความรู้สึกที่มีต่อแบบฝึกหัดของนักเรียนที่มีความสามารถทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์อยู่ในระดับค่อนข้างเก่งและระดับปานกลางจะมีความรู้สึกชองต่อแบบฝึกหัดอยู่ในระดับมาก 2.3ด้านความคิดเห็นเกี่ยวกับ - ความสนใจต่อแบบฝึกหัด นักเรียนที่มีความสามารถทางการเรียนคณิตศาสตร์ในระดับค่อนข้างเก่ง ปานกลาง และค่อนข้างอ่อน จะมีความสนใจอยู่ในระดับค่อนข้างมากถึงระดับมาก ในขณะที่นักเรียนที่เรียนในระดับอ่อนมีความสนใจอยู่ในระดับเฉย ๆ จนถึงระดับค่อนข้างมาก - ความยากง่ายของแบบฝึกหัด นักเรียนที่เรียนค่อนข้างเก่งเห็นว่าแบบฝึกหัดนี้ไม่ยาก ในขณะที่นักเรียนที่เรียนในระดับค่อนข้างอ่อนและระดับปานกลางเห็นว่าแบบึกหัดนี้มีความยากง่ายตั้งแต่ค่อนข้างน้อยถึงค่อนข้างมาก - ความสนุกในการใช้แบบฝึกหัด นักเรียนทั้ง 4 กลุ่ม มีความคิดเห็นว่าแบบฝึกหัดมีความสนุก ตั้งแต่ค่อนข้างน้อยถึงระดับมาก ตามระดับความสามารถทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนที่เรียนระดับอ่อน ระดับค่อนข้างอ่อน ระดับปานกลาง และระดับเก่ง 2.4 ด้านเนื้อหาที่นำมาใช้ในการทำแบบฝึกหัดเกี่ยวกับจำนวนเนื้อหา นักเรียนที่เรียนค่อนข้างเก่งและระดับปานกลางมีความคิดเห็นในระดับเฉย ๆ ถึงค่อนข้างมาก ส่วนนักเรียนที่เรียนอ่อนมีความคิดเห็นในระดับเฉย ๆ ถึงระดับมาก สำหรับความชัดเจนของแบบฝึกหัด นักเรียนที่เรียนค่อนข้างเก่งและปานกลางมีความคิดเห็นว่ามีความชัดเจนค่อนข้างมาก ส่วนความเข้าใจในบทเรียนหลังจากที่ใช้แบบฝึกหัดนี้ไปแล้ว นักเรียนที่เรียนค่อนข้างเก่งและปานกลางมีความคิดเห็นว่าเข้าใจบทเรียนดีขึ้นมาก ในขณะที่นักเรียนที่เรียนค่อนข้างอ่อนและอ่อนมีความคิดเห็นว่าเข้าใจบทเรียนได้ดีขึ้นในระดับค่อนข้างมากถึงระดับมาก 2.5 ด้านความต้องการให้โรงเรียนและครูผู้สอนนำแบบฝึกหัดนี้ไปใช้กับรุ่นน้องในปีการศึกษาต่อไป นักเรียนทั้ง 4 กลุ่ม มีความคิดเห็นตรงกันว่าควรนำไปใช้ในระดับค่อนข้างมากถึงระดับมาก 3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนหญิงในภาคต้นและภาคปลายแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 โดยคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ในภาคปลายสูงกว่าภาคต้น 4. ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนชายมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 โดยที่คะแนนความสามารถในการคิดวิเคราะห์ทางคณิตศาสตร์หลังจากใช้แบบฝึกหัดของนักเรียนชายสูงกว่าก่อนใช้แบบฝึกหัด

Abstract : The purposes of this research were to 1) develop athemetics exercise to improve the ability of mathematics analysis for grade six students 2) study coverage and feasibility in using the exercise to teach grade six students and 3) compare the results from experimenting the exercise. The population were the grade six students of Chulalongkorn University Demonstration School (Elementary) academic year 1993. The instruments using in the research were the Mathematics Exercise, the Mathematics Analysis Test, and Satisfaction scale. The samples were random into 4 experimental groups fairly high, middle, fairly low, and low ability groups. The period of the experiment was 8 weeks. The analysis were performed by using t-test. Result: 1. The students in fairly high ability group and middle ability group had improvement of ability analysis mathematics score. The gain scores were statistically significant at .05. 2. The students in 4 ability groups liked to learn mathematics more after using mathematics exercises than before at rather high to high level. The students in fairly low ability group, middle and fairly high ability group had a fun and interested in using mathematics exercises at high level. The opinions on the amount of subject matter and the clearity of the exercise were fine. The sample recommended teacher and school to use mathematics exercise in the next year. 3. The female group had higher score on the 2nd semester exam than 1st semester exam. It showed statistically significant at .05. 4. The male group had higher score on analysis mathematics ability after using mathematics exercises. It howed difference at .05 level of significant

ที่มา URL  http://tdc.thailis.or.th/tdc/browse.php?option=show&browse_type=title&titleid=59344&query=แบบฝึก&s_mode=all&date_field=&date_start=&date_end=&limit_lang=&limited_lang_code=&order=&order_by=&order_type=&result_id=2&maxid=7

 

 

เรื่องที่ 2

หัวข้อวิทยานิพนธ์  ผลของการแก้ไขข้อบกพร่องที่เป็นความรู้พื้นฐานทางคณิตศาสตร์เรื่องเศษส่วนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที 1 โดยการใช้แบบฝึกทักษะ

Results of mathematics basic knowledge deficiency dissolution on fractions of mathayom suksa one students through drilled worksheet

ชื่อและนามสกุลผู้วิจัย   วัฒนิตา   นำแสงวานิช

อาจารย์ที่ปรึกษ  สุวัฒนา   อุทัยรัตน์

ปีการศึกษา  2539

บทคัดย่อ : การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ วินิจฉัยข้อบกพร่องที่เป็นความรู้พื้นฐานทางคณิตศาสตร์ เรื่องเศษส่วน และศึกษาผลของการแก้ไขข้อบกพร่องที่เป็นความรู้พื้นฐานทางคณิตศาสตร์ เรื่อง เศษส่วน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยการใช้แบบฝึกทักษะ ในด้านจำนวนครั้งของการแก้ไขข้อบกพร่อง และจำนวนนักเรียนที่ผ่านเกณฑ์หลังจากการแก้ไขข้อบกพร่อง การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบทดลอง กลุ่มตัวอย่างประชากรเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ปีการศึกษา 2539 โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ฝ่ายมัธยม) กรุงเทพมหานคร ที่มีข้อบกพร่องที่เป็นความรู้พื้นฐานทางคณิตศาสตร์ เรื่อง เศษส่วน จำนวน 42 คน ซึ่งผู้วิจัยสอนโดยใช้แผนการสอนเพื่อแก้ไขข้อบกพร่องที่เป็นความรู้พื้นฐานทางคณิตศาสตร์ เรื่อง เศษส่วน โดยการใช้แบบฝึกทักษะ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบสอบวินิจฉัยข้อบกพร่องที่เป็นความรู้พื้นฐานทางคณิตศาสตร์ เรื่อง เศษส่วน และแบบสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่อง เศษส่วน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการแจกแจงความถี่ การหาค่าร้อยละ และการทดสอบค่าไคสแควร์ (X2-test) การวิจัยปรากฏผลดังนี้ 1. ในเรื่อง เศษส่วน นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ส่วนใหญ่มีข้อบกพร่องที่เป็นความรู้พื้นฐานทางคณิตศาสตร์ในเรื่องตัวคูณร่วมน้อย (ค.ร.น.) รองลงมาคือเรื่อง ลำดับขั้นการคิดคำนวณ การแปลงประโยคภาษาเป็นประโยคสัญลักษณ์ การหารจำนวนเต็ม การคูณจำนวนเต็ม การลบจำนวนเต็ม และการบวกจำนวนเต็ม เรียงตามลำดับ 2. ผลของการแก้ไขข้อบกพร่องที่เป็นความรู้พื้นฐานทางคณิตศาสตร์ เรื่อง เศษส่วน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยการใช้แบบฝึกทักษะ พบว่า 2.1 หลังการแก้ไขข้อบกพร่องครั้งที่ 1 มีนักเรียนที่สามารถแก้ไขข้อบกพร่องที่เป็นความรู้พื้นฐานทางคณิตศาสตร์ เรื่อง เศษส่วน ได้ คิดเป็นร้อยละ 66.67 2.2 หลังการแก้ไขข้อบกพร่องครั้งที่ 2 มีนักเรียนที่สามารถแก้ไขข้อบกพร่องที่เป็นความรู้พื้นฐานทางคณิตศาสตร์ เรื่อง เศษส่วน ได้ คิดเป็นร้อยละ 64.29 2.3 อัตราส่วนของจำนวนนักเรียนที่สามารถแก้ไขข้อบกพร่องที่เป็นความรู้พื้นฐานทางคณิตศาสตร์ เรื่อง เศษส่วน ได้ ต่อจำนวนนักเรียนที่มีข้อบกพร่องที่เป็นความรู้พื้นฐานทางคณิตศาสตร์ เรื่อง เศษส่วน ทั้งหมดคิดเป็น 37:42 2.4 สัดส่วนของนักเรียนที่สามารถแก้ไขข้อบกพร่องที่เป็นความรู้พื้นฐานทางคณิตศาสตร์ เรื่อง เศษส่วน ได้ และ ไม่ได้ แตกต่างกันที่ระดับความมีนัยสำคัญทางสถิติ 0.05

Abstract : The purposes of this research were to diagnose mathematics basic knowledge deficiency on fractions and to investigata results of mathematics basic knowledge deficiency dissolution on fractions of mathayom suksa one students through drilled worksheet indicated by number of times of the dissolution and numbers of students being corrected mathematics basic knowledge deficiency on fractions after the dissolution. This is an experimental research. The samples were 42 mathayom suksa one students having mathematics basic knowledge deficiency on fractions in the 1996 academic calendar year of Chulalongkorn University Demonstration School (Secondary) in Bangkok Metropolis. The lesson plans of mathematics basic knowledge deficiency dissolution on fractions through drilled worksheet were used in the dissolution. The research instruments were the test of mathematics basic knowledge deficiency on fractions and the test of mathematics learning achievement on fractions. The data were analyzed by means of frequency distribution, percentage and chi-square test. The results of this research revealed that: 1.The topic on fractions, most of mathayom suksa one students had mathematics basic knowledge deficiency on least common multiple (l.c.m.) and order of operations, convertion of mathematical language into mathematical sentence, devision of integers, multiplication of integers, subtraction of integers and addition of integers, respectively. 2. Results of mathematics basic knowledge deficiency dissolution on fractions of mathayom suksa one students through drilled worksheet were as follows: 2.1 Among students who had the first dissolution, 66.67 percent of them were corrected mathematics basic knowledge deficiency on fractions. 2.2 Among students who had the second dissolution, 64.29 percent of them were corrected mathematics basic knowledge deficiency on fractions. 2.3 The ratio of students being corrected mathematics basic knowledge deficiency on fractions after the dissolution to students having mathematics basic knowledge deficiency on fractions was 37:42. 2.4 The proportion of students who were corrected and not corrected mathematics basic knowledge deficiency on fractions after the dissolution was significantly different at the 0.05 level

ที่มา URL  http://tdc.thailis.or.th/tdc/browse.php?option=show&browse_type=title&titleid=182901&query=แบบฝึก&s_mode=all&date_field=&date_start=&date_end=&limit_lang=&limited_lang_code=&order=&order_by=&order_type=&result_id=7&maxid=7

 

 

เรื่องที่ 3 

หัวข้อวิทยานิพนธ์  ผลของการใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนแบบฝึกทักษะ ในการแก้ไขข้อบกพร่องด้านความรู้พื้นฐานทางคณิตศาสตร์ ที่มีต่อความสามารถในการแก้สมการและอสมการ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4

The Effects of using drill and practice computer assisted instruction lessons in mathematics basic knowledge deficiency dissolution on the ability in solving equations and inequalities of mathayom suksa four students

ชื่อและนามสกุลผู้วิจัย   ชูเกียรติ   กะปิตถา

อาจารย์ที่ปรึกษา  พร้อมพรรณ   อุดมสิน

ปีการศึกษา  2540

บทคัดย่อ : วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. เพื่อศึกษาความสามารถในการแก้สมการและอสมการของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 หลังการใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนแบบฝึกทักษะ ในการแก้ไขข้อบกพร่องด้านความรู้พื้นฐานทางคณิตศาสตร์ 2. เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการแก้สมการและอสมการของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ระหว่างก่อนและหลังการใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนแบบฝึกทักษะในการแก้ไขข้อบกพร่องด้านความรู้พื้นฐานทางคณิตศาสตร์ 3. เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการแก้สมการและอสมการของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 หลังการใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนแบบฝึกทักษะในการแก้ไขข้อบกพร่องด้านความรู้พื้นฐานทางคณิตศาสตร์ครั้งที่หนึ่งและครั้งที่สอง ตัวอย่างประชากรเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนอัสสัมชัญ (บางรัก) ปีการศึกษา 2540 ที่มีข้อบกพร่องด้านความรู้พื้นฐานทางคณิตศาสตร์ในการแก้สมการและอสมการ จำนวน 40 คน ผู้วิจัยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนแบบฝึกทักษะในการแก้ไขข้อบกพร่องด้านความรู้พื้นฐานทางคณิตศาสตร์ในการแก้สมการและอสมการในการทดลอง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบวัดความสามารถในการแก้สมการและอสมการ วิเคราะห์ข้อมูล โดยการหาค่ามัชฌิมเลขคณิต (X) ค่ามัชฌิมเลขคณิตร้อยละ (Xร้อยละ) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D) และการทดสอบค่าที (t-test) การวิจัยปรากฏผลดังนี้ 1. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 มีความสามารถในการแก้สมการและอสมการหลังการใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนแบบฝึกทักษะ ในการแก้ไขข้อบกพร่องด้านความรู้พื้นฐานทางคณิตศาสตร์ อยู่ในระดับผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำสุดที่กำหนดไว้ 2. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 มีความสามารถในการแก้สมการและอสมการหลังการใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนแบบฝึกทักษะสูงกว่าก่อนการใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนแบบฝึกทักษะในการแก้ไขข้อบกพร่องด้านความรู้พื้นฐานทางคณิตศาสตร์ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 3. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 มีความสามารถในการแก้สมการและอสมการหลังการใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนแบบฝึกทักษะครั้งที่สองสูงกว่าหลังการใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนแบบฝึกทักษะในการแก้ไขข้อบกพร่องด้านความรู้พื้นฐานทางคณิตศาสตร์ครั้งที่หนึ่ง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05

Abstract  : The purposes of this research were : 1. To study the ability in solving equation and inequalities of mathayom suksa four students after using drill and practice computer assisted instruction lessons in mathematics basic knowledge deficiency dissolution. 2. To compare the ability in solving equation and inequalities of mathayom suksa four students between before and after using drill and practice computer assisted instruction lessons in mathematics basic knowledge deficiency dissolution. 3. To compare the ability in solving equation and inequalities of mathayom suksa four students between the first and second time using drill ad practice computer assisted instruction lessons in mathematics basic knowledge deficiency dissolution. The samples were 40 mathayom suksa four students having mathematics basic knowledge deficiency in solving equation and inequalities of Assumption College in the academic year 1997. The researcher used the drill and practice computer assisted instruction lessons in mathematics basic knowledge deficiency dissolution in solving equation and inequalities for the experiment. The research instrument was a test on ability in solving equation and inequalities. The data were analyzed by means of arithmetic mean, standard deviation and t-test. The results of this research revealed that : 1. Mathayom suksa four students had the ability in solving equation and inequalities after using drill and practice computer assisted instruction lessons in mathematics basic knowledge deficiency dissolution at the passed low criteria level. 2. Mathayom suksa four students had the ability in solving equation and inequalities after using drill and practice computer assisted instruction lessons higher than that before using drill and practice computer assisted instruction lessons in mathematics basic knowledge deficiency dissolution at the 0.05 level of significance. 3. Mathayom suksa four students had the ability in solving equation and inequalities after the second time of using drill and practice computer assisted instruction lessons in mathematics basic knowledge deficiency dissolution at the 0.05 level of significance.

ที่มา URL  http://tdc.thailis.or.th/tdc/browse.php?option=show&browse_type=title&titleid=178632&query=แบบฝึก&s_mode=all&date_field=&date_start=&date_end=&limit_lang=&limited_lang_code=&order=&order_by=&order_type=&result_id=6&maxid=7