สัปดาห์ที่ 2 ทฤษฎีพัฒนาการ

บันทึกการเรียนรู้ ครั้งที่ 2

วันที่12 เดือน พฤศจิกายน พ.ศ.2552

แผนการเรียนรู้

     ทฤษฎีพัฒนาการ

-  ความหมายพัฒนาการ

-  ความแตกต่างของพัฒนาการกับการเจริญเติบโต

-  หลักพัฒนาการ

-  ทฤษฎีพัฒนาการของ Freud

-  ทฤษฎีพัฒนาการของ Grsell

-  ทฤษฎีพัฒนาการของ Erikson

-  ทฤษฎีพัฒนาการของ Piaget

-  ทฤษฎีพัฒนาการของ Kohlberg

-  ทฤษฎีพัฒนาการของ Havighurst

 

ผลที่ได้จากการเรียนรู้

1.คุณธรรม จริยธรรม

- มีความรับผิดชอบต่อกิจกรรมในชั้นเรียนโดยการร่วมกันวิเคราะห์วิธีการศึกษาทางจิตวิทยา

-  เคารพกติกาโดยการแต่งกายได้เหมาะสมกับการเรียน

-  พูดจาสุภาพเวลาที่มีการตอบคำถาม

-  เข้าเรียนตรงต่อเวลาเพราะเกิดจากข้อตกลงร่วมกันระหว่างผู้สอนและผู้เรียน

2. ความรู้

                                       ทฤษฎีพัฒนาการ

       2.1 ความหมายของการเจริญเติบโตและพัฒนาการ

การเจริญเติบโต (Growth)

       หมายถึง การเปลี่ยนแปลงทางด้านสรีระโครงสร้างของร่างกายและอวัยวะต่าง ๆ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงในเชิงปริมาณ เช่น เด็กที่มีการเจริญเติบโตจะมีน้ำหนัก ส่วนสูงเพิ่มขึ้น เป็นต้น

พัฒนาการ  (Development)

       หมายถึง การเปลี่ยนแปลงทางด้านคุณภาพที่ติดต่อกันไป ตั้งแต่ปฏิสนธิจนสิ้นชีวิต ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญาให้เป็นไปตามลำดับขั้น จากระยะหนึ่งเพื่อไปสู่ความมีวุฒิภาวะ ทำให้มนุษย์มีลักษณะ และความสามารถใหม่ ๆ เกิดขึ้น

                 ความสามารถ = Ability

พัฒนาการ =ความสามารถในการทำกิจกรรม = Ability to Activity

                ทำไม่ได้   ----->    ทำได้         + เป็นการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น

                ทำได้น้อย ----->    ทำได้มาก       

            ----------------------------------------

                ทำได้      ------>   ไม่ได้        -  เป็นการเปลี่ยนแปลงในทางที่ลดลง

                ทำได้มาก ------>   ทำได้น้อย

 

         2.2 ความเหมือนและความแตกต่างของการเจริญเติบโตและพัฒนาการตามประเด็นต่อไปนี้

             2.2.1 ทิศทางการเปลี่ยนแปลง (เพิ่ม-ลด)

          เป็นการเปลี่ยนแปลงที่เพิ่มขึ้น เพราะการเปลี่ยนแปลงของพัฒนาการเป็นการเปลี่ยนแปลงคุณภาพ ที่เกิดขึ้นกับร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา  ซึ่งเป็นไปตามลำดับขั้น  สวนทิศทางการเปลี่ยนแปลงของการเจริญเติบโตนั้น เป็นการเปลี่ยนแปลงที่เป็นได้ทั้ง 2 แบบ คือ ทั้งการเพิ่มและการลด เพราะการเปลี่ยนแปลงการเจริญเติบโตนั้นเป็นการเปลี่ยนแปลงด้านสรีระ โครงสร้างของร่างกาย

             2.2.2 คุณลักษณะของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

          คุณลักษณะการเปลี่ยนแปลงของการพัฒนา คือ เป็นไปในทางที่บวก  ส่วนคุณลักษณะการเปลี่ยนแปลงของการเจริญเติบโต คือ อาจเป็นได้ทั้งบวกและลบ

 เช่น     เด็กแรกเกิด - 1 ปี เริ่มใช้ขาพยุงตัวให้ลุกขึ้น และเกาะสิ่งต่าง เพื่อเดิน สามารถเลียนแบบ พฤติกรรมที่พบเห็น และเลียนแบบการใช้ภาษา

           วัย 1 - 3 ปี ใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้า เช่น ดู สัมผัส ชิมรส ได้ยิน ดมกลิ่น เด็กจะทำ พฤติกรรมซ้ำกันบ่อยๆ

          ใช้ภาษาที่เป็นคำโดด หรือภาษา 2 คำ ในช่วงอายุ 18-24 เดือน จะเป็นระยะเริ่มคิด จดจำคำศัพท์ได้อย่างรวดเร็วแม่นยำ ใน ช่วงอายุ 24-36 เดือน เด็กจะสามารถเปลี่ยนทิศทางในการเดินได้ วัยนี้จึง เป็นวัยสำคัญที่ เด็กจะพัฒนาความเป็นตัวเอง และรู้จักตนเอง

          วัย 3-6 ปีมีพัฒนาการทางด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม มีการแบ่งปันของเล่นทั้งเด็ก หญิง และชาย โดยดูวิธีการเล่นที่เพื่อนยอมรับมากที่สุด เด็กวัยนี้จะกระทำ ตาม เพื่อนไม่ว่าจะเป็นการพูดหรือการกระทำ เพื่อให้กลุ่มเพื่อนยอมรับ

          2.3 ทฤษฎีพัฒนาการ

              2.3.1 ทฤษฎีพัฒนาการของ Freud

ทฤษฎีพัฒนาการทางจิต-เพศ (Psychosexual Development Theory)ซิก มันด์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud)

 -แนวคิดของ Freud

        ทฤษฎีจิตวิเคราะห์ (Psychoanalytic Theories) ของซิกมันด์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud)ซิกมันด์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud, 1856-1939) จิตแพทย์ชาวออสเตรีย และนักจิตวิทยาในกลุ่มจิตวิเคราะห์  (Psychoanalysis) ที่มีชื่อเสียงมาก โดยมีความเชื่อพื้นฐานว่า บุคลิกภาพของมนุษย์พัฒนามาจากแรงขับพื้นฐาน 3 ประการคือ แรงขับที่จะดำรงอยู่(SurvivalDrive) แรงขับที่จะทำลาย (Aggressive Drive) และแรงขับทางเพศ (Sex Drive) คำว่า “Psychosexual” หมายความว่า บุคคลย่อมแสวงหาความพึงพอใจจากการใช้อวัยวะส่วนหนึ่งเปลี่ยนแปรตามขั้นตอน กำหนดได้ด้วยวัย

- หลักพัฒนาการตามแนวคิด

        ฟรอยด์  เชื่อว่าพฤติกรรมส่วนใหญ่ของมนุษย์ มีแรงจูงใจมาจากจิตไร้สำนึก ซึ่งมักจะผลักดันออกมาในรูปความฝัน การพูดพลั้งปาก หรืออาการผิดปกติทางด้านจิตใจในด้านต่างๆ เช่น โรคจิต โรคประสาท เป็นต้น นอกจากนี้ยังเชื่อเกี่ยวกับธรรมชาติของมนุษย์ว่ามนุษย์เกิดมาพร้อมกับแรงขับทางสัญชาตญาณ(Instinctual drive) และแรงขับดังกล่าวเป็นพลังงานที่สามารถเปลี่ยนแปลง และเคลื่อนที่ได้ จิตจึงเป็นพลังงานรูปหนึ่งที่สามารถเปลี่ยนแปลง และไม่หยุดนิ่ง (Psycho-Dynamic)

        ฟรอยด์ ได้อธิบายถึงการพัฒนาการทางบุคลิกภาพ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาการทางเพศ (Stage of Psychosexual Development) จากความเชื่อเกี่ยวกับสัญชาตญาณทางเพศในเด็กทารกที่แสดงออกมาในรูปพลังของ ลิบิโด (Libido) และสามารถเคลื่อนที่ไปยัง ส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย และบริเวณที่พลังลิบิโดไปรวมอยู่เรียกว่า ที่ของความรู้สึกพึงพอใจ (Erogeneous Zone)

- การนำไปใช้ในการจัดการเรียนรู้

        การจัดการเรียนรู้ให้กับเด็กในวัยต่าง ๆ นี้ จะมีการเจริญเติบโตมาก  ซึ่งเด็กในวัยนี้จะเริ่มมีความต้องการทางเพศสูงกว่าเดิม  และเด็กในวัยนี้ก็เริ่มจะสนใจกับเพศตรงข้าม  การเรียนการสอนของครูก็ควรสอนให้เด็กเรียนรู้อย่างละเอียด และควรชี้แนะแนวทางที่ถูกต้องและเหมาะสมสำหรับเพศชายและเพศหญิงด้วย

 

          2.3.2ทฤษฎีพัฒนาการของ Grsell

ทฤษฎีวุฒิภาวะของเกเซลล์  (Maturation Theory of Gesell)

- แนวคิดของ (Jean Piaget)

        อาร์โนลด์ เกเซลล์ (Arnold Gesell 1880-1961) ใช้คำ ว่าวุฒิภาวะ (maturation) เพื่อหมายถึงการเปลี่ยนแปลงรูปแบบ (pattern) และรูปร่าง (shape) ของพฤติกรรมที่เป็นผลมาจากยีนส์ (genes) หรือความพร้อมของกล้ามเนื้อและระบบประสาทจะปรากฏเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม ซึ่งเป็นไปตามโปรแกรมที่กำหนดไว้ล่วงหน้าทางพันธุกรรม ทักษะและพฤติกรรมที่คล้ายคลึงกันของเด็กแต่ละคนจะปรากฏในเวลาไล่เลี่ยกัน เกเซลล์ ใช้คำ ว่าวงจรของพฤติกรรม (cycles of behavior)

- หลักพัฒนาการตามแนวคิด

        เกเซลล์ และคณะ ศึกษาพัฒนาการของทารก เด็ก และวัยรุ่นอายุ แรกเกิด-16 ปี โดยการสังเกตพฤติกรรมด้วยตนเอง

       จากภาพยนตร์ และการสัมภาษณ์บิดามารดา และจัดกลุ่มข้อมูลสำ หรับเป็นข้อมูลพื้นฐานของบุคลิกภาพ (Personality profile) ได้ 10 ด้าน คือ

1. ลักษณะการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อมัดใหญ่ มัดเล็ก                           

2. สุขนิสัยส่วนบุคคล                                                                                         

3. การแสดงออกของอารมณ์                                                                             

4. ความกลัว ความฝัน                                                                                         

5. ความเป็นตัวของตัวเอง การแสดงออกทางเพศ

6. ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล

7. การเล่นและการใช้เวลาว่าง

8. การเรียน

9. จริยธรรม

10. ปรัชญาชีวิต

- การนำไปใช้ในการจัดการเรียนรู้

        เกเซลล์ และคณะ อธิบายวงจรของพฤติกรรม (cycle of behavior) ของแต่ละช่วงอายุ ซึ่งมีทั้งภาวะสมดุล และไม่สมดุล สลับกันไปและได้จัดกลุ่มพฤติกรรมตามช่วงอายุ ซึ่งจะห่างกัน 6 เดือนถึง 1 ปี โดยแบ่งเป็นพัฒนาการ 4 ด้านใหญ่ ๆ คือ

1. พัฒนาการของกล้ามเนื้อมัดใหญ่ (gross motor development)

2. พัฒนาการของกล้ามเนื้อมัดปราณีต หรือการปรับตัว (fine motor or adaptive development)

3. พัฒนาการของภาษา (language development)

4. พัฒนาการด้านบุคคล สังคม (personal social development

 

          2.3.3 ทฤษฎีพัฒนาการของ Erikson

ทฤษฎีพัฒนาการทางจิต-สังคม (Psychosocial Development Theory) อิริค อิริคสัน (Erik Eriksson)

- แนวคิดของ Eriksson

        อิริค อิริคสัน (Erik Eriksson, 1902-1994) นักจิตวิทยาชาวเยอรมัน อยู่ในกลุ่มจิตวิเคราะห์ใหม่ (Neo-Freudian) คำว่า “Psychosocial” เป็นเรื่องของการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ความรู้สึก จิตลักษณะ (Temperamental Characteristics) โดยเน้นให้ความสำคัญกับสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยเชื่อว่าส่งอิทธิพลไปยังพฤติกรรมของบุคคล ซึ่งต่างจาก “Social Psychology” คือจิตวิทยาสังคมนั้นเป็นจิตวิทยาสาขาหนึ่งที่เน้นพฤติกรรมทางสังคมของมนุษย์

- หลักพัฒนาการตามแนวคิด

        ขั้นพัฒนาการ 8 ขั้นของ Eriksson นั้น 5 ขั้นแรกจะอยู่ในช่วงวัยทารก วัยเด็ก และวัยรุ่น ซึ่งเขาให้ ความสนใจมากกว่า 3 ขั้นสุดท้าย ซึ่งอยู่ในช่วงวัยผู้ใหญ่ พัฒนาการ 8 ขั้นของชีวิต ตามแนว ความคิดของ Eriksson พัฒนาการทั้ง 8 ขั้น

       ขั้นพัฒนาการทั้ง 8 ขั้นประกอบด้วย ความรู้สึกต่างๆ นั้นหมายถึง ความรู้สึกของการประสบ ความสำเร็จ หรือ ความล้มเหลวในการที่จะปลูกฝัง

- การนำไปใช้ในการจัดการเรียน

       ทฤษฎีพัฒนาการทางจิต-สังคมของอิริคสันส่งผลให้วงการศึกษาตื่นตัวอย่างน้อยที่สุด2 เรื่องคือ สัมพันธภาพระหว่างบุคคลและการรับรู้เกี่ยวกับตนเอง ซึ่งทั้ง 2 สิ่งนี้เป็นสิ่งสำคัญยิ่งในการพัฒนาแต่ละช่วงวัยของผู้เรียน นอกจากนี้ครูที่นำขั้นพัฒนาการมาใช้เป็นแนวคิดพื้นฐานในการจัดการเรียนรู้ก็จะสามารถช่วยพัฒนาให้ผู้เรียนมีบุคลิกภาพหรือคุณลักษณะที่พึงประสงค์ได้

 

         2.3.4 ทฤษฎีพัฒนาการของ Piaget

ทฤษฎีพัฒนาการทางปัญญา (Cognitive Development Theory) ฌอง พีอาเจต์ (Jean Piaget)

- แนวคิดของ (Jean Piaget)

        ฌอง พีอาเจต์ (Jean Piaget, 1896-1980) นักจิตวิทยาชาวสวิส จบปริญญาเอกทางชีววิทยา แต่หันมาสนใจทางจิตวิทยา ประสบการณ์จากการเลี้ยงลูก 3 คน โดยเฝ้าสังเกตและบันทึกพฤติกรรมของลูกๆ เกี่ยวกับกิจกรรมที่ลูกทำได้หรือทำไม่ได้ ตามลำดับช่วงอายุ จึงสรุปเป็นทฤษฎีพัฒนาการทางปัญญา

- หลักพัฒนาการตามแนวคิด

         พีอาเจต์  ให้ชื่อพัฒนาการของเด็กวัยรุ่นหรือวัยมัธยมศึกษาว่า  “Formal Operations” สามารถคิดได้แบบผู้ใหญ่ คิดในสิ่งที่เป็นนามธรรมได้ มีความสนใจในปรัชญาชีวิต ศาสนา อาชีพ สามารถใช้เหตุผลเป็นหลักในการตัดสินใจ สามารถคิดเหตุผลได้ทั้งอนุมานและอุปมาน  จะมีหลักการ เหตุผลของตนเองเกี่ยวกับความยุติธรรม  เสมอภาคและมนุษยธรรม

- การนำไปใช้ในการจัดการเรียนรู้

        การสอนวัยรุ่นควรจะท้าทาย  ให้รู้จักคิด  เช่น การแก้ปัญหาโดยใช้หลักวิทยาศาสตร์    การสอนความคิดรวบยอด

 

         2.3.5 ทฤษฎีพัฒนาการของ Kohlberg

ทฤษฎีพัฒนาการทางจริยธรรม (Moral Development Theory)  ลอเรนซ์ โคห์ลเบิร์ก  (Laurence Kohlberg)

- แนวคิดของ Laurence Kohlberg

        ลอเรนซ์ โคห์ลเบิร์ก (Laurence Kohlberg, 1927-1987) นักจิตวิทยาชาวอเมริกัน ผู้มีแนวคิดเช่นเดียวกับพีอาเจต์ คือสนใจพฤติกรรมภายใน หรือความรู้ความเข้าใจของบุคคลที่แสดงพฤติกรรมต่างๆ แต่เน้นศึกษาไปที่การตัดสินจริยธรรม คือเรื่องความดีหรือไม่ดีของพฤติกรรม

- หลักพัฒนาการตามแนวคิด

        โคห์ลเบิร์ก เห็นว่าเหตุผลที่บุคคลหนึ่งๆ มีต่อการกระทำแต่ละพฤติกรรมของเขาแต่ละอย่าง เป็นเครื่องชี้ระดับจริยธรรมของเขาว่าสูงหรือต่ำ ซึ่งเด็กอายุน้อยๆ มักมีระดับจริยธรรมต่ำกว่าบุคคลอายุมากๆ แต่อายุก็มิใช่เกณฑ์กำหนดระดับจริยธรรม เพราะเหตุผลที่บุคคลยกขึ้นมาอ้างนั้นมีความสำคัญต่อการแสดงพฤติกรรมมากกว่าขั้นพัฒนาการทางจริยธรรม โคห์ลเบิร์กแบ่งไว้ 3 ระดับ ดังนี้

1. ระดับก่อนกฎเกณฑ์ (Preconventional Level) (อายุระหว่าง 2-10 ปี) ผู้ที่อยู่ระดับนี้ยังไม่เข้าใจกฎเกณฑ์ของสังคม แต่จะรับกฎเกณฑ์และข้อกำหนดว่าดีหรือไม่ดีจากผู้มีอำนาจเหนือตน เช่น พ่อ แม่ ครู หรือเด็กที่โตกว่า จริยธรรมในระดับนี้คือ หลีกเลี่ยงการถูกลงโทษและการคิดถึงผลตอบแทนที่จะได้รับ เหตุผลเชิงจริยธรรม

2. ระดับตามกฎเกณฑ์ (Conventional Level) (อายุระหว่าง 10-16 ปี) ผู้ที่อยู่ระดับนี้ส่วนใหญ่สามารถที่จะปฏิบัติตาม กฎเกณฑ์ของสังคม เพราะรู้ว่าเป็นกฎระเบียบที่จะต้องปฏิบัติตาม

3. ระดับเหนือกฎเกณฑ์ (Postconventional Level) (อายุ 16 ปีขึ้นไป) ระดับนี้มักเป็นบุคคลที่อายุมากและมีวุฒิภาวะ ด้านต่างๆ สูง

- การไปใช้ในการจัดการเรียนรู้

          ทฤษฎีพัฒนาการทางจริยธรรมของโคห์ลเบิร์ก ทำให้ครูรู้ว่าเด็กเล็กจะมีการตอบสนองข้อขัดแย้งในเรื่องจริยธรรมแตกต่างจากเด็กโต ซึ่งในการจัดการเรียนรู้นั้นครูควรกระตุ้นให้เด็กได้สื่อแนวคิดนั้นๆ ออกมาโดยสร้างบรรยากาศที่สามารถ กระตุ้นให้ผู้เรียนอภิปรายได้อย่างอิสระ และใช้สถานการณ์ตัวอย่างหรือเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นในห้องเรียนมากระตุ้นให้ผู้เรียนตระหนักถึงการมีจริยธรรม

 

           2.3.6 ทฤษฎีพัฒนาการของ Havighurst

งานพัฒนาการของมนุษย์  (Development  Tasks)  แฮวิกเฮิร์ส(Robert J. Havighurst)         

- แนวคิดของ Robert Havighurst

        ศาสตราจารย์โรเบิร์ต  ฮาวิกเฮิร์ส (Robert Havighurst)   ให้ความหมายว่า งานพัฒนาการ  หมายถึง  งานที่มนุษย์ทุกคนจะต้องทำในแต่ ละวัยของชีวิต  สัมฤทธิผลของงานพัฒนาการแต่ละวัย  มีความสำคัญมากเพราะเป็นรากฐานของการเรียนรู้งานพัฒนาขั้นต่อไปแฮวิกเฮิร์สได้แบ่งพัฒนาการของมนุษย์ไว้เป็น 6 ช่วงอายุ คือ

(1) วัยทารกและวัยเด็กเล็ก อายุตั้งแต่แรกเกิดจนถึงประมาณ 6 ปี

(2) วัยเด็กตอนกลาง อายุประมาณ 6-12 ปี

(3) วัยรุ่น อายุประมาณ 12-18 ปี

(4) วัยผู้ใหญ่ตอนต้น อายุประมาณ 18-30 ปี

(5) วัยผู้ใหญ่ตอนกลาง อายุประมาณ 30-60 ปี

6) วัยผู้ใหญ่ตอนปลาย อายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป

- หลักพัฒนาการตามแนวคิด

    - สามารถที่จะแสดงบทบาททางสังคมได้เหมาะสมกับเพศของตน

    - เลือกและเตรียมตัวที่จะเลือกอาชีพในอนาคต

    - พัฒนาทักษะทางเชาวน์ปัญญาและความคิดรวบยอดต่าง ๆ ที่จำเป็นสำหรับสมาชิกของชุมชนที่มีสมรรถภาพ

    - มีความต้องการที่จะแสดงพฤติกรรมที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม

- การนำไปใช้ในการจัดการเรียนรู้

       หลักสูตรสำ หรับเด็กในระยะเริ่มแรกควรมุ่งสร้างความคิดรวบยอด โดยให้เด็กได้พบกับประสบการณ์ที่เป็นรูปธรรมให้มากที่สุด เพื่อให้เด็กได้เกิดความคิดรวบยอดจากสภาพที่เป็นจริง หลังจากนั้นจึงค่อย ๆ สร้างความคิดรวบยอดในสิ่งที่เป็นนามธรรมต่อไปในภายหลัง เช่น ความคิดรวบยอดเกี่ยวกับเวลา โอกาส อำนาจรัฐบาล ฯลฯ เป็นต้น

       ในสังคมไทยเป็นสังคมที่ตระหนักในคุณค่าของกฎเกณฑ์ทางศีลธรรมเป็นอันมาก ดังนั้นโรงเรียนจึงควรมีบทบาทในการให้การศึกษาอบรมและพัฒนาความรู้สึกผิดชอบชั่วดีและให้รู้กฎเกณฑ์ของการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสงบสุข การดำ เนินการของโรงเรียนอาจจะทำ ได้ในลักษณะต่อไปนี้คือ

(1) โดยการสอนศีลธรรม จรรยามารยาท

(2) โดยการให้รางวัลในกรณีที่ทำ ความดี และทำ โทษในกรณีที่มีความผิด

(3) โดยการให้ครูทำ ตัวเป็นแบบอย่างที่ดี

(4) โดยการให้เด็กเรียนรู้จากการอยู่ร่วมกันกับเพื่อนฝูง

 

3. ทักษะทางปัญญา

- ทำให้เราได้ทราบความหมายของพัฒนาการและการเจริญเติบโต

- ได้ทราบถึงทฤษฏีพัฒนาการต่างๆของนักจิตวิทยาชื่อดังทั้ง 6 ท่าน

4.ทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ

- พัฒนาทักษะการรู้จักเข้าใจตนเองเรื่องการพัฒนาการ

-  เกิดความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างผู้เรียนกับผู้สอน

-  ทำให้เรามีความรับผิดชอบในหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย ส่งตามกำหนดได้

5.ทักษะการวิเคราะห์เชิงตัวเลข การสื่อสารและการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ

- พัฒนาทักษะการวิเคราะห์และการสรุปเนื้อหาทั้งในและนอกบทเรียน

- พัฒนาทักษะการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ เช่น การหาข้อมูลเกี่ยวกับนักจิตวิทยา

การนำไปประยุกต์ใช้

- สามารถเผยแพร่ความรู้ให้กับผู้อื่น

-  สามารถสังเกตพัฒนาการต่างๆ ของเพื่อนๆและคนรอบข้าง เพื่อให้รู้จักสนิทสนมและนิสัยใจคอมากขึ้น