โบรานสถาน

โบรานวัตถุ ศิลปะ

หลังจากฐานโบรานคดีที่พบในบริเวณเมืองโบรานยะหรั้งมีหลายชนิดด้วยกัน

พบกระจ่ายอยู่ตามพื้นดินบางพบจากการขุดค้นบ้าง ร่วมทั่งพบจากหมู่บ้านข้างเคียงบ้าง ซึ่งชาวบ้านได้นำออกไปจากแห่ลงโบรานคดีหลักฐานบางอย่างไม่ทราบตำแหน่งแน่นนอน ฉะนั้นการศึกษาวิเคราะห์โบรานคดี๗งเป็นการวิเคราะห์ลักษณะทางกายภาพและความเกี่ยวเนื่องกันของวัฒนธรรม

 

โบรานสถานเมืองยะรัง......ทั่งหมดถูกทิ้นร่างไปนนานแล้ว ปรากฏอยู่เป็นเพียงเนินที่ต้นไม้ขึ้นปกคลุม หลายเนินมีก้อนหินกระจ่ายอยู่ข้างๆ ก้อนอิฐบางส่วนถูกชวนบ้านปัจจุบันนำมาเป็นที่รองพื้นบันไดบ้านบาง ปูเป็นลานออาบน้ำกลางแจ้งบ้าง เชื่อกันว่าเนินโบรานสถานทั้งหมดเป็นศาสนาสถานเจดีย์ เพราะดูตามลักษณะที่พบเห็นยกเว้นโบรานสถานที่เป็นกำแพนเมืองและโบรานสถานแห่งหนึ่งที่พบอยู่ที่ลึกจากผิวดินจากการขุดค้น

 

เนินโบรานสถานทั้งในเมืองและนอกเมืองที่เชื่อว่าเป็นเจดีย์ทั่งหมด ๒๙ แห่ง ในเขตบ้านประแว มี ๑๘ แห่ง บ้านวัด ๑๑ แห่ง ใช้อิฐเป็นวัสดุก้อสร้างเนื่องจากโบรานสถานยังไม่ได้รับการขุดแต่งบูรณะจึงไม่ทราบลักษณะการเรียงอิฐ ยังไรก็ตามมีนกวิชาการได้นำอิฐมาศึกษาวิเคราะห์พบว่าเป็นอิฐประกอบอาคาร

 

โบรานสถานอีกอย่างหนึ่งที่ยังมองรูปร่างคือ

เนินโบรานสถานบางแห่งมีขนาดใหญ่จนไม่น่าเชื่อว่าเป็นเจดีย์ ดั้งเช่น เนินที่อยู่นอกเมืองด้านทิศตะวันตกของเมืองโบรานที่บ้านวัด ซึ่งเนินนี้มีเส้นผ่านศูนย์กลางราว ๑๕ เมตร ผู้เขียนตั้งข้อสังเกตว่าคงจะเป็นศาสนสถานอย่างอื้น เช่นเทวลัยของพวกที่นับถือ ศาสนาฮินดู เพราะพบโบรานวัตถุเนื่องในศาสนาดั้งกล่าวด้วย และเนินโบรานอีกแห่งหนึ่งที่บ้านประแว อยู่ในเมืองมีขนาดใหญ่และใกล้ๆเนินนั้นมีลานศิลาเจาะรูทั่งสี่ด้านด้วยคงจะเป็นอาคารของชาวฮินดูเช่นเดี่ยวกัน อย่างไรก็ตามน่าจะมีการขุดแต่งบูรณะต่อไป กำแพนเมือง ที่บ้านนั้น มีกำแพนเมืองก่อด้วยอิฐ เป็นกำแพนเมืองที่ล้อมรอบดำเนินชั้นในสุดของเมือง ภายในเนินดินนี้ยังมีสระน้ำอยู่ 3 แห่ง ซึ่งขอบสระก็ถูกตกต่างด้วยการก่อเรียงอิฐอย่างเป็นระเบียบ เป็นที่น่าสังเกตเลยว่าเนินดินแห่งนี้มีอะไรหลายอย่าที่น่าสนใจและแตกต่างจากพื้นที่รอบนอก จงอดไม่ได้ที่สันนิษฐานว่าที่แห่งนี้ เป็นที่ "พิเศษ" สำหรับหัวหน้าชุมชนในสมัยที่เมืองนี้เจริญรุ่งเรือง และที่สนันสนุนว่าเนินดินแห่งนี้พิเศษก็คือมี โบรานสถานอีกแห่งหนึ่งที่ยังเป็น "ปริษณา"อยู่ พบอยู่ลึกจากผิวดินระหว่าง ๑๐๐-๑๓๐ เซนติเมตร ลากเอียงจากใต้ไปเหนือ ลักษณะของโบรานสถานเป็นแนวอิฐที่ถูกวางเรียงอย่างมั่งคงโดยมีฐานรอบรับด้วยแผนศิลาแลงใกล้ๆ แนวอิฐพบอิฐเจาะรู โบรานสถานแห่งนี้คงกว้างออกไปอีกเพราะหลุ้มขุดค้นขนาด - เมตรคลอบคลุมแนวอิฐบางส่วนเท่านั้น

 

ในขนนาดที่กำแพนเมืองที่บ้านประแวเป็นแนวกำแพนดินซึ่งเกิดจากการขุดคูเมือง แล้วนำดินที่ขุดออกมมให้สูงขึ้น ไม่ต้องเสียเวลาที่ไปทิ้นที่อื้น จะสังเกตเห็นได้ว่าคูน้ำกับกำแพนเมืองวางตัวขนานกันไปตลอดแนว

 

โบรานวัตถุ..... ส่วนมากพบอยู่ตามโบรานสถานและตามแหล่งชุนชนข้างเคียง และบางส่วนถูกนำไปเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑแห่งชาติที่สงขลา จังหวัดสงขลา ศูนย์การศึกษาเกี่วยกับภาคใต้ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จังหวัดปัตตานี วิทยาลัยครูยะลา จังหวัดยะลา และพิพิธภัณฑเอกชนบางแห่ง อาจแบ่งโบรานวัตถุตามลักษณะการใช้งานได้ ประเภท คือ โบรานวัตถุเนื่องในศาสนาและพิธีกรรม โบรานวัถุที่ใช้เป็นองค์ประกอบสถาปัตยกรรม และโบรานวัตถุสำหรับเป็นเครื่องประดับแต่งจะขอกล่าวเป็นอย่างๆๆป ดั้งนี้

 

พระพุทธรูป เป็นพระพุทธรูปประทัยยืน มี องค์ สลากจากหินชีสต์สีเขียว องค์แรกสูง ๖๐ เซนติเมตร กว้าง ๑๖ เซนติเมตรแสดงปางเสด็จลงจากดาวดึงห์ลักษณะของพระพุทธองค์นี้คล้ายกับพระพุทธรูปศิลปะทวารวดีในภาคกลา อีกองค์หนึ่งมีนาดสูง ๖๙ เซนติเมตร กว้าง ๑๒เซนติเมตรประทัยยืนตรงปางประทานพร ลักษณะเป็นศิลปะของท้องถิ่น

 

 

ศิวลึงค์ เป็นตัวแทนของพระศิวะซึ่งเป็นเทพที่ชาวฮินดูพวกนับถือ ลัทธิไศวนิกายเคารพนับถือ การทำศวลึงค์จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อบูชาพระศิวะ ศิวลึงค์ที่พบที่เมืองโบรานยะรั่งมีอยู่ องค์ องค์แรกสูง ๔๔ เซนติเมตร พบอยู่ใกล้เนินโบรานสถาน ลักษณะที่มองเห็นภายนอก แบ่งออกเป็น ส่วน คือ ชิ้นส่วนสถูปหรือเจดีย์จำลอง ทำจากดินเผาเนื้อละเอียดสีออกครีม มีหลายรูปแบบ เช่น ทำเป็นฐานกลม อย่างองค์ระฆัง มีส่วนอื้นๆ ประกอบเป็นรูปวงแหวน ส่วนกลางกลมเป็นฉัตร และบางแบบมรฐานกลมแกะลายเป็นตารางหมากรุก บางแบบแกะลายเป็นรูปสี่เหลี่ยมจุตระประดับแถวเดี่ยวรายรอบองค์สถูปทุกชิ้นส่วนสามารถที่จะแยกเป็นชิ้นๆได้

 

ชิ้นส่วนกุฑุหรือซุ้มเรือนแก้ว ทำด้วยดินเผ้าอุณหภูมิตำ ผสมเม็ดกรวดและทรายหยาบ ลักษณะเป็นวงโค้งภายในวงโค้งมีลวดลายดอกไม้ ปลายวงโค้งเป็นลายก้านขดหน้าตัดด้านล่างมีรูสำหรับใส่เดือยหรือสลักให้ติดกับตัวอาคารอย่างมั่งคง ซุ้มเรือแก้วนี้เหมือนกับรูปจำหลักศิลาที่นาคารชุนกอนดาในประเทศอินเดียอันเป็นแบบศิลปะอมราวดี และศิลปะคุปตะ อาจประมาณอายุราวพุทธศตวรรษที่ 8 -11 ตัวอย่างซุ้มเรือนแก้วนี้มีแสดงที่ศูนย์การศึกษาเกี่ยวกับภาคใต้ มหาวิทยาลัยสงขลานคริทร์

 

ฐานธรณีประตู และแท่งศิลาพบหลายชิ้นทำจากหินแกรนิต และหินทราย ฐานธรณีทำให้เป็นแผ่นสี่เหลี่ยมผืนผ้า เจาะรูกลมทั้งสองข้าง ส่วนแท่งศิลาก็มีร่องรอยการขัดเกลาให้เรีบบเพื่อใช้งานอาจจะเป็นแท่งวางศิวลึงค์ และฐานโยนีซึ่งเป็นของคู่กับศิวลึงค์ โบราณวัตถุเหล่านี้พบอยู่ใกล้กับเนินโบราณสถานขนาดใหญ่ อันอาจเป็นเทวาลัยก็ได้ หากระกำหนดอายุก็คงจะอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ 11-13 โดยเทียบเคียงกับอายุของเนินโบราณสถานต่างๆ

 

 

หินบด ใช้สำหรับบดเมล็ดพืชก่อนนำมาเป็นอาหาร ใช้บดยาและแป้งด้วยก็ได้หิ้นบดนี้พบทั่ไปในแหล่งโบราณคดีสมัยทวารวดีในประเทศไทยลักษณะคล้ายกันคือมีฐานต่อกันแท่นสำหรับบด แตกต่างกันบ้าง อย่างเช่นที่พบที่เมืองยะรังมีฐานเป็นสี่เหลี่งผืนผ้าส่วนแท่นบดรูปร่างก็เป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า ตรงกลางเป็นรอยการถูกใช้งานจนกร่อนเป็นแอน อายุราวพุทธศตวรรษที่ 11-13 นั้นคือ สมัยทวารวดีบูชาพราหมณ์ลัทธิไศวนิกายแล้ว ยังมีประชากรบางส่วนบับถือศาสนาพราหมณ์ลัทธิสาระอีกด้วยลูกปัด เป็นลุกปัดแก้ว 2 ลูก สีฟ้า พบจากการขุดค้นที่บ้านประแว และลูกปัดรูปหกเหลี่ยมทำจากหินคาร์เนเลียน พบจากการขุดค้นที่บ้านวัด แม้ว่าจะพบเพียงไม่ก็เม็ดแต่ก็อาจจะเชื่อมโยงถึงความสัมพพันธ์ของชุมชนแห่งนี้กับดินแดนอื่นในคาบสมุทรภาคใต้

 

ท้ายสุด...โบราณวัตถุสถานที่กล่าวมานี้เป็นเสมือนตัวแทนที่บอกเรื่องราวอดีตกาลของชมชนโบราณแห่งนี้ถึงสภาพสังคมการไปมาหาสู้กกันระหว่างชมชน ศาสนา พิธีกรรม รวมไปถึงเรื่องทางศิลปะที่บรรพบุรุษได้บรรจงประดิษฐ์ขึ้น แล้วตกทอดมาถึงคนรุ่นหลังได้ศึกษา และชื่นชมกับอารยธรรม ณ ดินแดนส่วนหนึ่งของประเทศไทยแห่งนี้

 

พวยกาดินเผา เป็นหลักฐานเพิ่มเติม พบจากการขุดค้นในปี 2530 ที่บ้านวัด ในหลุมที่พบโบราณสถานอยู่ใต้ดิน ลักษณะของพวยกาเป็นแบบเดียวกับที่พบในแหล่งโบราณคดีสมัยศรีวิชัยและทวารวดีทั่วไปพระสุริยะสำริด พบอยู่ไกล้เนินโบราณสถานบริเวรบ้านกูวิง อ. ยะรัง มีขนาด 210 เซนติเมตร ลักษณะประทับยืนสมภังค์ ยืนอยู่บนราชรถเทียมม้า 7 ตัว ลักษณะประติมากรรมรูปสุริยะเทพองค์นี้คล้ายคลึงกับประติมากรรมอินเดียตะวันออกเฉียงเหนือในแคว้นเบงกอลระหว่างพุทธสตวรรษที่15-16 นักวิชาการบางท่านเสนอว่า พระสุริยะองค์นี้น่าจะมีอายุระหว่างพุทธสตวรรษที่ 15-16 (ผาสุข อินทราวุธ มปป. )