สภาพภูมิศาสตร์และการตั้งถิ่นฐาน

ภาคใต้เป็นแหลงยาวยื่นไปในทะเล  ทะเลขนาบอยู่ทั้ง 2 ด้านความยาวจากเหนือตั้งแต่จังหวัด   ชุมพรลงมาใต้สุดที่อำเภอเบตง จังหวัดยะลา เป็นระยะทาง 900 กิโลเมตร ส่วนที่แคบที่สุดคือ คอคอดกระ กว้าง 50-80 กิโลเมตร กว้างที่สุดทีจังหวัดสตูลต่อกับปัตตานี  กว้าง 225 กิโลเมตร

ภาคใต้เป็นภาคที่มีฝนตกมากที่สุดในประเทสไทย ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยทั้งภาคแต่ละปีประมาณ 2000-3000 มิลลิเมตรในขณะทีภาคอื่นๆ 1000-2000 มิลลิเมตร สาเหตุเพราะภาคใต้ได้รับลมมรสุมทั้งมรสุมตะวันออกเฉียงเนือและมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ฤดูผนยาวนานกว่าภาคอื่นทุกภาค ฝังตะวันออกตั้งแต่เดือนกรกฎคมไปจนถึงเดือนธันวาคม โดยจะตกชุกที่สุดในเดืนพฤศจิกายนถึงธันวาคม  ฝั่งตะวันอกปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยทั้งปี 1834 มิลลิเมตร ฝั่งตะวันตก 3026 มิลลิเมตร  ฝั่ง ตะวันตกฝนชุกมากกว่าบนฝั่งตะวันออก เราะได้รับลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้เต็มที่ขณะที่ทิวเขาภูเก็ตและนครศรีธรรมราชกั้นเป็นกำแพงลมมรสุมนี้ให้ฝั่งตะวันออก ภาคใต้มีฤดูกาลเพียง 2 ฤดูคือ ฤดูร้อน และฤดูฝน

เนื่องจากภาคใต้มีฝนตกชุก จึงมีความอุดมสมบูรณ์ มีป่าทึบ มีไม้คุณภาคดี หวาย ไม้ไผ่ ผลไม้ป่า ปาล์ม พืชสมุนไพรเครื่องเทศ ผักชนิดต่างๆ เขตร้อนซึ่งฝนตกชุก เช่น ภาคใต้มีความหลากหลายของพืชพรรณ เปรียบเทียบกับภาคอีสานภาคใต้มีความอุดมสมบูรณ์มากกว่า ชาวบ้านสามารถหาเก็บอาหารกินได้จากป่า และหากจะเพาะปลูกก็มีน้ำฝนเกือบตลอดปี แผ่นดินไม่เคยมีความแห้งแล้ง อกทั้งชาวบ้านสามารถทำมาหากินจากการจับสัตว์น้ำนานาชนิดตามชายฝั่งทะเลได้อีกด้วย แต่ละช่วงของภาคใต้ฝั่งตะวันออกมีภูมิประเทศหลายแบบ ทั้งเทือกเขา ที่ราบลุ่ม จงถึงที่ราบลุ่มริมชายฝั่งทะเล รวมอยู่ในบริเวณเดียวกัน ทำให้เกิดสภาพที่เอื้อต่อการดำรงอยู่ของทรัพยากรธรรมชาติหลายประเภทหลายรูปแบบ ซึ่งชาวบ้านสามารถนำเอามาเลี้ยงชีพได้ ยิ่งเมื่อได้แลกเปลี่ยนกันเองด้วยแล้ว ก็มีความพอเพียงเต็มที่ในแต่ละช่วงอาณาบริเวณ

การตั้งถิ่นฐานของชาวบ้านในภาคใต้สรุปได้จากงานค้นคว้าของสงบ ส่งเมือง นักประวัติศาสตร์ภาคใต้ ดังนี้ เดิมในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ภาคใต้เป็นที่อยู่อาศัยของชาติพันธ์นิกรอย ซาไก และเซมัง ต่อมามีพวกมาเลย์เก่าและใหม่ ชึ่งเป็นมองโกลอยด์อพยพเข้ามาอาชีพเป็นนายพรานและปลูกข้าวไร่ ในช่วงสมัยประวัติศาสตร์พวกจาม ฟูนัน มอญ เขมรเข้ามาตั้งถิ่นฐาน ตามมาด้วยชาวดินเดีย อาหรับและจีน

โครงสร้างและการแปรูปเศรษฐกิจชุมชนหมู่บ้าน

การศึกษาวิเคราะห์เศรษฐกิจชุมชนหมู่บ้านภาคใต้ในที่นี้จะแยกวิเคราะห์ตามพื้นเพดังเดิมและพัฒนาการของชุมชนในครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา โดยแยกตามอาชีพหลักเกณฑ์ และพิจารณาอาชีพเสริมเป็นองค์ประกอบ

สามารถแยกวิเคราะห์ได้ 4 ลักษณะ

ประมงพื้นบ้าน

ชาวประมงพื้นบ้านหรือชาวประมงขนาดเล็ก หมายถึง ชาวประมงที่ทำการประมงโดยการใช้หรือไม่ใช้เรือก็ได้ ถ้าใช้เรอก็เป็นเรือกอและท้ายตัด หรือเรือหัวโทง หางยาว และเรืออื่นๆ ตั้งแต่ไม่มีเครื่องยนต์จนใช้เครื่องยนต์ ระหว่างเลือกจับสัตว์น้ำได้เฉพาะชนิด  ตัวอย่างเช่น อวยกุ้งใช้จับเฉาะกุ้งเป็นหลัก อวยปูก็จับปูเป็นหลัก เป็นต้น ข้อจำกัดเกี่ยวกับขนาดของเรือและเครื่องมือจับสัตว์น้ำ ชาวประมงสามารถทำมาหากินได้แต่เฉพาะตามแนวชายฝั่ง ในอ่าวทะเลน้ำตื้น ทะเลสาบ และแม่น้ำลำคลองเท่านั้น

ประมงพื้นบ้านเป็นอาชีพเก่าแก่ดั้งเดิมที่อาศัยอยู่เป็นชุมชนเล็กๆมาหลายศตวรรษ เช่นเดียวกับชาวนาและชาวสวน สามารถใช้ประสบการณ์และภูมิปัญญาที่สั่งสมกันมาประกอบกับพาหนะและเครื่องมือแบบง่ายๆเลี้ยงชีวิต ครอบครัวและการดำรงอยู่แบบชุมชนธรรมชาติ ผ่านข้ามยุคสมัยได้อย่างน่าทึ่ง บนพื้นฐานความเข้าใจและเคารพต่อระบบธรรมชาติที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ภายใต้ทางเลือกที่ค่อนข้องจะจำกัดอยู่กับ แหล่งธรรมชาติที่มีสัตว์น้ำชุกชุม และความพายายามปิดล้อมของรัฐและทุน ที่สงเสรมการใช้เครื่องมือสมัยใหม่จากต่างประเทศในการจับสัตว์น้ำเพื่อการส่งออกและใช้วิธีการจับแบบ กวาดทะเล จนสัตว์น้ำลดน้อยถอยลงไป พวกเขาจะสามารถยืนหยัดในอาชีพเก่าแก่นี้ต่อไปได้อย่างไร ครึ่งศตวรรษที่ผ่านมาต้องประสบกับปัญหาและวิกฤตอะไรบ้าง มีการปรับเปลี่ยน  ตัวเอง และสามารถรวมตัวกันปกป้องระบบนิเวศและฐานทรัพยากรที่เกี่ยวข้องกับการทำมาหากินอย่างไร 

ภูมิปัญญาหากินของชาวประมงพื้นบ้าน

ก่อนมีการพัฒนาอย่างมีแผนฯ สิทธิการทำประมงของชาวบ้านภาคใต้ เป็นสิทธิพื้นฐานของระบบจริยธรรม แบ่งปัน มีน้ำใจ เอื้ออาทร และปรารถนาดีต่อกันท่ามกลางทะเล และแหล่งน้ำที่อุดมสมบูรณ์ด้วยสัตว์น้ำ ชาวประมงจำนวนน้อยและต่างรู้จับกันดีทุกคน จึงมีกาเข้าเคารพในสิทธิการจับจอง และการเข้าถึงแหล่งทรัพยากรก่อนไม่เพียงแต่สัตว์น้ำ รวมไปถึงที่ดิน ป่า พรุ ผลิตภัณฑ์จากป่าจากพรุ และอื่นๆ การทำประมงทะเลสวนใหญ่เป็นการจับสัตว์น้ำริมฝั่งใช้อวนล้อมและอวนทับตลิ่งควบคู่กันไปกับการใช้แห ลอบ ไซ เบ็ด และอื่นๆ ประมงพาณิชย์มีการทำโป๊ะจับปลาผิวน้ำขายเป็นปลาสดหรือทำปลาเค็ม ยังไม่มีอุสาหกรรมห้องเย็น

การทำลายระบบนิเวศของทะเลยังไม่ปรากฏความสมบูรณ์ของสัตว์น้ำทำให้มีการเลือกจับที่นิยมบริโภคและตัวได้ขนาด จับกันตามระดูการที่มีสัตว์น้ำชุกชุม ต่างกับประมงพาณิชย์หรือในยุคการผลิตเพื่อขายและการส่งออก ที่จับกันแทบทุกวัน ชายฝั่งทั้งสองของภาคใต้จะมีฤดูกาลจับสัตว์น้ำต่างกัน ทางชายฝั่งอ่าวไทยจับกุ้งระหว่างเดือนสิบสิบเอ็ดถึงเดือนสามของปีถัดไป จับปูทะเลในเดือนแปดและเก้า  จับปลาหมึกในช่วงเดือนห้าถึงเดือนสิบ ส่วนปลาทะเลจับเฉพาะช่วงเดือนสี่ถึงเดือนสิบเอ็ด เดือนสิบเอ็ดถึงเดือนสามเป็นช่วงมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือพัดแรง อ่าวไทยมีคลื่นจัด จะเป็นช่วงของการจับสัตว์น้ำทางชายฝั่งตะวันตก ทำให้ภาคตั้งสองฝั่งจะมีสัตว์น้ำบริโภคทั้งปี โดยอาศัยสัตว์น้ำจากอีกฝั่งในช่วงที่ออกทะเลไม่ได้ ในอดีตไม่ต้องพึ่งพาสัตว์น้ำจากอีกฝั่งหนึ่งก็สามารถหาอาหารทะเลสดบริโภคได้เกือบทั้งปี โดยจับตามฤดูกาล และปล่อยให้สัตว์น้ำมีโอกาสฟักตัวในฤดูวางไข่

           

การจับสัตว์น้ำจะได้ผลดีในช่วงที่น้ำขึ้นหรือลงมากๆหรือที่ชาวประมงเรียกกันว่าน้ำเดิม ซึ่งจะไปสัมพันธ์กับโหราศาสตร์ โดยเฉพาะปฏิทินจันทรคติเกี่ยวกับข้างขึ้น ข้างแรม จะมีน้ำขึ้นมากหรือน้ำเดิม กับน้ำขึ้นหรือลงน้อยที่เรียกว่า น้ำตาย แตกต่างหมุนเวียนกันไปเป็นช่วงๆ ในรอบวัฏจักรขึ้นแรมรอบเดือนและระยะลมมรสุมทั้งสองด้านที่ผลัดเปลี่ยนกันในรอบปีจันทรคติ ที่เริ่มปีใหม่ในช่วงกลางเดือนเมษายน

            สังเคราะห์จากการสังเกตลักษณะของน้ำ ถ้าน้ำใสจะจับสัตว์น้ำได้น้อย ต่างจากน้ำขุ่นตามธรรมชาติจะมีสัตว์น้ำชุกชม จับสัตว์น้ำได้ผลดีหรือดูจากสีของน้ำ ถ้าคืนใดน้ำมีสีแดง แสดงว่ามีปลาทูชุกชุม และมีพรายน้ำแวววาวสะท้อนออกมา

            สังเกตการณ์เปลี่ยนมรสุมจากน้ำทะเล ถ้าน้ำทะเลเริ่มใสก็แสดงว่ากำลังจะมีมรสุมและมีลมแรง ถ้าเกิดเมฆคล้ายศรีษะยักษ์ก็แสดงว่าจะเกิดพายุ หรือถ้าปลาโลมาขึ้นฝั่งก็แสดงว่ามีพายุเช่นเดียวกับฝูงนกกระยางบินหนีเข้าฝั่ง

หลากหลายปัญหาของชาวประมง

            ตามประมาณการของสำนักงานคณะกรรมการการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ คาดว่าปี 2541 ผลิตภัณฑ์สาขาประมงภาคใต้ มีมูลค่าตามราคาตลาดมากกว่าแปดหมื่นเจ็ดพันล้านบาท หรือประมาณร้อยละ  12,5 ของผลิตภัณฑ์ภาค มากกว่าครึ่งหนึ่งมาจากการเลี้ยงกุ้งกุลาดำ และจากประมงทะเลประมาณร้อยละยี่สิบของผลิตภัณฑ์สาขาประมงทั้งหมดในขณะทีครัวเรือนประมงทั้งหมดมากกว่าห้าหมื่นครัวเรือนและชาวประมงมากกว่าแสนคน เป็นครัวเรือนที่ทำประมงอย่างเดียวเกือบร้อยละเก้าสิบห้า ที่ทำประมงและเพาะเลี้ยงสัตว์ชายฝั่งการลดของปริมาณสัตว์น้ำทั้งด้านจำนวนและขนาด ทั้งสัตว์น้ำจืดและเค็ม และน้ำกร่อย หากวิเคราะห์ถึงสาเหตุที่ทำให้ลดลงอาจมีหลายด้าน

            ประการแรก เกิดจากการนำเข้าเครื่องมือแบบใหม่มาใช้จับสัตว์น้ำแบบ กวาดทะเล ภายใต้นโยบายการส่งเสริมการผลิตเพื่อส่งออกจากภาครัฐโดขาดการควบคุมดูแลและผลกระทบที่จะติดตามมากับชาวประมงพื้นบ้าน ระบบนิเวศของทะเลและกิจกรรมลูกโซจากการส่งเสริมการจับสัตว์น้ำเพื่อมาทำปลาป่น ในสัดส่วนที่สูงกว่าการบริโภค

           

ประการที่สอง เกิดจากการเพิ่มขึ้นของประชากรทางภาคใต้ประมาณสองเท่า จากสีล้านคนเป็นแปดล้านคนในช่วงสามทศวรรษหลังส่งผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อการลดลงของปริมาณสัตว์น้ำ ทางตรงก็คือมีการจับสัตว์น้ำเพิ่มขึ้นทั้งเพื่อบริโภคเป็นอาหารโปรตีนสำรับชาวใต้ และส่งออกเป็นสินค้าหลักตลอดมาเป็นรองแต่เฉพาะหมวดพืชผล

ชาวนาและชาวสวน

ในจำนวนครัวเรืองเกษตรกรมากกว่าหกแสนหนึ่งหมื่นครัวเรือน เป็นครัวเรือนประมงเพียงสี่หมื่นครัวเรือนหรือประมาณ 6.4 ที่เหลือมากกว่าร้อยละเก้าสิบสามเป็นชาวนา  ชาวสวน เลี้ยงปศุสัตว์แลทำการเกษตรแบบผสมผสาน จากการสำรวจปีเดียวกันพบว่า มีเกษตรกรทางภาคใต้เพียงแปดแสนสามหมื่นราย หรือประมาณละสิบห้าของเกษตรกรทั้งประเทศ แต่สามารถสร้างผลิตภัณฑ์สาขาเกษตรสูงถึงเกือบหนึ่งในสามของผลิตภัณฑ์สาขาเกษตรทั้งประเทศ

แท้จริงแล้วการทำการเกษตรทางภาคใต้มีลักษณะเป็นเกษตรแบบผสมผสานมากที่สุด แม้ว่าจะมีหมู่บ้านเป็นชุมชนชาวนา ชาวสวน และทำนา ทำสวน เลี้ยงปศุสัตว์ทำหลายอาชีพไปพร้อมกัน โดยยึดอาชีพหนึ่งเป็นอาชีพหลัก และอีกหนึ่งหรือสองอาชีพเป็นอาชีพเสริม ซึ่งเป็นมรดกตกทอดและความเคยชิมมาจากเศรษฐกิจยุคยังชีพแบบพอเพียง แม้ในปัจจุบันจะมีครัวเรือนรับจ้างและค้าขายเพิ่มขึ้นก็ตาม  แต่ก็ยังเป็นเพียงส่วนน้อยและบ้างส่วนก็เป็นลูกจ้างชั่วคราว

ลูกหลานชาวนาชาวสวนภาคใต้จะได้รับการบอกกล่าวจากพ่อแม่ตั้งแต่เริ่มเข้าโรงเรียนว่า     ให้ขยันศึกษาเล่าเรียน   จะได้เรียนสูงๆมีปริญญา มีความรู้ ได้ทำงานดีๆ ไม่ต้องการกลับไปทำอาชีพเดิมของพ่อแม่ เพราะลำบากยากจน เป็นทัศนะตายตัวที่บอกเล่ากันมาจนกลายเป็นวัฒนธรรม ยอมขายวัว ควาย ไร่นา ส่งลูกเรียน

เศรษฐกิจชุนชมหมู่บ้านภาคใต้ปัจจุบัน

จากการสำรวจสภาพเศรษฐกิจสังคมชุมชนสี่หมู่บ้านภาคใต้ ในสี่ตำบลของสี่จังหวัด ตั้งแต่ช่วงกลางเดือนธันวาคม 2544 ถึงเดือนมีนาคม 2545 โดใช้แบบสอบถามที่ค่อนข้างละเอียดเข้าข้น ในตำบลต่างๆ ประมาณตำบลละสี่ร้อยครัวเรือน กระจายไปทุกหมู่บ้านอย่างทั่วถึง แล้วมีการแปลและคำนวณข้อมูลจากแบบสอบถามโดยโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป spss และทำการศึกษาภาคสนามสัมภาษณ์เพิ่มเติม และใช้ข้อมูลพื้นฐานจากแต่ละตำบลประกอบการเรียบเรียงรายงานการสำรวจฉบับสมบูรณ์เพื่อเป็นข้อเท็จจริงพื้นฐานในการอธิบายสภาพทางเศรษฐกิจและสังคมภาคใต้ในปัจจุบัน

   

ลักษณะของครัวเรือน

ชุมชนหมู่บ้านทางภาคใต้  มีสมาชิกครัวเรือนเฉลี่ยสูงกว่าอัตราเฉลี่ยของสมาชิกครัวเรือนทั้งภาคเล็กน้อยในสัดส่วน 4.38 หรือขนาดครัวเรือนในชุมชนหมู่บ้านต่างๆ ยังปรากฎให้เห็นร่องรอยของครัวเรือนเกษตรกรขนาดใหญ่ที่ตกค้างมาจากอดีตบ้างแม้จะมีการเปลี่ยนแปลงไปสู่ครัวเรือนขนาดเล็กที่ประกอบด้วยพ่อแม่ลูกๆ เพียงสองคนตามที่ฝ่ายวางแผนครอบครัวได้รณรงค์ต่อเนื่องมายาวนานหลายทศวรรก็ตาม และประมาณหนึ่งในสี่ของสมาชิกครัวเรือนจะอยู่ในระหว่างการศึกษา ซึ่งจะส่งผลทำให้สัดส่วนของคนทำงานต่อสมาชิกครอบครัวเฉลี่ยสูงเพียง 2.34 หรือมากกว่าครึ่งหนึ่งเพียงเล็กน้อย(53.35%)ครัวเรือนเกือบทั้งหมดหรือร้อยละ 93.4 อาศัยในบ้านถาวรหลายลักษณะทั้งบ้านไม้ครึ่งตึกครึ่ง บ้านไม้ก่ออิฐถือปูนชั้นเดียวและตึกแถว

           

แน่นอนวิธีชีวิตที่พึ่งพาและใช้ปัจจัยต่างๆ จากระบบธรรมชาติแวดล้อมลดลงไปด้อย แต่ต้องหันไปพึ่งพาภาคเมืองเพิ่มขึ้น ครัวเรือนร้อยละ 93.8ใช้เตาแก๊ส ซึ่งหมายถึงใช้พลังงานและเครื่องใช้ในการบริโภคในครัวเรือนจากภาคเมืองเกือบทั้งหมด มีครัวเรือนที่ใช้ฟืนและถ่านน้อยลงมาก ซึ่งเป็นผลดีทางด้านการทำลายธรรมชาติ ลดน้อยลงไป เช่นเดียวกันกับแหล่งน้ำใช้บริโภคอุปโภคเคยอาศัยแหล่งน้ำธรรมชาติเป็นส่วนใหญ่ ก็หันมาใช้แหลงน้ำที่สร้างขึ้นใหม่เองมากกว่าครึ่งหนึ่ง และมากกว่าหนึ่งในสามที่ใช้ทั้งสองแหล่ง มีครัวเรือน เพียงร้อยละ 12.8 เท่านั้นที่อาศัยแหล่งน้ำธรรมชาติล้วนๆ แต่ครัวเรือนมากกว่าสองในห้ายังเก็บหาอาหารจากแหล่งธรรมชาติโดยเฉพาะจากแม่น้ำลำคลอง หนอง บึง หัวไร่ ปลายนา ป่าและที่กร้างวางเปล่า และยังเหลือครัวเรือนอีกร้อยละ 4.6 ที่ยังเก็บพืชและของป่าเป็นยาสมุนไพร ความมั่งคงท้างด้านอาหาร ที่พึ่งพิงระบบธรรมชาติโดยตรงลดน้อยลงไปมาก

 

ครัวเรือนร้อยละ 92.3 ถือครองที่ดินในรูปแบบต่างๆ ส่วนใหญ่ถือครองที่ดินรายย่อย มีขนาดเฉลี่ยครัวเรือนละ 13.41 ไร่เท่านั้นซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ชุมชนหมู่บ้านต่างๆ มีปัญหาเกี่ยวกับช่องว่างทางเศรษฐกิจน้อยมาก อันเป็นเหตุให้ไม้มีการแตกแยกทางชั้นที่ชัดเจนขึ้นมา เครือญาติและวัฒนธรรมชุมชนนิยมสามารถสร้างแรงเกาะภายในชุมชนได้อย่างเหนียวแน่น เป็นปัจจัยด้านเสริมในการรวมกลุ่มกันเพื่อทำกิจกรรมต่างๆ รวมทั้งกิจกรรมทางสังคมและเศรษฐกิจ

 

สภาพเศรษฐกิจ

    ระบบการผลิต

การถือครองที่ดินรายย่อย สมาชิดในครัวเรือนเฉลี่ย 4.38 คนต่อครัวเรือนมีแรงงานทำการผลิตในครัวเรือนต่อสมาชิกทั้งหมดในสัดส่วน 2.35-4.39  และหัวหน้าครัวเรือนมากกว่าร้อยละเก้าสิบประกอบอาชีพทั้งอาชีพเดียวและหลายอาชีพในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกันคือ 46.6-44.1 ทำให้ระบบการผลิตในชุมชนหมู่บ้านภาคใต้ เป็นระบบการผลิตแบบใช้แรงงานหนาแน่น มากว่าการผลิตในฟาร์มขนาดใหญ่ที่ใช้เครื่องจักรในเกือบขั้นตอน การปลูกข้าว ยางพารา ไม้ผล เลี้ยงปศุสัตว์ และพืช

 

ผัดส่วนครัวอย่างหลากหลาย ต้องอาศัยภูมิปัญญาประสบการณ์ทั้งการปลูก การใช้พื้นที่ พันธ์สัตว์ และพันธ์พืชค่อนข้างสูง เกษตรกรจึงไม่ใช้คนทำการเกษตรแต่เพียงอย่างเดียว

 

 

 

ครัวเรือนส่วนใหญ่ปลูกข้าวเพื่อบริโภค พืชสวนโดยเฉพาะยางพารา ปาล์มน้ำมัน กาแฟและไม้ผลไว้เป็นรายได้หลัก ส่วนพืชไร่ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพืชผัดสวนครัวเป็นรายได้เสริมจึงมีการปลูกกันมากน้อยไม่เท่ากันทุกปีแล้วแต่ราคาพืชผลที่ปลูก และรายได้ที่เป็นตัวเงินที่จะมาจากรายได้หลักเป็นเกณฑ์ ร้อยละ 45 ของเมล็ดพันธ์พืชที่ปลูกเป็นพันธ์ของตนเองร้อยละ12;1 ซื่อมาจากร้านค้า ร้อยละ 5;9 ได้รับแจกจ่ายจากรัฐ ที่เหลือมาจากหลายทางทั้งได้รับแจกจากรัฐบาล ซึ่งแจกจ่ายจากเพื่อนบ้านครัวเรือนส่วนหนึ่งยังเลี้ยงสัตว์ไว้เป็นรายได้เสริมหรือหลัก สัตว์เลี้ยงส่วนใหญ่จะเป็นไก่ รองลงมาเป็นโค สุกร เป็ด และแพะในสัดส่วนร้อยละ 59;5 25;1 13;5 10;7 ของครัวเรือนทั้งหมดตามลำดับ และครัวเรือนร้อยละ4;6 เลี้ยงปลาบ่อ ร้อยละ 0;1 ครอบครัวทีเลี้ยงกระบือ ไก่ และเป็นครัวเรือนส่วนใหญ่เลี้ยงไว้เพื่อบริโภค สุกร โค และปลาเลี้ยงเพื่อขาย กระบือเลี้ยงไว้ใช้งาน ชาวมุสลิมนิยมเลี้ยงแพะเพื่อขาย และบริโภคในวันสำคัญทางศาสนาและประเพณี

 

ปัจจัยการผลิตภาคเกษตร    ที่ครัวเรือนส่วนใหญ่ใช้แรงงานคนรองลงไปเป็นปุ๋ยเคมีและฆ่าแมลง เครื่องมือและเครื่องจักร พันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ ปุ๋ยคอกและปุ๋ยอินทรีย์ ในสัดส่วนร้อยละ 81;5 72 58 มีใช้แรงงานสัตว์เพียงร้อยละหนึ่งของครัวเรือนทั้งหมด การทำเกษตรส่วนใหญ่หรือร้อยละ 59 ที่อาศัยน้ำฝนร้อยละ 26;9 ที่ใช้แหล่งน้ำที่สร้างขึ้นเอง

 

ควบคู่กับเครื่องมือ เครื่องจักรวัตถุดิบเทคโนโลยี และอื่นๆ ในสัดส่วนร้อยละ 24;4 16;7 8;4 1;4 และมีครัวเรือนอีกครึ่งหนึ่งที่มีปัจจัยการผลิต    นอกภาคการเกษตรหรือทำงานนอกภาคเกษตรนั่นเอง  การผลิตนอกภาคการเกษตรที่ใช้แรงงานคนส่วนใหญ่คือรับจ้างทั่วไป ทำงานโรงงาน และรับราชการที่อาศัยแรงงานควบคู่กับเครื่องมือเครื่องจักรได้แก่ช่างปูน ช่างไม้ และช่างอื่นๆ ที่ใช้แรงงานคนควบคู่กับวัตถุดิบก็คือการทำการค้า

 

รายได้

 ครัวเรือนกลุ่มตัวอย่างมีรายได้เฉลี่ยเดือนละ 8809;35 บาทส่วนใหญ่เกือบสามในสี่หรือเฉลี่ยเดือนละ 5642;05 บาท ได้จากภาคเกษตรที่เหลือมากกว่าสามในสี่หรือเฉลี่ยเดือนละ 3167;30 บาทได้จากนอกภาคเกษตร มากกว่าสามในสี่ของครัวเรืองทั้งหมดที่มีรายได้เฉลี่ยสูงกว่าห้าพันบาทต่อเดือน

 

กล่าวโดยรวมแล้วครัวเรือนในชุมชนหมู่บ้านทางภาคใต้ส่วนใหญ่มีรายได้อยู่ในเกณฑ์ดี มีความพอเพียง แต่การพิจารณาเฉพาะจากรายได้เพียงด้านเดียวคงไม่ได้ต้องพิจารณาจากรายจ่าย การออม และหนี้สิน ประกอบด้วย ครัวเรือนที่สำรวจมีความเห็นเกี่ยวกับรายได้ปีที่สำรวจ

 

 รายจ่าย

ครัวเรือนในชุมชนหมู่บ้านภาคใต้มีค่าใช้จ่ายโดยรวมในรอบหนึ่งปีเฉลี่ยครัวเรือนละ71385;19บาท  หรือมากกว่าสองในสามของรายได้เล็กน้อย จึงมีเงินเหลือในแต่ละรอบปี เฉลี่ยครัวเรือนละ 34385;19 บาท

 

ค่าใช้จ่ายของครัวเรือนสามในสี่เป็นค่าใช้จ่ายเพื่ออุปโภคบริโภคค่าใช้จ่ายเพื่อการผลิตเฉลี่ยมีสัดส่วนเพียงร้อยละ 13;04 ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด ค่าใช้จ่ายเพื่อการอุปโคบริโภคมีสัดส่วนสูงต่ำเป็นลำดับไปดังนี้ คือ ค่าอาหาร การศึกษาบุตร ของใช้ พาหนะ เสื้อผ้า ยารักษาโรค และที่อยู่อาศัย

 

การออมและกู้ยืน

 

ครัวเรือนมากกว่าสองในสามมีรายได้พอดี  และมีเพียงเกือบร้อยละสิบที่มีรายได้เหลือเก็บ ทำให้ระดับของการออมของครัวเรือนอยู่ในเกณฑ์ปานกลางทั้งจำนวนครัวเรือนและปริมาณเงินออม  กล่าวคือในรอบปี 2543 ครัวเรือนในชุมชนหมู่บ้านภาคใต้ที่มีการเก็บออมประมาณร้อยละ 56;1 ของครัวเรือนทั้งหมด เงินออมเฉลี่ยครัวเรือนละ 11283;71บาท ส่วนใหญ่เกือบหนึ่งในสี่ออมกับกลุ่มออมทรัพย์ รองลงมาเล่นแชร์ ผากธนาคารพาณิชย์ ฝาก ธกส  สหกรณ์ออมทรัพย์ สหกรณ์การเกษตร นอกจากนั้นยังมีการออมกับสถาบันการเงินมากกว่าฟนึ่งแห่ง

ครัวเรือนในชุมชนหมู่บ้านภาคใต้ จะมีเป้าประสงค์ในการออมทั้งเป้าประสงค์และหลายเป้าประสงค์ที่ค่อนข้างหลากหลายมาก เป้าประสงค์เดียวส่วนใหญ่เพื่อเป็นทุนการศึกษา รองลงไปทุนในการผลิต ซื้อรถยนต์ ปลูกบ้านและอื่นๆ

 

            อย่างไรก็ตามในรอบปี 2543 กลุ่มครัวเรือนที่มีการกู้ยืมในชุมชนกลับมีน้อยกว่าการออมถึงร้อยละแปด หรือมีสัดส่วนเพียงร้อยละ 48;1 เท่านั้น แต่ปริมาณเงินทีมีการกู้ยืนค่อนข้างสูง กล่าวคือเฉลี่ยครัวเรือนละ 27235;24 บาทหรือมากกว่าเงินออมเฉลี่ยของครัวเรือนต่างๆ  ถึงเกือบเท่าครึ่ง เป้าประสงค์ของการกู้ยืนกับการออมจะต่างกันเพราะส่วนใหญ่คือร้อยละ 15;7 กู้เพื่อใช้จ่ายในการผลิต รองลงมาร้อยละ 13;1 กู้เพื่อการผลิตและการบริโภคในครัวเรือน ร้อยละ 5;3 กู้เพื่อการบริโภคอย่างเดียว และกู้เพื่อวัตถุประสงค์อย่างอื่นอีกร้อยละ 3;5

 

สภาพทางสังคมและวัฒนธรรม

 กิจกรรมทางสังคมและวัฒนธรรมในภาครัฐและทุน ถูกแปรเปลี่ยนเข้าสู้ระบบพิธีกรรม พิธีกรรม การอุปโภคและบริโภคนิยมที่มีรัฐและทุนหนุนหลังคอยหยิบฉวยประโยชน์และเป็นฝ่ายจัดขึ้นมา เพื่อปฏิสัมพัมธ์กันทั้งภายในตัวเมืองและกับชุมชนหมู่บ้านต่างๆ หลายกิจกรรมถูกเชื่อมโยงเข้าสู้นโยบายส่งเสริมการทองเที่ยวในฐานะจุดขาย แต่กิจกรรมทางสังคมและวัฒนธรรมที่อุบัติขึ้นในชุมชนหมู่บ้านต่างๆ ยังเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตแบบชุมชนนิยม ที่ได้เปลี่ยนผ่านจากการผลิตแบบพอเพียง  ไปสู้การผลิตและบริหารจัดการแบบพอเพียง ซึ่งแน่นอนย่อมมีการปรับเปลี่ยนไปบ้าง แต่ยังคงมีการสืบทอดกันอยู่โดยเฉพาะกิจกรรมเพื่อแสดงอัตลัษณ์และสร้างชื่อเสียงให้กับชุมชนหมู่บ้าน  ยังผลให้ความเชื่อ กลวิธีและพิธีกรรมเพื่อปฏิสัมพันธ์กับธรรมชาติ และแสดงอัตลักษณ์ของชุมชนต่างๆสามารถดำรงอยู่ต่อ

 

 

ชุมชนหมู่บ้านทั้งหมดทางภาคใต้มีความแตกต่างอย่างหลากหลาย  และมีอัตลักษณ์เฉพาะของแต่ละชุมชนสูง  ปัจจุบันไม่เพียงแต่จะมีการสืบทอดความเชื่อและประเพณี ยังคงมีการถ่ายทอดความรู้ความชำนาญจากภายในชุมชนเองถึงเกือบสองในห้าของครัวเรือนทั้งหมด ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 16;3 เป็นงานช่างไม้และช่างปูน รองลงมาร้อยละ 8;3 เกี่ยวกับล่าสัตว์จับปลาที่ถ่ายทอดเฉพาะช่างไม้มีเพียงร้อยละ 2;1 ช่างปูนร้อยละ 1;7 การรักษาพยาบาลร้อยละ 1;2 การถ่ายทอดความรู้ความชำนาญในครัวเรือนจึงค่อนข้างน้อยและจำกัดเฉพาะงาน กิจกรรม หรืออาชีพบางอย่างเท่านั้น

 

 

 

ระบบเศรษฐกิจแบบยังชีพ

ระบบเศรษฐกิจหมู่บ้านภาคใต้ ส่วนหนึ่งเป็นระบบเศรษฐกิจแบบยังชีพ โดยมีระบบการผลิตที่หลากหลาย รวมทังมีการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติรอบข้างในลักษณะต่างๆ เพื่อสร้างความสามารถในการพึ่งตนเองอย่างสำคัญ นับตั้งแต่ชุมชนซึ่งตั้งอยู่บริเวณที่ราบ แต่ในขณะเดียวกันก็ได้ทำสวนทำไร่ในบริเวณเชิงเขา โดยช่วงแรกอาจจะเพียงมาปลูกขนำอยู่ชั่งคราวเนื่องจากในการเพาะปลูกช่วงแรกยังมีลักษณะเป็น  ไร่เลื่อนลอย หรือปลูกเฉพาะพืช  ซึ่งอาจจะปลูกโดยเจ้าของที่เองและอาจปลูกโดยคนอื่นๆ

 

การผลิตหรือวงจรการทำไร่เริ่มต้นด้อยการถางหรือบุกเบิกพื้นที่ป่าซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ห่างจากหมู่บ้านประมาณ 1 ชั่วโมงเดินเท้า การทำข้าวไร่ใช้เวลาราว 8-9 เดือนในแต่ละรอบปี เริ่มต้นที่เดือนเมษายนซึ่งเป็นช่วงถางและจุดไฟเผาป่า เมือเผารอบหนึ่งแล้วก็จะเก็บเศษไม้มาก่อนๆ รวมกันแล้วเผาซ้ำอีกครั้ง  พอหญ้าขึ้นก็ถอนหญ้าหรือถากหญ้า พอถึงเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายนซึ่งฝนเริ่มตกก็เริมปลูกพืชต่างๆ สำรับบริโภค เช่น ข้าวโพด ถั่วฝักยาว บวบ ฟักทอง มะเขือ ฟักเขียว ผลผลิตเหล่านี้โดยเฉพาะข้าวโพดจะเก็บเกี่ยวได้ในช่วง 3 เดือน พอถึงเดือนกันยายนก็เริ่ม  น้ำ   หรือหยอดข้าวลงระหว่าง ป่าข้าวโพด  พื้นที่ทำไร่จะเปลี่ยนไปในแต่ละปีและบางปีก็ย้อนกลับมาทำในที่เดิม โดยยังไม่มีการจับจองพื้นทีทำไร่เป็นกรรมสิทธิ์ของตน หรือหากจองก็เป็นกรรมสิทธิ์แบบหลวมๆ ที่อนุญาตให้คนอื่นมาใช้พื้นที่นี้ทำไร่ได้ในบ้างปี

 

ผู้คนส่วนมากแล้วจะดำรงชีวิตอยู่ด้อยการทำไร่ข้าวและปลูกไม้ผลหลากชนิดมาแต่แรกเริ่มตั้งชุมชนดังที่ว่า แม้แต่คนรุ่นปู่ก็บอกไม่ได้ว่าทุกเรียนต้นใหญ่ที่อยู่ที่บ้านตัวเองนั้นใครปลูกไว้  เพราะเกิดมาก็มีอยู่แล้ว และไม่เพียงแต่จะปลูกไม้ผลบริเวณรอบๆ บ้านที่อยู่เท่านั้น แต่ยังมีการปลูกไว้เป็นสวนเฉพาะต่างหากมาแต่อดีตอีกด้วย ผลผลิตที่หลากหลายดังกล่าวทำให้เป็นที่กล่าวขวัญถึงจากชุมชนใกล้เคียงในแง่ความสามารถในการพึ่งตนเอง

                                              

นอกจากมีระบบการผลิตที่หลากหลายแล้ว ขณะเดียวกันครัวเรือนหมู่บ้านพื้นที่ศึกษายังนิยมแปรรูปผลผลิตไว้ใช้ เช่นการทำน้ำตาลปึกจากอ้อยที่ปลูก โดยทำการหีบอ้อยด้อยเครื่องมือที่ประดิษฐ์คิดค้นกันขึ้นเอง ก่อนจะนำน้ำอ้อยมาเคี่ยวเป็นน้าตาลปึก

นอกจากระบบการลิตที่หลากหลายรวมถึงความพยายามแปรรูปผลผลิตในลักษณะต่างๆ ดังกล่าวแล้ว รูปแบบ วิธีการผลิตของหมู่บ้านภาคใต้มีลักษณะการพึ่งตงเองค่อนข้างสูง นับตั้งแต่ในส่วนของพันธุ์พืชพันธุ์สัตว์ซึ่งเป็นพันธุ์พื้นบ้าน ซึ่งนอกเหนือจาพันธุ์ที่ปลูกมาดังกล่าวแล้วก็ยังปลูกอีกหลายพันธุ์ควบคู่ไปด้วย ทั้งนี้ พันธุ์ข้าวพื้นเมืองนั้นหาได้ง่ายในท้องถิ่น โดยชาวบ้านสามารถเก็บและคับเลือกพันธุ์ได้เอง

 

ส่วนแรงงานอาศัยแรงงานในครัวเรือนหรือแรงงานสัตว์เป็นหลัก เช่น การไถนามักใช้แรงงานคนในครัวเรือนหรือไม่ก็แรงงานควายในกรณีที่มีพื้นที่นามาก และมักจะมีการแลกเปลี่ยนแรงงานหรือ  ออกปาก กันในบางขั้นตอนการผลิต  เช่น  การดำนา การเกี่ยวข้าว  ขณะที่การทำไร่ก็ใช้แรงงานในครอบครัว 

ระบบเศรษฐกิจแบบแลกเปลี่ยน

 

ถึงแม้การมีระบบการผลิตที่หลากหลายจะช่วยให้ครัวเรือนหมู่บ้านภาคใต้สามารถพึ่งตนเองโดยเฉพาะด้านอาหารได้ระดับหนึ่ง หรือมีระบบเศรษฐกิจแบบยังชีพ กระนั้นแต่ละพื้นที่ยังไม่สามารถผลิตสิ่งอุปโภคบริโภคได้ครอบถ้วน หรือบางช่วงอาจเกิดความขาดแคลงผลผลิตบางชนิด จึงจำเป็นต้องนำผลผลิตที่มีไปแลกเปลี่ยนซื่อขายในลักษณะต่างๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ครัวเรือนขาดแคลนหรือไม่สามารถผิตได้  โดยความใกล้ไกลจากศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนหรือตลาดและความสะดวกของของเส้นทางการคมนาคมเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดปริมาณ ความถี่ รวมทั้งรูปแบบ ลักษณะของระบบเศรษฐกิจแบบแลกเปลี่ยนในแต่ละพื้นที่

 

อย่างไรก็ดี การแลเปลี่ยนผลผลิตส่วนใหญ่มักเป็นในลักษณะของการที่บุคคลภายนอกเดินทางนำผลผลิตหรือสิ่งของที่ตนมีขึ้นมาแลกเปลี่ยนที่หมู่บ้าน ส่วนใหญ่เป็นคนจากหมู่บ้าน โดยการแลกเปลี่ยนผลผลิตเช่นนี้ไม่มีอัตราการแลกเปลี่ยนตายตัว อีกทั้งลักษณะการแลกเปลี่ยนยังคล้ายคลึงกับกรเดินทางมาเยี่ยมญาติหรือเที่ยวหาเพื่อนสนิทมากกว่าการเดินทงมาเพื่อซื่อขายสินค้า  คนที่เข้ามาเขาก็เอาเคย เกลือ น้ำตาล หรือบางที่ก็ข้าวสามารถเป็นเสบียงของเขา  แล้วก็ให้เจ้าเรือนได้พลอยด้วย พามาเพื่อเจ้าของบ้านด้วย นอกจากนี้ ผลผลิตที่บุคคลภายนอกมาขอแลกเปลี่ยนในช่วงแรกๆ ส่วนใหญ่ถูกนำไปเพื่อบริโภคในครอบครัวและแจกบุตรหลางญาติพี่น้อง  ไม่ได้ถูกนำไปขายต่อเพื่อทำกำไร  หรือแม้ในช่วงต่อมาที่เริ่มใช้เงินเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนกันมากขึ้น คนที่ขึ้นมาเอาทุเรียนบางคนก็อาจทิ้งเงินไว้ให้เจ้าของบ้างแต่วัตถุประสงค์การซื่อก็ยังเป็นไปเพื่อบริโภคในครอบครัวเช่นเดิม

 

 

 

 

 

การขยายตัวของเศรษฐกิจการค้าในระบบเศรษฐกิจชุมชน

การขยายตัวพื้นทีปลูกยางพารา

หลังจากปี พ.ศ. 2589 เป็นต้นมาเกิดการขยายตัวพื้นที่ปลูกยางพาราในหมู่บ้านกรณีศึกษาอย่างกว้างขวาง ส่วนให่เกิดขึ้นในลักษณะการปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกข้าวไร่เดิมเป็นพื้นที่ปลูกยางพารา รวมทั้งการบุกเบิกพื้นที่ป่าเพื่อปลูกยางพาราเป็นการเฉพาะ ดัวกรณีบ้านวังหอนที่ฃ่วงประมาณปี พ.ศ. 2490 ชาวบ้านวังหอนได็เริ่มปลูกยางพารบริเวณที่ทำไรข้าวเดิม โดยจะทำไร่ข้าวไปพร้อมๆ กับการปลูกยาง หลังเกิบข้าวเสร็จก็ปล่อยให้ยางโตต่อไปโดยไม่กลับมาทำไร่ข้าวอีก ซึ่งมักจะ  เริ่มทำที่ละ 4-5 ไร่ แต่ถ้าคนขยันก็ทำที่ละ 10 ไร่  ขณะเดียวกันบางรายได้ขยายพื้นที่ปลูกยางพาราไปยังบริเวณห้วยรำพันซึ่งเดิมเป็นที่ตั้งคอกช้างเป็นการบุกเบิกพื้นที่ป่าแห่งใหม่เพื่อการปลูกยางพาราโดยเฉพาะ

การปลูกไม้ผล/ไม้ยืนต้นเชิงดี่ยว

 

นอกจากขยายพื้นที่ปลูกยางพารา กรขยายตัวของเศรษฐกิจการค้าในระบบเศรษฐกิจชุมชนพื้นที่การศึกษาช่างนี้ที่สำคัญอีกประการคือการเริ่มปลูกไม้ผลหรือไม้ยืนต้นเชิงเดี่ยวเพื่อขาย ดังกรณีชาวบ้านบ้านทรายขาวบางรายที่พยายามปลูกไม้ยืนต้นชนิดเดียวแทนการปลูกแบบผสมผสาน เพราะคาดว