การทำแท้ง

1.  ความหมายของการแท้ง

การแท้ง หมายถึงการสิ้นสุดของการตั้งครรภ์ก่อนที่เด็กจะสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้นอกครรภ์มารดาเท่าที่องค์การอนามัยโลกใช้กันมาแต่เดิม ถือเอาการสิ้นสุดของการตั้งครรภ์ก่อนอายุครรภ์ ๒๘ สัปดาห์ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เด็กยังหนักไม่ถึง ๑,๐๐๐ กรัม

ในระยะหลังนี้ประเทศที่พัฒนาแล้วมีความก้าวหน้าทางการแพทย์มาก จนสามารถจะเลี้ยงดูเด็กที่น้ำหนักแรกคลอดต่ำกว่า ๑,๐๐๐ กรัม ให้รอดชีวิตได้เป็นส่วนใหญ่ ประเทศเหล่านั้นจึงเปลี่ยนนิยามของการแท้งใหม่ โดยถือว่าการแท้งเป็นการสิ้นสุดของการตั้งครรภ์ เมื่ออายุครรภ์ต่ำกว่า ๒๐ สัปดาห์ หรือเมื่อเด็กมีน้ำหนักต่ำกว่า ๕๐๐ กรัม สำหรับในประเทศไทยยังไม่ก้าวหน้าถึงเพียงนั้น จึงพากันใช้คำนิยามเดิมไปก่อน

 

2.  สาเหตุของการทำแท้ง

2.1 การแท้งเอง หมายถึงการแท้งที่เกิดจากสาเหตุต่างๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการกระทำที่จงใจจะให้เกิดการแท้ง ถือเป็นความล้มเหลวของการตั้งครรภ์ตามธรรมชาติ สาเหตุของการแท้งเองอาจจะเกิดได้จาก
               ก. ความบกพร่องของไข่ที่ผสมแล้ว หรือตัวอ่อน พวกนี้จะแท้งตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์ใหม่ๆไปจนถึงอายุครรภ์ไม่เกิน ๑๒ สัปดาห์
               ข. ความบกพร่องทางด้านมารดา เช่น มดลูกพิการ   ปากมดลูกปิดไม่ดี   โรคประจำตัวบางอย่าง เช่น โรคไต โรคเลือด การแท้งจากสาเหตุนี้จะเกิดขึ้นเมื่ออายุครรภ์มากเกิน ๑๒ สัปดาห์ขึ้นไป
          จากการสำรวจผู้ป่วยแท้งเอง แพทย์ยังไม่พบสาเหตุชัดเจน สำหรับตัวผู้ป่วยเองนั้น มักจะคิดว่าการกระทบกระเทือนเป็นสาเหตุของการแท้ง
               2.2  การทำแท้ง หมายถึง กระทำเพื่อให้เกิดการแท้ง แบ่งเป็น 
               ก. การทำแท้งเพื่อการรักษา หมายถึง การทำแท้งในกรณีที่กฎหมายอนุญาตให้ทำได้ กฎหมายระบุไว้ชัดเจนว่า แพทย์สามารถจะทำแท้งได้ในกรณีต่อไปนี้
               2.2.1 เมื่อพิจารณาเห็นว่าหากปล่อยให้การตั้งครรภ์ดำเนินต่อไปจะเป็นอันตรายร้ายแรงต่อชีวิตสุขภาพของมารดา เช่น ผู้ป่วยโรคมะเร็ง โรคเลือด โรคไตบางชนิด
               2.2.2  มารดาที่เป็นโรคจิตอยู่ก่อนการตั้งครรภ์ หรือเป็นโรคจิตขณะตั้งครรภ์
               2.2.3   การตั้งครรภ์ที่เกิดขึ้นจากการข่มขืนกระทำชำเราในผู้เยาว์ต่ำกว่า ๑๕ ปี  โดยทั่วไป แพทย์จะเป็นผู้ตัดสินว่ารายใดควรจะทำแท้งให้ แม้ว่าจะมีเหตุผลถูกต้องตามกฎหมายแพทย์ก็ยังจะต้องพิจารณาดูถึงผลได้และผลเสียของการทำแท้งในแต่ละรายด้วย

อาทิเช่น เด็กอายุ ๑๓ ขวบถูกข่มขืนจนตั้งครรภ์ ถึงแม้จะมีหลักฐานชัดเจน แต่ได้ปล่อยปละละเลยทิ้งไว้จนอายุครรภ์ ๖ เดือน กรณีนี้การทำแท้งก่อให้เกิดอันตรายมากกว่าการปล่อยให้ตั้งครรภ์ต่อไปอาจจะเป็นเพราะกฎหมายการทำแท้งค่อนข้างเก่า  หรือเพราะความเจริญก้าวหน้าทางวิชาการแพทย์ค่อนข้างรวดเร็ว จนสามารถจะให้การวินิจฉัยความพิการบางชนิดของเด็กในท้องได้ แพทย์จึงทำแท้งให้ในกรณีของเด็กพิการ ซึ่งบางรายยังพิสูจน์ไม่ได้ว่าจะพิการหรือไม่ เช่น กรณีของมารดาติดเชื้อหัดเยอรมัน เพียงขณะตั้งครรภ์อ่อนๆ โอกาสที่เด็กในท้องจะมีความพิการของหัวใจ หูหนวก ตาเป็นต้อ  และสมองพิการในอัตราค่อนข้างสูง  มารดามีความวิตกกังวลว่าเด็กที่ออกมาจะพิการ เป็นอันตรายต่อสุขภาพจิตของมารดา และถ้าเด็กออกมามีความพิการจริงก็จะเป็นภาระแก่ครอบครัว สังคม และประเทศชาติต่อไป          

ตารางแสดงเหตุผลในการลอบทำแท้งของสตรีที่แต่งงานแล้ว (พ.ศ. 2511-2521)

เหตุผลในการทำแท้ง

% ของสตรีทั้งหมด (2,830)

               มีบุตรเพียงพอแล้ว
               ตั้งครรภ์ถี่เกินไป
               รายได้ไม่พอ
               ครอบครัวแตกแยก
               การตั้งครรภ์ขัดต่องานอาชีพ
              ไม่มีคนเลี้ยงดูบุตรขณะไปทำงาน
                เคยคลอดยากมาก
                เหตุผลอื่น ๆ
              ไม่ทราบเหตุผล                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                              

20.1
18.1
24.7
15.7
6.1
0.7
3.6
7.3

3.7

 

 จากหนังสือข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการทำแท้งในประเทศไทย ของสุพร เกิดสว่าง
ในเรื่องของโรคจิตนั้น  จิตแพทย์จะเป็นผู้พิจารณาชี้ขาดว่าควรทำแท้งหรือไม่ ทั้งนี้ก็เพื่อขจัดปัญหาเกี่ยวกับการเป็นโรคจิตจริงหรือโรคจิตปลอมออกไป
               ข. การทำแท้งผิดกฎหมาย หมายถึงการลักลอบทำแท้งโดยบุคคลที่มิใช่แพทย์ ไม่ว่าจะทำโดยเหตุผลใดๆ ทั้งสิ้น รวมทั้งการทำแท้งโดยแพทย์ที่ทำนอกเหนือข้อบ่งชี้ที่กฎหมายระบุไว้ เนื่องจากผู้ประกอบการทำแท้งส่วนมากมิใช่แพทย์  และทำแท้งโดยไม่ถูกหลักวิชา   การทำแท้งผิดกฎหมายจึงมักมีอาการแทรกซ้อน และมีอันตรายมากกว่าแท้งเอง หรือแท้งเพื่อการรักษา

 

3.  สาเหตุของการทำแท้งผิดกฎหมาย

ถึงแม้การตั้งครรภ์จะเป็นเรื่องของธรรมชาติของสิ่งที่มีชีวิตทั้งหลายก็ตาม สำหรับมนุษย์นั้นมีเพียงร้อยละ ๒๐ เท่านั้นที่จงใจ ตั้งใจ หรือมีแผนการจะให้ตั้งครรภ์เพื่อจะได้ลูกไว้สืบตระกูล นอกนั้นเป็นการตั้งครรภ์โดยบังเอิญ แบบที่เรียกว่ามีก็ได้ ไม่มีก็ได้ ที่ร้ายแรงและเป็นปัญหาที่สุด ได้แก่การตั้งครรภ์ในคนที่ไม่ต้องการลูก กลุ่มที่ตั้งครรภ์โดยบังเอิญนี้ นอกจากจะไม่ยอมรับการตั้งครรภ์แล้ว ยังพยายามทุกวิถีทางเพื่อทำให้การตั้งครรภ์สิ้นสุดลง

ปฏิกิริยาที่เกิดกับผู้ตั้งครรภ์โดยไม่ตั้งใจเกิดได้หลายแบบอย่างด้วยกัน บางคนเมื่อประจำเดือนเกินกำหนดก็กินยาชุดขับประจำเดือน ความจริงยาขับประจำเดือนจะได้ผลก็ต่อเมื่อหญิงผู้นั้นมิได้ตั้งครรภ์เท่านั้น ถ้าตั้งครรภ์จริง แม้จะรับประทานยานี้หลายๆ ชุดก็มักจะไม่ได้ผล บางคนนำปัสสาวะไปตรวจ เพื่อทดสอบการตั้งครรภ์ บางคนเพียงแต่เล่าอาการให้เพื่อนๆ ฟัง บางคนก็รอจนท้องโตคลำมดลูกได้ทางหน้าท้อง รายที่น่าระอาที่สุด คือรายที่ปล่อยตัวไว้จนรู้สึกเด็กดิ้นจึงรู้ว่าตนเองตั้งครรภ์ เมื่อทราบแน่ชัดว่าตนเองตั้งครรภ์ บางคนจะปรึกษาแพทย์ตามโรงพยาบาลหรือคลินิก เพื่อขอให้แพทย์ทำแท้งให้ ซึ่งส่วนใหญ่จะได้รับการปฏิเสธ นอกจากจะปฏิเสธการทำแท้งแล้ว แพทย์มักจะอธิบายชี้แนะให้ตระหนักถึงอันตรายของการทำแท้ง เนื่องจากผู้ตั้งครรภ์และผู้เกี่ยวข้องคิดว่า ผลเสียของการตั้งครรภ์มีมากกว่าอันตรายจากการทำแท้ง ในที่สุดจึงเลือกสถานที่ลักลอบทำแท้งที่มีอยู่มากมายทั้งในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด สถานที่ดังกล่าวนี้มักจะอยู่ลึกลับไม่เปิดเผยหรือไม่ก็อาศัยการทำคลินิกบังหน้า ราคาค่าบริการก็แตกต่างกัน แทบทุกแห่งอาจจะต่อรองราคากันได้

สาเหตุของการทำแท้งเท่าที่รวบรวมจากโรงพยาบาลศิริราช และวชิรพยาบาล พอจะแบ่งออกเป็น๒ กลุ่ม คือ หญิงโสด กับ หญิงที่แต่งงานแล้ว

หญิงโสดมักจะทำแท้งเนื่องจากตั้งครรภ์ก่อนแต่งงาน และมีอุปสรรคขัดข้องทำให้ไม่สามารถแต่งงานกับชายที่เป็นบิดาของเด็กได้ อาจเป็นเพราะทั้งสองฝ่ายหรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยังเป็นนักเรียน ฝ่ายชายไม่ยอมรับพ่อแม่ไม่ยอมรับบางรายก็ขัดกับอาชีพ เช่น อาชีพหญิงบำเรอ หญิงบริการอาบอบนวด พาร์ตเนอร์ตามไนต์คลับหรือสถานเริงรมย์ เป็นต้น

สำหรับหญิงที่แต่งงานแล้วอ้างเหตุผลหลายประการ ประการที่สำคัญที่สุดคือ ปัญหาทางเศรษฐกิจ รายได้ไม่เพียงพอที่จะเลี้ยงดูบุตร ประการที่สอง เกี่ยวกับความไม่พร้อมที่จะมีบุตรหรือมีบุตรมากเกินไป เท่าที่พบเห็นมักจะทั้งสองอย่างประกอบกัน คือ ทั้งยากจนและมีบุตรมาก อาศัยอยู่ตามชุมชนแออัด ประการที่สามคือ ความแตกร้าวภายในครอบครัว เช่น มีสามีที่ขาดความรับผิดชอบ เป็นภรรยาน้อย หรือภรรยาลับ เลิกกับสามี ฯลฯ นอกนั้นเป็นเหตุผลย่อย เช่น ขัดต่ออาชีพของนักร้องนักแสดง หญิงบริการ บางคนกลัวการคลอดเพราะเคยคลอดยากมาก่อนก็มี

 

 

4.  สาเหตุของการทำแท้งถูกกฎหมาย

เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ยาก เพราะผู้มีอำนาจ ออกกฎหมายใช้ข้ออ้างในการคัดค้าน คือ จะทำให้คนสำส่อนทางเพศและปล่อยปละละเลย จนเกิดการตั้งครรภ์มากขึ้น ถึงแม้จะห้ามการทำแท้งเสรี ก็ไม่ได้หมายความว่า คนสมัยนี้จะไม่มีความสัมพันธ์ทางเพศอย่างเป็นอิสระ เพราะการมีเพศสัมพันธ์อย่างอิสระนั้น เป็นผลมาจากการเปิดรับเอาวัฒนธรรมตะวันตกเข้ามาอย่างมากมายโดยไม่กลั่นกรอง วัยรุ่นเรียนรู้เรื่องเพศสัมพันธ์จากสื่อต่างๆ อย่างง่ายดายก่อนการสอนของคุณครู ทุกคนต้องยอมรับว่า เราไม่สามารถปิดกั้นวัฒนธรรมตะวันตกได้ แล้วทำไม เราจึงต้องปิดกั้นการทำแท้ง (เสรี) อย่างถูกกฎหมายด้วย ซึ่งก่อให้เกิดการทำแท้งเถื่อน และการตายจากการทำแท้งอย่างมากมายเหลือเกิน

 

5.  กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการทำแท้ง

 ในสังคมไทย เรื่องของการทำแท้งอันมีสาเหตุเนื่องมาจากการตั้งครรภ์ที่ไม่พึงประสงค์ ยังเป็น ประเด็นวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างหาจุดที่เหมาะสมค่อนข้างลำบาก เนื่องจากสังคมไทยเป็นสังคม พุทธศาสนา มีความเชื่อในเรื่องของบาปกรรม การห้ามตัดชีวิต หรือทำลายชีวิต เป็นเรื่องสำคัญใน คำสอนของพระพุทธเจ้า ประกอบกับประเทศไทยมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการทำแท้งอย่างชัดเจน มีบทบัญญัติของการกระทำผิด โดยระบุโทษไว้อย่างชัดเจน ในประมวลกฎหมายอาญา ในเรื่องความ ผิดเกี่ยวกับชีวิตและร่างกาย ดังนี้

หมวด 3
ความผิดฐานทำให้แท้งลูก

             มาตรา 301หญิงใดทำให้ตนเองแท้งลูก หรือยอมให้ผู้อื่นทำให้ตน แท้งลูก ต้องระวางโทษ จำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ
คำว่า ญ ใด หมายถึง ญ คนที่ท้องอยู่รู้ว่าตัวเองท้องแล้วทำแท้งไม่ว่าทำด้วยวิธีไหนก็ผิด ตามมาตรานี้ หรือยอมให้คนอื่นทำแท้ง ไม่ว่าจะไปให้ใครช่วยทำให้ หมอเถื่อน สามี
(สรุป มาตรานี้มีไว้ลงโทษผู้หญิงที่ไปทำแท้ง ซึ่งถ้าทำแล้วไม่แท้งก็ไม่ผิดตามมาตรานี้)

มาตรา 302 ผู้ใดทำให้หญิงแท้งลูกโดยหญิงนั้นยินยอม ต้องระวาง โทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ถ้าการกระทำนั้นเป็นเหตุให้หญิงรับอันตรายสาหัสอย่างอื่นด้วย ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่ เกินเจ็ดปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ถ้าการกระทำนั้นเป็นเหตุให้หญิงถึงแก่ความตาย ผู้กระทำต้องระวาง โทษจำคุกไม่เกินสิบปี และปรับไม่เกินสองหมื่นบาท
(สรุป มาตรานี้มีไว้เอาผิดคนทำให้ผู้หญิงแท้ง เพราะบอกว่า “ผู้ใด” หมายถึง ใครก็ได้ เช่น หมอเถื่อน ทำแท้งโดยหญิงยินยอม คนทำผิดตามมาตรานี้ จะเห็นได้ว่าหมอเถื่อนต้องรับโทษหนักกว่าผู้หญิงที่ ไปทำแท้งเอง หรือถ้าทำให้ได้รับอันตราย หรือตาย ก็รับโทษหนักขึ้นกว่าเดิม)

มาตรา 303ผู้ใดทำให้หญิงแท้งลูกโดยหญิงนั้นไม่ยินยอม ต้องระวาง โทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ถ้าการกระทำนั้นเป็นเหตุให้หญิงรับอันตรายสาหัสอย่างอื่นด้วย ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ หนึ่งปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่สองพันบาท ถึงสองหมื่นบาท
ถ้าการกระทำนั้นเป็นเหตุให้หญิงถึงแก่ความตาย ผู้กระทำต้องระวาง โทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงสี่หมื่นบาท
(สรุป มาตรานี้ก็เหมือนมาตราที่แล้วแต่เปลี่ยนจากข้อเท็จจริง คือฝ่ายหญิงไม่ยินยอม เช่น แฟนรู้ว่าท้อง เลยทำร้ายเป็นเหตุให้หญิงแท้ง เป็นต้น)

มาตรา 304ผู้ใดเพียงแต่พยายามกระทำความผิดตามมาตรา 301 หรือมาตรา 302 วรรคแรก ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษ
(สรุป มาตรานี้มีไว้สำหรับลงโทษทุกคนที่จะทำให้เกิดการแท้งแต่ไม่สำเร็จ ก็เป็นพยายาม ซึ่งตัว ผู้หญิง เองก็จะมีความผิดด้วย แต่ไม่ต้องรับโทษ กฎหมายไม่ได้บอกว่าไม่ผิด.. ผิดแต่ไม่ต้องรับ โทษ)

จะเห็นได้ว่าการทำแท้งในลักษณะผิดกฎหมาย ในสังคมไทยต่างก็มีความผิดด้วยกันทั้งผู้ทำให้ และ หญิงผู้ตั้งครรภ์ ในความเป็นจริง ปัญหาไม่ได้จบลงตรงที่หญิงสาวสามารถกำจัดตัวปัญหาในครรภ์ได้ หรือหมอทำแท้งเถื่อนสามารถปิดเรื่องได้มิดชิด และทำแท้งได้อย่างปลอดภัย… เรื่องจริงไม่จบเพียง แค่นั้น หากแต่ยังมีปัญหาอีกมากมายที่ตามมา เช่น อันตรายหลังจากการทำแท้งที่ไม่ถูกวิธี, สุขภาพ จิตของหญิงที่ทำแท้ง เป็นต้น

6.  วิธีการทำแท้ง

 วิธีทำแท้งมีอยู่หลายวิธีด้วยกัน การเลือกวิธีใดวิธีหนึ่งก็โดยอาศัยอายุครรภ์หรือขนาดของมดลูกเป็นหลัก ถ้าเป็นวิธีทำแท้งเพื่อการรักษาที่กระทำโดยแพทย์ก็พอจะแบ่งได้ 6 วิธีใหญ่ๆ คือ

6.1  การปรับประจำเดือน เป็นวิธีที่ใช้ในครรภ์ไม่เกิน 6 สัปดาห์ หรือ คิดง่ายๆ แบบชาวบ้านก็คือ ทำเมื่อประจำเดือนเกินกำหนดไป 2 สัปดาห์ วิธีนี้ใช้กันมากในกลุ่มของนักวางแผนครอบครัววิธีนี้กระทำโดยสอดส่องท่อพลาสติกเล็กขนาดเส้นรอบวง 4-8 มิลลิเมตร เข้าไปในโพรงมดลูกโดยผ่านทางช่องคลอดและปากมดลูกตามลำดับ ต่อปลายท่อพลาสติกด้านนอกเข้ากับกระบอกฉีดยาชนิดใหญ่พิเศษเมื่อปล่อยล็อค แรงดูดจะดูดเอารกและเด็กออกหมดเป็นวิธีที่ทำได้ง่าย ใช้เวลาไม่เกิน 5 นาที

6.2  การขูดมดลูก เป็นวิธีเก่าแก่ดึกดำบรรพ์ แต่ก็ยังใช้แพร่หลายและได้ผลดี แต่ควรเลือกทำในรายที่มดลูกมีขนาดโตไม่เกินอายุครรภ์ 14 สัปดาห์ จำเป็นต้องใช้เครื่องมือถ่างขยายปากมดลูกก่อนการขูด ดังนั้นผู้ป่วยจะเจ็บปวดมากถ้าไม่ฉีดยาชา หรือได้รับยาสลบก่อนการขูด

6.3   การใช้เครื่องดูดสุญญากาศ ใช้ทำแท้งในอายุครรภ์ไม่เกิน 12 สัปดาห์ เป็นที่น่าสังเกตว่า ขณะที่โรงพยาบาลรัฐบาลหลายแห่งยังไม่มีเครื่องมือทำแท้งชนิดนี้ เครื่องมือนี้กลับไปแพร่หลายอยู่ตามคลินิกทำแท้งเถื่อนเกือบทุกแห่ง ทั้งนี้เพราะความง่าย สะดวกรวดเร็ว และปราศจากความเจ็บปวดนั่นเอง  เครื่องดูดสุญญากาศนี้มีลักษณะคล้ายกับเครื่องมือปรับประจำเดือน ใช้ท่อพลาสติกสอดผ่านช่องคลอดเข้าโพรงมดลูกเหมือนกัน แต่ท่อพลาสติกด้านนอกนั้นยาวกว่า เมื่อต่อกับเครื่องดูดสุญญากาศไฟฟ้าแล้วก็จะดูดสิ่งต่างๆ ในโพรงมดลูกออกหมด

6.4   การฉีดน้ำเกลือเข้มข้นเข้าถุงน้ำหล่อเด็กเป็นวิธีที่เหมาะสำหรับรายที่มดลูกโต จนคลำได้ชัดเจนทางหน้าท้องแล้ว คือเมื่ออายุครรภ์ประมาณ 16 สัปดาห์ขึ้นไป ใช้น้ำเกลือเข้มข้น 20 เปอร์เซ็นต์ที่ผลิตใหม่ๆ จำนวนประมาณ 150-200 มิลลิลิตร ฉีดเข้าไปในถุงน้ำหล่อเด็ก โดยใช้เข็มขนาดใหญ่เจาะผ่านผนังหน้าท้องเด็กก็จะแท้งออกเองภายหลังให้น้ำเกลือ 6-48 ชั่วโมง

6.5    การผ่าเอาเด็กออกทางหน้าท้อง ปัจจุบันไม่นิยมทำกันเพราะมีวิธีอื่นที่สะดวกและปลอดภัยกว่าแต่ก็ยังคงมีทำในบางราย เช่น ผู้ป่วยปัญญาอ่อน ที่ต้องการตัดมดลูกออกด้วย เพื่อตัดปัญหายุ่งยากขณะมีประจำเดือน หรือในผู้ป่วยบางรายที่ต้องการผ่าตัดทำหมันด้วย

6.6   การใช้ยาพวกพรอสตาแกลนดินส์ (prostaglandins) ยาประเภทนี้มีฤทธิ์ทำให้มดลูกบีบรัดตัวและเกิดการแท้ง ตัวยามีหลายชนิด คือ ชนิดเหน็บช่องคลอดชนิดรับประทาน ชนิดฉีดเข้ากล้ามเนื้อ ถึงแม้จะมีประสิทธิภาพทำให้เกิดการแท้งได้แน่นอน โดยเฉพาะในครรภ์อ่อนๆแต่อาการแทรกซ้อนของยานี้มีมาก เช่น อาการอาเจียนและท้องเดิน รวมทั้งอาการเจ็บปวดมดลูกอย่างรุนแรงด้วย ขณะนี้กำลังคันคว้าวิจัยเพื่อสกัดตัวยาที่ออกฤทธิ์เฉพาะตัวมดลูกเท่านั้น

6.6.1  สำหรับวิธีทำแท้งตามวิธีของหมอเถื่อนมีหลายวิธี  ตามความนิยมมากน้อยดังนี้

6.6.1.1   การสวนน้ำยาเข้าโพรงมดลูก โดยผ่านท่อยางเล็กๆ เข้าทางปากมดลูก แล้วฉีดสารเหลวบางชนิดสารเคมี น้ำสบู่ ด่างทับทิม แอลกอฮอล์ น้ำมันเบนซินสารเหลวเหล่านี้เป็นของแปลกปลอมที่ค่อนข้างสกปรกมีผลให้เด็กตายพร้อมๆ กับมีการอักเสบติดเชื้อ มดลูกจึงบีบรัดตัวเกิดการตกเลือด และมีการแท้งติดตามมาขบวนการแท้งโดยวิธีนี้ค่อยเป็นค่อยไป เลือดออกไม่มาก แต่กลไกที่ทำให้เกิดการแท้งอาจเป็นเพราะความสกปรกหรือสารเคมี ทำให้เด็กตาย และทำให้แท้งโดยทั่วไปเด็กจะตายจากการอักเสบติดเชื้อ ซึ่งเชื้อโรคนี้ค่อนข้างรุนแรง ถ้ารักษาไม่ทัน ตัวผู้ถูกทำแท้งเองมักจะตายก่อนที่จะมีการแท้งด้วยซ้ำไป

6.6.1.2   การทำให้ถุงน้ำหล่อเด็กแตก กระทำโดยสอดท่อโลหะขนาดเล็กๆ อาจจะเป็นท่อสวนปัสสาวะหรือเครื่องมือที่ใช้วัดความลึกของโพรงมดลูก สอดเข้าทางปากมดลูก ผ่านทะลุถุงน้ำหล่อเด็กจนถุงน้ำหล่อเด็กแตก เมื่อขาดน้ำหล่อเลี้ยง เด็กก็จะตาย เกิดปฏิกิริยาของการแท้ง ซึ่งก็มีโอกาสจะเกิดการอักเสบติดเชื้อเช่นเดียวกับวิธีแรก เพราะขบวนการแท้งของวิธีนี้ค่อนข้างช้า

6.6.1.3   การสอดใส่วัสดุแปลกปลอมไว้ในโพรงมดลูก ที่พบบ่อย ได้แก่ สอดสายยางสำหรับสวนปัสสาวะเข้าไปขดงออยู่ในโพรงมดลูก บางแห่งอัตคัตสายยางถึงกับใช้กิ่งไม้ขนาดเล็ก หรือหญ้าปล้องแทน ระยะเวลาที่มดลูกหดรัดตัวเพื่อขับไล่วัสดุแปลกปลอมออกจากโพรงมดลูกนั้นใช้เวลานาน จึงทำให้เกิดการแท้งค้างแต่อันตรายที่สำคัญก็คือ การอักเสบติดเชื้อเช่นเดียวกัน

6.6.1.4   การกระตุ้นเชิงกลอย่างรุนแรงที่มดลูก การบีบนวดเป็นวิธีทำแท้งที่แพร่หลายในทุกภาคของประเทศไทย โดยเฉพาะในภาคเหนือ เริ่มด้วยการให้ผู้ป่วยนอนหงายชันเข่า หนุนก้นให้สูง ใช้มือยกมดลูกให้ลอยขึ้นและบีบให้ "ก้อนเลือด" แตก บางรายใช้ส้นเท้ายันบริเวณปากช่องคลอดด้วยโดยอ้างว่าจะช่วยให้มดลูกลอยตัวขึ้น วิธีนี้เลือดอาจจะออกภายในวันแรก หรือบางรายก็อาจต้องทำซ้ำหลายๆ ครั้ง

6.6.1.5   การใช้ยาบีบมดลูก โดยฉีดหรือรับประทานยาพวกเออร์กอต (ergot) ขนาดมากและติดต่อกันหลายวัน วิธีนี้มีอัตราล้มเหลวมากกว่าวิธีอื่น ที่จังหวัดทางภาคใต้ บางแห่งมีวิธีเสกหมากให้หญิงตั้งครรภ์เคี้ยวและกลืนลงไปเลย เล่ากันว่าจะแท้งภายใน 1-7 วัน เป็นส่วนใหญ่

7.   ปัญหาการทำแท้ง

จากข่าวคราวการจับกุมคลินิกเถื่อนที่ฮือฮาอยู่ในขณะนี้ สะท้อนให้เห็นว่า ยังมีวัยรุ่นอยู่เป็นจำนวนมากที่รักสนุก มีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร โดยไม่ได้ป้องกันตัวเอง จนเกิดการตั้งครรภ์โดยไม่พึงประสงค์ ในที่สุดก็หาทางออกด้วยการทำแท้งเกี่ยวกับเรื่องนี้ นพ.ณรงค์ศักดิ์ อังคะสุวพลา อธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยว่า การตั้งครรภ์ที่ไม่ได้มีการวางแผนหรือไม่พึงประสงค์ เป็นปัญหาสาธารณสุขและสังคมที่สำคัญและรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ สาเหตุเพราะ ขาดความรู้ ความเข้าใจในเรื่องอนามัยการเจริญพันธุ์ การมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ปลอดภัย การใช้วิธีคุมกำเนิดที่ไม่ถูกต้องและการเข้าไม่ถึงบริการคุมกำเนิด หากผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ไม่ได้รับคำปรึกษาและความช่วยเหลือที่ถูกต้อง ก็จะแก้ไขปัญหาด้วยตัวเองอย่างไม่ถูกต้องและไม่ปลอดภัย เป็นผลให้เกิดปัญหาสุขภาพกาย จิตใจ ครอบครัว และสังคมตามมา ท้ายที่สุดความพยายามที่จะสิ้นสุดการตั้งครรภ์ด้วยวิธีต่าง ๆ จึงเป็นสาเหตุของภาวะแทรกซ้อนจากการทำแท้งที่ไม่ปลอดภัยแม้ว่าการแพทย์และสาธารณสุขของไทยจะเจริญก้าวหน้าทัดเทียมหรือนำหน้าประเทศที่กำลังพัฒนาอื่น ๆ แต่กลับพบว่าปัญหาการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์และการทำแท้งที่ไม่ปลอดภัย ยังคงเป็นปัญหาที่บั่นทอนสุขภาพกาย จิตใจ และคุณภาพชีวิตของหญิงวัยเจริญพันธุ์ ทำให้อัตราการตายของมารดาขณะตั้งครรภ์ คลอด และหลังคลอด เพิ่มสูงขึ้นการทำแท้งที่ไม่ปลอดภัยเป็นสาเหตุหนึ่งของการตายของมารดา ซึ่งจากการสำรวจล่าสุดของกรมอนามัยพบว่า 40% ของผู้หญิงหลังแท้งมีภาวะแทรกซ้อนอย่างรุนแรง นอกจากนี้ ยังพบว่ามีหญิงเสียชีวิตจากการทำแท้งที่ไม่ปลอดภัยปีละหลายคน ทั้ง ๆ ที่เป็นการป่วยและตายที่ป้องกันได้ไม่ยาก และพบว่าอัตราการตายของผู้หญิงจากการทำแท้งไม่ปลอดภัย สูงถึง 300 ต่อ 100,000 ของผู้หญิงทำแท้ง ซึ่งสูงกว่าการตายของมารดาจากการคลอดเป็นหลายเท่า ในแต่ละปีประมาณว่าทั่วโลกมีผู้หญิงเสียชีวิตจากการทำแท้งราว 50,000–100,000 คน เหตุผลการทำแท้งส่วนมากเกิดจากปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคม รองลงมาได้แก่ ทำแท้งเนื่องจากมีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นความผิดปกติของครรภ์ ทารกในครรภ์เสียชีวิต และมารดามีปัญหาสุขภาพ ติดเชื้อ เอชไอวี ถูกข่มขื่น ติดเชื้อหัดเยอรมันสำหรับภาวะแทรกซ้อนรุนแรงที่พบมาก คือ การติดเชื้อในกระแสเลือด อุ้งเชิงกรานอักเสบ ตกเลือดมากจนต้องให้เลือด มดลูกทะลุ และบางรายถึงขั้นเสียชีวิตที่น่าเป็นห่วง คือ ผู้หญิงที่ไปทำแท้ง มักจะไปทำแท้งจากสถานที่ต่าง ๆ เช่น คลินิกเถื่อน ซึ่งผู้ให้บริการส่วนใหญ่เป็นผู้ที่ไม่มีความรู้ทางการแพทย์ มีส่วนน้อยเท่านั้นที่ไปทำแท้งในโรงพยาบาล ขณะเดียวกันยังมีคนผู้หญิงอีกกลุ่มหนึ่งทำแท้งด้วยตัวเองโดยใช้วิธีการต่าง ๆ
การทำแท้งนอกโรงพยาบาล เป็นวิธีที่เสี่ยงต่ออันตรายและการติดเชื้อสูงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงมากกว่าการทำแท้งในโรงพยาบาลสูงถึง 2 เท่า ส่วนใหญ่เป็นการสอดใส่สิ่งของ สารเหลวต่าง ๆ หรืออุปกรณ์ของแข็งเข้าทางช่องคลอด รองลงเป็นการเหน็บยาทางช่องคลอด การรับประทานยาเม็ด และการบีบนวดบริเวณหน้าท้องซึ่งต้องบีบอย่างรุนแรงเพื่อแก้ไขปัญหาทำแท้งคงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย สังคมต้องตระหนักการสร้างสายใยรักครอบครัว สร้างโอกาสให้เด็กได้ปรึกษาและมีการสร้างทักษะชีวิตรู้จักการปฏิเสธเมื่อถูกชักชวนไปในทางที่ไม่ปลอดภัย เพิ่มทางเลือกให้หญิงตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ ทั้งบริการบ้านพักการดูแลก่อนคลอด ระหว่างคลอด และหลังคลอดเพิ่มคุณภาพบริการให้คำปรึกษาสำหรับหญิงตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์และให้คำปรึกษาก่อนและหลังทำแท้งทุกคน นอกจากนี้ ยังต้องเน้นการสร้างความเข้มแข็งของสถาบันครอบครัว ซึ่งจะเป็นการแก้ไขปัญหา

 

 

 

8.   ผลกระทบจาการทำแท้ง

              สภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญของการทำแท้งโดยผิดกฎหมาย ได้แก่ การตกเลือดซึ่งพบมากที่สุดและเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อชีวิตของหญิงมีครรภ์ รองลงมาคือการติดเชื้อ ซึ่งมักเกิดขึ้นในกรณีที่ใช้เครื่องมือไม่สะอาด ทำให้มดลูกเป็นหนอง เป็นฝีในอุ้งเชิงกราน และโลหิตเป็นพิษ อีกทั้งบางรายอาจติดเชื้อบาดทะยักได้ด้วย                                                                                                                                          ปัญหาระยะยาวการทำแท้งคือหญิงนั้นอาจเป็นหมัน เนื่องจากการติดเชื้อในโพรงมดลูกลุกลามไปถึงท่อมดลูก ทำให้ท่อมดลูกตีบตัน หรือการอักเสบในโพรงมดลูกอาจทำให้เกิดพังผืดในโพรงมดลูกเป็นผลให้โพรงมดลูกตีบตันเช่นกัน และไม่มีประจำเดือน นอกจากนั้นมดลูกอาจทะลุจากากรใช้เครื่องมือทำแท้ง ทำให้ต้องผ่าตัดเอามดลูกออก หรือถ้าไม่เอามดลูกออก มดลูกก็อาจแตกเมื่อมีการตั้งครรภ์ครั้งต่อไปได้ และเด็กอาจเสียชีวิต                                                                                   บางคนการอักเสบอย่างเรื้อรังในอุ้งเชิงกรานทำให้มีอาการปวดท้องและสุขภาพทรุดโทรม บางคนอาจแท้งเป็นอาจิณ เนื่องจากปากมดลูกฉีกขาดหรือหูรูดของปากมดลูกหลวม อันเป็นผลของการขยายปากมดลูกเพื่อการทำแท้ง                                                                                                                     ที่กล่าวมาแล้วยังไม่รวมถึงผลกระทบด้านจิตใจและสังคมของหญิงผู้ทำแท้งโดยผิดกฎหมาย เช่น ความรู้สึกผิด อารมณ์ซึมเศร้า และการสูญเสียความภาคภูมิใจในตนเองดังนั้นควรป้องกันการตั้งครรภ์ที่ไม่พึงปรารถนา ดีกว่ามาแก้ปัญหาด้วยการทำแท้ง

9.  แนวทางการแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์

9.1 สอนความรู้เรื่องเพศ เพศสัมพันธ์ และการคุมกำเนิดแก่เด็กนักเรียน นักศึกษา ที่กำลังก้าวเข้าสู่  วัยรุ่นพร้อมทั้งชี้ให้เห็นข้อดีและข้อเสียของการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร และการตั้งครรภ์เมื่อไม่พร้อม โดยเน้นย้ำให้เห็นผลเสีย ได้แก่ การสูญเสียโอกาสในการศึกษา และการประกอบอาชีพการงานที่ดี ตลอดจนโอกาสในการเจอคู่ครองที่ดีในอนาคต

9.2 สอนวัยรุ่นชายให้มีความรับผิดชอบและให้เกียรติผู้หญิง เนื่องจากในสังคมไทยยังคงยกย่องเพศชายว่าเป็นเพศที่แข็งแรงกว่าจึงควรสอนให้ผู้ชายมีความคิดที่จะปกป้อง ช่วยเหลือเพศหญิงมากกว่า นอกจากนี้เพศชายจะต้องให้เกียรติผู้หญิง และมีความรับผิดชอบในการกระทำของตนเอง ปัญหาการทำแท้งส่วนใหญ่พบว่าฝ่ายชายไม่ยอมรับการตั้งครรภ์

9.3 ปลูกฝังค่านิยมในการรักนวลสงวนตัวตั้งแต่วัยเด็ก และเน้นย้ำมากขึ้นในวัยรุ่น ได้แก่ การแต่งกายที่สุภาพ ไม่แต่งกายล่อแหลม ยั่วยุอารมณ์เพศตรงข้ามซึ่งเป็นเหตุให้เกิดการข่มขืนกระทำชำเรา

9.4. สอนให้รู้จักการปฏิเสธในสถานการณ์ที่ไม่เหมาะสม ได้แก่ปฏิเสธที่จะไปเที่ยวต่อหลังเลิกเรียน ปฏิเสธที่จะไปไหนๆกับเพื่อนชายตามลำพัง ไม่เปิดโอกาสให้เพศตรงข้ามถูกเนื้อต้องตัว เป็นต้น แนวทางการแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์นี้คงต้องเริ่มจากการปลูกฝังนิสัยตั้งแต่วัยเด็กให้สอดคล้องกับสภาพสังคมในยุคโลกาภิวัฒน์นี้ เชื่อว่าปัญหาการทำแท้งผิดกฎหมายอาจเบาบางลงไป