วิวัฒนาการของเครื่องดนตรีไทย

   ดนตรีนั้นเกิดจากธรรมชาติ  เช่น เสียงลมพัด  น้ำตก  นกร้อง  ต้นไม้เสียดสีกัน สิ่งเหล่านี้เป็นเสียงธรรมชาติซึ่งมนุษย์ได้นำเสียงต่าง ๆ เหล่านี้มาพัฒนาให้เป็นเครื่องดนตรีไทยโดยมีมูลเหตุ ดังนี้

   ดนตรีเกิดขึ้นเมื่อใดนั้น ไม่มีผู้ยืนยันได้อย่างแน่นอน  แต่มีผู้ให้ความเห็นตรงกันว่าดนตรีเกิดขึ้นตามธรรมชาติ  โดยให้ความเห็นว่าเป็นปรากฏการณ์ตามธรรมชาติ  เช่น ฝนตก  ฟ้าร้อง  น้ำท่วม  แผ่นดินไหว  ภูเขาไฟระเบิด เป็นต้น  โดยคิดว่าสิ่งเหล่านี้เป็นการกระทำของ เทพเจ้า ที่มนุษย์มองไม่เห็นตัวตน จึงเกิดความหวาดกลัว   ด้วยสัญชาตญาณแห่งความกลัว มนุษย์ย่อมมีการป้องกันภัยที่เกิดขึ้นด้วยการ กราบไหว้ บวงสรวง ขอความสุขเป็น ศิริมงคลให้แก่ตัวเอง  จึงเกิดเป็นลัทธิต่าง ๆ ขึ้น  เช่น การบูชาดิน น้ำ ลม ไฟ  ตลอดจนภูตผีปีศาจ  และเทพยดา  จนกลายเป็นพิธีทางศาสนาในที่สุด  การบูชาเทพเจ้านั้นในครั้งแรกก็คงพูดธรรมดา ๆ  เป็นประโยคสั้น ๆ ตามที่ตนปรารถนา ต่อมาได้ดัดแปลงขึ้นเป็นลำดับจนกระทั่งกลายเป็นบ่อเกิดแห่งโคลง  ฉันท์  กาพย์  กลอน  และเพื่อให้เทพเจ้าโปรดปรานเป็นพิเศษก็หาวิธีการพูดให้มีเสียงสูง ๆ ต่ำ ๆ  มีจังหวะสั้น ยาว ทำให้น่าฟังยิ่งขึ้น ในลักษณะการขับลำนำการบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่อมาได้วิวัฒนาการมาเป็นเพลง

   ในการทำงานที่ต้องออกแรงพร้อม ๆ กัน ด้วยการยกของหนัก ๆ หรือลากไม้  ก็จะต้องใช้อาณัติสัญญาณเป็นจังหวะเพื่อทำให้เกิดความพร้อมเพรียงกัน และ ด้วยมนุษย์มีนิสัยรักดนตรีอยู่ในตัวแทบทุกคน ต่อมาใช้เพื่อความบันเทิงในเวลาว่างจากการทำงานต่าง ๆ  ดังนั้นในยามพักผ่อนก็จะมีการขับร้อง การละเล่นชนิดต่าง ๆ ขึ้น การร้องรำทำเพลงจะให้ความสนุกสนานเพิ่มขึ้นก็ต้องมีเครื่องกำกับจังหวะเข้าช่วย เครื่องกำกับจังหวะที่ธรรมชาติสร้างให้กับมนุษย์ได้แก่ “มือ”  การขับร้องหลาย ๆ คนให้พร้อมกันในขั้นต้นก็เป็นการปรบมือพร้อม ๆ กันเป็นจังหวะช้าเร็วตามต้องการ เมื่อปรบมือนาน ๆ คงรู้สึกเจ็บมือ  ด้วยความเฉลียวฉลาดของมนุษย์จึงใช้วัสดุแทนการปรบมือ เช่น ไม้ไผ่หรือไม้เนื้อแข็งทั่วไปซึ่งใช้ได้ดีกว่าการปรบมือให้จังหวะ เรารียกว่า “กรับ” ทั้งยังใช้ประโยชน์ในการใช้เป็นสัญญาณบอกเหตุ ต่อมาได้หาไม้เป็นท่อนมาเพิ่มจากสองท่อนเป็นหลาย ๆ ท่อน แล้วนำมาเรียงร้อยเชือกโยงแขวน แล้วเคาะไม้นั้นเป็นเสียงต่าง ๆ  จากการทำให้เกิดเสียงของท่อนไม้ตามธรรมชาติเป็นเสียงต่างๆ  ได้กลายมาเป็นการแต่งเสียงของไม้เป็นท่อน ๆ ให้เป็นเสียงสูงต่ำตามที่ต้องการได้ ด้วยการใช้ขี้ผึ้งผสมกันกับ      ขี้ตะกั่วติดบังคับเสียงและต่อไม้ใช้เป็นรางแทนที่จะขึงแขวนตามเดิม ซึ่งเรียกเครื่องตีนี้ว่า “ระนาด” เครื่องดนตรีประเภทเครื่องเป่า นั้น เดิมเกิดจากการการเอาใบไม้มาเป่าเป็นเสียงต่าง ๆ โดยเริ่มจากการเป่าใบไม้เปล่า ๆ ต่อมาเป่าหลอดไม้รวก   เป่าเป็นสัญญาณในการล่าสัตว์  ต่อมาก็ใช้เป่าเขาสัตว์  และได้พัฒนาดัดแปลง โดยเจาะรูและทำลิ้นให้เปลี่ยนเสียงได้  ส่วนเครื่องดนตรีประเภทดีดและสีนั้น หรือที่เรียกว่าเครื่องสายนั้น เริ่มจากการดัดแปลงจากอาวุธต่าง ๆ ประเภทหน้าไม้  และธนู ที่ใช้ต่อสู้และล่าสัตว์เมื่อปล่อยสายธนูหรือหน้าไม้ออกจะเกิดเป็นเสียง  จึงได้คิดเอาสายมาขึงให้ตึงดีดและสีเกิดเป็นเสียง  และ ได้คิดประดิษฐ์ดัดแปลงกันต่อมาจนมาเป็นเครื่องบรรเลง  เช่น  พิณ  จะเข้  และซอ ชนิดต่าง ๆ ในปัจจุบัน

   จากที่กล่าวมาสรุปได้ว่า เครื่องดนตรีไทยที่เรียกกันว่า เครื่องดีด สี  ตี  และเป่านั้น  ถ้าเรียงลำดับตามความเป็นมาก่อนหลังของเครื่องดนตรีแต่ละประเภทแล้ว ก็จะกลายเป็นเครื่องตี เป่า  ดีด สี

 

-------------------------------------------------------------------

เครื่องดนตรีไทยแบ่งออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่

  1. เครื่องตี
  2. เครื่องเป่า
  3. เครื่องดีด
  4. เครื่องสี

 

1.  เครื่องตี หมายถึงเครื่องดนตรีที่เกิดเสียงจากการใช้มือ ไม้ หรือเครื่องดนตรีมากระทบกัน ทำให้เกิดการสั่นสะเทือน เครื่องดนตรีประเภทนี้ถือเป็นของเก่าแก่ที่มนุษย์รู้จักใช้ ทั้งได้วิวัฒนาการมาโดยลำดับแบ่งออกได้   3  จำพวก ด้วยกันคือ

        -   เครื่องตีที่ทำด้วยไม้ เช่น   เกราะ  โกร่ง  กรับคู่  กรับพวง  ระนาดเอก 

             ระนาดทุ้ม  เป็นต้น

        -   เครื่องตีที่ทำด้วยโลหะ เช่น  ฉิ่ง  ฉาบเล็ก  ฉาบใหญ่  โหม่ง  ฆ้องคู่  ฆ้องราว

            ฆ้องวงใหญ่ ฆ้องวงเล็ก  ฆ้องมอญ  ระนาดเอกเหล็ก  ระนาดทุ้มเหล็ก 

            มโหระทึก  เป็นต้น

        -   เครื่องตีที่ขึงด้วยหนัง แบ่งได้เป็น 2 ชนิด คือ

                   *  ขึงหนังหน้าเดียว ได้แก่ โทน-รำมะนา  โทนชาตรี  กลองยาว

                   *  ขึงหนังสองหน้า ได้แก่  ตะโพน  กลองทัด  กลองชาตรี  กลองแขก 

                       กลองมลายู  กลองชนะ  กลองสองหน้า   เปิงมางคอก  เป็นต้น

2.  เครื่องเป่า  หมายถึง เครื่องดนตรีที่ใช้การเป่าลม เพื่อทำให้เกิดเสียง มีทั้งที่ทำจากไม้ไผ่และไม้เนื้อจริง ๆ และทั้งที่มีลิ้น และไม่มีลิ้น  ในทีแรกก็คงจะเกิดจากการเป่าใบไม้ ต่อมาเป่าหลอดไม้รวก เพื่อใช้เป็นสัญญาณในการล่าสัตว์ ต่อมาก็ใช้เป่าเขาสัตว์ ต่อมาได้พัฒนาดัดแปลง โดยเจาะรูและทำลิ้นเพื่อให้เปลี่ยนเสียงได้ และนำมาเป่าเป็นทำนอง ในปัจจุบันสามารถแบ่งเครื่องเป่าออกได้เป็น 2 พวก คือ

       -      เครื่องเป่าที่ไม่ใช้ลิ้น   ได้แก่   ขลุ่ยชนิดต่าง ๆ เช่น   ขลุ่ยอู้  

               ขลุ่ยเพียงออ   ขลุ่ยหลิบ

       -       เครื่องเป่าที่ใช้ลิ้น  ได้แก่  ปี่ชนิดต่าง ๆ เช่น  ปี่นอก   ปี่กลาง   ปี่ใน 

               ปี่มอญ  ปี่ไฉน  ปี่ชวา  

3.   เครื่องดีด  หมายถึง เครื่องดนตรีที่ใช้สายในการบรรเลงให้เกิดเสียง โดยนำสายมาขึงบนตัวกะโหลกเสียงหรือกล่องเสียง แล้วดีดด้วยนิ้วมือ งาช้าง หรือกระดูกสัตว์ เพื่อให้เกิดการสั่นสะเทือน และเกิดเสียงขึ้น แบ่งตามลักษณะการบรรเลงได้ 2 แบบ คือ

       -      แบบถือตั้งดีด    ได้แก่   พิณน้ำเต้า  พิณเพี๊ยะ  พิณ  ซึง กระจับปี่ เป็นต้น

       -      แบบวางราบกับพื้น  ได้แก่  จะเข้ เป็นต้น

4.   เครื่องสี หมายถึง เครื่องดนตรีที่ใช้สายและคันชักสี จึงจะเกิดเสียง คันชักมักจะทำด้วยหางม้า แต่ในปัจจุบันจะใช้เอ็นพลาสติกแทนหางม้า  และใช้ยางสนถูคันชักเพื่อให้เกิดความฝืด และมีเสียงดังเวลาลาที่สี ซึ่งแบ่งตามลักษณะการบรรเลงได้ 2 แบบ คือ

       -      แบบคันชักอยู่ระหว่างสาย    ได้แก่   ซอด้วง และ ซออู้

       -      แบบคันชักอยู่นอกสาย  ได้แก่  สะล้อ และ ซอสามสาย