วราภรณ์ เลิศถิรกิจ 4904610740 ณัฐบุษ บำรุง 4904610310

                “ซีพีเอฟ เปิดเผยว่าผลการดำเนินงานในรอบ 6 เดือนแรกของปี 2552 นี้ มีการเติบโตอย่างโดดเด่น เป็นผลจากกลยุทธ์และแผนการขยายงานที่ซีพีเอฟมีการปรับโครงสร้างการดำเนินธุรกิจไปในด้านอาหาร พร้อมทั้งการรุกขยายฐานการผลิตไปยังประเทศต่างๆ ที่มีศักยภาพมากขึ้น ประกอบกับการพัฒนาด้านประสิทธิภาพในการผลิตและกระบวนการทำงานของกิจการในประเทศไทย ทำให้ในรอบ 6 เดือนแรกซีพีเอฟรายงานกำไรสุทธิได้ถึง 3,964 ล้านบาท เพิ่มจากระยะเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมาถึง 176%   ในปัจจุบัน ซีพีเอฟแบ่งธุรกิจออกเป็น 3 ประเภทหลัก คือ Feed (อาหารสัตว์) Farm (การเลี้ยงสัตว์) และ Foods (อาหาร) โดยมีเป้าหมายที่จะรุกธุรกิจด้านอาหาร ที่มีสัดส่วนประมาณ 20% ของยอดขายรวมในปัจจุบัน ให้เพิ่มเป็นอย่างน้อย 30% ในอีก 5 ปีข้างหน้า  ซึ่งจะมีผลทำให้ความสามารถในการทำกำไรของบริษัทมีเสถียรภาพมากขึ้น ทั้งนี้ บริษัทให้ความสำคัญกับกระบวนการผลิตอาหารคุณภาพปลอดภัย และทุ่มเทกับงานด้านการวิจัยและพัฒนาในการผลิตสินค้าอาหาร”

หากแบ่งกระบวนการผลิตออกเป็นสามขั้นตอนหลักๆคือการขั้นตอนการผลิตวัตถุดิบ ขั้นตอนการผลิตสินค้าสำเร็จรูป และขั้นตอนการจัดจำหน่ายสินค้าถึงผู้บริโภค หน่วยผลิต(ขั้นตอนการผลิตสินค้าสำเร็จรูป)อาจทำการรวมการผลิตในแนวตั้งคือการควบคุมโดยบริษัทในขั้นตอนการผลิตที่แตกต่างกันอยู่ภายใต้ความเป็นเจ้าของของบริษัทเดียวกันอย่างกรณีบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) และบริษัทย่อย หรือ “กลุ่มซีพีเอฟ” หากสมมติให้ซีพีเอฟเป็นหน่วยผลิตที่ทำการผลิตสินค้าสำเร็จรูปเช่น ธุรกิจเนื้อสัตว์และอาหารจากเนื้อสัตว์ ซีพีเอฟ ได้ทำการผนวกการผลิตแบบ Integrateไปยังขั้นตอนจัดจำหน่าย(Forward Integration) คือกลุ่มซีพีเอฟนอกจากจะเป็นผู้ผลิตเนื้อสัตว์และอาหารจากเนื้อสัตว์แล้วยังเป็นผู้จัดจำหน่ายสินค้าสำเร็จรูปเหล่านี้เองอีกด้วย

                โดยพิจารณาเหตุผลที่ทำให้ซีพีเอฟทำVertical Integrationมีดังต่อไปนี้

  1. ลดต้นทุนธุรกรรมและเกิดการประหยัดจากขนาด(Economy of scale) อุตสาหกรรมโรงงานมั่นคงขึ้นด้วยการผลิตในปริมาณมากๆ เพื่อลดต้นทุนการผลิต
  2. เพื่อแก้ไขความล้มเหลวของตลาดกรณีมีผลกระทบภายนอก โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านลบเช่นป้องกันการเสื่อมเสียชื่อเสียงที่อาจเกิดขึ้นกับบริษัท
  3. เพื่อให้มั่นใจว่ามีวัตถุดิบเพียงพอในเวลาที่ต้องการ
  4. เพื่อรับการสนับสนุนจากภาครัฐบาลโดยรัฐบาลให้การสนับสนุนอุตสาหกรรมผลิตอาหารสัตว์แบบทันสมัยผ่านคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI)

ซีพีเอฟยังเลือกใช้ระบบสัญญาระยะยาวหรือการทำcontract farmingกับเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ ลักษณะของ คือบริษัทซีพีเอฟทำสัญญาล่วงหน้ากับเกษตรกรโดยระบุคุณภาพสัตว์และจะรับซื้อคืนในราคาที่รับประกันไว้และจะจัดหาพันธุ์สัตว์ อาหารสัตว์และยาให้แก่เกษตรกร เหตุผลที่ซีพีเอฟไม่ทำฟาร์มเลี้ยงไก่เสียเอง นั่นก็เพราะหมายถึงเงินลงทุนจำนวนมหาศาลจากการที่ต้องซื้อที่ดิน อีกทั้งเป็นธุรกิจที่เสี่ยงเพราะราคาไก่ขึ้นลงไม่แน่นอน จึงน่าจะมีกำไรมากกว่า หากจัดการให้เกษตรกรอิสระดำเนินการเลี้ยงไก่ โดยให้ผ่านระบบการทำContract Farming  เกษตรกรเองก็จะได้รับผลประโยชน์จากระบบนี้เนื่องจากเป็นระบบ ที่มีสิ่งจำเป็นให้ทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นทุนเริ่มต้น ความรู้ด้านเทคนิค พันธุ์ไก่ อาหารสัตว์ วิตามิน วัคซีน และสิ่งจำเป็นอื่นๆ

โดยผู้ผลิต(ซีพีเอฟ)จะได้กำไรมากกว่าหากผสานกระบวนการผลิตในทุกขั้นเข้าด้วยกัน ปัจจัยสำคัญอีกข้อหนึ่ง ที่ก่อให้เกิดระบบการผสมผสานดังกล่าวก็คือ ธรรมชาติของผลิตภัณฑ์ กล่าวคือ ไก่เลี้ยงไม่ใช่ไก่ธรรมชาติ แต่เป็นผลผลิตของสายพันธุ์ ที่ผสมขึ้นในโรงเพาะเลี้ยง เพราะฉะนั้น ผู้ที่ต้องการเลี้ยงไก่ก็ต้องสั่งซื้อพ่อพันธุ์-แม่พันธุ์มาจากต่างประเทศ นอกจากนี้เทคนิคของการเพาะเลี้ยงพ่อพันธุ์-แม่พันธุ์ดังกล่าวก็ถูกผูกขาดโดยบริษัทข้ามชาติในอเมริกา และยุโรปเพียงไม่กี่บริษัท ด้วยเหตุนี้การลงทุนภายในประเทศ เพื่อผลิตพ่อแม่พันธุ์ขึ้นเอง จึงกลายเป็นประเด็นหลักในระบบการผลิตแบบครบวงจรในอุตสาหกรรมสัตว์ปีกและในปี 2513 กลุ่มซีพีเอาชนะปัญหาดังกล่าวได้ด้วยการจับมือร่วมทุนกับอาร์เบอร์ เอเคอร์ส อิงค์ (Arbor Acres Inc.) ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตสายพันธุ์หลักรายใหญ่สุดของอเมริกา หลังจากนั้น ซีพีจึงได้ขยายเข้าไปในอุตสาหกรรมนี้อย่างเต็มตัว ด้วยการเริ่มผลิตวัตถุดิบสำหรับทำอาหารสัตว์ ทำฟาร์มเพาะเลี้ยงลูกไก่ สร้างโรงงานแปรรูปอาหาร และเนื้อไก่

                โดยหน่วยผลิตจะทำVertical Integrationหรือไม่ก็จะพิจารณาจากต้นทุนและผลประโยชน์ที่ได้จากการทำหน่วยผลิตจะเลือกทำVertical Integration ก็ต่อเมื่อการเอากิจกรรมการผลิตอื่นๆมาทำเองนั้นถูกกว่าการอาศัยตลาดอย่างกรณีนี้ซีพีเอฟไม่ทำ Backward Integrationเนื่องจากพิจารณาแล้วต้นทุนในการควบรวมกิจการแนวตั้งนั้นสูงกว่าการใช้ระบบสัญญาระยะยาวแต่ทำ Forward Integrationเนื่องจากพิจารณาแล้วว่ามีต้นทุนที่ต่ำและก่อให้เกิดประโยชน์ต่อบริษัทมากกว่า

 

อ้างอิง

ข่าววันที่ 7 สิงหาคม 2552 แหล่งข่าวจาก สยามรัฐ

ซีพีเอฟครึ่งปีกำไร3,964ล้าน-จ่ายปันผลระหว่างกาล0.23บาท

                “ซีพีเอฟ เปิดเผยว่าผลการดำเนินงานในรอบ 6 เดือนแรกของปี 2552 นี้ มีการเติบโตอย่างโดดเด่น เป็นผลจากกลยุทธ์และแผนการขยายงานที่ซีพีเอฟมีการปรับโครงสร้างการดำเนินธุรกิจไปในด้านอาหาร พร้อมทั้งการรุกขยายฐานการผลิตไปยังประเทศต่างๆ ที่มีศักยภาพมากขึ้น ประกอบกับการพัฒนาด้านประสิทธิภาพในการผลิตและกระบวนการทำงานของกิจการในประเทศไทย ทำให้ในรอบ 6 เดือนแรกซีพีเอฟรายงานกำไรสุทธิได้ถึง 3,964 ล้านบาท เพิ่มจากระยะเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมาถึง 176%   ในปัจจุบัน ซีพีเอฟแบ่งธุรกิจออกเป็น 3 ประเภทหลัก คือ Feed (อาหารสัตว์) Farm (การเลี้ยงสัตว์) และ Foods (อาหาร) โดยมีเป้าหมายที่จะรุกธุรกิจด้านอาหาร ที่มีสัดส่วนประมาณ 20% ของยอดขายรวมในปัจจุบัน ให้เพิ่มเป็นอย่างน้อย 30% ในอีก 5 ปีข้างหน้า  ซึ่งจะมีผลทำให้ความสามารถในการทำกำไรของบริษัทมีเสถียรภาพมากขึ้น ทั้งนี้ บริษัทให้ความสำคัญกับกระบวนการผลิตอาหารคุณภาพปลอดภัย และทุ่มเทกับงานด้านการวิจัยและพัฒนาในการผลิตสินค้าอาหาร”

หากแบ่งกระบวนการผลิตออกเป็นสามขั้นตอนหลักๆคือการขั้นตอนการผลิตวัตถุดิบ ขั้นตอนการผลิตสินค้าสำเร็จรูป และขั้นตอนการจัดจำหน่ายสินค้าถึงผู้บริโภค หน่วยผลิต(ขั้นตอนการผลิตสินค้าสำเร็จรูป)อาจทำการรวมการผลิตในแนวตั้งคือการควบคุมโดยบริษัทในขั้นตอนการผลิตที่แตกต่างกันอยู่ภายใต้ความเป็นเจ้าของของบริษัทเดียวกันอย่างกรณีบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) และบริษัทย่อย หรือ “กลุ่มซีพีเอฟ” หากสมมติให้ซีพีเอฟเป็นหน่วยผลิตที่ทำการผลิตสินค้าสำเร็จรูปเช่น ธุรกิจเนื้อสัตว์และอาหารจากเนื้อสัตว์ ซีพีเอฟ ได้ทำการผนวกการผลิตแบบ Integrateไปยังขั้นตอนจัดจำหน่าย(Forward Integration) คือกลุ่มซีพีเอฟนอกจากจะเป็นผู้ผลิตเนื้อสัตว์และอาหารจากเนื้อสัตว์แล้วยังเป็นผู้จัดจำหน่ายสินค้าสำเร็จรูปเหล่านี้เองอีกด้วย

                โดยพิจารณาเหตุผลที่ทำให้ซีพีเอฟทำVertical Integrationมีดังต่อไปนี้

  1. ลดต้นทุนธุรกรรมและเกิดการประหยัดจากขนาด(Economy of scale) อุตสาหกรรมโรงงานมั่นคงขึ้นด้วยการผลิตในปริมาณมากๆ เพื่อลดต้นทุนการผลิต
  2. เพื่อแก้ไขความล้มเหลวของตลาดกรณีมีผลกระทบภายนอก โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านลบเช่นป้องกันการเสื่อมเสียชื่อเสียงที่อาจเกิดขึ้นกับบริษัท
  3. เพื่อให้มั่นใจว่ามีวัตถุดิบเพียงพอในเวลาที่ต้องการ
  4. เพื่อรับการสนับสนุนจากภาครัฐบาลโดยรัฐบาลให้การสนับสนุนอุตสาหกรรมผลิตอาหารสัตว์แบบทันสมัยผ่านคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI)

ซีพีเอฟยังเลือกใช้ระบบสัญญาระยะยาวหรือการทำcontract farmingกับเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ ลักษณะของ คือบริษัทซีพีเอฟทำสัญญาล่วงหน้ากับเกษตรกรโดยระบุคุณภาพสัตว์และจะรับซื้อคืนในราคาที่รับประกันไว้และจะจัดหาพันธุ์สัตว์ อาหารสัตว์และยาให้แก่เกษตรกร เหตุผลที่ซีพีเอฟไม่ทำฟาร์มเลี้ยงไก่เสียเอง นั่นก็เพราะหมายถึงเงินลงทุนจำนวนมหาศาลจากการที่ต้องซื้อที่ดิน อีกทั้งเป็นธุรกิจที่เสี่ยงเพราะราคาไก่ขึ้นลงไม่แน่นอน จึงน่าจะมีกำไรมากกว่า หากจัดการให้เกษตรกรอิสระดำเนินการเลี้ยงไก่ โดยให้ผ่านระบบการทำContract Farming  เกษตรกรเองก็จะได้รับผลประโยชน์จากระบบนี้เนื่องจากเป็นระบบ ที่มีสิ่งจำเป็นให้ทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นทุนเริ่มต้น ความรู้ด้านเทคนิค พันธุ์ไก่ อาหารสัตว์ วิตามิน วัคซีน และสิ่งจำเป็นอื่นๆ

โดยผู้ผลิต(ซีพีเอฟ)จะได้กำไรมากกว่าหากผสานกระบวนการผลิตในทุกขั้นเข้าด้วยกัน ปัจจัยสำคัญอีกข้อหนึ่ง ที่ก่อให้เกิดระบบการผสมผสานดังกล่าวก็คือ ธรรมชาติของผลิตภัณฑ์ กล่าวคือ ไก่เลี้ยงไม่ใช่ไก่ธรรมชาติ แต่เป็นผลผลิตของสายพันธุ์ ที่ผสมขึ้นในโรงเพาะเลี้ยง เพราะฉะนั้น ผู้ที่ต้องการเลี้ยงไก่ก็ต้องสั่งซื้อพ่อพันธุ์-แม่พันธุ์มาจากต่างประเทศ นอกจากนี้เทคนิคของการเพาะเลี้ยงพ่อพันธุ์-แม่พันธุ์ดังกล่าวก็ถูกผูกขาดโดยบริษัทข้ามชาติในอเมริกา และยุโรปเพียงไม่กี่บริษัท ด้วยเหตุนี้การลงทุนภายในประเทศ เพื่อผลิตพ่อแม่พันธุ์ขึ้นเอง จึงกลายเป็นประเด็นหลักในระบบการผลิตแบบครบวงจรในอุตสาหกรรมสัตว์ปีกและในปี 2513 กลุ่มซีพีเอาชนะปัญหาดังกล่าวได้ด้วยการจับมือร่วมทุนกับอาร์เบอร์ เอเคอร์ส อิงค์ (Arbor Acres Inc.) ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตสายพันธุ์หลักรายใหญ่สุดของอเมริกา หลังจากนั้น ซีพีจึงได้ขยายเข้าไปในอุตสาหกรรมนี้อย่างเต็มตัว ด้วยการเริ่มผลิตวัตถุดิบสำหรับทำอาหารสัตว์ ทำฟาร์มเพาะเลี้ยงลูกไก่ สร้างโรงงานแปรรูปอาหาร และเนื้อไก่

                โดยหน่วยผลิตจะทำVertical Integrationหรือไม่ก็จะพิจารณาจากต้นทุนและผลประโยชน์ที่ได้จากการทำหน่วยผลิตจะเลือกทำVertical Integration ก็ต่อเมื่อการเอากิจกรรมการผลิตอื่นๆมาทำเองนั้นถูกกว่าการอาศัยตลาดอย่างกรณีนี้ซีพีเอฟไม่ทำ Backward Integrationเนื่องจากพิจารณาแล้วต้นทุนในการควบรวมกิจการแนวตั้งนั้นสูงกว่าการใช้ระบบสัญญาระยะยาวแต่ทำ Forward Integrationเนื่องจากพิจารณาแล้วว่ามีต้นทุนที่ต่ำและก่อให้เกิดประโยชน์ต่อบริษัทมากกว่า

 

อ้างอิง

ข่าววันที่ 7 สิงหาคม 2552 แหล่งข่าวจาก สยามรัฐ