บทที่   2

 

 

เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

 

 

แนวคิดเกี่ยวกับมารยาทไทย

 

2.1.  ความหมายของมารยาท

 

มารยาท  เป็นพฤติกรรมที่แสดงออกทางกาย วาจา ที่สะท้อนออกมาจากจิตใจ  เป็นข้อปฏิบัติของบุคคลที่แสดงต่อผู้อื่นเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข จึงมีผู้ให้ความหมายของมารยาทไว้ดังนี้

 

               ท่านผู้หญิงดุษฎีมาลา  มาลากุล ( 2514 : 1 ) ได้ให้ความหมายมารยาทไว้ว่า  มารยาท  คือ  กิริยา  วาจา  ที่ถือว่าสุภาพเรียบร้อย  อันประกอบด้วยการเสียสละ ความพอใจส่วนตัว เพื่อทำความพอใจให้   ผู้อื่น  ชาติไทยได้ชื่อว่าเป็นชาติที่มีมารยาทงดงามที่สุดในโลก ( ฟื้น ดอกบัว 2542 : 83 )  ทั้งนี้เพราะบรรพบุรุษของไทยได้วางแบบอย่างมารยาทไว้เหมาะสม แบบอย่างมรรยาทของชาติไทยเป็นหลักการที่ไม่ล้าสมัย  จึงปฏิบัติได้ทุกโอกาส  ทุกสมัย  และทุกสถานที่  นำไปปฏิบัติในสังคมของชาติอื่นได้อย่างถูกต้อง และเหมาะสม

 

               แคล้ว  เจริญวงศ์ ( 2524 : 1 )  กล่าวถึงคำว่า มารยาท หมายถึง  กิริยาอาการที่แสดงออกอันเป็นการเสียสละเพื่อทำความพอใจให้แก่คนอื่น  เช่น เสียสละที่นั่งในรถหรือในเรือให้แก่เด็กหรือคนชรา  เมื่อผู้ใหญ่เดินมาก็หลีกให้ทางเดินแก่ผู้ใหญ่  ช่วยเหลือเด็ก  คนชรา  คนพิการ  หรือคนทุพพลภาพที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้  เป็นต้น

 

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พุทธศักราช 2525 ( 2531 : 215 )  ให้ความหมายของ คำว่า มารยาท ไว้  เช่น  ในความหมายของคำว่า จรรยา  คือ  ความประพฤติ   กิริยาที่ควรประพฤติในหมู่คณะ เช่น จรรยาแพทย์ จรรยาครู นิยมใช้ในทางดี

เช่น ถ้าไม่มีจรรยา    หมายความว่า ไม่มีความประพฤติที่ดี  ส่วนคำว่า กริยา(กริ-ยา) คือ คำที่แสดงอาการของนามหรือสรรพนาม

 

สมชัย  ใจดีและยรรยง ศรีวิริยาภรณ์ ( 2531 : 7 ) กล่าวถึงมารยาทว่า  มารยาทเป็นส่วนหนึ่งของสหธรรมซึ่งเป็นวัฒนธรรมทางสังคมที่ใช้ในการติดต่อสัมพันธ์กับคนอื่น เป็นคุณธรรมที่ควรปฏิบัติ

 

               สุทธิ  ภิบาลแทน ( 2539 : คำนิยม )   กล่าวว่า  มารยาทเป็นองค์ประกอบย่อยของวัฒนธรรมชาติไทยมีเอกลักษณ์ประจำชาติและมีองค์ประกอบหลายอย่างที่สามารถจำแนกได้ว่าเป็นคนไทย  เป็นชาติไทย  เช่น  ภาษา  พิธีกรรมบางอย่างและการแต่งกาย เป็นต้น    คนไทยมีมารยาทซึ่งสั่งสมมาหลายสมัย  สมควรถ่ายทอดเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของสังคมต่อไป

 

พัว  อนุรักษ์ราชมณเฑียร ( 2530 : 1 )  ได้กล่าวถึง มารยาทไทยว่า ความมีมารยาทหมายถึง  การมีกิริยา  วาจา  ใจ  สุภาพเรียบร้อย  สังคมไทยได้กำหนดแบบอย่างของมารยาทไว้หลายชนิดทั้งมารยาทในอิริยาบถต่างๆ  การยืน  เดิน  นั่ง   การแสดงความเคารพฯลฯ  ล้วนแต่เหมาะสมและอาจดัดแปลงแก้ไขให้สอดคล้องกับสิ่งแวดล้อมและกาลสมัย  กิริยามารยาทของไทยในแต่ละท่า แต่ละแบบล้วนไม่ขัดกับการใช้อวัยวะประกอบท่าทาง จึงเป็น    ท่าทางที่งดงามและถูกต้องตามลักษณะของกายวิภาคทั้งสิ้น กุลบุตรกุลธิดาไม่ว่าชาติใด ถ้า  ได้รับการศึกษาและอบรมมาดีแล้วทั้งกาย  วาจา ใจย่อมได้ชื่อว่าเป็นสุภาพชน  สุภาพชนจะ   รู้จักเหนี่ยวรั้งใจตนเอง   มีความละอายใจตนเอง  ไม่ยอมประพฤติการที่ไม่เหมาะสมและสำนึกในเรื่องกิริยามารยาทของตนเองอยู่เสมอ

 

               ผะอบ  โปษะกฤษณะ  ( 2530 : 2 )  ได้กล่าวถึงมารยาทไว้ว่า  มารยาท  หมายถึง  ความประพฤติเรียบร้อย ซึ่งมุ่งไปถึงกิริยาท่าทาง แต่ความจริงมีความหมายกว้างออกไปถึงการแสดงออกทุกอย่างของมนุษย์เรา  เช่น  กิริยาท่าทาง  สีหน้า  คำพูด  การแต่งกาย

 

สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ  ( 2539  : 1 ) กล่าวว่า  มารยาทหรือมรรยาทมีที่ใช้ในภาษาไทยได้ทั้ง 2 คำ หมายถึงกิริยาอาการที่ควรประพฤติปฏิบัติอย่างมีขอบเขตหรือมีระเบียบแบบแผนอันเหมาะสมแก่กาลเทศะและสังคม ได้แก่  การยืน  เดิน นั่ง   นอน  การแสดงความเคารพ  การรับของและการส่งของ  

 

 

ส่วนมารยาทไทยเป็นการเจาะจงชี้แจงให้ทราบถึงขอบเขตหรือระเบียบแบบแผนแห่งการประพฤติปฏิบัติแบบไทยที่บรรพบุรุษได้พิจารณากำหนดขึ้นและดัดเปลงแก้ไขให้     สืบทอดกันมา

               ทิพวรรณ  หอมพลู  ( 2538 : 4 ) กล่าวถึงมารยาท หมายถึง  กิริยาและวาจาสุภาพ เรียบร้อย  เพราะกิริยาและวาจานอกจากจะเป็นการแสดงออกของนิสัยใจคอแล้ว  ยังแสดงถึงการมีวัฒนธรรมนั้นด้วย เช่น

-         ความสุภาพในกิริยา  คือ  การวางตัวดี  หมายถึง  การทำงานให้เหมาะสม

กับเวลา สถานที่  และบุคคลที่เราสมาคมด้วย  พร้อมทั้งกิริยา ท่าทางที่ละมุมละม่อมอ่อนโยนให้เหมาะสมกับบุคคล  เช่น เมื่อพบผู้ใหญ่  ก็ทำความเคารพ

                  -  ความสุภาพในวาจา คือ  พูดด้วยวาจาอ่อนหวาน สุภาพเรียบร้อย และพูดแต่สิ่งที่น่าฟังเท่านั้น  และรู้จักใช้คำพูดให้เหมาะสมแก่กาลเทศะ

 

               ทิพวรรณ  หอมพูล ( 2538 : 15 ) ยังได้กล่าวถึงมารยาทไทย   คือ  การแสดงอิริยาบถต่างๆที่มีความสุภาพ  อ่อนน้อม ละเมียดละไม ทั้งกิริยา วาจาที่สุภาพเรียบร้อย     รวมทั้งการแต่งกายที่มีระเบียบเหมาะสมกับกาลเทศะ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่แสดงออกถึงความเป็น  เอกลักษณ์ไทย

 

               สมจินตนา  ภักดิ์ศรีวงศ์  ( 2538 : 27 )  กล่าวว่า มารยาทไทย  หมายถึง กิริยาวาจาที่คนไทยเห็นว่าเรียบร้อย ถูกลักษณะนิสัยของคนไทยที่เป็นคนอ่อนโยน มีความสงบเสงี่ยมทั้งกายวาจา  เป็นการควบคุมกายวาจา ให้อยู่ในกรอบที่สังคมยอมรับและต้องการ      ดังคำกล่าวของชาวไทยแต่โบราณที่ว่า  สำเนียงส่อภาษา   กิริยาส่อสกุล  ซึ่งเป็นสิ่งที่บอกความหมายของมารยาทได้เป็นอย่างดี

 

               สมทรง ปุญญฤทธิ์  ( 2539 : 10 – 11 ) คำว่า มารยาท มาจากภาษาสันสกฤตว่า  มารยาท ภาษาบาลีว่า มริยาท ซึ่งหมายถึง คันนา โดยมีความหมายตามรากศัพท์เดิมว่า  นาดีต้องมีคัน ถือแนวดินที่ยกสูงขึ้นสามารถกักเก็บน้ำไว้ได้ หรือระบายน้ำออกไปได้ตามความต้องการฉันใด กิริยาอาการของคนเราก็ฉันนั้น ถ้ามีขอบเขตหรือระเบียบแบบแผนที่เหมาะสมแก่กาลเทศะและสังคมแล้ว ย่อมแสดงว่าผู้นั้นเป็นผู้มีมารยาทหรือวัฒนธรรมอันดีงาม ส่วนมารยาทไทยเป็นการเจาะจงชี้แจงให้ทราบถึงขอบเขตหรือระเบียบแบบแผนแห่งการประพฤติปฏิบัติแบบไทยที่บรรพบุรุษของเราได้พิจารณากำหนดขึ้นให้เหมาะสมแก่กาลเทศะและสังคม เป็นความงดงาม ความอ่อนโยนละมุนละไม   เป็นเอกลักษณ์ของคนไทยที่ควรรักษาไว้ตลอดไป

 

จากความหมายดังกล่าวสรุปได้ว่า  มารยาท เป็นระเบียบแบบแผนการประพฤติที่ดีงามอันแสดงถึงพฤติกรรมที่สุภาพเรียบร้อย ละมุนละไมทั้งทางกาย วาจาโดยมีใจเป็นตัวกำหนดพฤติกรรมให้แสดงออกได้อย่างเหมาะสม เป็นองค์ประกอบย่อยของวัฒนธรรมซึ่งเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติที่สมควรจะถ่ายทอดสืบต่อไป มารยาทไทยเป็นกิริยามารยาทที่    คนไทยได้สร้างสรรค์ให้เหมาะกับลักษณะนิสัยของคนไทยและสภาพแวดล้อมของประเทศไทย ดังนั้น กิริยามารยาทในแต่ละท่าแต่ละแบบต่างๆงดงามและถูกต้องตามหลักของกายวิภาคและมีความทันสมัยอยู่ตลอดกาล

 

2.2.  ความมุ่งหมายของมารยาท

 

              จากความหมายของมารยาทที่กล่าวมาข้างต้น จะเห็นว่า มารยาทเป็นสหธรรมที่ ทุกคนจะต้องยึดเป็นหลักประพฤติปฏิบัติเพื่อปรับตัวให้เข้ากับสังคมได้ มารยาทเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต  เป็นมรดกทางวัฒนธรรม  เป็นแบบแผนแห่งพฤติกรรม แบบแผนความคิด ความรู้และผลงานที่มนุษย์ได้สร้างขึ้น

 

               เมื่อมนุษย์เกิดขึ้นมาในสังคมและได้อาศัยสังคมอยู่ร่วมกัน จำเป็นที่จะต้องมีการ ติดต่อสัมพันธ์กันตามกระบวนการของสัตว์สังคม จึงมีการจัดระเบียบทางสังคมเพื่อควบคุมความประพฤติของสมาชิกให้อยู่ร่วมกันโดยสันติภายใต้กฏเกณฑ์หรือระเบียบที่สังคมได้วางไว้เป็นบรรทัดฐาน เมื่อมนุษย์สามารถเข้าใจถึงกฏเกณฑ์ที่สังคมทั้งของตนและสังคมอื่นสร้างขึ้นแล้วความขัดแย้งต่างๆในการอยู่ร่วมกัน ลดน้อยลงไปตามลำดับ ความรู้สึกว่าวัฒนธรรมของตนดีหรือวิเศษกว่าผู้อื่นก็หมดไป   ในเรื่องมารยาทก็เช่นกัน  ถ้าทุกสังคมเข้าใจเรื่องมารยาทของตนและของสังคมอื่น  ความเข้าใจซึ่งกันและกันแม้ในสังคมเดียวกันแต่เป็นคนละยุคคนละสมัยก็สามารถเข้าใจอยู่ร่วมกันได้  สิ่งใดที่เก่าล้าสมัย  ถ้าจำเป็นก็ต้องเปลี่ยนแปลงให้เข้ากับสภาพสังคม  แต่ถ้าสิ่งใดดีอยู่แล้วควรรักษาไว้เพื่อเป็นมรดกแก่ลูกหลาน สิ่งต่างๆเหล่านี้สามารถแสดงให้เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาชาวโลกได้  เช่น  คนไทยมีการแต่งกายแบบของไทย และมีระเบียบประเพณี วัฒนธรรมเป็นเครื่องหมายให้รู้ว่าเป็นคนไทย วัฒนธรรมของไทยที่เป็นสัญลักษณ์ซึ่งชนต่างชาติรู้จักกันดี  คือ การไหว้  เป็นการทักทายปราศรัย และแสดงคารวะต่อกันตามสมควรแก่วัย ทั้งในเวลาพบหรือจะจากกัน การไหว้นี้คนไทยทำได้นิ่มนวล  อ่อนโยน   ชนชาติอื่นทำตามได้ยาก แม้การแสดงความเคารพในแบบอื่นๆก็ตามคนไทยจะทำได้คล่องแคล่ว       แนบเนียนจนเป็นที่สังเกตว่าเป็นคนไทย (วิชัย  สุธีรชานนท์  2538 :    บทนำ)   อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากการที่ชาติไทยเป็นดินแดนแห่งพระพุทธศาสนานั่นเองที่สอนให้ผู้ที่นับถือมีความสุภาพ  อ่อนน้อมถ่อมตน  มีสัมมาคารวะ มีความกตัญญูกตเวทีและรู้จักปรับตัวให้เข้ากับบุคคลอื่นได้ง่าย

ดังนั้น ความมุ่งหมายของการมีมารยาท เพื่อต้องการให้บุคคลในสังคมสามารถ      อยู่ร่วมกันได้อย่างปกติและเป็นการป้องกันการกระทบกระทั่งซึ่งกันและกันด้วยการแสดงออกทางกาย วาจา และใจ

 

                  2.3. องค์ประกอบของมารยาทไทย

 

              ผู้มีมารยาทดีต้องประกอบไปด้วยการแสดงออกในทุกด้านที่ดูงดงาม อ่อนช้อยและแสดงออกได้ถูกต้องตามกาลเทศะและสถานที่ 

 

              สมทรง  ปุญญฤทธิ์  (2539 : 11) กล่าวถึงองค์ประกอบของมารยาทไทย ดังต่อไปนี้

1.      มีกิริยา  วาจา  สุภาพ  เรียบร้อยอ่อนโยนต่อชนทุกชั้น

2.      ตกแต่งร่างกายด้วยเสื้อผ้า  ตลอดจนใบหน้าและทรงผมให้ถูกระเบียบสมส่วน

แต่พองาม  สุภาพเหมาะสมทุกโอกาส  สะอาดและประหยัดอีกด้วย

3.      มีอิริยาบถอยู่ในท่าธรรมดา  ไม่ฝืน  องอาจแต่สุภาพ  ไม่แข็งกระด้าง  ไม่ตี

เสมอ  ไม่ตื่นกลัว  ไม่หัวเราะเปิดเผยเสียงดังหรือหลุกหลิกและไม่เก้อเขินหรือกระดากอาย

                 4.  การแสดงมารยาทไม่จำเป็นต้องช้าเกินควร  และต้องไม่ลุกลนจนขาดความ   

เรียบร้อยงดงาม

 

              การแสดงออกทางกิริยาท่าทางหรือทางวาจาก็ดี  ล้วนมีใจเป็นหลักเป็นประธาน   สั่งการให้ทำ ให้พูด  ให้คิด  นำมาก่อนเสมอ  ดังนั้นจึงควรตั้งจิตไว้ให้ถูกก่อนสิ่งอื่นใดทั้งหมด  ถ้าใจคิดไปในทางที่ดีงามก่อนแล้ว วาจากิริยาท่าทางก็จะแสดงออกมาดีตาม  แต่ถ้าใจไม่ร่าเริง  หงุดหงิด งุ่นง่าน เศร้าหมองฯลฯ กิริยาท่าทางตลอดถึงวาจาที่แสดงออกมาก็จะไม่ดีตามไปด้วย

 

              อาจกล่าวได้ว่า ผู้ที่มีมารยาทดีต้องมีการฝึกฝนอบรมจิตใจ เมื่อจิตใจดีย่อมหมายถึงการแสดงออกทางกาย  และวาจาดีตามไปด้วย ยังประโยชน์ให้เกิดแก่ตนเองและสังคม

 

2.4.  คุณค่าของการมีมารยาทต่อผู้ประพฤติปฏิบัติ และต่อสังคม

 

              ผะอบ  โปษะกฤษณะ ( 2530 : 2 ) <

บันทึกนี้เขียนโดย  เมื่อ 

เข้าระบบ ให้ดาว ไม่ให้แล้ว   บันทึกนี้ยังไม่ได้ดาวได้ดาว {{ l3nr.actionable.vote_counter }}
{{ comment.user.fullname }}
{{ comment.name }}
เพิ่มความเห็น
{{ l3nr.current_user.fullname }} - เพิ่มความเห็น

L3nr

L3nr (อ่านว่า Learner ชื่อเดิม Learners.in.th) ให้บริการโดย มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง l3nr.org

สารบัญ บันทึก

ระบบแนะนำ

 GotoKnow   คนทำงานแลกเปลี่ยนเรียนรู้
อ่าน เขียน บันทึกประวัติศาสตร์ชีวิตและการทำงาน ครู อาจารย์ คนทำงานภาครัฐและภาคสังคม

 ClassStart   ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
จัดการการเรียนการสอนได้ง่าย ไม่ต้องติดตั้งระบบเอง เข้าถึงได้ทุกที่ทุกเวลา

ทั้งสองระบบลงทะเบียนใช้ได้เลย บริการฟรีแก่ทุกสถานศึกษาโดย ม.สงขลานครินทร์