ทฤษฎีการจูงใจของเฮอรซเบอร์ก ( Herzberg’s Motivation-Hygiene Theory)

                เฟรเดอริค เฮอรซเบอร์ก และ เบอร์นาร์ด เมาซ์เนอร์ และ บาร์บารา ซไนเดอร์แมน (Frederic Herzberg , Bernard Mausner and Barbara Snyderman) ในปี ค.. 1959 ในการเริ่มต้นค้นคว้าเพื่อสร้างทฤษฎี ได้ร่วมกันสัมภาษณ์นักวิศวกรและนักบัญชี ประ 200 คนจาก 11 อุตสาหกรรมในเขตเมืองพิทซเบอร์ก สหรัฐอเมริกา โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อประโยชน์ทางอุตสาหกรรม เป็นการศึกษาเจตคติที่เกี่ยวกับงาน เพื่อหาทางเพิ่มผลผลิต ลดการขาดงาน และสร้างความสัมพันธ์อันดีในการทำงาน การสัมภาษณ์ ได้ถามเรื่องต่างๆที่เป็นสภาพการทำงาน ที่ผู้ทำงานประสบทั้งในช่วงที่มีสภาพขวัญสูงและต่ำ

                จากการวิเคราะห์คำตอบได้ข้อเท็จจริงว่า ปัจจัยหลายอย่างที่แตกต่างกันมีส่วนสัมพันธ์โดยตรงกับความรู้สึกที่ดีและที่ไม่ดีที่เกิดขึ้น ผู้ปฏิบัติงานที่มีความพึงพอใจ จะมีแรงจูงใจที่จะทำงานมากขึ้น ส่วนผู้ที่ไม่มีความพึงพอใจ จะไม่มีแรงจูงใจในการทำงาน ปัจจัยต่างๆเหล่านี้สามารถแยกออกได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ

4.1)               ปัจจัยค้ำจุน (Maintenance factors ) หรือปัจจัยอนามัย ( Hygiene factors ) หรือปัจจัยความไม่พึงพอใจ ( Dissatisfiers) เป็นปัจจัยที่สร้างความไม่พึงพอใจในการทำงาน เกี่ยวข้องกับสภาพแวดล้อมของการทำงาน ได้แก่ นโยบายและการบริหารงาน การนิเทศงาน ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล สภาพการทำงาน เงินเดือน ตำแหน่งการงาน ความมั่นคงในงาน และความเป็นอยู่ของบุคคล ฯลฯ ปัจจัยค้ำจุนนี้ ไม่สามารถจูงใจให้เกิดความพึงพอใจในงานได้ แต่สามารถป้องกันการเกิดความไม่พึงพอใจในงานได้ 

4.2)               ปัจจัยจูงใจ ( Motivation factors or satisfiers ) เป็นปัจจัยที่สร้างความพึงพอใจในการทำงาน เกี่ยวข้องกับตัวงานนั้น ได้แก่  ลักษณะงานที่ท้าทาย ความรับผิดชอบ ความก้าวหน้า โอกาสเจริญเติบโต การยอมรับนับถือ และความสำเร็จในการทำงาน  ความไม่พึงพอใจในงาน ไม่ใช่สิ่งตรงกันข้ามกับความพึงพอใจในงาน ค่าจ้าง สภาพการทำงาน ไม่ใช่แรงจูงใจต่อการทำงานอย่างแท้จริง งานที่ท้าทายความสามรถ เป็นแรงจูงใจที่แท้จริง การขจัดความไม่พึงพอใจจึงไม่เป็นการจูงใจ แต่เป็นการป้องกันการเกิดความไม่พึงพอใจเท่านั้น การสร้างความพึงพอใจและจูงใจผู้ปฏิบัติงานต้องอาศัยงานที่น่าสนใจ มีความหมายและท้าทาย

เช่นเดียวกับทฤษฎีของมาสโลว์ มีข้อโต้แย้งในทฤษฎีของเฮอรซเบอร์ก ในความเชื่อที่ว่า การทำงานจะดีขึ้นเมื่อมีความพึงพอใจ มีการโต้แย้งว่า ถึงแม้จะมีความสัมพันธ์กันระหว่างการทำงานกับความพึงพอใจในงาน แต่ไม่ใช่เช่นนั้นเสมอไป เพราะสิ่งที่ทำให้เกิดความพึงพอใจหรือไม่พึงพอใจของคนหนึ่งอาจไม่ใช่ของอีกคนหนึ่ง( Robert Kreitner : 1995) อย่างไรก็ตาม แนวความคิดเกี่ยวกับความพึงพอใจในการทำงานของเฮอรซเบอร์ก ได้ขยายแนวคิดของมาสโลว์ ออกไปในรูปของการจูงใจในการทำงาน และก่อให้เกิดความสนใจในการปรับปรุงงานให้น่าสนใจ และการขยายงานเพื่อให้เกิดความพึงพอใจในงานที่ทำ อันเป็นพัฒนาการที่สำคัญอย่างหนึ่งในการบริหาร(ไพลิน ผ่องใส : 2536)

        ตัวอย่างการทดลองทฤษฎีนี้ในวิชาชีพการพยาบาลคือ การนำระบบพยาบาลเจ้าของไข้

(Primary nursing) มาใช้เป็นรูปแบบการดูแลผู้รับบริการ ซึ่งเป็นการปรับบทบาทที่ท้าทาย พยาบาลจะดูแลผู้รับบริการคนนั้นตั้งแต่แรกรับ และให้การดูแล ให้คำปรึกษาตลอด 24 ชั่วโมงเช่นเดียวกับการดูแลของแพทย์ เป็นความรับผิดชอบที่สูงขึ้นจากรูปแบบเดิม เฮอรซเบอร์ก

กล่าวว่า ถ้าต้องการจูงใจผู้ทำงาน อย่าเพียงแต่ให้งานเป็นจำนวนมาก แต่จงให้ผู้ทำงานมีส่วนร่วมในงานมากขึ้น

ที่มา : http://www.hosdoc.com/wasana/Motivation/Motivation.doc