ในวันที่ 15 สิงหาคม 2552 ข้าพเจ้าได้เข้าห้องเรียน เวลา 09.40 น.ซึ่งอาจารย์ก็ได้สอนไปก่อนแล้วและได้แนะนำนักศึกษาเพื่อนๆที่ยังไม่สมัครเข้า  http://learners.in.th/blog  แล้วให้สรุปในแต่ละวันที่อาจารย์ได้สอนไปแล้วว่าได้ความรู้อะไรบ้างและนำไปใช้ในชีวิตประจำวันอย่างไร  เมื่ออาจารย์แนะนำเสร็จแล้วก็ให้ตัวแทนของนักศึกษานำเสนอผลงานที่อาจารย์ได้มอบหมาย คือ หน่วยที่ 2 ทฤษฎีการเกิดรัฐ

1. ทฤษฎีเทวสิทธิ์ (The Devine Theory)

เป็นทฤษฎีที่เก่าแก่ที่สุดในทฤษฎีกำเนิดรัฐ

เชื่อว่าพระเจ้าเป็นผู้ดลบันดาลให้เกิดรัฐ เป็นผู้สร้างรัฐ

กษัตริย์ได้รับอำนาจโดยตรงจากพระเจ้า กษัตริย์ปกครองโดยได้รับฉันทานุมัติจากพระเจ้าโดยตรง ดังนั้นกษัตริย์หรือผู้ปกครองย่อมมีอำนาจเด็ดขาดแท้จริง

2. ทฤษฎีสัญญาประชาคม  (The  Social  Contract Theory)

เชื่อว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน เพราะเชื่อว่ามนุษย์เป็นผู้สร้างรัฐ โดยมนุษย์ยินยอมร่วมกันทำสัญญาประชาคม ( Social  Contract)

นักทฤษฎีสัญญาประชาคมที่สำคัญคือ

โธมัส ฮอบส์ (Thomas Hobbes)

จอห์น ล็อก (John Locke)

จัง จ๊าคส์ รุสโซ (Jean Jaques Roussuau)

2.1.โธมัส ฮอบส์ (Thomas Hobbes) ฮอบส์  ถือว่า  สภาพธรรมชาติ  (state  of  nature)  เป็นสิ่งที่สุดจะทน  เต็มไปด้วยความวุ่นวาย ชีวิตจึงเต็มไปด้วยความโดดเดี่ยว  ยากแค้น  ชั่วร้าย  และอายุสั้น  ดังนั้น  มนุษย์จึงกระหายที่จะได้รับความปลอดภัย  ความสงบ  และความมีระเบียบวินัย

มนุษย์จึงยินยอมเสียสละสิทธิตามธรรมชาติของตนให้แก่องค์อธิปัตย์  (กษัตริย์)  เพื่อแลกเปลี่ยนความมั่นคงปลอดภัยเป็นการตอบแทน  ประชาชนไม่มีสิทธิที่จะปฏิวัติ  แม้ว่าจะไม่พอใจกับวิธีการหรือนโยบายของผู้ปกครอง

2.2.จอห์น ล็อก (John Locke)สภาพธรรมชาติดั้งเดิมนั้นมนุษย์มีความพึงพอใจพอประมาณ  เพราะมนุษย์เป็นสัตว์ที่มีเหตุผลและมีศีลธรรมสามารถเข้าใจกฎธรรมชาติและใช้กฎนั้นเป็นแนวทาง  แต่อย่างไรก็ตามพวกเขารู้สึกว่าไม่ได้รับความสะดวกเมื่อมีปัญหาความขัดแย้งกัน

ดังนั้น  มนุษย์จึงได้ตกลงกันด้วยความสมัครใจเป็นเอกฉันท์ในการทำสัญญาตามธรรมชาติที่เกี่ยวข้องกับชีวิต  เสรีภาพ  และทรัพย์สิน มอบอำนาจให้ผู้ปกครอง

ประชาชนอาจปฏิรูปหรือเปลี่ยนแปลงรัฐบาลได้เมื่อเห็นว่าจำเป็น

2.3.จัง จ๊าคส์ รุสโซ (Jean Jaques Roussuau)เชื่อคล้าย ๆ  กับ ฮอบส์ที่ว่าสภาพธรรมชาติ  (state  of  nature)  นั้นไม่น่าอยู่  มนุษย์ตกลงร่วมกันเป็นเอกฉันท์ที่จะก่อตั้งชุมชนทางสังคม  (social  community)  ขึ้นใหม่  ซึ่งจะนำไปสู่การก่อตั้งรัฐที่ถูกต้องแท้จริง

รัฐมีลักษณะเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์และเป็นประชาธิปไตยโดยตรงโดยยึดหลักเจตนารมณ์ที่มีเหตุผล  คือ  เจตจำนงร่วม  (general  will)  ที่จะผลักดันให้รัฐกระทำการทั้งปวงเพื่อประโยชน์ของประชาชน โดยเชื่อว่าเสียงข้างมากเป็นเสียงที่ถูกต้อง เสียงข้างน้อยเป็นเสียงที่หลงผิด

 

3.ทฤษฎีพละกำลังบังคับ  (The  Force  Theory)เชื่อว่า  รัฐเกิดจากการเข้ายึดครอง (conquest)  และการบังคับ  (coercion)

รากฐานของรัฐคือความอยุติธรรมและความชั่วร้าย  ฉะนั้นผู้ที่แข็งแรงกว่าจึงสามารถข่มเหงผู้ที่อ่อนแอกว่าและได้สร้างกฎเกณฑ์ที่ดูเหมือนว่าชอบด้วยกฎหมายเพื่อจำกัดสิทธิของบุคคลอื่น

ลัทธิในเยอรมันนีถือว่า  แสนยานุภาพเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับรัฐ  และถือมติว่า  กำลังสร้างความชอบธรรม  และอำนาจคือความยุติธรรม

เมื่อนำเสนอจบอาจารย์ก็บอกว่ายังขาดอีกหนึ่งทฤษฎี คือทฤษฎีทางกฎหมาย จึงให้ไปค้นคว้ามาเพิ่ม  และให้กลุ่มต่อไปนำเสนอ  หน่วยที่ 3 เรื่อง รูปแบบของรัฐ ลักษณะทางกฎหมายและความเป็นนิติบุคคลของรัฐ  รัฐเดี่ยว  รัฐรวม  องค์ประกอบทางกฎหมายของรัฐ  ความหมายและผลของการเป็นนิติบุคคลของรัฐ  ศักดิ์และลำดับของกฎหมาย

รูปแบบของรัฐ

1. รัฐเดี่ยว  (Unitary  state)

2. รัฐรวม  (composite  state

รัฐเดี่ยว  (Unitary  state)รูปแบบของรัฐเดี่ยวใช้หลักแห่งเอกภาพ

หลักแห่งเอกภาพ  คือ  ประเทศที่มีลักษณะเป็นรัฐที่รวมศูนย์ หรือมีเอกภาพ  กล่าวคือ  อำนาจอธิปไตยทั้งภายในและภายนอกของรัฐโดยสมบูรณ์  ไม่มีการแบ่งแยกอำนาจระหว่างรัฐซึ่งเป็นนิติบุคคลสูงสุดกับนิติบุคคลอื่น ๆ  ถ้ามิใช่เพราะรัฐต้องการทำเช่นนั้นเอง

 1.รูปแบบของรัฐเดี่ยว

1.การปกครองแบบรวมอำนาจ (centralization)

การรวมศูนย์อำนาจ  (Concentration)

การกระจายการรวมศูนย์อำนาจการปกครอง  (Deconcentration) ในส่วนภูมิภาค

2. การปกครองแบบกระจายอำนาจ  (Decentralization)

2.รัฐรวม  (composite  state)ในปัจจุบันรูปแบบรัฐรวมมีอยู่รูปแบบเดียว  คือ  สหพันธรัฐ  (Federal  state)

รัฐรวมมีลักษณะที่สำคัญ คือ  รัฐธรรมนูญของรัฐนั้นจะแบ่งรัฐบาลออกเป็น  2  ระดับ  คือ        - รัฐบาลกลาง  (central  government)  และรัฐบาลท้องถิ่น  (local  government)  โดยรัฐธรรมนูญได้บัญญัติเรื่องการใช้อำนาจของรัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่นเอาไว้อย่างชัดแจ้ง

กิจการใดที่มีความสำคัญต่อความมั่นคงของรัฐและมีผลประโยชน์เกี่ยวกับรัฐโดยส่วนรวม  รัฐธรรมนูญจะกำหนดให้อยู่ในอำนาจหน้าที่ของรัฐบาลกลาง  เช่น  การป้องกันประเทศ  การติดต่อกับต่างประเทศ

กิจการใดที่เป็นเรื่องของท้องถิ่นโดยเฉพาะ  เช่น  การจัดการสาธารณูปโภค  การศึกษา การจัดสวนสาธารณะ  และการจราจร  ซึ่งเป็นกิจการที่อยู่ในความรับผิดชอบของรัฐบาลท้องถิ่น

รัฐรวม  (composite  state)รัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่นต่างใช้อำนาจอธิปไตยทั้งในด้านบริหาร  นิติบัญญัติ  และตุลาการตามที่ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญโดยสมบูรณ์  อันทำให้รัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่นมีลักษณะเป็นรัฐบาลซ้อน  (dual  government)

 

องค์ประกอบทางกฎหมายของรัฐ ประกอบด้วย

ทฤษฎีสัญญาประชาคม ทฤษฎีนี้ถือว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน ทฤษฎีนี้ มีพื้นฐานอยู่บนความเชื่อว่า รัฐมีต้นกำเนิดมาจากมนุษย์ โดยวิธีการที่เรียกว่า สัญญาประชาคม ที่บุคคลแต่ละคนได้ลงความเห็นไว้ด้วยกัน วัตถุประสงค์ของรัฐจึงเป็นไปเพื่อประชาชน ได้แก่การที่จะรักษาและส่งเสริมสิทธิตามธรรมชาติที่เกี่ยวข้องกับชีวิต เสรีภาพ และทรัพย์สิน มนุษย์ทุกคนไม่ได้มอบสิทธิธรรมชาติให้แก่ผู้ใด สิทธินั้นยังคงอยู่กับมนุษย์ มนุษย์จึงมีสิทธิทุกประการ ในสังคมหรือรัฐที่ตนได้ก่อตั้งขึ้นมา

 

ทฤษฎีอำนาจในการจัดตั้งองค์กรสูงสุดในทางการเมือง

คิดโดยซิเอเย่ส์  อำนาจอธิปไตยเป็นของชาติ รัฐธรรมนูญจะเกิดขึ้นเองไม่ได้  ต้องมีอำนาจอันหนึ่งซึ่งสร้าง รัฐธรรมนูญ ให้เกิดขึ้นและอำนาจนี้เรียกว่า อำนาจในการจัดให้มี  รัฐธรรมนูญ หรือ  อำนาจในการจัดตั้งองค์กรสูงสุดทางการเมือง  และอำนาจนี้ต้องเป็นอำนาจของประชาชนในนามของชาติ อำนาจอธิปไตยเป็นของชาติ    สร้างระบบการเมือง + ระบบกฎหมาย ( การจัดลำดับศักดิ์แห่งกฎหมาย )

                                                        รธน.

                                                       

                        รัฐสภา                   บริหาร                   ตุลาการ


        พรบ.                      พรฎ                       คำพิพากษา

 

ทฤษฎีการจัดตั้งสถาบัน (รัฐ)   หรือ ทฤษฎีการแยกอำนาจออกจากตัวบุคคลไปให้กับรัฐ                     

                                                        อำนาจรัฐ


                                         กว้างกว่าอำนาจอธิปไตย

   เอาอำนาจที่ติดอยู่กับตัวบุคคลให้กับสิ่งที่ถูกสมมติขึ้น ที่เรียกว่า รัฐ

   การเอาอำนาจนี้ไปให้กับรัฐ  รัฐจึงเป็นเจ้าของอำนาจนี้  และการเป็นเจ้าของบางสิ่งบางอย่างต้องมีสภาพบุคคล  จึงต้องสมมติให้รัฐ   เป็น   นิติบุคคลการเป็นนิติบุคคลของรัฐจึงเกิดขึ้นเป็นบุคคลที่ กฎหมาย

   สมมติขึ้น ( รัฐเกิดขึ้นและรัฐจึงมีความเป็นนิติบุคคล )

ความเป็นนิติบุคคลของรัฐ

กฎหมายมหาชนได้สร้างแนวความคิดเรื่องการแยกตัวบุคคลของรัฐ

   ออกจากตัวบุคคลธรรมดาที่ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ใช้อำนาจ  ในแนวความคิดเช่นนี้ รัฐหรือองค์กรที่ถือผลประโยชน์ส่วนรวม ย่อมมีจุดมุ่งหมายที่แน่นอนภายใต้กรอบของกฎหมาย ที่เป็นเหมือนกฎกติกาที่สังคมสร้างขึ้น เมื่อใดก็ตามที่การใช้อำนาจของรัฐไม่สอดคล้องกับหลักกฎหมาย ก็จะมีระบบการตรวจสอบควบคุมที่ทำให้ผู้ใช้อำนาจจะต้องเปลี่ยนแปลงแก้ไข

ข้อดีของการกำหนดให้รัฐมีสภาพบุคคล คือ

(1) เรื่องการกำหนดความรับผิดชอบที่หน่วยงานต้องมีต่อราษฎรหรือแม้กระทั่งหน่วยงานของรัฐด้วยกันเอง ประการต่อมา

(2) อาจเกิดความคล่องตัวในแง่ของการใช้สิทธิ และในแง่ของความรับผิดที่อาจถูกฟ้องร้องหรือฟ้องบุคคลอื่นตามที่สมควรได้

ข้อเสียของการกำหนดให้รัฐมีสภาพบุคคล คือ

(1) การกำหนดให้องค์กรของรัฐต่างๆ มีสภาพบุคคล ทำให้การบริหารงานของรัฐอาจเกิดความไม่เป็นเอกภาพเพราะการใช้อำนาจหน้าที่ที่องค์กรต่างๆ ได้รับตามกฎหมายนั้น สามารถที่จะดำเนินการกันไปตามแนวทางที่เห็นสมควร การแยกสภาพบุคคล แม้จะมีความคล่องตัว แต่ก่อให้เกิดความลักลั่น ปฏิบัติงานผิดแผกแตกต่างกันไป

ศักดิ์ของกฎหมาย คือ ลำดับความสูงต่ำของกฎหมายการจัดศักดิ์ของกฎหมายมีความสำคัญต่อกระบวนวิธีการต่าง ๆ ทางกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการใช้ การตีความ และการยกเลิกกฎหมาย เช่น หากกฎหมายฉบับใดมีลำดับชั้นของกฎหมายสูงกว่า กฎหมายฉบับอื่นที่อยู่ในลำดับต่ำกว่าจะมีเนื้อหาขัดหรือแย้งกับกฎหมายสูงกว่านั้นมิได้ และอาจถูกยกเลิกไปโดยปริยาย

ลำดับศักดิ์ของกฎหมาย

    ว่ากันแต่ประเทศไทยในปัจจุบัน มีทั้งกฎหมายลายลักษณ์อักษร กฎหมายจารีตประเพณี และหลักกฎหมายทั่วไป แต่เมื่อพิจารณาแล้วจะเห็นว่ากฎหมายส่วนใหญ่ของไทยอยู่ในรูปลายลักษณ์อักษรมากที่สุด

พระราชบัญญัติกฎหมายรัฐธรรมนูญ กฎหมายชนิดนี้อยู่ในรูปของพระราชบัญญัติในประเทศไทย และมีศักดิ์เดียวกันกับพระราชบัญญัติแต่มีวิธีการตราที่พิสดารกว่าพระราชบัญญัติเนื่องเพราะเป็นกฎหมายที่อธิบายรายละเอียดต่าง ๆ ของรัฐธรรมนูญ

พระราชบัญญัติ และประมวลกฎหมาย เป็นกฎหมายชั้นรองลงมาจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และเป็นกฎหมายที่ถือได้ว่าคลอดออกมาจากท้องของรัฐธรรมนูญโดยตรง องค์กรที่มีหน้าที่ตรากฎหมายสองประเภทนี้ได้แก่รัฐสภา

พระราชกำหนด เป็นกฎหมายที่รัฐธรรมนูญมอบอำนาจในการตราให้แก่ฝ่ายบริหารคือคณะรัฐมนตรีเพื่อให้ใช้ในกรณีรีบด่วนหรือฉุกเฉิน พระราชกำหนดนั้นเมื่อมีการประการใช้แล้วคณะรัฐมนตรีต้องนำเสนอต่อรัฐสภาเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ ถ้ามิได้รับความเห็นชอบก็เป็นอันสุดสุดลง แต่ผลของการสิ้นสุดลงนี้ไม่กระทบกระเทือนบรรดาการที่ได้กระทำลงระหว่างใช้พระราชกำหนดนั้น

พระราชกฤษฎีกา เป็นกฎหมายที่กำหนดรายละเอียดซึ่งเป็นหลักการย่อย ๆ ของพระราชบัญญัติหรือของพระราชกำหนด เปรียบเสมือนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญซึ่งมีหน้าที่อธิบายขยายความในรัฐธรรมนูญ

กฎองค์การบัญญัติ เป็นกฎหมายที่องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นตราขึ้นและใช้บังคับภายในเขตอำนาจของตน ได้แก่ ข้อบังคับตำบล เทศบัญญัติ ข้อบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร และข้อบัญญัติเมืองพัทยา เนื่องจากอำนาจในการตรากฎหมายประเภทนี้ได้รับมาจากพระราชบัญญัติ โดยทั่วไปจึงถือว่ากฎองค์การบัญญัติมีศักดิ์ต่ำกว่าพระราชบัญญัติชั่วแต่ว่าใช้บังคับภายในเขตใดเขตหนึ่งเป็นการทั่วไปเท่านั้น

กฎกระทรวง เป็นกฎหมายที่ออกโดยฝ่ายบริหารและไม่ต้องผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากรัฐสภา มีลักษณะคล้ายพระราชกฤษฎีกาเพราะศักดิ์ของผู้ตราต่างกัน

โดยสรุป องค์กรของรัฐซึ่งมีกฎหมายจัดตั้งนั้น เพื่อให้ทำหน้าที่บริการสาธารณะในนามของรัฐ เป็นองค์กรที่ต้องมีจุดมุ่งหมาย มีระเบียบวิธีปฏิบัติ เพื่อให้การกระทำหรือการวินิจฉัยสั่งการที่ถือว่าเป็นการกระทำของรัฐ อยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ของกฎหมาย ซึ่งมีวัตถุประสงค์ให้เกิดความเป็นระบบ มีประสิทธิภาพ และรักษาประโยชน์ ที่บุคคลที่เป็นสมาชิกของรัฐจะพึงได้รับ

เมื่อจบการนำเสนอเพื่อน ๆก็ซักถามข้อคิดเห็นและอาจารย์ก็ช่วยอธิบายเพิ่มเติมในเรื่องที่เราไม่รู้  และยกตัวอย่างให้เห็น เช่น พระราชบัญญัติกฎหมายรัฐธรรมนูญ มีความพิสดารอย่างไร คือเป็นกฎหมายแม่  และไม่มีกฎหมายอื่นที่จะมาขัดได้ และอาจารย์ได้สรุปในทั้งหมดที่ได้นำเสนอมาคือ  ก่อนจะมีรัฐ  ต้องมีชนเผ่าต่าง ๆ   มีสังคมการเมือง  มนุษย์เป็นสัตว์สังคมต้องอยู่รวมกัน

แนวคิดทฤษฎีในการก่อตั้งรัฐ

1.ทฤษฎีเทวสิทธิ์ เป็นแนวคิดที่เก่าแก่ที่สุดรัฐมีกำเนิดจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือพระผู้เป็นเจ้า  นับตั้งแต่มนุษย์มาอยู่รวทกันมีความเชื่อเกี่ยวกับสิ่งสักสิทธิ์  หรือสิ่งที่อยู่เหนือธรรมชาติ  เทพเจ้าต่าง ๆได้ดลบันดาล และควบคุมเหตุการณ์ เหล่านั้น  รวมที่มีอิทธิฤทธิ์ก่อให้เกิดรัฐขึ้น  และจากการมีบทบัญญัคิในศาสนาคริสต์  ยิ่งที่ให้ความเชื่อนั้นชัดมากขึ้น  ทฤษฎีนี้ก่อให้เกิดผลสำคัญหลายประการณ์ คือ

1.       พระเจ้าเป็นผู้สร้างทุกสิ่งทุกอย่างรวมทั้งมนุษย์ และให้มนุษย์สร้างบ้านเมือง

2.       รัฐถูกสถาปนาขึ้นดดยพระประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้าเป็นเทวโองการ

3.       ผู้ปกครองเป็นผู้ที่ได้รับอำนาจ

โลกตะวันออกมีแนวคิดนี้อย่างไร

                หลักคติความเชื่อในศาสนาพราหมณ์มีผู้ปกครองและผู้ถูกปกครอง

                สังคมจีนโบราณถือว่ากษัตริย์เป็นผู้มาจากสวรรค์เทพสูงสุดเป็นใหญ่

                อานาจักรขอมอิงศาสนาพุทธ

2.ทฤษฎีสัญญา

                สัญญาประชาคม

                สัญญาการเมือง

3.ทฤษฎีใช้กำลังบังคับ เกิดจากความเชื่อในเรื่องการรวมกลุ่มกัน การเร่ร่อนเพื่อให้มีชีวิตอยู่รอด ถ้ากลุ่มใดมีกำลังกล้าเข็ง กลุ่มที่อ่อนแอกว่าก็จะต้องยอมทำให้กลุ่มที่มีความสามรถเข้าครอบครองเหนือกลุ่มอื่นหากชนะแล้วก็จะต้องควบคุมให้อยู่ภายใต้อำนาจถ้าแข็งข้อเมืองใด ก็ส่งกำลังพลหรือรวบรวมมวลหมู่สมาชิกมาจัดการให้ยอมสยบ

อำนาจการเมืองยุคต่าง ๆ

1.       อำนาจนิรนาม

2.       อำนาจการเมือง เป็นของตัวบุคคล

3.       อำนาจขึ้นกับคุณสมบัติ

4.       อำนาจเป็นเอกสิทธิ์

จุดอ่อน

ขาดความต่อเนื่อง

ขาดเสถียรภาพ

ขาดความชอบธรรม

ขาดอำนาจสูงสุด

ความหมายทางกฎหมายของรัฐ

ความหมายอย่างกว้าง  อำนาจสาธารณะ และการจัดระบบทั้งหมดของการปกครอง

ความหมายเฉพาะ ( เทนนิค ) รัฐมีอำนาจข่มขู่บังคับจากการครอบครองดินแดน รัฐมีหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยเพื่อให้ประชาชนอยู่ร่วมกัน  อย่างสันติ  จะให้เอกชนมาทำหน้าที่ไม่ได้

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ในวันที่ 15 สิงหาคม 2552 ข้าพเจ้าได้เข้าห้องเรียน เวลา 09.40 น.ซึ่งอาจารย์ก็ได้สอนไปก่อนแล้วและได้แนะนำนักศึกษาเพื่อนๆที่ยังไม่สมัครเข้า  http://learners.in.th/blog  แล้วให้สรุปในแต่ละวันที่อาจารย์ได้สอนไปแล้วว่าได้ความรู้อะไรบ้างและนำไปใช้ในชีวิตประจำวันอย่างไร  เมื่ออาจารย์แนะนำเสร็จแล้วก็ให้ตัวแทนของนักศึกษานำเสนอผลงานที่อาจารย์ได้มอบหมาย คือ หน่วยที่ 2 ทฤษฎีการเกิดรัฐ