จับตาเกมไล่ซื้อกิจการลบภาพ  เสี่ยน้ำเมา เจาะแผนลึก  เสี่ยเจริญ  ยึดธุรกิจพลังงาน

                                      นาตยา  พัฒนประเสริฐ

          * “เจริญ สิริวัฒนภักดีประกาศความยิ่งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง!
          * ขอเป็นยักษ์ในธุรกิจพลังงานที่มีมูลค่ามหาศาล
          เล็งไล่ซื้อกิจการหลายแห่งทั้งต้นน้ำ-ปลายน้ำที่เกี่ยวข้องกับพลังงาน เพื่อต่อยอดเข้าสู่ตลาดหุ้นไทย
       * พร้อมนำโนว์ฮาวจากแคนาดา ซึ่งเป็น 1 ใน 5 ของโลกเข้ามาจัดทำ
       * ขณะที่ รัฐบาลอภิสิทธิ์หนุน เสี่ยเจริญตั้งโรงงานผลิตพลังงานทางเลือก
       * ทุกปัจจัยล้วนหนุนส่งให้ เจริญประกาศลั่นจะก้าวสู่ผู้นำด้านพลังงานทดแทนในเร็ววันนี้

ชื่อของ เจริญ สิริวัฒนภักดีไม่เพียงแค่รู้จักกันดีในฐานะนักธุรกิจระดับแนวหน้าในฟากฟ้าเมืองไทย หรือเจ้าพ่อน้ำเมาเท่านั้น แต่ชื่อของ เจริญ ยังเป็นที่รู้จักและยอมรับในระดับอินเตอร์ในฐานะนักธุรกิจ นักลงทุนรายใหญ่ที่มีความพร้อมทั้งแหล่งเงินทุน บารมี และคอนเน็กชั่นทั้งในและต่างประเทศ ตั้งแต่ระดับนักธุรกิจ ข้าราชการยันนักการเมืองที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง มีทรัพย์สินนับแสนล้านบาท และติดทำเนียบเศรษฐีโลก จากการจัดลำดับของนิตยสารฟอร์บสด้วย แต่ในอนาคตอันใกล้นี้ คนจะรู้จัก เจริญ ในภาพลักษณ์ใหม่ ในฐานะนักธุรกิจผู้ยิ่งใหญ่ในแวดวงพลังงาน  นั่นเพราะ เจริญ กำลังก้าวเข้าสู่ธุรกิจพลังงานอย่างเต็มตัว ทั้งในและต่างประเทศ ด้วยการต่อยอดธุรกิจหลัก โดยนำที่ดินที่มีจำนวนมากกว่า 100,000 ไร่ ใน 56 จังหวัด มาปลูกพืชที่ใช้ทำพลังงานทดแทน ทั้ง ปาล์ม อ้อย มันสำปะหลัง ไม่รวมที่ลงทุนกับนักธุรกิจชาวกัมพูชา เพื่อปลูกปาล์มบนพื้นที่ 100,000 ไร่ ในกัมพูชา รวมถึงลงทุนในโรงงานผลิตเอทานอล อีกทั้งยังปลูกพืชเศรษฐกิจอย่างยางพารา และข้าวอีกด้วย
              เส้นทางการดำเนินธุรกิจของ เจริญ ในช่วงที่ผ่านมา ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว เกือบทุกธุรกิจล้วนเป็นเบอร์ 1 หรืออย่างน้อยติดอันดับ 1 ใน 3 ในตลาด นั่นเป็นเพราะ เจริญ เป็นคนมองการณ์ไกล มองขาด กล้าได้กล้าเสีย และอ่อนน้อมถ่อมตน รวมถึงการเรียนลัด ด้วยวิธีเทคโอเวอร์ ซึ่งสามารถสร้างผลผลิตและผลตอบแทนกลับมาอย่างรวดเร็ว  การเข้าสู่ธุรกิจพลังงานก็เช่นเดียวกัน เจริญ วางเป้าหมายขึ้นสู้ผู้นำตลาด เช่นเดียวกับธุรกิจน้ำเมาที่เป็นผู้นำตลอดกาล รวมถึงธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ซึ่งถึงแม้ว่าจะเข้ามาในสนามไม่นาน แต่ เจริญ ก็วางเป้าหมายให้ บริษัท ทีซีซี แลนด์ ก้าวขึ้นเป็นผู้นำตลาด หรือ ติด 1 ใน 5 ในอนาคตอันใกล้นี้ อีกทั้งยังมีเป้าหมายนำธุรกิจพลังงานเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นธุรกิจที่ดีมีอนาคตดี ที่สำคัญเป็นธุรกิจสีขาว ที่คงไม่มีใครต่อต้านห้ามจดทะเบียนในตลาดฯเช่นเดียวกับเมื่อครั้ง เจริญ จะนำ บริษัท ไทยเบฟเวอร์เรจ จำกัด (มหาชน) เข้าจดทะเบียนในตลาดฯ เพราะไทยเบฟฯเป็นธุรกิจที่ขัดต่อศีลธรรม จนทำให้เจริญ นำไทยเบฟไปจดทะเบียนที่สิงค์โปร์แทน
              เปิดแผนรุกธุรกิจพลังงาน  พุ่งเป้าเทกโอเวอร์
             บันไดขั้นแรกของธุรกิจพลังงาน เริ่มจาก เจริญ เข้าเทกโอเวอร์ในโรงงานน้ำตาลถึง 4 โรง ในปีที่ผ่านมา และมีพื้นที่ปลูกอ้อยในจังหวัดกำแพงเพชร 7,000 ไร่ อุตรดิตถ์ 5,000 ไร่ สุโขทัย 3,000 ไร่ และมีแผนจะเพิ่มพื้นที่เพาะปลูกเพิ่มด้วยในปีหน้า รวมถึงอยู่ระหว่างเจรจาเทกโอเวอร์โรงงงานน้ำตาลมิตรผล ของตระกูลว่องกุศลกิจ ซึ่งน้ำตาลมิตรผล เป็นผู้นำตลาดในเมืองไทย และเป็นผู้ผลิตน้ำตาลที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 6 ของโลก โดยกลุ่มบริษัทที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล
          จุดเปลี่ยนอาณาจักร เจริญจาก น้ำเมาสู่พลังงาน
             จิ๊กซอว์ตัวสำคัญที่ต่อภาพธุรกิจสุราของกลุ่มของเจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี มาสู่ธุรกิจพลังงานทางเลือก นั่นคือ สายสัมพันธ์ที่ดีที่มีต่อกลุ่มทุนในหลายๆ ธุรกิจ รวมถึงสถานะที่เป็นผู้มั่งคั่งด้วยอาณาจักรธุรกิจที่มีเครือข่ายเกี่ยวเนื่องครบวงจร ที่นำมาต่อยอดธุรกิจสู่สนามพลังงาน ทั้ง 3 วงล้อธุรกิจหลักที่เป็นวงกลมส่งซึ่งกันแต่ละวงจาก ไทยเบฟอาณาจักรน้ำเมา สู่ธุรกิจไม่เมา ไม่ว่าจะเป็นขาธุรกิจหลักที่มีรายได้เป็นกอบเป็นกำมาจากกลุ่มเครื่องดื่มเบียร์ช้าง แม่โขง และแสงโสม และวงการอสังหาริมทรัพย์ ที่จะมาเจือจุนธุรกิจพลังงานให้สามารถหาวัตถุดิบมาป้อนโรงานผลิตเอทานอล เพื่อนำไปผสมกับน้ำมันเบนซิน และกลายเป็นแก๊สโซฮอล์ได้อย่างสบายๆ
ขณะเดียวกัน ในขาธุรกิจอสังหาฯ ที่เป็น Rental Base และติดอันดับราชาที่ดินของเจริญที่ประเมินกันว่ามีสินทรัพย์ครอบครองกว่า 1 แสนไร่ ใน 56 จังหวัดทั่วประเทศ นับว่าเป็นจุดแข็งที่สำคัญในการทำธุรกิจพลังงานให้ได้ตั้งแต่ต้นน้ำ โดยก่อนหน้านี้ได้มีการปูทางเอาไว้แล้วโดยวางบทบาทให้ กลุ่มทีซีซีอะโกร สายธุรกิจการเกษตรในเครือทีซีซี เดินหมากปลูกพืชพลังงานอาทิ อ้อย ปาล์มน้ำมัน นำร่องมาแล้วเกือบ 2 ปีแล้ว เพื่อที่จะนำผลผลิตที่ได้มาป้อนโรงงานสุรา ขณะเดียวในส่วนกากใยหรือโมลาสที่เหลือสามารถนำมาสู่ไลน์การผลิตเอทานอล ซึ่ง เป็นการเพิ่มจุดแข็งในเรื่องวัตถุดิบที่มีโมลาส หรือกากน้ำตาลของตัวเอง
              ที่สำคัญ ตอบโจทย์ของธุรกิจพลังงานทางเลือกในปัจจุบันที่เริ่มประสบกับปัญหาวัตถุดิบที่จะมาป้อนตลาดเริ่มมีไม่เพียงพอ เป็นไปในทิศทางเดียวกันกับวิกฤติน้ำมัน ในตลาดโลกที่ราคาถีบตัวสูงขึ้นทำให้คนหันมาใช้พลังงานทดแทนมากขึ้นบิ๊กธุรกิจย้ายรบ สู้ศึกกลุ่มทุนพลังงาน
ดูเหมือนการลงสนามธุรกิจพลังงานอย่างเต็มตัวของ เจริญ เป็นเพียงการต่อยอดทางธุรกิจ ทว่าความยิ่งใหญ่ของความเป็นกลุ่มทุนพลังงาน ที่ต้องอิงมากับกระแสพลังงานทดแทนที่มีแนวโน้มเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงในวันนี้ ทำเอากลุ่มทุนทั้งไทยและต่างประเทศ ต่างมุ่งปักหลักเข้ามาก่อสร้างโรงงานเอทานอลจำนวนมาก และดูจะมีแต่บรรดาบิ๊กๆ ยักษ์ใหญ่ของวงการต่างๆมุ่งปักหลักพลังงาน โดยเข้ามารูปแบบต้นน้ำ-ปลายน้ำ ก่อสร้างโรงงานเอทานอล หรือลงทุนทางด้านการเพาะปลูกปาล์มน้ำมัน
              เมื่อพลังงานทดแทนได้กลายเป็นขุมทรัพย์ใหม่ ก็ทำให้ เครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือซีพีโดดเข้าสู่ธุรกิจนี้ด้วย โดยเข้าในรูปแบบของการปลูกพืชพลังงานและโครงการผลิตไบโอดีเซล ไม่เว้นกระทั่งคู่กัดจากธุรกิจหลักจากตลาดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ค่ายยักษ์ใหญ่เบียร์สิงห์ ก็ตามมารบสนามนี้เช่นกัน โดยก่อนหน้านี้ได้เข้าลงทุนผ่านรายชื่อเหล่านี้ คือ กลุ่มสันติบุรี สันติ ภิรมย์ภักดี และเบียร์สิงห์ ถือหุ้นบริษัทบุญอเนก ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ บมจ.ซีฮอร์ส ที่ดำเนินธุรกิจปลูกมันสำปะหลังเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตเอทานอลเพื่อจำหน่ายเป็นธุรกิจหลัก นอกจากนั้นยังมีโครงการก่อสร้างโรงงานผลิตเอทานอล ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 18 เดือน และเริ่มธุรกิจการขายเอทานอลได้ประมาณต้นปี 2554
              นอกจากความพร้อมพรั่งอุดมสมบูรณ์ภายในองค์กรของ เจริญ จะเป็นปัจจัยบวกที่สร้างความได้เปรียบในการก้าวสู่กลุ่มทุนที่ยิ่งใหญ่ของธุรกิจพลังงานแล้ว ปัจจัยภายนอกอย่างนโยบายรัฐยังช่วยส่งให้ฝันนี้ไปไกลขึ้น โดยมีรายงานก่อนหน้านี้ว่า อลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ทาบทามให้ เจริญ สิริวัฒนภักดี ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยเบฟเวอร์เรจ จำกัด (มหาชน) ตั้งโรงงานผลิต ETBE (Ethyl Tertiary Butyl Ether) โดย ETBE เป็นเอทานอลรูปแบบหนึ่งที่ใช้ผสมกับน้ำมันเบนซินและในรูปผสมเอทานอลผสมตรง เพราะเห็นว่าเป็นกลุ่มทุนที่มีศักยภาพมีเงินทุนพร้อมที่จะตั้งโรงงานผลิตได้ และถ้าจะผลักดันให้เกิดโรงงานผลิต ETBE ขึ้นเร็วและใช้เงินลงทุนไม่สูงมากก็น่าจะทำได้ในลักษณะปรับเปลี่ยนโรงงานผลิต MTBE (Methyl tertiary-butyl ether) ซึ่งเป็นสารเพิ่มออกเทนน้ำมันเบนซิน 91 และ 95 มาเป็นการผลิต ETBEแทน ซึ่งแนวทางนี้ก็พิจารณาอยู่ด้วยเพราะต้องการจะผลักดันให้เกิดโรงงานผลิตETBE โดยมองว่าประเทศไทยมีศักยภาพในการผลิตเอทานอล
              R&D อาวุธสู่   พลังงานทางเลือก
              อนาคตของธุรกิจพลังงานที่อยู่ในมือ เจริญ อาจมีปัจจัยบวกที่เข้ามาช่วยหลายๆ ด้าน แต่สิ่งที่ขาดไม่ได้ คือ ขุมกำลังที่จะเป็นสมองช่วยไขกุญแจไปสู่ความสำเร็จ ซึ่งเป็นที่มาของ ไทยเบฟเวอเรจเอ็นเนอยี่ 1 ใน 6 ที่อยู่ใต้ชายตาเครือไทยเบฟเวอเรจ ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อดูแลธุรกิจพลังงานทดแทน สุธารา เทียนประภา กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจเอ็นเนอยี่ จำกัด กล่าวกับ ผู้จัดการ 360 รายสัปดาห์ว่า นโยบายของคุณเจริญที่ให้เปิด ไทยเบฟเวอเรจเอ็นเนอร์ยี่ขึ้นมา เพื่อทำธุรกิจพลังงานทดแทน โดยใช้จุดเริ่มต้นจากการจัดการสิ่งแวดล้อมของเสียและน้ำเสีย จากบ่อหมักกากส่า โรงงานสุราของบริษัทมาผลิตแก๊สชีวภาพ ที่สามารถนำมาใช้เป็นพลังงานเดินเครื่องจักรในโรงงาน โดยใช้เงินลงทุน 1 ล้านบาทต่อ 1 โรงงาน หลังจากนั้นจะขยายไปสู่ธุรกิจพลังงานทางเลือกด้านอื่นๆ ที่มีความเป็นไปได้ โดยเฉพาะการนำกากน้ำตาลมาผลิตเป็นพลังงาน ซึ่งเป็นเฟสที่ 2 จะเริ่มดำเนินการภายใน 3 ปี” ส่วนเฟสที่ 3 คือ บริษัทกำลังมองหาการผลิตพลังงานทางเลือกอื่นๆ ทั้งพลังงานแสงอาทิตย์ น้ำ ลม หรือพลังงานความร้อน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างศึกษาถึงความเป็นได้โครงการเพื่อให้สอดคล้องกับสภาพดินฟ้าอากาศของประเทศไทย สำหรับเป้าหมายของการขยายเข้าสู่โครงการเหล่านี้ บริษัทมีการวางแผนที่ดีโดยนำโนว์ฮาวเทคโนโลยีของ ADI Systems Inc ประเทศแคนาดา ซึ่งติดอันดับ 1 ใน 5 ของโลกมาเป็นที่ปรึกษาให้กับบริษัทเพื่อจัดตั้งศูนย์ R&D ด้านพลังงานทางเลือกของบริษัท และเพื่อก้าวขึ้นสู่ผู้นำที่เกี่ยวข้องกับพลังงานทดแทนในอนาคต
             นับว่าจุดเริ่มต้นในวันนี้ของการวางรากฐานไปสู่ธุรกิจพลังงานทดแทน ภายใต้ชายคาไทยเบฟเวอเรจนั้นมีอาณาจักรโรงเหล้า 18 โรง เป็นบทเริ่มต้น โดยมีบริษัท ไทยเบฟเวอเรจเอ็นเนอยี่ เป็นหัวหอกในการวางระบบการจัดการ โดยระหว่างนี้อยู่ในช่วงของการก่อสร้างระบบ ไบโอแก๊ส Biogas ให้กับโรงงานรวม 5 จังหวัด คือ อุบลราชธานี บุรีรัมย์ ปราจีนบุรี เป็นโครงการระยะที่ 1 และระยะที่ 2 คือ สุราษฏร์ธานี ขอนแก่น โดยหลังจากนี้อาจจะมีการก่อสร้างที่โรงงานอื่นๆ
              ข้อดีของการนำระบบไบโอแก๊สที่ก่อสร้างขึ้นใหม่ จะลดการปล่อยก๊าซมีเทนสู่ชั้นบรรยากาศ เนื่องจากระบบเดิมเป็นการบำบัดโดยธรรมชาติจากบ่อเปิดซึ่งปลดปล่อยก๊าซมีเทนสู่ชั้นบรรยากาศ ส่วนระบบใหม่จะเป็นแบบบ่อปิด ซึ่งนอกจากจะสามารถเก็บเกี่ยวก๊าซมีเทนมาใช้เป็นเชื้อเพลิงแทนน้ำมันเตาที่มีราคาลิตรละ 20 บาท ซึ่งต้องใช้ 8 พัน - 1 หมื่นลิตร ต่อวันต่อ 1 โรงงาน และประหยัดค่าใช้จ่ายได้ถึง 40 ล้านบาทในปีแรกแล้ว ยังสามารถลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมจากการปลดปล่อยก๊าซมีเทนสู่ชั้นบรรยากาศด้วย ขณะที่การก่อสร้างระบบ ไบโอแก๊ส ที่ใช้เป็นเทคโนโลยีของ ADI Systems Inc ประเทศแคนาดา และเมื่อการก่อสร้างแล้วเสร็จก็จะส่งก๊าซชีวภาพให้โรงงานสุราใช้เป็นเชื้อเพลิงทดแทนน้ำมันเตาสำหรับเครื่องกำเนิดไอน้ำ (Boiler)
สิ่งที่เป็นความสำเร็จ อีกก้าวหนึ่งของการเป็นกลุ่มทุนพลังงาน นอกจากสร้างจุดแข็งเทคโนโลยีแล้วยังมีการเพิ่มศักยภาพของกลุ่มที่สามารถขยายการลงทุนเข้าไปในประเทศเพื่อนบ้านและแข่งขันในตลาดต่างประเทศด้วย การลงทุนประเทศลาว และกัมพูชา อีกด้วย นั่นเพราะการขยับครั้งนี้ ของ เจริญ ยังหมายถึงการขยายอาณาจักรไปต่างประเทศสู่ตลาดอาเซียน จากที่กลุ่มมิตรผลเข้าไปลงทุนปลูกอ้อยและก่อสร้างโรงงานน้ำตาลมิตรลาวนสาธารณรัฐประชาชนลาวอีกด้วย
             เจริญ ทาบ มิตรผล   กินรวบธุรกิจเอทานอล
              ในอดีต การขยับขยายธุรกิจของเจริญ เพื่อครอบครอง โรงงานน้ำตาล หลายๆแห่ง คือการเพิ่มศักยภาพกับ ธุรกิจน้ำเมาเหล้า เบียร์ และเครื่องดื่ม ใต้ชายคาไทยเบฟเวอเรจ เพื่อรองรับการแข่งขันที่จะมีการเปิดเสรีอาเซียนเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (AFTA) ทว่าในยุคนี้เมื่อธุรกิจพลังงานทดแทน หรือ พลังงานทางเลือกกำลังรุ่งเรือง และธุรกิจหลักเหล้าเบียร์ยืนหยัดได้อย่างมั่นคงแล้ว การครอบครองโรงงานน้ำตาลหลายๆที่จะทำให้มีวัตถุดิบป้อนเข้าสู่โรงงานเอทานอลเป็นพลังงานทดแทนเชื้อเพลิงน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E85 ปูทางขึ้นสู่กลุ่มทุนยักษ์ที่ติดอันดับผู้ผลิตเอทานอลรายใหญ่ของประเทศ
              ด้วยเหตุผลนี่เอง น่าจะเป็นคำตอบที่นำไปสู่ ข่าวคราว การพูดคุยซื้อธุรกิจของโรงงานน้ำตาลมิตรผล เบอร์ 1 ในเมืองไทย และเป็นผู้ผลิตน้ำตาลที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 6 ของโลก ระหว่างตระกูลสิริวัฒนภักดี กับตระกูลว่องกุศลกิจ กลุ่มบริษัทที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล ซึ่งประกอบด้วย 5 กลุ่มธุรกิจ คือ 1.ธุรกิจน้ำตาล 2.ธุรกิจปาร์ติเกิลบอร์ด 3.ธุรกิจไฟฟ้าชีวมวล 4.ธุรกิจเอทานอล 5.ธุรกิจคลังสินค้าและลอจิสติกส์ คาดว่าเป้าหมายของการซื้อครั้งนี้เพื่อเข้ามาเติมเต็มให้กับ ธุรกิจพลังงานทางเลือกที่เป็นที่หมายใหม่ของเจริญ
              หากผลการดีลครั้งนี้เป็นตามคาดไม่พลิกอย่าง กรณีเครื่องดื่มชูกำลังคาราบาวแดง ที่ยังตกลงกันไม่ได้ ก็จะทำให้อาณาจักรของเจริญ ขยายเข้าสู่สนามพลังงานได้ไม่ยาก เพราะด้วยขุมกำลังของมิตรผลที่มีโรงงานน้ำตาล 5 แห่ง และบริษัทผลิตเอทานอล 2 งงานได้ไม่ยาก ด้วยจุดแข็งของ คราว ซื้อโไทย เป็นประเทศแรกในภูมิภาคเอเชียเนอรัล มอเตอร์ส แห่งไม่รวมโปรเจกต์ยักษ์เตรียมลงทุนสร้างโรงงานเอทานอลแห่งใหม่ คือ บริษัท เอ็มพี เอ็นเนอร์ยี จำกัด และบริษัท เพโทรกรีน จำกัด ที่มี 2 โรงงาน ในจังหวัดชัยภูมิ มีกำลังการผลิตวันละ 2 แสนลิตร และโรงงานเอทานอลแห่งที่ 2 อำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ มีกำลังการผลิต 2 แสนลิตรต่อวัน
              ดังนั้น ถ้ารวบรวม 2 ธุรกิจของมิตรผล กับ ธุรกิจที่เจ้าสัวเจริญครอบครองอยู่ในปัจจุบันคือ บริษัท ไทยแอลกอฮอล์ จำกัด (มหาชน) และบริษัท ไทยโมลาส จำกัด และในส่วนโรงงานน้ำตาลทราย 4 แห่งอีก และการลงทุนร่วมกับพันธมิตรมหาเศรษฐีผู้มีอิทธิพลชาวกัมพูชา ตั้งโรงงานผลิตน้ำตาลและการเพาะปลูกอ้อยในเกาะกงของกัมพูชาเมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมานั้น ทรัพย์สินทั้งหมดจะเป็นกลไกสำคัญสำหรับขยายอาณาจักรทำให้เป็นธุรกิจพลังงานทดแทนรายใหญ่ที่น่าจับตา โดยสามารถครอบครองโรงงานเอทานอล 4 แห่ง จากจำนวนโรงงานเอทานอล 12 แห่งทั่วประเทศ และเป็นเจ้าของโรงงานน้ำตาล 9 แห่ง
              ก้าวสู่ธุรกิจพลังงาน   ต่อยอดธุรกิจหลัก
              ขณะที่สุรเธียร จักธรานนท์ ประธานกรรมการบริษัท อี-เอสเทอร์ จำกัด อดีตผู้บริหารระดับสูงแห่งค่ายเอสซีเอสเสท ผู้เชี่ยวชาญในวงการอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจพลังงานให้ความเห็นว่า การรุกเข้าสู่ธุรกิจพลังงานของเจริญ เนื่องจากต้องการใช้ที่ดินที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์ ซึ่งประเหมาะกับช่วงที่กระแสพลังงานทดแทนมีความน่าสนใจลงทุนค่อนข้างมาก รวมถึงพลังงานน้ำ พลังงานลม และพลังงานแสงอาทิตย์ ใครก็ตามที่มีความพร้อมล้วนต้องการก้าวเข้าสู่ธุรกิจนี้ ไม่ว่าจะเป็นเจริญ หรือซีพี ซึ่งมีทั้งที่ดิน และเงินลงทุนจำนวนมหาศาล โดยซีพีอยู่ในธุรกิจเกษตรอยู่แล้ว สามารถโดดเข้าสู่ธุรกิจพลังงานได้อย่างไม่ยากนัก และยังสามารถต่อยอดธุรกิจหลังด้านอาหารได้ด้วย ส่วน เจริญ ก็สามารถไปต่อยอดในอุตสาหกรรมเครื่องดื่มได้ทันที
       
       “    ก่อนหน้านี้เจริญเข้าไปลงทุนร่วมกับนักธุรกิจผู้ทรงอิทธิพลชาวกัมพูชา เพื่อปลูกปาล์มในที่ดินถึง 100,000 ไร่ ไม่รวมที่ดินในประเทศไทยที่เจริญใช้เพราะปลูกปาล์ม อ้อย มันสำปะหลัง ยางพารา และข้าวอีกราว 100,000 ไร่ สะท้อนให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้นว่า เจริญ มีเป้าหมายเข้าสู่ธุรกิจพลังงานอย่างเต็มตัว”   อย่างไรก็ตาม สุรเธียรบอกว่า ธุรกิจพลังงานซึ่งมีแนวโน้มดี ไม่ใช่แปลว่าจะดีทั้งหมด โดยเอทานอลอาจจะมีปัญหาในอนาคต เพราะอเมริกา และยุโรป ประกาศเลิกใช้เครื่องยนต์เบนซิน และหันมาพัฒนาเครื่องยนต์ไฮบริดแทน เพราะเป็นเครื่องยนต์ที่สะอาด ไร้มลพิษ อีกทั้งยังมีค่าใช้จ่ายลดลงมาก หากเทียบกับเครื่องยนต์เบนซิน “เอทานอลอาจจะเป็นธุรกิจที่ดีในช่วงนี้ เพราะในเอเชีย รวมถึงไทย ยังต้องการใช้พลังงานทดแทนจากเอทานอล เพราะยังใช้เครื่องยนต์แบบเก่า แต่ในอนาคต หากอเมริกา และยุโรปผลิตแต่เครื่องยนต์ไฮบริดจ์ ในที่สุดประเทศอื่นๆ ทั่วโลกก็ต้องใช้เครื่องยนต์ดังกล่าว เพราะทั้งอเมริกาและยุโรป เป็นประเทศผู้ผลิตเครื่องยนต์
              ปัจจุบัน ประเทศไทยอยู่ในภาวะขาดแคลนเอทานอล เพราะโรงงานเอทานอลปิดทั้งหมด เนื่องจากไม่มีกากน้ำตาลใช้ผลิตเอทานอล ซึ่งต้องรอในเดือนต.ค.นี้ จึงจะมีการเปิดหีบ และมีน้ำตาลมาใช้ในการผลิตเอทานอล
              ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน ระบุว่า จากการลงทุนของ เจริญ ที่เพาะปลูกทั้งปาล์ม อ้อย มันสำปะหลัง ยางพารา และข้าว ทำให้ไม่สามารถประเมินได้ว่า การดำเนินธุรกิจของเจริญจะมุ่งไปในทิศทางใด เพราะปาล์ม เป็นพืชที่ใช้ผลิตไปโอดีเซล ส่วนอ้อย และมันสำปะหลัง ใช้ผลิตเอทานอล ส่วนยางพารา และข้าวเป็นพืชเศรษฐกิจ มีแนวโน้มว่าราคาจะพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตามความต้องการของตลาดโลก ขณะที่พื้นที่เพาะปลูกมีไม่มากนักจนทำให้เกิดปัญหา โอเวอร์ซัปพลาย และส่งผลให้ราคาผลผลิตตกต่ำเช่นเดียวกับผลผลิตทางเกษตรชนิดอื่น แม้ว่าจะก้าวสู่ธุรกิจพลังงานได้อย่างง่ายดาย แต่ เจริญ อาจจะต้องเจอกับอุปสรรคใหญ่ ในด้านบุคคลากรที่ในประเทศขาดแคลนบุคคลากรที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านพลังงาน อีกทั้งรัฐบาลและรัฐมนตรีว่ากระทรวงพลังงานคนปัจจุบันที่ยังไม่มีความชัดเจนในอุตสาหกรรมพลังงาน ทำให้นักลงทุนไม่กล้าที่จะตัดสินใจลงทุน
              จากแผนดำเนินงานอย่างรวดเร็วของ เจริญ เชื่อว่าจากนี้ไป ชื่อของ เจริญ จะถูกกล่าวถึงในระดับต้นๆ ในแวดวงพลังงาน อีกทั้งยังปรากฏภาพลักษณ์ใหม่ของเจริญในแง่บวก ลบภาพเจ้าพ่อน้ำเมาผู้ทำธุรกิจสีเทาอีกด้วย
            สูตรสำเร็จเสี่ยเจริญ” “เงิน-ที่ดิน-คอนเนกชัน
              เปิดสูตรสำเร็จ เสี่ยเจริญ ชูธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ครบวงจรหัวหอกปั้นแหล่งเงินทุน ก่อนสยายปีกสู่ธุรกิจพลังงานทดแทน  
            เจ้าพ่อน้ำเมา จอมเทกโอเวอร์คือ ฉายาที่นิยามถึงตัวตนและวิถีการทำธุรกิจของ เจริญ สิริวัฒนภักดีมหาเศรษฐีที่เติบโตมาจากธุรกิจสุรา และขยายกิ่งก้านสาขาไปในหลายธุรกิจ ทั้งเครื่องดื่ม อสังหาริมทรัพย์ ประกันภัย สินค้าอุปโภคบริโภค ไอที การเกษตร และพลังงาน จนกลายเป็นกลุ่มนักธุรกิจผู้ทรงอิทธิพลยิ่งของเมืองไทย  หนึ่งในไลน์ธุรกิจที่กลุ่มทีซีซี แลนด์ ในมือของเจริญ ออกมาประกาศรุกอย่างเต็มตัวในช่วงไม่ถึง 10 ปีที่ผ่านมา คือ อสังหาริมทรัพย์ ก็ทำให้ดีเวลลอปเปอร์ที่อยู่ในวงการมาก่อนรู้สึกหนาวๆ ร้อนๆ กับเพลเยอร์ใหม่รายนี้ เพราะเป็นที่รู้กันดีว่าเจริญมีเงินทุน-แลนด์แบงก์-คอนเนกชันอันแข็งแกร่ง เป็นต้นทุนสำคัญที่ได้เปรียบชนิดที่คู่แข่งไม่อาจประมาทได้  แน่นอนว่าทั้ง 3 สิ่ง ไม่ใช่สิ่งที่เจริญได้มาเพียงชั่วข้ามคืน แต่มาจากวิสัยทัศน์ วิธีคิดแบบมองการณ์ไกล และตัวตนของเขาเอง ทั้งหมดสะสมมาอย่างค่อยเป็นค่อยไปตั้งแต่ช่วงที่เจริญยังคลุกคลีอยู่ในธุรกิจสัมปทานผลิตสุรา อย่างที่ดินที่ปัจจุบันมีอยู่นับแสนไร่ทั่วประเทศ ที่มีที่มาที่ไปส่วนใหญ่มาจากการทยอยซื้อเก็บไว้ เพราะเจริญมองว่า การใช้เงินไปซื้อที่ดินเป็นการลงทุนที่ดีกว่าการลงทุนแบบอื่น เพราะยิ่งถือนานวัน ศักยภาพที่ดินเปลี่ยนไป ราคาจึงมีแต่ขึ้น ไม่มีลง เขาเชื่อว่าการถือที่ดินสามารถสร้างผลกำไรให้อย่างรวดเร็ว แม้จะยังไม่ได้ลงทุนอะไรเลย ซึ่งในบางกรณีก็เป็นความจริง เพราะปัจจุบันที่ดินบางแปลงเก็บสะสมเป็น 10 ปี มูลค่าเพิ่มขึ้นเป็น 100 เท่า บางแปลงมากกว่า 1,000 เท่า
              เน้นลงทุนระยะยาว
              “ถ้ามีเงิน ผมจะซื้อที่ดินเก็บไว้ มีหลายแปลง ผมจำไม่ค่อยได้ ที่ทำเลดีๆ เป็นแปลงใหญ่ จะอยู่ที่ถนนเกษตรฯ ตัดใหม่ (เกษตร-นวมินทร์) 300 ไร่ ยังไม่ได้ทำอะไร มีหลายแปลงที่ซื้อแล้วไม่มีกำไรก็ปล่อยไว้ก่อน ผมรอได้”   แม้เจริญมีที่ดินมากในมือก็จริง แต่คนใกล้ตัวทั้งลูกสาวกับลูกเขยยืนยันว่า เขาเป็นคนที่มีความจำดีมาก จำที่ดินทุกแปลงได้ และมีการลงบันทึกไว้หมดว่าซื้อเมื่อไร จากใคร สาเหตุที่ซื้อเพราะอะไร ทุกแปลงมีเรื่องราวเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้น
คุณเจริญจะมีวิธีคิดตั้งแต่การซื้อที่ดินแล้วว่าจะซื้อที่ดินแปลงไหน ซื้อมาแล้วสามารถนำไปพัฒนาเป็นอะไรบ้างในอนาคต รวมทั้งวิธีการรวมที่ต่อกันเป็นผืนกว้างๆ เพื่อนำมาพัฒนาเป็นโครงการใหญ่ ซึ่งวิธีการคิดนี้มักจะเอามาถ่ายทอดให้ผู้บริหารฟัง โดยที่เราได้ซึมซับวิธีคิดในการซื้อที่ดินของคุณพ่อมานานนับ 10 ปีโสมพัฒน์ ไตรโสรัส กรรมการบริหาร บริษัท ทีซีซี แคปปิตอล แลนด์ กล่าว
              วิสัยทัศน์แบบมองการณ์ไกลของเจริญ และเป็นที่รู้กันว่าสุราเป็นธุรกิจที่ทำให้เขาได้ถือเงินสดในมือมากที่สุด และร่ำรวยมาได้จนถึงทุกวันนี้ แต่เพราะเขาได้ตระหนักมาตลอดการผูกขาดรายได้กับธุรกิจสัมปทานสุราจะหมดอายุลงในปี 2542 จึงไม่ใช่สิ่งที่จะทำให้เติบโตได้ยั่งยืน ทำให้เขาต้องเร่งหาฐานธุรกิจไว้รองรับแทนเงินสดที่สะสมไว้จึงกลายเป็นต้นทุนที่เจริญนำมาช้อปสินทรัพย์ต่างๆ ที่เขาเล็งเห็นว่ามีศักยภาพ ไม่ใช่แค่ที่ดินเปล่า แต่รวมถึงการซื้อสินทรัพย์เก่าหรือกิจการที่ย่ำแย่มาฟื้นฟู กลายเป็นทางลัดในการเติบโตและสร้างความยิ่งใหญ่แบบก้าวกระโดดด้วย
แม้การลงทุนอสังหาริมทรัพย์ในช่วงแรกๆ จะมีที่มาไม่ซับซ้อน แค่เห็นที่ดินสวยๆ ก็ซื้อเข้ามาเอง หรือมีคนรู้จักมาฝากขาย ถ้าอยู่ในทำเลดีๆ ก็ซื้อเก็บไว้ บางครั้งก็หยิบมาใช้ประโยชน์เป็นหลักประกันกับธนาคาร เพื่อแลกเงินสดออกมาในช่วงที่เจริญยังทำธุรกิจสัมปทานสุรา
                  ทยอยไล่ซื้อกิจการ
              นอกเหนือจากการลงทุนด้วยการซื้อที่ดินเก็บ รอเวลาเหมาะสมจึงหยิบมาพัฒนา เจริญยังใช้วิธีโตทางลัด ใช้เงินต่อเงินลงทุนในธุรกิจที่สร้างรายได้ได้ทันที เช่น การซื้อโรงแรมมารีโนเวทใหม่ ซึ่งสร้างผลตอบแทนกลับมาอย่างรวดเร็วต่างจากการซื้อที่ดินมาเริ่มต้นพัฒนาเองตั้งแต่แรก
ต่อมาการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ของเจริญเริ่มชัดเจนขึ้น เช่น การซื้อกิจการโรงแรมเครืออิมพีเรียล ของอากร ฮุนตระกูลในปี 2537 ซึ่งมีโรงแรมทั้งในกรุงเทพ และเชียงใหม่ การซื้อหุ้นในกิจการบริษัท นอร์ธพาร์คฯ จากกลุ่มผู้ถือหุ้นเดิม และในระยะหลังมีการลงทุนซื้อกิจการโรงแรมในต่างประเทศด้วย เช่น ลาว อเมริกา ออสเตรเลีย
              โครงการที่มีปัญหาในการดำเนินงาน ตึกร้าง หากอยู่ในทำเลดี มีศักยภาพในการเติบโต สามารถใส่เงินรีโนเวทหรือสร้างให้เสร็จจนเปิดให้บริการได้ ก็อยู่ในขอบข่ายเช่นเดียวกัน เช่น อาคารเอ็มไพร์ ทาวเวอร์ ถนนสาทรใต้ ที่ซื้อมาจากกลุ่มฮ่องกงแลนด์ ก็พัฒนาเป็นอาคารสำนักงานที่มีพื้นที่ถึง 3 แสนตร.ม. ซึ่งใหญ่ที่สุดในย่านซีบีดี โดยใช้เงินลงทุนกว่า 4,000 ล้านบาท และปัจจุบันใช้เป็นฐานบัญชาการใหญ่ของทีซีซี แลนด์ และบริษัทในเครือด้วย และอาคารศรีวรา ไฮเทค (รัชดาสแควร์) ถ.รัชดาภิเษก ซึ่งเป็นโครงการที่สร้างค้าง มาพัฒนาต่อเป็นอาคารสำนักงานเกรดเอชื่อ "ไซเบอร์เวิลด์ ทาวเวอร์" พื้นที่ 2 แสน ตร.ม. และเกิดเพลิงไหม้เสียหายบางส่วน จนทำให้ต้องเลื่อนการเปิดให้เช่าพื้นที่ช้ากว่ากำหนดการเดิมที่ตั้งไว้ แต่ปัจจุบันศักยภาพของทำเลรัชดาภิเษกที่ยกระดับขึ้นมากจากการมีรถไฟฟ้าใต้ดินผ่าน ก็ทำให้การลงทุนครั้งนี้เมื่อมองในระยะยาวก็ยังคุ้มค่า
              แตกไลน์ธุรกิจ   กระจายความเสี่ยง
              นอกจากอยู่ในส่วนของธุรกิจโรงแรม และพื้นที่อาคารสำนักงานให้เช่าแล้ว ทีซีซี แลนด์ยังกระจายความเสี่ยงด้วยการแตกไลน์ไปในลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ประเภทอื่นๆ ด้วย เช่น สนามกอล์ฟนอร์ธปาร์ค, ศูนย์ประชุม ผ่านบริษัท เอ็น.ซี.ซี.แมเนจเม้นท์ แอนด์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ที่ได้รับสิทธิ์จากกรมธนารักษ์ในการบริหารศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์, ค้าปลีก เช่น พันธุ์ทิพย์พลาซ่า ตะวันนา สปา ฯลฯ ส่วนใหญ่เป็นการพัฒนาแบบ Commercial เน้นการเก็บเกี่ยวรายได้จากค่าเช่าระยะยาว ในขณะที่ที่ดินบางส่วนในต่างจังหวัดจากทั้งหมดกว่าแสนไร่ทั่วประเทศที่เจริญถือครองอยู่ ก็ถูกนำมาพัฒนาเป็นคลังสินค้า เพื่อสนับสนุนด้านโลจิสติกส์ของบริษัทในกลุ่มเครื่องดื่มและสินค้าอุปโภคบริโภค คือ ไทยเบฟเวอเรจและเบอร์ลี่ ยุคเกอร์ อีกส่วนหนึ่งใช้ในการเกษตร สำหรับปลูกพืชเพื่อสนับสนุนธุรกิจเครื่องดื่ม เช่น อ้อย ข้าวบาร์เลย์ รวมถึ