ความก้าวหน้าในการรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจ 
"เส้นเลือดหัวใจตีบไม่จำเป็นต้องรักษาด้วยการทำการผ่าตัด หรือการทำบอลลูนขยายเส้นเลือดเสมอไป อาจรักษาได้ด้วยยาและการปฏิบัติตัวให้ถูกต้อง ในแง่ของการปฏิบัติตัว ผู้ป่วยควรเคร่งครัดเรื่องการออกกำลังกายสม่ำเสมอ"

กล้ามเนื้อหัวใจได้รับเลือดเลี้ยงจากเส้นเลือดโคโรนารี่ ซึ่งเป็นเส้นเลือดเส้นเล็กๆ แยกออกจากเส้นเลือดแดงใหญ่ เส้นเลือดโคโรนารี่เป็นเส้นเลือดที่เกิดการตีบหรืออุดตันได้ง่าย และบ่อยกว่าเส้นเลือดแดงเส้นอื่นๆ เมื่อเส้นเลือดโคโรนารี่ตีบจะทำให้เกิดอาการเจ็บหน้าอก (Angina) อาการเจ็บหน้าอกจะมากน้อยไม่เท่ากันในแต่ละคน แต่ส่วนมากจะเจ็บนานเพียง 1-2 นาที และหายไปเมื่อหยุดพัก ถ้าเส้นเลือดโคโรนารี่อุดตัน

มักจะเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน ทำให้เกิดอาการเจ็บหน้าอกอย่างรุนแรง (Heart Attack) และส่วนมากอาการเจ็บหน้าอก จะไม่หายไปเมื่อหยุดพัก การอุดตันของเส้นเลือดเกิดขึ้นเมื่อผนังภายในของเส้นเลือดโคโรนารี่ปริหรือฉีกขาด ทำให้เกิดขึ้นเป็นลิ่มเลือดก้อนใหญ่อุดตันหลอดเลือดทั้งหมด เลือดไม่สามารถไหลไปเลี่ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้ จึงทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด และกล้ามเนื้อหัวใจตายไปบางส่วน ในกรณีนี้การรักษาที่สำคัญคือ การพยายามทำลายลิ่มเลือดที่เป็นสาเหตุ ก้อนเลือดอาจถูกทำลายได้ 2 วิธี คือ ด้วยการทำบอลลูนขยายหลอดเลือดทันที หรือด้วยการให้ยาละลายลิ่มเลือดทางน้ำเกลือ ตัวอย่างของยาที่มีประสิทธิภาพละลายลิ่มเลือดได้คือ ยาStreptokinase ซึ่งการให้ยาชนิดนี้ จะต้องให้ทางเส้นเลือดเท่านั้น ไม่มียาชนิดรับประทานที่ใช้ได้ผล อาการเจ็บหน้าอกแบบ Angina มักเจ็บกลางหน้าอก หรือบริเวณใต้ลิ้นปี่ เจ็บร้าวแน่น อึดอัด อาการเจ็บ จะเจ็บนานเพียง 1-2 นาที และมักเจ็บในขณธที่ออกแรง เมื่อหยุดพักอาการเจ็บจะหายไป อาการเจ็บหน้าอกแบบนี้เกิดจากการตีบของเส้นเลือดโคโรนารี่ เส้นเลือดโคโรนารี่มีหลายเส้น อาจตีบเพียงเส้นเดียวหรือหลายเส้นก็ได้

   ความก้าวหน้าในการวินิจฉัยโรคเส้นเลือดโคโรนารี่ตีบมีหลายประการ เช่น การให้ผู้ป่วยเดินสายพาน (Stress Test) เพื่อหาความผิดปกติของคลื่นหัวใจไฟฟ้าในขณะออกกำลัง หรือการใช้กัมมันตภาพรังสี ตรวจหาจุดที่ขาดเลือดของกล้ามเนื้อหัวใจ ซึ่งได้แก่ การทำ Thallium หรือ MIBI Test นอกจากนี้การตรวจเพื่อหาจุดที่ขาดเลือดของกล้ามเนื้อ ยังอาจทำได้ด้วยการใช้เครื่องตรวจหัวใจคลื่นสะท้อนความถี่สูง (Echocar Diagram) การตรวจควรหาทันทีหลังการออกกำลัง หรือทำในขณะที่ใช้ยาบางชนิดกระตุ้นหัวใจ นอกจากนี้ปัจจุบันเรายังอาจตรวจทำความผิดปกติของผนังหลอดเลือดได้ก่อนที่เส้นเลือดจะตีบ โดยใช้เครื่องมือพิเศษ IVUS เมื่อแพทย์วินิจฉัยได้ว่าผู้ป่วยมีเส้นเลือดโคโรนารี่ตีบจาก การฉีดสีหลอดเลือดหัวใจ (Coronary Angiogram) ผลที่ได้จากการฉีดสี บอกได้ว่ามีเส้นเลือดตีบหรือไม่ตีบกี่เส้น และที่ใดบ้างที่แพทย์จะใช้ข้อมูลเหล่านี้
ประกอบการพิจารณาว่า ควรจะรักษาผู้ป่วยอย่างไรดี เช่น อาจรักษาผู้ป่วยด้วยการแนะนำให้ทำผ่าตัดต่อเส้นเลือดหัวใจ (CABG) หรือแนะนำผู้ป่วยให้ทำบอลลูนขยายเส้นเลือดหัวใจ (PTCA) และพร้อมๆ กับการทำบอลลูนขยายเส้นเลือดหัวใจ แพทย์อาจพิจารณาใส่ขดลวด (Stent) เพื่อช่วยถ่างและพยุงเส้นเลือดที่ถูกขยายไว้ไม่ให้ยุบลงมา ขดลวด Stent เป็นสิ่งที่ช่วยทำให้การขยายเส้นเลือดได้ผลดี ในด้านการทำผ่าตัดต่อเส้นเลือดที่หัวใจมีวิวัฒนาการของการทำผ่าตัดเพิ่มขึ้นอีกหลายอย่าง เช่น แพทย์นิยมนำเส้นเลือดแดงมาใช้ในการทำผ่าตัดต่อเส้นเลือดโคโรนารี่แทนเส้นเลือดดำ หรือการทำการผ่าตัดต่อเส้นเลือดโคโรนารี่ไม่ใช่เครื่องปอด-หัวใจเทียม ทำให้สามารถผ่าตัดได้โดยไม่ต้องทำให้หัวใจหยุดเต้น

     เส้นเลือดหัวใจตีบไม่จำเป็นต้องรักษาด้วยการทำผ่าตัดหรือการทำบอลลูนขยายเส้นเลือดเสมอไป อาจทำได้ด้วยยาและการปฏิบัติตัวให้ถูกต้อง ในแง่ของการปฏิบัติตัวผู้ป่วยควรเคร่งครัดเรื่องการออกกำลังกายสม่ำเสมอ เช่น สัปดาห์ละ 4-6 ครั้ง ครั้งละ 20-30 นาที ควรควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ และเลือกรับประทานอาหารที่มีไขมันไม่สูง เลือกรับประทานอาหารที่เป็นผักและปลาให้มาก คนที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง หรือเบาหวาน ต้องพยายามควบคุมความดันโลหิตสูงและน้ำตาลในเลือด ให้ใกล้เคียงกับค่ามาตรฐานมากที่สุด ควรทำตามคำแนะนำของแพทย์และติดตามการรักษาอย่างต่อเนื่อง ภาวะไขมันต่างๆ ในเลือดสูง หรือผิดปกติต้องพยายามแก้ไข การใช้ยาลดโคเลสเตอรอล ถือว่าเป็นความจำเป็นเมื่อมีภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบแล้ว รวมทั้งแอสไพรินด้วย
     ตามที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่า มีความก้าวหน้าในการรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจที่เกิดขึ้น มากกว่าเมื่อ 20 ปีก่อน เป็นอย่างมาก
ขอเน้นว่า คนที่เกิดอาการเจ็บหน้าอกอย่างรุนแรง ควรรีบไปโรงพยาบาล เพราะภายใน 6 ชั่วโมงแรกของการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน เป็นช่วงเวลาที่แพทย์อาจช่วยแก้ไขภาวะนี้ให้ได้เป็นอย่างมาก อาจแก้ไขด้วยการทำบอลลูนหรือด้วยการให้ยาละลายลิ่มเลือด แต่ปัญหาในขณะนี้คือ ผู้ป่วยที่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน (Heart Attack) ยังไม่รีบมาโรงพยาบาลโดยทันที จึงมาถึงโรงพยาบาลช้าเกินไป ทำให้แพทย์ไม่สามารถช่วยแก้ไขสถานการณ์ให้ได้ ดังนั้นผู้ป่วยหรือญาติของผู้ป่วยควรพาผู้ป่วยมาดรงพยาบาลให้เร็วที่สุด เมื่อมีอาการเจ็บหน้าอกขั้นรุนแรง เพื่อทำให้แพทย์สามารถให้การรักษาได้อย่างทันท่วงที