เทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology)

            เทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology: IT) หมายถึง เทคโนโลยีทางคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีการสื่อสาร ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญที่ช่วยให้นักวิเคราะห์ระบบสามารถสร้างระบบสารสนเทศที่ทันสมัย และมีความสลับซับซ้อนได้ และก่อนที่จะใช้เทคโนโลยีสารสนเทศให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์อย่างแท้จริง จำเป็นต้องเข้าใจถึงส่วนประกอบพื้นฐานและหน้าที่หลักของระบบคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์การสื่อสารข้อมูลเสียก่อน

ระบบคอมพิวเตอร์ (Computer System)

      ระบบคอมพิวเตอร์ หรือเครื่องคอมพิวเตอร์ถ้าจะทำงานได้นั้นจะต้องประกอบไปด้วยส่วนประกอบหลักๆ 3 ส่วนด้วยกัน คือ

            1. ฮาร์ดแวร์ (Hardware) ส่วนของฮาร์ดแวร์นี้จะหมายถึง ส่วนที่เป็นตัวเครื่องและอุปกรณ์ต่างๆ เช่น จอภาพ ชุดซีพียู คีย์บอร์ด เครื่องพิมพ์ แผ่นดิสก์ เป็นต้น

            2. ซอฟต์แวร์ (Software)  ส่วนของซอฟต์แวร์นี้จะหมายถึง โปรแกรม (program) หรือชุดคำสสั่งต่างๆที่ใช้สั่งให้คอมพิวเตอร์ทำงานตามที่เราต้องการ

            3. พีเพิลแวร์ (People ware) ส่วนของพีเพิลแวร์นี้จะหมายถึง ตัวคนที่ใช้งานคอมพิวเตอร์ หรือบุคคลที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์ ไม่ว่าจะเป็นพนักงานป้อนข้อมูล นักเขียนโปรแกรม หรือนักวิเคราะห์ออกแบบระบบงานต่างๆ

 

                                    คอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์ (Computer Hardware)

 

*   วิวัฒนาการของคอมพิวเตอร์

นับตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน คอมพิวเตอร์ได้มีวิวัฒนาการเปลี่ยนแปลงไปมากทั้งด้าน ฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ เพื่อให้ทันสมัยรวดเร็ว ทันต่อเหตุการณ์ สำหรับความเป็นมาของคอมพิวเตอร์นั้นมีผู้แบ่งยุคของคอมพิวเตอร์ตามวิวัฒนาการทางคอมพิวเตอร์ออกเป็น 4 ยุค ดังนี้

1.                  ยุคที่หนึ่ง (First Generation) : เทคโนโลยีหลอดสูญญากาศ (Vacuum tube technology) ยุคนี้เริ่มมาตั้งแต่เครื่องคอมพิวเตอร์ได้ประดิษฐ์ขึ้น(ช่วงปี ค.ศ. 1944 -1946) ถึงปี ค.ศ. 1956 โดยที่เครื่องคอมพิวเตอร์ในยุคนี้จะใช้หลอดสูญญากาศและวงจรไฟฟ้า ภายในเครื่องจะประกอบด้วยหลอดสูญญากาศจำนวนมาก และมีขนาดใหญ่ มีกำลังมากแต่อายุการทำงานสั้น ประสิทธิภาพในการทำงานช้าขนาดของหน่วยความจำมีมากที่สุดประมาณ 2 KB ความเร็วในการคำนวณหนึ่งหมื่นคำสั่งต่อวินาที(10 kilo instruction per second ) และในการทำงานต้องใช้พลังงานความร้อนสูงดังนั้นเครื่องคอมพิวเตอร์ในยุคนี้จึงมีขนาดใหญ่และต้องใช้เครื่องปรับอากาศมาช่วยในการระบายความร้อน นอกจากนั้นยังมีการใช้เทปกระดาษหรือบัตรเจาะรูในการรับส่งข้อมูลทำให้การใช้งานเครื่องทำได้ค่อนข้างยาก การใช้งานคอมพิวเตอร์ในยุคนี้ส่วนใหญ่จะเป็นงานทางด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ ส่วนงานทางด้านธุรกิจก็มีการเริ่มใช้ในยุคนี้เช่นกันแต่มีการใช้ที่ค่อนข้างน้อย

2.                  ยุคที่สอง (Second Generation) : เทคโนโลยีทรานซิสเตอร์(Transistors technology) ยุคนี้เริ่มตั้งแต่ปี ค.ศ. 1957 1963 ในยุคนี้ได้มีการนำเอาทรานซิสเตอร์(Transistor) และไดโอด(Diodes) ซึ่งมีขนาดเล็กมาใช้แทนหลอดสูญญากาศทำให้มีราคาถูกลงและทำงานได้เร็วขึ้น ขนาดของเครื่องคอมพิวเตอร์จึงเล็กตามไปด้วย โดยการทำงานของทรานซิสเตอร์จะมีความจุมากกว่าความคงทนและความน่าเชื่อถือมากกว่าหลอดสูญญากาศ และยังเกิดความร้อนน้อยกว่าใช้พลังงานน้อยกว่าหน่วยความจำเพิ่มขึ้น การเก็บข้อมูลจะใช้วงแหวนแม่เหล็ก และใช้เทปแม่เหล็ก จานแม่เหล็ก เป็นสื่อในการรับส่งข้อมูล นอกจากนั้นยังมีการเพิ่มอุปกรณ์ในการรับข้อมูลและอุปกรณ์ในการแสดงผลลัพธ์อีกมากมาย มีการใช้เครื่องพิมพ์ จานแม่เหล็ก บัตรเจาะรู จอภาพ และแป้นพิมพ์เป็นเครื่องปลายทาง ในยุคนี้คอมพิวเตอร์เริ่มใช้ในวงการวิทยาศาสตร์และธุรกิจมากขึ้น โดยเฉพาะการใช้ระบบจ่ายเงินเดือน และการออกบิล

3.                  ยุคที่สาม (Third Generation) : การรวมแผงวงจร(Integrated circuits) ยุคนี้เริมตั้งแต่ปี ค.ศ. 1964 -1979 ในยุคนี้มีการนำเอาวงจรผนึกมาใช้แทนทรานซิสเตอร์ โดยได้มีการพัฒนาเทคโนโลยีของทรานซิสเตอร์เพิ่มเติมให้มีขนาดเล็กและบางจากนั้นก็นำไปผนึกให้อยู่ในรูปของซิลิกอนชิป(Silicon chips) ซึ่งเรียกว่าสารกึ่งตัวนำ(Semiconductor) ทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์สามารถขยายหน่วยความจำเพิ่มขึ้น และมีความเร็วในการคำนวณเพิ่มขึ้น คอมพิวเตอร์ในยุคนี้มีขนาดเล็กลงและราคาก็ลดลงมาด้วย นอกจากนั้นยังสามารถที่จะสร้างโปรแกรมระบบปฏิบัติการ(Operating system) ให้ทำงานอย่างอัตโนมัติโดยมีการติดต่อสื่อสารระหว่าง CPU เครื่องพิมพ์และอุปกรณ์อื่นๆ

4.                  ยุคที่สี่ (Fourth Generation) : การรวมแผงวงจรขนาดใหญ่ (Very Large-scale Integrated Circuits) ยุคที่สี่นี้เริ่มขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1980 จนถึงปัจจุบัน คอมพิวเตอร์ในยุคนี้มีการนำเอาแผงวงจรรวมมาใช้แทนแผงวงจรผนึกซึ่งมีลักษระเป็นแผงวงจรร่วมขนาดใหญ่(VLSIC) ซึ่งมีประสิทธิภาพในการทำงานสูงขึ้นมากทั้งในเรื่องของความเร็วและความจุ โดยที่ขนาดของตัวชิปเล็กลงความเร็วในการประมวลผลเร็วขึ้น และมีการปรับปรุงอุปกรณือื่นๆให้มีความสามารถสูงขึ้นจึงทำให้คอมพิวเตอร์สามารถทำงานได้เร็วขึ้น นอกจากนั้นยังมีการเปลี่ยนหน่วยความจำจากวงแหวนแม่เหล็กมาเป็นสารกึ่งตัวนำ มีการผลิตไมโครโปรเซสเซอร์(Microprocessor)ขึ้น ทำให้มีการสร้างคอมพิวเตอร์ขนาดกลาง(Minicomputer) และขนาดเล็ก(Microcomputer) ขึ้นมาขายเพื่อความเหมาะสมในการใช้งานในแต่ละประเภท ในยุคนี้ประชาชนสนใจคอมพิวเตอร์มากขึ้นทำให้มีการใช้งานกันอย่างแพร่หลาย

 

 

Ø    ประเภทของคอมพิวเตอร์

คอมพิวเตอร์ที่ใช้กันอยู่ทั่วไปในปัจจุบัน จะพบว่ามีหลายประเภทหลายแบบ แต่ถ้าแบ่งตามลักษณะการทำงานและการสร้างแล้วสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภทคือ

1.      ดิจิตอล (Digital Computer)

2.      อนาลอก (Analog Computer)

3.      ผสม (Hybrid Computer)

สำหรับการทำงานและข้อแตกต่างของคอมพิวเตอร์ทั้ง 3 ประเภทมีดังนี้

1.      คอมพิวเตอร์ชนิดดิจิตอล(Digital Computer)

คอมพิวเตอร์ชนิดดิจิตอลเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีการคำนวณโดยการนับจำนวนโดยตรง ข้อมูลที่นับได้จะเก็บเป็นรหัสตัวเลขฐาน 2 คือมีเลข 0 กับเลข 1 การประมวลผลจะทำงานต่อเนื่องกันไป และมีการเก็บบันทึกข้อมูลไว้ให้อย่างถูกต้องแม่นยำซึ่งจะขึ้นอยู่กับงานที่นำไปใช้ด้วย เช่นใช้ในการจองสายการบิน การควบคุมการยิงขีปนาวุธ การพยากรณ์สภาพภูมิอากาศ เป็นต้น

2.      คอมพิวเตอร์ชนิดอนาลอก(Analog Computer)

เครื่องคอมพิวเตอร์ชนิดอนาลอกเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ทำงานโดยการรับข้อมูลแบบวัดจำนวนที่ต่อเนื่องกัน ซึ่งจะนำข้อมูลที่วัดได้มาแปลงเป็นค่าตัวเลข เช่นการวัดอุณหภูมิของอากาศ การวัดแรงดันไฟฟ้า การวัดความดันของเสียงเครื่องยนต์ การวัดปริมาณอากาศที่เป็นพิษเป็นต้น ซึ่งผลจากการวัดที่ได้นั้นจะมีความละเอียดค่อนข้างมาก จึงเหมาะกับงานทางด้านวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมและทางด้านคณิตศาสตร์ เนื่องจากงานเหล่านี้จะต้องใช้ค่าตัวเลขที่ละเอียดมีจุดทศนิยมหลายตำแหน่ง

3.      คอมพิวเตอร์แบบผสม(Hybrid Computer)

คอมพิวเตอร์แบบผสมเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่นำลักษณะการทำงานแบบดิจิตอลและแบบอนาลอกมาผสมกัน ลักษณะการทำงานของคอมพิวเตอร์แบบนี้จะมีการรับข้อมูลเข้าเครื่องหรือมีการแสดงผลข้อมูลออกมาอย่างต่อเนื่อง นอกจากนั้นคอมพิวเตอร์แบบนี้ยังมีความสามารถในด้านการคำนวณที่ถูกต้องแม่นยำและสามารถทำงานตามโปรแกรมที่ซับซ้อนได้     สำหรับงานที่จะใช้คอมพิวเตอร์แบบผสมหรือไฮบริดนั้นมักจะเป็นงานเฉพาะด้าน เช่น งานทางด้านวิทยาศาสตร์ การฝึกนักบิน ใช้ในการควบคุมการทำงานทางด้านอุตสาหกรรม หรืออาจจะใช้ในวงการแพทย์เป็นต้น

 

*   รูปแบบและขนาดของเครื่องคอมพิวเตอร์

เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการประมวลผลข้อมูลโดยส่วนใหญ่จะมีลักษณะการทำงานที่เหมือนกันจะแตกต่างกันตรงที่การจัดขนาดของเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งอาจแบ่งออกได้ดังนี้

1.      เครื่องคอมพิวเตอร์ประสิทธิภาพสูง(Supercomputer)         เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดและสามารถประมวลผลได้เร็วที่สุด ซึ่งส่วนมากแล้วจะผลิตมาใช้กับงานเฉพาะด้านเท่านั้น เช่น งานทางด้านวิทยาศาสตร์ที่ยุ่งยากซับซ้อนและต้องมีการคำนวณมาก,งานออกแบบเครื่องบิน,งานวิจัยทางด้านนิวเคลียร์ ซึ่งเครื่องคอมพิวเตอร์ชนิดนี้จะมีราคาค่อนข้างแพงมาก

2.      เครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่(Mainframe Computer)        เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ที่มีประสิทธิภาพสูง มีความเร็วในการทำงาน มีหน่วยความจำสูงมาก และมีราคาสูง ใช้สำหรับการประมวลผลในองค์กรขนาดใหญ่ เช่น ธนาคาร  คอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่สามารถอินเตอร์เฟส(interface)กับฐานข้อมูลขนาดใหญ่และสนับสนุนอุปกรณ์คอมพิวเตอร์(peripheral device)ได้เป็นจำนวนมาก เช่น เครื่องขับเทปแม่เหล็ก(magnetic tape drive) เครื่องขับดิสก์ไดร์ฟ(magnetic disk drive) สแกนเนอร์(optical scanner) เครื่องพิมพ์เลเซอร์(laser printer) หรือแม้แต่เครื่องคอมพิวเตอร์อื่นๆ นอกจากนั้นยังสามารถบริการตามความต้องการของผู้ใช้ได้ในเวลาเดียวกัน

3.      เครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดกลาง(Minicomputer)       เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดรองลงมามีขนาดหน่วยความจำน้อยกว่า 2 แบบแรก แต่ก็มีความรวดเร็วในการประมวลผลสูงมักจะใช้กับงานที่มีข้อมูลไม่มาก เช่น การควบคุมอุปกรณ์ในการทดลอง การควบคุมเครื่องจักรในโรงงาน เป็นต้น

4.      เครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดเล็ก (Microcomputer)      เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีขาดเล็กที่สุด แต่ก็มีประสิทธิภาพสูงความสามารถใกล้เคียงกับมินิคอมพิวเตอร์ โดยทั่วไปจะเรียกว่าเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล(Personal computer : PC ) ซึ่งจะมีทั้งประเภทตั้งโต๊ะทำงานเรียกว่า Desktop และประเภทพกพาเรียกว่า Laptop หรือ Notebook สำหรับงานที่จะใช้กับเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์นั้นส่วนมากแล้วจะเป็นงานไม่ใหญ่มาก เช่น งานในสำนักงานทั่วไป งานเก็บข้อมูลต่างๆ ปัจจุบันนี้เครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ มีการพัฒนาออกแบบมาหลายรุ่นเพื่อให้ผู้ใช้เลือกซื้อได้ และมีการพัฒนารุ่นต่างๆออกมาอยู่ตลอดเวลา

 

*   ส่วนประกอบของคอมพิวเตอร์(Computer configuration)

ฮาร์ดแวร์(Hardware) หรือตัวเครื่องคอมพิวเตอร์ ประกอบไปด้วยหน่วยต่างๆดังนี้

*               หน่วยรับข้อมูล(Input Unit)          ทำหน้าที่ในการรับข้อมูลที่บันทึกไว้ในสื่อต่างๆเข้าไปเก็บไว้ในหน่วยความจำ สำหรับอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่เป็นหน่วยรับข้อมูลได้แก่ Keyboard, Disk drive, Magnetic tape, Card reader, Mouse, Touch screen และ Scanner เป็นต้น

*               หน่วยประมวลผลกลาง(Central Processing Unit : CPU)  ทำหน้าที่ในการคำนวณและประมวลผลซึ่งถือว่าเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดของคอมพิวเตอร์ สำหรับในหน่วยนี้มีหน้าที่ 2 อย่างคือ ควบคุมการทำงาน คำนวณและตรรกะ อุปกรณ์ที่ทำหน้าที่นี้ได้แก่ CPU

*               หน่วยความจำ(Memory Unit)      ทำหน้าที่เก็บข้อมูลและคำสั่งต่างๆที่ส่งมาจากหน่วยรับข้อมูลหรือส่งมาจากหน่วยประมวลผลกลางมาเก็บไว้เพื่อรอการเรียกใช้ หรืรอการประมวลผลภายหลัง                 สำหรับหน่วยความจำแบ่งเป็นหน่วยความจำหลักซึ่งในที่นี้คือ ROM  ับ RAM และหน่วยความจำสำรองซึ่งได้แก่ เทปแม่เหล็ก, Disk, Tape เป็นต้น

*               หน่วยแสดงผลลัพธ์(Output Unit)                        ทำหน้าที่ในการแสดงผลลัพธ์ที่ได้มาจากการการประมวลผล อุปกรณ์ที่ทำหน้าที่เป็นหน่วยแสดงผลลัพธ์ ได้แก่ Monitor, Printer, Diskette, CD-ROM, Plotter, Disk Drive และ Magnetic tape เป็นต้น

สำหรับโครงสร้างและการทำงานของแต่ละหน่วยสามารถเขียนเป็นแผนภาพได้ดังนี้

หน่วยรับข้อมูล

หน่วยแสดงผลลัพธ์

หน่วยประมวลผลกลาง

หน่วยความจำ

I/O bus

 

 

Input

1.

 

 

Primary Storage

4.

 

 

Control

3.

 

 

Arithmetic Logical

5.

 

 

Output

2.

6.

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

คอมพิวเตอร์ซอฟต์แวร์(Software)

            ซอฟต์แวร์(Software) คือ ส่วนที่ทำหน้าที่เป็นคำสั่งที่ใช้ควบคุมการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ หรืออาจเรียกว่า โปรแกรม ก็ได้ หากปราศจากซอฟต์แวร์เครื่องคอมพิวเตอร์ก็ไม่สามารถที่จะทำงานได้ซึ่งหน้าที่หลักของซอฟต์แวร์คือ 1) จัดการเกี่ยวกับทรัพยากรภายในองค์การ 2) เป็นเครื่องมือในการสร้างความได้เปรียบของทรัพยากรที่มีต่อคู่แข่งขัน 3) เป็นสื่อกลางระหว่างองค์การและการเก็บสารสนเทศภายในหน่วยงาน

           

*   ประเภทของซอฟต์แวร์

โดยทั่วไปจะแบ่งประเภทของซอฟท์แวร์ออกเป็นประเภทหลักๆ ได้ 2 ประเภทดังนี้

1.ซอฟต์แวร์ระบบ(System Software) หมายถึง โปรแกรมที่มีหน้าที่ควบคุมการทำงานของฮาร์ดแวร์ทุกอย่างและอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้เครื่อง แบ่งออกเป็นโปรแกรมแต่ละโปรแกรมตามหน้าที่การทำงานดังนี้

1.1  โปรแกรมระบบปฏิบัติการ (Operating System: OS) คือโปรแกรมระบบที่ทำหน้าที่ควบคุมการใช้งานส่วนต่างๆของเครื่องคอมพิวเตอร์ เช่น ควบคุมหน่วยความจำ ควบคุมหน่วยประมวลผล ควบคุมหน่วยรับและแสดงผลข้อมูล ตลอดจนแฟ้มข้อมูลต่างๆ ให้มีประสิทธิภาพในการทำงานสูงสุดโดยมีหน้าที่หลัก 3 ประการคือ

§       การจองและการกำหนด(Allocation and assignment)  เป็นการจองทรัพยากรของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่จะใช้งานกับโปรแกรมประยุกต์โดยมีการจัดลำดับการทำงาน

§       การจัดตารางการทำงานให้กับเครื่องคอมพิวเตอร์(Scheduling)

บันทึกนี้เขียนโดย  เมื่อ