ระบำแม่ศรียอดสร้อย

       เพลงและการพื้นบ้านของไทยเรานั้นมีมาช้านานแล้ว  ถ่ายทอดกันโดยทางมุขปาฐะ จำต่อ ๆ กันมาหลายชั่วอายุคนเชื่อกันว่ามีกำเนิดก่อนศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงมหาราชเสียอีก  ต่อมาค่อยมีชื่อเสียง มีแบบสัมผัสคล้องจองท่วงทำนองไปตามภาษาถิ่นนั้น ๆ ในการขับร้องเพื่อความบันเทิงต่าง ๆ จะมีจังหวะดนตรีท้องถิ่น (Folk music)เข้ามาและมีการร้องรำทำเพลงไปด้วย จึงเกิดเป็น ระบำชาวบ้าน(Folk dance) เพลงพื้นบ้านใช้ร้องรำในงานบันเทิงต่าง ๆ มีงานลงแขก เกี่ยวข้าว ตรุษสงกรานต์ ฯลฯ


       สำหรับประวัติความเป็นมาของเพลงและการพื้นบ้านในประเทศไทยนั้น มีมานานแล้วดังข้อความในศิลาจารึกหลักที่ 1 กล่าวว่า “เสียงพาทย์ เสียงพิน เสียงเลื่อน เสียงขับใครจักมักเล่น เล่น   ใครจักมักหัว หัว” และในไตรภูมิพระร่วง ของพญาลิไทกล่าวว่า  “ … บ้างเต้น  บ้างรำบ้างฟ้อนระบำ บรรฤาดุริยดนตรี บ้างดีด บ้างสี บ้างตี บ้างเป่าบ้างขับสรรพสำเนียง เสียงหมู่นักคุณจนกันไปเดียรดาษ…”


        ต่อมาในสมัยอยุธยา รัชสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนารถ มีข้อความในกฎมณเฑียรบาล ตอนที่ ๑๕ ได้กล่าวถึงการเล่นร้องเรือ เป่าขลุ่ย เป่าปี่ ตีทับ ขับรำ ซึ่งเป็นเพลงและดนตรีสมัยนั้น นอกจากนั้นในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลายกล่าวถึงการเล่นเพลงเทพทองของพระมหานาค วัดท่าทรายไว้ในหนังสือปุณโณวาทคำฉันท์เป็นการแสดงที่เป็นมหรสพชนิดหนึ่งในงานสมโภชพระพุทธบาทสระบุรี
        ดังนั้นกล่าวได้ว่า ในสมัยอยุธยามีการกล่าวถึงเพลงพื้นบ้านอยู่ ๒ ประการคือ เพลงเรือ และเพลงเทพทอง

 
ประวัติความเป็นมา

      รำแม่ศรียอดสร้อย แม่ศรียอดสร้อยเป็นการเล่นพื้นเมืองอย่างหนึ่ง ซึ่งมีมาแต่โบราณ นิยมเล่นกันทั่วไปในภาคกลางและอีสานและมักจะเล่นในงานนักขัตฤกษ์ เช่น วันขึ้นปีใหม่และตรุษสงกรานต์โดยมากเล่นกันในหมู่เด็กๆเพราะการเล่นแม่ศรียอดสร้อยเป็นการเล่นทำนองเข้าทรงโดยผู้เล่นที่เป็นตัวแม่ศรีจะต้องทำกิริยาเหมือนแม่ศรีมา เข้าทรงสั่นและร่ายรำตามทำนองลูกคู่ร้อง การเล่นเช่นนี้เป็นไปในทางสนุกขบขัน เพราะเป็นการที่ไม่น่าเชื่อถือในเรื่องผีเข้าทรงอย่างใด โดยเฉพาะการเล่นแม่ศรียอดสร้อยนี้ไม่ถือว่าเป็นการทรงเจ้า ในหมู่ผู้เล่นเป็นหญิงล้วนๆ จะเล่นซักกี่คนก็ได้ ทุกคนนั่งเป็นวงกลวมเลือกหญิงที่จัดว่าสวยที่สุดในหมู่คนหนึ่ง สมมุติให้เป็นแม่ศรี และต้องแต่งตัวให้สวยกว่าคนอื่น (ในโบราณใช้ห่มผ้าสีแดงสไบเฉียง) แล้วตัวแม่ศรีนั่งลงตรงกลางวงจะเป็นม้าหรือยกแคร่ขึ้นสำหรับให้แม่ศรีนั่งก็ได้ ตัวแม่ศรีนั่งพนมมือหลับตาในท่าสมาธิ นอกนั้นนั่งจุดธูปเทียนสำหรับบูชาเพื่อเชิญให้แม่ศรีมาเข้าทรง ผู้สมมุติว่าเป็นแม่ศรี ผู้นั่งทั้งหมดร้องเพลงเชิญและร้องอยู่เรื่อยๆ และในปัจจุบันมักนำการแสดงชุดนี้มาแสดงเป็นหมู่ เพื่อให้เกิดความสวยงามเข้าทำนองเพลงอันไพเราะ

 

 ที่มา : http://www.youtube.com/watchv=i4g46v22ILY

สุนทรียภาพทางความงามของนาฏศิลป์ 
1. ตัวละครเครื่องแต่งกาย
ตัวละคร : ผู้เล่นมักจะเป็นผู้หญิง จะเล่นกันกี่คนก็ได้ แต่ส่วนใหญ่แล้วมักจะเล่นประมาณ
5 คน
ครื่องแต่งกาย : ผู้เล่นจะต้องใส่โจงกระเบนและห่มสไบตามแบบไทยโบราณ โดยผู้ที่อยู่
ตรงกลางจะแต่งตัวสวยที่สุด โดยโบราณแล้วจะให้ห่มผ้าสีแดงสไบเฉียง

 

http://www.tarad.com/la-o/img-lib/spd_20071012133900_b.jpg

2.ฉากอุปกรณ์แสงสี

ฉากสถานที่ : สถานที่เล่นนั้นไม่ได้ตายตัว แต่ส่วนใหญ่มักจะเล่นกันตามลานบ้าน หรือลานวัด

3.ท่าทางการสื่อความหมาย

ท่าทางการแสดง : ผู้เล่นที่อยู่ตรงกลางจะทำเหมือนเข้าทรง และมีการร่ายรำประกอบคำ
ร้องของลูกคู่
http: //www.nrru.ac.th/preelearning/Wilawan/image1747.jpg
4. ดนตรีที่ใช้

ในการบรรเลงประกอบเพลง

นตรีที่ใช้ในการประกอบการแสดง : ือ วงปี่พาทย์

5. ขับร้อง บทร้อง บทเจรจา บทพากษ์

ทร้อง : ผู้ร้อง คือ ผู้ที่นั่งล้อมวงจะเป็นผู้ร้อง เรียกว่า "ลูกคู่" และจะปรบมือเบาๆ เพื่อประกอบจังหวะ

 

เนื้อเพลง

เชิญเอยขอเชิญเทพไททั่วทิศา           ทั่วมุมวิมานสถานเทวาโปรดจงมาเป็นพยาน
เชิญ เชิญ ทิพย์วิญญาณพระเป็นประธาน     ข้าทรงแม่ศรีเอย
เชิญ เชิญ ข้าเชิญแม่ศรี สิงวิญญาณอยู่ดี     ให้มีศรีทรงแก่นาง
ขอเชิญๆ ศรีอนงค์ๆ เข้าทรงทรามวัย           อย่าหมางเมินข้าขอเชิญแม่ศรีเอย
โอ้แม่ศรี แม่ศรียอดสร้อย                            สองกรอ่อนช้อยข้าจะคอยชม
ดั่งกินรี โอ้โสภีเป็นที่นิยม                           ชวนคะนึงพิศพิงอารมณ์ต่างพากันชมนิยมนางเอย
ดั่งหงส์เหมราชงามวิลาสบาดอุรา                วาดกรมาแม่ศรีโสภางามทีท่ารำเอย
ร่ายรำให้งามนะเจ้า                                    ให้พวกเราได้ชมสมใจ

                                                                     ปี่พาทย์ทำเพลงเร็ว – ลา

 

 credit :http://www.nrru.ac.th/preelearning/Maprang/measri.htm