.
.
.
.

การแสดง " ลำตัด "

 

ประวัติความเป็นมาของเพลงลำตัด

          ลำตัด เป็นการแสดงที่มาจากการแสดงบันตนของแขกมลายู ลำตัดจะมีลักษณะตัด และเฉือนกันด้วยเพลง (ลำ) การว่าลำตัดจึงเป็นการว่าเพลงรับฝีปากของฝ่ายชาย และฝ่ายหญิงโดยตรง มีทั้งบทเกี้ยวพาราสี ต่อว่า เสียดสี แทรกลูกขัด ลูกหยอด ให้ได้ตลกเฮฮากัน สำนวนกลอนมีนัยยะออกเป็นสองแง่สองง่าม เครื่องดนตรีที่ใช้ คือ กลองรำมะนา ฉิ่ง วิธีแสดงจะมีต้นเสียงร้องก่อน โดยส่งสร้อยให้ลูกคู่ร้องรับ แล้วจึงด้นกลอนเดินความ เมื่อลงลูกคู่ก็จะรับด้วยสร้อยเดิมพร้อมกับตีรำมะนา และฉิ่งเข้าจังหวะการร้องรับนั้นด้วย  ลำตัด เป็นการแสดงที่มาจากการแสดงลิเกบันตนของมลายู
          ลำตัด เรียกได้ว่า เป็นเพลงพื้นบ้านพื้นเมืองชนิดหนึ่งของไทย ซึ่ง นิยมร้องกันในเขตภาคกลาง ทั้งนี้ มีต้นกำเนิดมาจาก “ลิเกบันตน” ของชาวมลายู ในต้นรัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ โดยลิเกบันตนดังกล่าว มีรูปแบบของการแสดงแยกออกเป็น 2 สาขา สาขาหนึ่ง เรียกว่า “ฮันดาเลาะ” และ     “ลากูเยา” และลิเกบันตนลากูเยา มีลักษณะของการแสดงว่ากลอนสดแก้กัน โดยมีลูกคู่คอยรับ เมื่อต้นบทร้องจบ ต่อมาเมื่อมีการดัดแปลงกลายเป็นภาษาไทยทั้งหมด จึงเรียกกันว่า “ลิเกลำตัด” ในระยะแรก และเรียก สั้น ๆ ในเวลาต่อมาว่า “ลำตัด” ซึ่งมีลักษณะของเพลงและทำนองเพลงที่นำมาให้ลูกคู่รับ โดยมากก็มักตัดมาจากเพลงร้องหรือเพลงดนตรีอีกชั้นหนึ่ง  โดยเลือกเอาแต่ตอนที่เหมาะสมแก่การร้องนี้มาเท่านั้นบัดนี้ชื่อถูกตัดลงไปโดยความกร่อนของภาษาเหลือเพียงว่า “ลำตัด” เป็นการตั้งชื่อที่เหมาะสม เรียกง่าย มีความหมายรู้ได้ดีมาก (มนตรี ตราโมท,2518 : 46 – 65) กล่าวคือ ความหมายเดิม “ลำ” แปลว่าเพลงเมื่อนำมารวมกับคำว่า “ตัด” จึงหมายถึง การนำเอาเพลงพื้นบ้านอื่น ๆ อีกหลายชนิด ตัดรวมเข้าเป็นบทเพลง  เพื่อการแสดงลำตัด เช่น  ตัดเอา เพลงเกี่ยวข้าว เพลงฉ่อย   เพลงเรือ เพลงพวงมาลัย  และเพลงอีแซว  เป็นต้น เข้ามาเป็นการละเล่นที่เรียกว่า ลำตัด (ธนู บุญยรัตพันธ์, สัมภาษณ์)

วิธีแสดงลำตัด   
          ผู้เล่นลำตัดส่วนใหญ่จะเป็นมุสลิมต่างจากลิเกที่ผู้แสดงจะเป็นคนไทยล้วนๆเพราะลิเกต้องไหว้ครูฤาษีซึ่งขัดกับหลักของศาสนาอิสลาม ปัจจุบันคณะลำตัดที่มีชื่อเสียงในอยุธยา จะมีอยู่ 2 คณะ คือ คณะซึ่งเป็นคนไทยเชื้อสายมอญ และคณะคนไทยซึ่งเป็นชาวมุสลิมการแสดงลำตัดเป็นการเฉือนคารมกันด้วยเพลง(ลำ)โดยมีการรำประกอบแต่ไม่ได้ เล่นเป็นเรื่องอย่างลิเกและการแสดงต้องมีทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิงและเป็นที่นิยมกันมากเนื่องจากเป็นการแสดงโดยการใช้ไหวพริบปฏิภาณใน การด้นกลอนสดส่วนการประชันลำตัดระหว่าง2 คณะ จะใช้เสียงฮาของคนดูเป็นเกณฑ์ คณะใดได้เสียงฮาเสียงปรบมือมากกว่า ก็จะถือเป็นฝ่ายชนะ

โอกาสที่แสดง
          มักนิยมเล่นในงานมหรสพต่าง ๆ แต่เมื่อมีคนนิยมหรือแพร่หลายออกไปจึงเกิดมีการประชันแข่งขันกันขึ้นแทนที่จะว่าแก้กันในหมู่วงเดียว เดิมทีเดียวใช้ผู้แสดงเป็นชายล้วน ๆ ไม่มีหญิงปนเลยต่อมาในระยะหลังได้มีวิวัฒนาการมีชายหญิงแสดงร่วมกัน

เครื่องแต่งกาย
         แต่งกายแบบไทยพื้นเมือง  ผู้หญิงนุ่งจีบหรือโจงกระเบนตามแต่ถนัด  ใส่เสื้อรัดรูปแขนสั้น หลากสีสัน  ทัดดอกไม้  ผู้ชายนุ่งโจงกระเบน  เสื้อคอกลมสีต่าง ๆ  

ดนตรีที่ใช้ 
         
มี   กลองรำมะนา  กรับ  ฉิ่ง

ที่มา : http://www.thaigoodview.com/node/21363?page=0%2C4

.
.
.
.

          จากที่ได้รู้ข้อมูลเบื้องต้นแล้ว ทีนี้เราก็เอามาวิเคราะห์ตามโจทย์ที่อาจารย์ให้มา ก็คือวิเคราะห์สุนทรียภาพทางความงามของนาฏศิลป์  ซึ่งประกอบด้วย

          1.  ตัวละคร เครื่องแต่งการ  =>  จากการได้ดูการแสดงลำตัดจากคลิปด้านบนที่ลงไว้ ก็จะเห็นว่าตัวละครผู้แสดงจะแบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย ร้องลำตัดประชันกันไปมา  ส่วนเรื่องเครื่องแต่งกาย ก็จะใส่เสื้อกับโจงกระเบน มีผ้าผูกเอวแบบชาวบ้านสมัยก่อนทั่วไป

          2.  ขับร้อง บทร้อง บทเจรจา บทพากษ์ => การแสดงลำตัด ก็จะร้องสลับกันไปมา 2 ฝ่าย เหมือนมาแสดงความคิดเห็นในความคิดของตัวเอง  คล้ายกับโต้วาที แต่ลำตัดจะมีการร้องเป็นจังหวะประกอบดนตรี  มีเสียงเอื้อน

          3.  ฉาก อุปกรณ์ แสง สี  =>  ในการแสดงลำตัด ก็จะแสดงที่ไหนก็ได้ไม่จำเป็นต้องมี แสง สี ที่ โดดเด่นมาก   ฉากก็ธรรมดาแล้วแต่งานที่แสดง  อุปกรณ์ที่ใช้ก็คงจะมีแต่ไมโครโฟน ทำให้เสียงดังฟังชัด

          4.  ดนตรีที่ใช้ในการบรรเลงประกอบเพลง => ในการแสดงลำตัด ก็จะใช้เครื่องดนตรีไทย อย่าง กลองรำมะนา  กรับ  ฉิ่ง  เพื่อใช้ในการให้จังหวะขณะที่มีการร้องประชันกัน ทำให้เกิดความน่าสนใจและเสริมการร้องให้เป็นท่วงทำนองมากขึ้น

          5.  ท่าทางการสื่อความหมาย  =>  ในการแสดงลำตัดนั้น ก็จะไม่มีการท่าทางอะไรมากมาย ไม่ได้มีการร่ายรำตามแบบแผน  แต่จะเป็นการแสดงท่าทางตามคำพูดที่ประชันกัน เป็นการใช้ท่าทางธรรมชาติที่ใช้กันทั่วไป  สื่อความหมายง่าย ทุกคนสามารถรับรู้ได้เอง

 

.
.
.
.