กระบวนการยุติธรรม: แนวคิด นิยาม ความหมาย
สังคมทุกสังคมต่างมีระเบียบแบบแผนธรรมเนียมปฏิบัติและบรรทัดฐานความประพฤติ ไว้เป็นแนวทางปฏิบัติสำหรับสมาชิกของตนเอง ขณะเดียวกันสังคมได้กำหนดบทบังคับโทษรูปแบบต่างๆไว้ตอบโต้ต่อต้านหรือ ปฏิบัติต่อผู้กระทำการล่วงละเมิดกฎเกณฑ์ของสังคมเพื่อให้หลาบจำไม่กระทำผิด อีกโดยใช้ควบคู่กับการยกย่องชมเชยและให้รางวัลต่อพฤติกรรมที่พึงปรารถนาของ สังคม ดังนั้น กลไกของสังคมที่รับผิดชอบต่อการบังคับใช้กฎหมายจึงเกิดขึ้นเพื่อทำหน้าที่ ประสานเชื่อมโยงกันเป็นระบบเครือข่าย โดยเรียกว่า "กระบวนการยุติธรรม" (Criminal Justice Process) หรือ "ระบบงานยุติธรรม" (Criminal Justice System)

ในแง่ของสังคมวิทยาจะมองความเชื่อมโยงระหว่างสิ่งที่ประสงค์จะศึกษากับสังคมในภาพรวมกว้างๆที่เป็นภาพครบวงจรทั้งระบบสังคม ดังนั้นระบบงานยุติธรรมทางอาญาจึงมีองค์ประกอบพื้นฐาน 4 ประการที่สัมพันธ์สอดคล้องกัน คือ
1) ผู้กระทำผิด (Offender)
2) เหยื่ออาชญากรรม (Victim)
3) หน่วยงานยุติธรรมทางอาญา ซึ่งประกอบด้วย ตำรวจ อัยการ ศาล ราชทัณฑ์ และหน่วยปฏิบัติต่อผู้กระทำผิดในชุมชน (Community Based Program) และ
4) สังคม (Society) ซึ่งหมายถึง ประชาชนทั่วไป

อย่างไรก็ตามระบบงานยุติธรรมทางอาญาที่มีองค์ประกอบทั้ง 4 ประการ ดังกล่าวในสังคมแห่งหนี่งๆอาจเปลี่ยนแปลงไปเนื่องจากอิทธิพลของสภาพแวดล้อมภายนอกได้ (Outside Influence) ขณะเดียวกันองค์ประกอบทั้งระบบดังกล่าวที่ได้กระทำกิจกรรมใดๆขึ้น ล้วนมีผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมภายนอกสังคมนั้น (Inference to Outside) เช่นกัน

จุดเปลี่ยนแห่งกระบวนการยุติธรรมไทย
คนไทยส่วนใหญ่มีครอบครัวและระบบการผลิตทางเศรษฐกิจแบบดั้งเดิม ประกอบอาชีพเกษตรกรรมและมีความสัมพันธ์ในชุมชนแบบเป็นเนื้อเดียวกัน (Homogenous) แม้ว่าในสมัยกรุงศรีอยุธยาจะมีการติดต่อกับตะวันตกก็ตาม แต่ยังเป็นความสัมพันธ์ที่จำกัดในวงแคบ เฉพาะกลุ่มผู้ปกครองกลุ่มเล็กๆในเขตเมืองหลวงเท่านั้น มิได้แผ่ขยายครอบคลุมทั่วประเทศเช่นในปัจจุบัน และเรื่องที่ติดต่อกันส่วนใหญ่เป็นเรื่องค้าขายและเผยแพร่ศาสนามากกว่าเผย แพร่แนวคิดทางการเมืองหรืออุดมการณ์ใดๆ ทั้งนี้อาจเนื่องจากทุกประเทศทั่วโลกกำลังอยู่ในช่วงเวลาแห่งประวัติศาสตร์ ช่วงเดียวกัน คือ ช่วงที่มีการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราช ดังนั้นแนวคิดทางการเมืองจึงไม่แตกต่างกัน

แต่สภาพความสัมพันธ์กับประเทศตะวันตกในสมัยรัตนโกสินทร์เปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากสังคมไทยยังมีการพัฒนาไปตามรูปแบบเดิมอย่างช้าๆตามหน้าประวัติ ศาสตร์ ขณะที่ตะวันตกเกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งใหญ่ ซึ่งทำให้ระบบเศรษฐกิจของสังคมตะวันตกพัฒนาจากระบบการผลิตแบบเกษตรกรรมไปสู่ อุตสาหกรรมด้วยความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองในตะวันตกไปสู่ระบอบประชาธิปไตย "นั่นคือจุดเปลี่ยนของสังคมตะวันตก" ที่มีผลกระทบต่อโลกทัศน์ชีวทัศน์ และค่านิยม โดยเฉพาะในทางนิติปรัชญาที่เน้นเรื่องสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค และการมีส่วนร่วมในการปกครองเป็นสำคัญ และเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้เส้นทางการพัฒนาสังคมตะวันตกแตกต่างและก้าวล้ำทิ้งห่างไปจากตะวันออกอย่างเห็นได้ชัด

ดังนั้น เมื่อชาวตะวันตกมาติดต่อค้าขายกับไทยสมัยปฏิรูปการปกครองในรัชกาลที่ 5 ความสัมพันธ์จึงเปลี่ยนแปลงไป ส่งผลให้เกิดการคลี่คลายของโครงสร้างสังคมแบบจารีตประเพณีมาเป็นสังคมสยาม สมัยใหม่อย่างทันทีทันใด และแม้แต่ระบบกฎหมายการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีที่เปลี่ยนแปลงไปก็ยังหาได้ เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตคนไทยไม่ ตัวโครงสร้าง องค์การในรูปของกระทรวง ทบวง กรมต่างๆ จึงเป็นการนำโครงสร้างระบบกฎหมายและการยุติธรรมของตะวันตกมาสวมใส่ในวิถี ชีวิตแบบไทยๆ ที่คนส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจระบบ รูปแบบ และวิธีการเหล่านั้นอย่างชัดเจน โดยเรารับเอากระบวนวิธีการพิสูจน์ความผิดแบบตะวันตกมาใช้ซึ่งเป็นวิธีที่เหมาะสมกับแนวความคิดในเรื่องความ รับผิดชอบตามกฎหมายธรรมชาติของชาวตะวันตกที่เน้นหนักเรื่อง "สิทธิ" (Clifford, W. อ้างถึงในอภิรัตน์ เพ็ชรศิริ, 253 :629) ขณะที่สังคมไทยมีความเชื่อเรื่องกฎแห่งกรรมว่าเป็นกระบวนวิธีพิสูจน์ความผิด บาปที่ผู้ทำย่อมได้รับผลกรรมจากการกระทำของตนไม่ชาตินี้ก็ชาติหน้า ความรับผิดชอบต่อสังคมตามธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมของไทยมีลักษณะเน้น หนักที่ "หน้าที่" โดยเฉพาะการเข้ามีส่วนร่วมกับกระบวนการยุติธรรมซึ่งเป็นหน้าที่ของคนไทยมา แต่ครั้งกรุงสุโขทัย ดังนั้นเมื่อมีการนำอุดมการณ์ตะวันตกที่เน้นสิทธิ เสรีภาพ ความเท่าเทียมกันตามกฎหมาย มาใส่ในโครงสร้างสังคมไทยที่ยังมีชนชั้น มีการเคารพเทิดทูนพระมหากษัตริย์อย่างแนบแน่น และมีจารีตประเพณีที่เอื้ออาทรต่อเพื่อนร่วมสังคมอยู่เดิม จึงเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ไม่มีแก่นรากลึกซึ้ง จิตวิญญาณ พฤติกรรมทางสังคมและวัฒนธรรม และวิถีชีวิตของคนทั่วไปยังเกาะเกี่ยวกับกระบวนคิดแบบเดิม โครงสร้างของระบบต่างๆที่สร้างขึ้นไม่เคยมีบทบาทในฐานะเป็นพื้นฐานแนวคิด แห่งโครงสร้างสังคมและแม่แบบวัฒนธรรมด้านความยุติธรรมแต่อย่างใด สังคมไทยจึงต้องจ่ายด้วยราคาแพงให้กับค่าของการเปลี่ยนแปลงแห่งจุดเปลี่ยน ของกระบวนการยุติธรรมไทยมาจนทุกวันนี้

นับเนื่องจากที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ปฏิรูประบบกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมไทยใหม่ จาก "กฎหมายตราสามดวง" เป็น "กฎหมายตามแบบอย่างคำสอน Jurisprudence ของ John Austin" ซึ่งแพร่หลายในอังกฤษ โดยที่ พระองค์เจ้าระพี (อ้างถึงในปรีดี เกษมทรัพย์, 2543, น.242-243) อธิบายว่า "กฎหมายนั้นคือข้อบังคับของผู้ซึ่งมีอำนาจในบ้านเมือง เมื่อผู้ใดไม่กระทำตามแล้วต้องโทษ" และ "กฎหมาย" เป็นคนละเรื่องกับ "ศีลธรรมหรือความยุติธรรม" แยกออกจากกันเด็ดขาดไม่เกี่ยวข้องกัน ทำให้รัฐโดดเด่น มีอำนาจกฎหมายรองรับและแยกออกมาจากสังคม จารีตประเพณีและหลักธรรมนิยมและมีอิทธิพลต่อความคิดทางกฎหมายของไทยในปัจจุบัน ทั้งยังมีเปลี่ยนแปลงการดำเนินกระบวนการสืบสวนสอบสวนฟ้องร้องดำเนินคดีใหม่จากระบบไต่สวน (Inquisitorial System) โดยจารีตนครบาลที่ใช้วิธีการโหดร้าย รุนแรง มาเป็นระบบกล่าวหา (Accusatorial System) ดังที่ว่า "กระบวนวิธีพิจารณาเพื่อพิสูจน์ความผิดของจำเลยนั้น ศาลจะสันนิษฐานไว้ก่อนว่าจำเลยเป็นผู้กระทำผิดตามที่โจทก์กล่าวหาจนกว่า จำเลยจะพิสูจน์ให้ศาลเชื่อว่าจำเลยเป็นผู้บริสุทธิ์ตามระบบจารีตนครบาล" (กรรมาธิการการบริหารและการยุติธรรม วุฒิสภา, 2539, น. 8) การเปลี่ยนแปลงวิธีดำเนินกระบวนการยุติธรรมดังกล่าวจึงสอดคล้องกับการปรับ เปลี่ยนวิธีการบริหารราชการแผ่นดินไปสู่ "รัฐสมัยใหม่" แต่ไม่สอดคล้องกับสภาพการณ์ในปัจจุบันที่ระบบสังคมและเศรษฐกิจของโลกเปลี่ยน แปลงไป ซึ่งทำให้มีพื้นที่สาธารณะบางส่วนที่รัฐไม่สามารถก้าวล่วงความเป็นส่วนตัว ของปัจเจกชนได้ อีกทั้งกฎหมายที่รัฐสมัยใหม่ใช้เป็นเครื่องมือในการจัดการสังคมก็มีลักษณะ ที่ปรีดี เกษมทรัพย์ (2523, น. 381) เรียกว่า "มีอำนาจสิทธิขาดและสมบูรณ์ในตัวเอง โดยไม่ต้องอยู่ใต้อาณาเขตข้อจำกัดของศีลธรรม ความยุติธรรม หรือสิ่งอื่นใด" ทำให้กฎหมายของรัฐสมัยใหม่มีผลกระทบตามมา 4 ประการ คือ

- ยกย่องว่า "รัฐ" มีอำนาจสูงสุด ไม่อยู่ใต้กฎเกณฑ์ใดทั้งสิ้น
- เมื่อกฎหมายเป็นเรื่องของคำสั่ง ทำให้กฎหมายเป็นเรื่องของ "อำนาจ" แทนที่จะเป็นเรื่องของ "ความถูก-ผิด ความชอบธรรม-ความไม่ชอบธรรม ความยุติธรรม-ความไม่ยุติธรรม" เพราะ "คำสั่ง" นั้นจะต้องเป็นของ "ผู้มีอำนาจเหนือ" สามารถที่จะบังคับผู้อยู่ใต้อำนาจให้ "จำใจ" ที่จะต้องปฏิบัติตามเจตจำนงของผู้มีอำนาจ
- ผู้สั่งจะสั่งอย่างไรก็ได้ตามอำนาจที่มี แต่ "กฎหมาย" จะถูกต้องเป็นธรรมหรือไม่ ไม่อาจพิจารณาได้
- กฎหมายเป็นกฎเกณฑ์ที่แตกต่างไปจากศีลธรรม ดังนั้น "ความยุติธรรมตามกฎหมาย" อาจ "ไม่เป็นธรรม" ก็ได้

วิธีการคิดดังกล่าวทำให้ กฎหมายกลายเป็นเรื่องของอำนาจที่แยกตัวออกจาก "ความยุติธรรม ความชอบธรรม และศีลธรรม" อันดีงาม ดังนั้นถึงแม้ว่าการปฏิรูประบบกฎหมายและการศาลไทยในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุล จอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แม้จะมีคุณอนันต์ต่อการธำรงเอกราชของชาติไทย แต่นับได้ว่าเป็น จุดเปลี่ยนแห่งกระบวนการยุติธรรมไทยครั้งใหญ่ที่เข้าสู่ยุคสมัยของการคิดแบบ แยกส่วนอย่างเต็มรูปในช่วงเวลาต่อมาเป็นเวลานับร้อยปี