วินัยในตนเองกับเยาวชนไทย มะลิวัลย์ พร้อมจิตร บทนำ ในอดีตเมื่อไม่กี่สิบปีที่ผ่านมานี่เอง เยาวชน นักเรียน นิสิต นักศึกษาซึ่ง ถือว่า เป็นผู้ที่อยู่ในวัยที่มีพลังมีความรู้และสติปัญญา พร้อมที่จะแสดงพลังขับเคลื่อนให้สังคมมีสิ่งใหม่ ๆ ที่ดีกว่า กล้าที่จะเรียกร้องความยุติธรรมให้คงอยู่คู่ในสังคมต่อไป เป็นตัวอย่างของคนรุ่นหลัง และเป็นความหวังของคนแก่เฒ่า และไม่คล้อยตามกระแสวัฒนธรรมอื่นจนหลงลืมจุดยืนของตัวเอง ดังจะเห็นได้จากเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 เป็นต้น แต่ปัจจุบัน เยาวชนไทยส่วนหนึ่ง ไม่เพียงแต่ไม่รักชาติ แค่รักตัวเองยังทำไม่เป็น สับสนในตัวเอง ดำเนินชีวิตอย่างไร้เป้าหมาย ไม่ตั้งใจจริงที่จะศึกษาหาความรู้ มีค่านิยมที่ไม่ถูกต้อง หนักไม่เอาเบาไม่สู้ รักความสบาย ในกระเป๋าไม่หนังสือไม่พบตำราเรียน สิ่งที่พบคือการ์ตูนออกแนวโจ๋งครึ่ม มือถือยี่ห้อดัง เครื่องสำอาง บัตรเครดิต แถมยังเป็นโรคเหงา อยู่คนเดียวไม่ได้ โหยหา แสวงหาวิธีการตอบสนองความต้องการของตัวเองด้วยวิธีการต่าง ๆ นานา โดยไม่คำนึงถึงความถูกต้องและผลที่จะตามมา ใช้ชีวิตเวียนว่ายอยู่ในหลุมดำ อย่างไม่รู้สึกตัว ข่าวคราวที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับพฤติกรรมของวัยรุ่นเป็นความเปลี่ยนแปลงจนน่าใจหาย เด็กวัยรุ่นไทยเข้าสู่ยุคฟรีเซ็กซ์ (เฉลิมพล โสมอินทร์ 2547 :56) มีตัวเลขที่น่าตื่นตะลึงเด็กไทยมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกอายุเฉลี่ย 15 ปี ซึ่งเด็กฝรั่งเฉลี่ยอยู่ที่ 17.7 ปี จึงเป็นแนวโน้มว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่มีนเสียตัวเร็วที่สุดในโลก และจากการสำรวจแอแบ็คโพลกับกลุ่มนักเรียน ในกรุงเทพมหานคร พบว่า การมีเพศสัมพันธ์ของวัยรุ่นชายอยู่ในวัย 15 ปี อายุน้อยที่สุดพบอายุ 9 ปี ส่วนวัยรุ่นหญิงเฉลี่ย 16 ปี ต่ำที่สุดที่พบคือ 10 ปี ส่วนนักศึกษาราชภัฏส่วนกลาง 93 % มองเห็นเรื่องการมีเซ็กซ์ เซ็กซ์หมู่ การขายตัว การเปลี่ยนคู่นอนเป็นเรื่องปกติไปแล้ว และจากสถิติการทำแท้งของเยาวชนไทยมีอัตราการทำแท้งมากกว่าเยาวชนของประเทศตะวันตก จากสถิติที่เกิดขึ้น นับเป็นความเสื่อมโทรมทางวัฒนธรรมอย่างเห็นได้ชัด เป็นเพราะอะไร หลาย ๆ ฝ่ายคงมีคำตอบ แต่แนวทางการแก้ปัญหา ในทัศนะของผู้เขียน มองว่า การให้การศึกษาอย่างเป็นระบบ วิธีการปฏิบัติที่ชัดเจนและมั่นคง ที่ดีน่าจะเป็นคำตอบที่ดีที่สุด การศึกษากับเยาวชน เยาวชนที่มีคุณภาพ ที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีความสมบูรณ์ทั้งร่างกายและจิตใจมีความรู้คู่คุณธรรม เป็นกำลังของการพัฒนาสังคมในอนาคตได้นั้น ต้องเป็นผู้ได้รับการจัดประสบการณ์ทางการศึกษาที่เหมาะสม ดังที่สาโรช บัวศรี ( 2535 : 383 ) กล่าวว่า การศึกษา คือความเจริญงอกงาม ซึ่งประสบการณ์ที่เหมาะสมที่ถูกจัดขึ้น ที่เรียกได้ว่า ได้รับการศึกษาที่ดีนั้น ย่อมจะส่งผลให้ผู้เรียน มีความงอก เช่น อ่านออกเขียนได้ มีความรู้ในแขนงวิชาต่าง ๆ มีระเบียบวินัยที่ดี รู้จักการแต่งกายที่สุภาพเหมาะสมกับโอกาส มีกิริยามารยาทเรียบร้อย มีวาจาไพเราะ มีคุณธรรม และศีลธรรม เป็นรากแก้วของการพัฒนาสังคมต่อไป ปัจจัยส่วนบุคคลที่จะส่งเสริมให้เป็นผู้เรียนที่มีคุณลักษณะดังกล่าวข้างต้นได้ ต้องเป็นผู้มีวินัยในตนเอง ซึ่งสอดคล้องกับ กาญจนา หาสิตะพันธ์.(2535 : 65) ที่กล่าวว่า ความสำคัญของวินัยในตนเองมีอย่างน้อย 2 ประการ ประการที่ 1 เหตุผลเกี่ยวกับประโยชน์ส่วนตัวแต่ละบุคคล ในเรื่องการแสวงหาความรู้ เนื่องจากปัจจุบันมีอยู่มากมายไม่อาจบรรจุไว้ในหลักสูตรได้หมด แต่ละคนจึงควรแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง นอกเหนือจากที่ปรากฏในหลักสูตรของโรงเรียน ฉะนั้นจึงจำเป็นต้องฝึกให้มีการควบคุมตนเอง มีความเฉลียวฉลาด และมีความเป็นอิสระ เพื่อจะได้แสวงหาความรู้เพิ่มเติมให้มากที่สุด ประการที่ 2 ชุมชนจะเจริญและมีความมั่นคงยั่งยืนต่อไปได้ จะต้องอาศัยพลเมืองแต่ละคนทำความดีและเสียสละให้แก่ชุมชน ไม่แสวงหาประโยชน์ส่วนตัวเองเท่านั้น ผลสัมฤทธิ์ของการจัดการศึกษาของไทยยังไม่ได้ผลเท่าที่ควร เพราะเท่าที่ผ่านมาคนไทยยังมีนิสัยทำได้ตามใจคือไทยแท้ ไม่มีวินัยในตนเอง (เอกวิทย์ ณ ถลาง. 2530 : 25) และด้วยความขาดวินัยในตนเองนี้ นับว่าเป็นที่มาของปัญหาสังคมต่าง ๆ มากมาย ที่เกิดขึ้นในสังคมไทย และดูเหมือนจะเพิ่มความรุนแรงขึ้นทุกขณะ เช่น ปัญหาความประพฤติของนักเรียน ปัญหาการไม่ปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการ และปัญหาการมีพฤติกรรมที่เป็นภัยต่อสังคมในรูปแบบต่าง ๆ การที่บุคคลขาดวินัยในตนเองมีผลทำให้ขาดวินัยทางสังคมไปด้วย เนื่องจากวินัยในตนเองเป็นพื้นฐานของการควบคุมตัวเองให้มีวินัยทางสังคม (จิตรา ชนะกุล 2539 : 1; อ้างอิงจาก Sheviakov and Fritz. 1999 ) การวินัยในตนเอง จึงเป็นสิ่งที่ควรได้รับการส่งเสริมเพื่อเป็นพื้นฐานของการควบคุมตนเองซึ่งจะนำไปสู่การสร้างวินัยทางสังคม (สุชา จันทร์เอม. 2529 : 57) ซึ่งสอดคล้องกับ ปฬาณี ฐิติวัฒนา (2523 : 8 ) ที่กล่าวว่า การมีวินัย ถือเป็นพื้นฐานในการดำเนินกิจกรรมในสังคม และการรวมกันอยู่ของกลุ่ม การปลูกฝังวินัยจะทำให้บุคคลยอมรับกฎเกณฑ์ที่สังคมกำหนด และวินัยยังเป็นวัฒนธรรมทางสังคม ซึ่งจะทำให้เด็กเรียนรู้พฤติกรรมที่สังคมยอมรับ ทำให้พัฒนาตนเองสู่ความเป็นผู้ใหญ่ที่สามารถควบคุมตนเองได้ มีมโนธรรมที่ดี และมีความมั่นคงทางอารมณ์ ด้วยเหตุนี้การปลูกฝังความมีวินัยในตนเองให้แก่คนในชาติเพื่อสร้างความเจริญรุ่งเรืองแก่บ้านเมืองนั้นควรเริ่มต้นที่เยาวชน โดยให้ประพฤติและฝึกฝนจนเป็นนิสัย เพื่อจะได้เป็นผู้ใหญ่ที่มีวินัยในอนาคต ลักษณะของผู้มีวินัยในตนเอง ลัดดาวรรณ ณ ระนอง (2525 : 6) ได้สรุปพฤติกรรมของผู้มีวินัยในตนเองไว้ดังนี้ มีความเชื่ออำนาจภายในตนเอง มีความเป็นผู้นำ มีความรับผิดชอบ ตรงต่อเวลา เคารพต่อระเบียบ กฎเกณฑ์ทั้งต่อหน้าและรับหลังผู้อื่น มีความซื่อสัตย์สุจริต รู้จักหน้าที่ละกระทำตามหน้าที่เป็นอย่างดี รู้จักเสียสละ มีความอดทน มีความตั้งใจเพียรพยายาม ยอมรับผลการกระทำของตน แจ่มจันทร์ เกียรติกุล (2531 :7) ได้วิเคราะห์พฤติกรรมการมีวินัยในตนเองของเด็กปฐมวัย โดยวิธีการ Critical Incident Technical แล้วนำพฤติกรรมด้านการมีวินัยในตนเองมาจัดกลุ่มได้ 4 ลักษณะ คือ มีความตั้งในในการทำงาน หมายถึง การทำงานที่ได้รับหมายให้เสร็จสิ้น เคารพสิทธิ์ของผู้อื่น หมายถึง การรู้ถึงสิทธิของตนเอง และการเคารพสิทธิ์ของผู้อื่น เช่นการ ไม่หยิบของของผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต การตรงต่อเวลา หมายถึง การปฏิบัติกิจกรรมต่าง ๆ ตามเวลาที่กำหนด การปฏิบัติตนตามระเบียบของห้องเรียน หมายถึง การปฏิบัติตนตามกฎที่ตกลงกันไว้ จากลักษณะการเป็นผู้มีวินัยดังกล่าว จะช่วยให้ผู้ที่มีวินัยในตนเอง เป็นผู้มีจริยธรรมที่ดี สามารถดำเนินชีวิตอยู่ในสังคมร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข และยังช่วยพัฒนาสังคมให้ดีขึ้นด้วย การปลูกฝัง เสริมสร้างและพัฒนาวินัยในตนเอง การจะพัฒนาวินัยในตนเองจะต้องเริ่มต้นตั้งแต่เด็กในวัยทารก และให้แรงจูงใจทางจริยธรรมแก่เด็กที่โตแล้ว การพัฒนาวินัยในตนเองจะต้องอาศัยความร่วมมือจากสถาบันต่าง ๆ ที่แวดล้อมตัวเด็ก และต้องใช้วิธีการกระตุ้นหรือพัฒนาวินัยในตนเองของเด็กอย่างเหมาะสมด้วย 1. สถาบันที่มีส่วนในการพัฒนาวินัยในตนเอง สถาบันที่มีส่วนในการพัฒนาวินัยในตนเองให้แก่เยาวชนในปัจจุบัน ได้แก่ ครอบครัว การศึกษาศาสนา ฯลฯ ซึ่งบุคคลต่าง ๆ ในสถาบันเหล่านี้จะต้องร่วมมือและช่วยเหลือในการพัฒนาวินัยในตนเองให้แก่เยาวชนไทย ซึ่ง ชำเลือง วุฒิจันทร์ (2522 : 76-77) และสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ (2537 : 9) ได้กล่าวถึงสถาบันหรือบุคคลที่มีส่วนในการพัฒนาวินัยในตนเองให้แก่เยาวชนไทย สรุปได้ดังนี้คือ บิดา มารดา บ้านหรือสถาบันครอบครัว เป็นสถาบันที่สำคัญที่สุดและเป็น แหล่งแรกที่ทำหน้าที่ปลูกฝังและหล่อหลอมตลอดจนถ่ายทอดลักษณะอันทรงคุณธรรมและ จริยธรรม รวมทั้งเรื่องระเบียบวินัยแก่สมาชิกในครอบครัวทั้งทางตรงโดยการอบรมสั่งสอนและทางอ้อม ซึ่งเด็กจะเฝ้าสังเกตลักษณะและการกระทำต่าง ๆ ของผู้เลี้ยงดูยังต้องทำหน้าที่นี้ต่อแม้เด็กจะเข้าไปรับการศึกษาอบรมในโรงเรียนระดับต่าง ๆ แล้วก็ตาม ญาติผู้ใหญ่และสมาชิกอื่น ๆ ในครอบครัว เป็นผู้ที่มีอิทธิพลต่อการปลูกฝัง และหล่อหลอมจริยธรรมด้านต่าง ๆ ให้แก่เด็กในครอบครัวเช่นกัน โดยปกติเด็กจะเรียนรู้เจตคติเชิงจริยธรรมจากผู้ใหญ่ ด้วยการสังเกตและเลียนแบบมากกว่าที่จะได้จากการฟังคำสั่งของผู้ใหญ่โดยตรง ดังนั้นถ้าหากผู้ใหญ่เป็นผู้มีลักษณะเด่นเป็นที่ยกย่องบูชาแก่เด็กมาก เด็กก็จะมีแนวโน้มที่จะเลียนแบบพฤติกรรมของผู้ใหญ่มากขึ้นเท่านั้น เพื่อน ๆ ของเด็ก เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการกำหนดค่านิยมทางจริยธรรม ด้านต่าง ๆ เช่นกัน โดยเฉพาะวัยรุ่นเวลาจะทำอะไรก็มักจะคล้อยตามเพื่อน ๆ การเรียนรู้ พฤติกรรมทางจริยธรรมของเด็กมิใช่มาจากการรับจากเพื่อนแต่เพียงฝ่ายเดียว แต่ยังได้มาจากการได้ทำกิจกรรมต่าง ๆ ร่วมกัน การเข้าใจกันและกันในระหว่างเด็กวัยเดียวกันเองด้วย ซึ่งเพื่อน ๆ ดังกล่าวนี้รวมทั้งเพื่อนในโรงเรียนและเพื่อนนอกโรงเรียนด้วย พระสงฆ์หรือผู้นำทางจริยธรรมและคุณธรรมในหมู่บ้าน ตำบลหรืออำเภอ หรือท้องถิ่นที่เด็กอยู่ ซึ่งเป็นที่เคารพนับถือของผู้ใหญ่ในสังคมนั้น และได้รับมอบหมายให้เป็น ผู้อบรมสั่งสอนด้านจริยธรรมแก่ประชาชนทั้งเด็กและผู้ใหญ่ การปฏิบัติธรรมของพระสงฆ์หรือผู้นำทางศาสนาในท้องถิ่นนั้นจะมีอิทธิพลต่อการปลูกฝังจริยธรรมด้านต่าง ๆ แก่เด็กในท้องถิ่นนั้นด้วย สื่อสารมวลชนทุกรูปแบบ ได้แก่ หนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ ภาพยนตร์ บทเพลงและหนังสือต่าง ๆ เป็นต้น ต่างก็มีบทบาทสำคัญยิ่งต่อการปลูกฝังหรือเปลี่ยนแปลง เจตคติ ตลอดจนรูปแบบพฤติกรรมของเด็กโดยเฉพาะวินัยในตนเอง ซึ่งถ้าสื่อสารมวลชนเหล่านี้ไม่สนใจหรือไม่รับผิดชอบในการปลูกฝังจริยธรรมที่ดีแก่เด็ก ก็ยังอาจเป็นเครื่องทำลายหรือขวางกั้นการปลูกฝังหล่อหลอมให้เด็กเป็นผู้มีจริยธรรมที่ดีงามโดยเฉพาะวินัยในตนเองด้วย โรงเรียนหรือสถานศึกษา ซึ่งรวมถึงการจัดสภาพแวดล้อมในสถานศึกษา การบริหารและการให้บริการต่าง ๆ ในสถานศึกษา การเป็นตัวอย่างอันดีงามของครูอาจารย์การเรียนการสอนวิชาต่าง ๆ ตามหลักสูตร การเรียนการสอนที่เกี่ยวกับจริยศึกษาคือวิชาสังคมศึกษา โดยเฉพาะการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ในสถานศึกษา ฯลฯ ก็มีอิทธิพลต่อการปลูกฝังและสร้างเสริมจริยธรรมที่ดีโดยเฉพาะด้านวินัยในตนเอง สถาบันอาชีพ การเข้าสู่อาชีพใด ๆ ของบุคคลก็ย่อมมีกฎเกณฑ์ระเบียบ แบบแผนปฏิบัติสำหรับกลุ่มอาชีพนั้น ๆ กฎเกณฑ์ระเบียบดังกล่าวนี้จะช่วยให้บุคคลเกิดการเรียนรู้ปรับตัวอยู่ร่วมในกลุ่มอาชีพดังกล่าวได้ในที่สุด ดังนั้นสถาบันอาชีพแต่ละอาชีพก็มีส่วนที่สำคัญต่อการเสริมสร้างวินัยให้กับผู้ประกอบอาชีพดังกล่าว สถาบันการเมือง สถาบันการเมืองที่หมายถึงคณะรัฐบาลและพรรคการเมือง มีส่วนสำคัญในฐานะเป็นองค์กรกำหนดนโยบายแนวทางการบริหารประเทศ ตลอดจนการ ควบคุมดูแลการปฏิบัติงานราชการของข้าราชการประจำให้ตอบสนองนโนบายของรัฐบาลดังนั้นการดำเนินงานเกี่ยวกับการเสริมสร้างวินัยของคนในชาติจึงเป็นสิ่งที่สถาบันการเมืองควรเข้ามามีบทบาท โดยการนำมากำหนดเป็นแนวทางนโยบายกการดำเนินงานทางการเมืองของพรรคการเมืองหนึ่ง ๆ นอกจากนี้สำหรับตัวพรรคการเมืองเองก็ยังสามารถช่วยเสริมสร้างวินัยให้กับสมาชิกพรรคได้โดยตรงด้วยการกำหนดเป็นระเบียบของพรรค ในท้ายที่สุดพฤติกรรมตัวแบบของนักการเมืองที่มีการรักษาวินัยอย่างจริงจังก็จะช่วยให้ประชาชนทั่ว ๆ ไปในสังคมไทยยอมรับปฏิบัติตามได้เช่นกัน วิธีการพัฒนาวินัยในตนเองให้แก่เด็ก สุชา จันทน์เอม และ สุรางค์ จันทน์เอม (2516 : 195-197) ได้เสนอแนะวิธีการปลูกฝังวินัยในตนเองหรือการรู้จักบังคับตนเองให้แก่เด็กโดยบิดามารดาจะต้องปฏิบัติต่อไปนี้คือ ต้องสร้างความสัมพันธ์อันดีกับเด็ก วางกฎเกณฑ์ในโอกาสอันเหมาะสม เมื่อเด็กทำผิดควรอธิบายให้เด็กเข้าใจ ถ้าจะลง โทษเด็กก็ไม่ควรจะลงโทษด้วยอารมณ์โกรธ แต่ควรลงโทษเพื่อเป็นการสั่งสอนและให้เด็กเข้าใจด้วยว่าทำไมเขาจึงถูกลงโทษ ควรสอนให้เด็กรู้จักปรับตัวให้เข้ากับกฎเกณฑ์ต่าง ๆ และบิดามารดาจะต้องคงเส้นคงวา ต้องยินยอมให้เด็กมีอิสระในการพัฒนาตนเองตามสมควร ต้องมีความนับถือในตัวเด็ก และยกย่องชมเชยเด็กบ้างในโอกาสอันสมควร ต้องเข้าใจถึงความสามารถของเด็กและช่วยให้เขาได้เรียนรู้ในสิ่งต่าง ๆ ที่ควรจะ กระทำ ควรยกบุคคลที่มีระเบียบวินัยดีมาให้เด็กดูเป็นตัวอย่าง ควรจะเข้าใจว่า ไม่มีใครในโลกที่จะสามารถทำทุกสิ่งทุกอย่างได้ตามกฎที่ตั้งขึ้น ดังนั้นควรจะสอนให้รู้จักปรับตัวให้เข้ากับกฎเกณฑ์และการใช้อำนาจต่าง ๆ เพื่อดำรงไว้ซึ่ง สุขภาพจิตอันสมบูรณ์ นอกจากบิดามารดาจะปฏิบัติต่อเด็ก 7 ประการดังกล่าวแล้ว บิดามารดาหรือผู้ใหญ่หรือครูที่มีหน้าที่รับผิดชอบในการอบรมเลี้ยงดูและสั่งสอนเด็กควรจะพยายามหาทาง ส่งเสริมให้เด็กรู้จักควบคุมตนเอง รู้จักตัดสินใจด้วยตนเองอย่างดีที่สุด โดยต้องไม่ลืมว่าระเบียบวินัยเป็นส่วนช่วยให้เด็กเรียนรู้ในสิ่งซึ่งจะทำให้ชีวิตเขาสมบูรณ์ในการดำรงชีวิตอยู่ในสังคม เด็กจะสะสมระเบียบวินัยและอุดมคติที่ละน้อย ๆ จนเข้าใจความหมายได้ด้วยพลังความคิดที่เจริญงอกงามขึ้น อันจะทำให้เขาเป็นผู้ใหญ่ที่มีความสามารถและช่วยตัวเองได้ในที่สุด ประวีณ ณ นคร และเสนาะ ติเยาว์ (2525 : 217) ให้ข้อเสนอแนะไว้ดังนี้ ความมีระเบียบวินัยขึ้นอยู่กับการศึกษาอบรมเป็นสำคัญ ต้องใช้เวลาและค่อยเป็น ค่อยไป โดยใช้วิธีจูงใจดีกว่าวิธีบังคับ การฝึกวินัยย่อมสอดแทรกเข้าไปได้เสมอเกือบทุกวิชา ควรฝึกจนเกิดเป็นนิสัยเพื่อให้เกิดความเคยชิน วินัยในตนเองคือวินัยสูงสุดที่พึงปรารถนา ดวงเดือน พันธุมนาวิน (2527 : 63-65) ได้เสนอแนะวิธีการปลูกฝังวินัยในตนเองให้แก่เด็กดังนี้คือ 1. การอบรมเลี้ยงดูเด็ก โดยครอบครัวและผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องในการให้การศึกษาควรให้ การอบรมเลี้ยงดูที่ดีที่สุด คือ การให้ความรักและความเข้าใจเป็นเครื่องสนับสนุน อีกทั้งมีการใช้เหตุผล การลงโทษทางจิตมากกว่าทางกาย รวมทั้งการควบคุมอย่างพอเหมาะ ไม่บังคับมากเกินไป นั่นคือควรใช้การอบรมเลี้ยงดูแบบประชาธิปไตย 2.การฝึกอบรมเพิ่มเติมโดยการถ่ายทอดวินัยในตนเองให้แก่เด็กทั้งทางตรงและทางอ้อม คือ การให้ความรู้ คำแนะนำ การลงโทษ การให้รางวัลในพฤติกรรมต่าง ๆ อีกทั้งผู้ใหญ่จะต้องประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดี เพื่อเป็นตัวอย่างสำหรับการเลียนแบบของเด็ก มุสเซน และคนอื่น ๆ (Mussen and Others . 1969 : 513-514) ได้ให้ข้อคิดเห็นเกี่ยว กับการพัฒนาวินัยในตนเองไว้ว่า ถ้าต้องการให้การพัฒนาวินัยในตนเองได้ผลตามต้องการ บิดามารดาควรจะใช้วิธีวางเป้าหมายระยะยาว โดยมุ่งให้เด็กยอมรับค่านิยมต่าง ๆ เข้าเป็นส่วนหนึ่งในจิตใจของเด็ก ด้วยการให้เหตุผล ให้ความรักแก่เด็ก เนื่องจากการพัฒนาวินัยในตนเองเป็นการฝึกให้เด็กแสดงพฤติกรรมในทางที่ดี บิดามารดาไม่ควบคุมเลยเด็กจะไม่สามารถที่จะเรียนรู้ค่านิยมมาตรฐานของสังคมและพฤติกรรมในทางที่ดีได้ แต่ถ้าบิดามารดาควบคุมมากเกินไปก็จะมีผลทำให้เด็กขาดความเชื่อมั่น ขาดความสามารถในการปกครองตนเองและไม่เชื่อถือตนเอง แต่ก็ยังมีโอกาสจะรับค่านิยมและคุณธรรมจากบิดามารดามากกว่าลูกที่บิดามารดาตามใจ บิดามารดาจึงควรใช้เหตุผลและควบคุมพฤติกรรมเด็กอย่างพอดี สรุป ปัจจุบันเด็กขาดความมีวินัยในตนเอง ไม่สามารถควบคุมตนเอง มีพฤติกรรมตามใจตนเอง จนเป็นเหตุให้มีพฤติกรรมที่มีความเสี่ยงต่ออันตรายต่าง ๆ นานา การที่เด็ก ๆ เยาวชนซึ่งเป็นกำลังสำคัญของประเทศตกอยู่ในภาวะไร้ระเบียบวินัย ก็จะทำให้ประเทศชาติพัฒนาเจริญก้าวหน้าไปไม่ได้ จะเห็นว่าการปลูกฝังหรือสร้างเสริมวินัยในตนเองให้แก่เด็กนั้นมิใช่หน้าที่หรือความรับผิดชอบของผู้ใดผู้หนึ่งหรือสถาบันใดสถาบันหนึ่งเท่านั้น แต่จะต้องอาศัยความร่วมมือและรับผิดชอบจากหลายฝ่ายด้วยกัน โดยเริ่มตั้งแต่จากครอบครัวที่อยู่ใกล้ชิดกับเด็กมากที่สุดต่อมาก็คือโรงเรียนซึ่งมีครูผู้อบรมสั่งสอนและให้ความรู้ทางจริยธรรมแก่เด็ก รวมทั้งสภาพแวดล้อมทางสังคมของเด็ก คือสื่อมวลชน พระสงฆ์หรือผู้นำทางศาสนา หรือแม้แต่กลุ่มเพื่อนก็มีส่วนในการช่วยพัฒนาวินัยในตนเองให้แก่เด็กด้วย ครูผู้สอนซึ่งเป็นกำลังหลัก ในการอบรมให้เด็กมีวินัย ต้องเป็นบุคคลที่มีบทบาทในการสร้างเสริมคุณลักษณะที่พึงประสงค์ให้เด็กวินัยในตนเอง มีคุณธรรม จริยธรรม เกิดขึ้นให้จงได้ การพัฒนาการของเด็กที่จะควบคุมตัวเองได้นั้น จำเป็นต้องเริ่มจากการวางเงื่อนไขกฎเกณฑ์ เพื่อให้เด็กได้ปฏิบัติในสิ่งที่ดีงามและแสดงพฤติกรรมที่ถูกต้องและเหมาะสมได้ต่อไป จึงจำเป็นเหลือเกินที่ผู้สอนจะต้องตระหนักถึงความสำคัญ และต้องสอดแทรกการมีวินัยในตนเองไปในทุก ๆ กิจกรรมการเรียนการสอน ทั้งนี้แม้ต้องลำบาก และต้องเตรียมการมากหน่อย แต่อย่างไรก็ตาม หากเราหมั่นไถ หมั่นพรวน หมั่นรถน้ำ ดอกผลแห่งความงดงามจะออกดอกให้เราได้ชื่นชม…ในไม่ช้า บรรณานุกรม กาญจนา หาสิตะพันธ์. (2535) “ การควบคุมตนเอง “ ในชุมชนทางวิชากรมสามัญศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์คุรุสภา จรรยา เกษศรีสังข์. (2537) วิธีเผชิญปัญหาของนักเรียนนายร้อยตำรวจ. ปริญญานิพนธ์ กศ.ม. (จิตวิทยาการแนะแนว ) กรุงเทพฯ : บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. เฉลิมพล โสมอินทร์. (2547) “การใช้ชีวิตของวัยรุ่นไทยในปัจจุบัน” พิมพ์ครั้งที่ 1 . กรงเทพฯ :สำนัก พิมพ์สูตรไพศาล. ชำเลือง วุฒิจันทร์. (522). คุณธรรมและจริยธรรม : หลักการและวิธีการพัฒนาจริยศึกษาใน สถานศึกษาสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ. กรุงเทพฯ : กรมศาสนา. ดวงเดือน พันธุมนาวิน. ( 527 , กุมภาพันธ์ – มีนาคม ). “ จิตวิทยาการปลูกฝังวินัยแห่งตน “ แนะแนว 18 (9) : 58 – 71. ประวีณ ณ นคร และเสนาะ ติเยาว์. (2525). เอกสารสอนชุดวิชาการบริหารงานบุคคลในโรง เรียนหน่วยที่ 11 นนทบุรี : มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. ลัดดาวรรณ ณ ระนอง. (252 ) การทดลองใช้กิจกรรมกลุ่มเพื่อพัฒนาความมีวินัยในตนเอง. ปริญญานิพนธ์. กศ.ม. (วิชาเอกจิตวิทยาการแนะแน ). กรุงเทพฯ : บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. อัดสำเนา สุชา จันทร์เอม. (2542) จิตวิทยาวัยรุ่น. กรุงเทพฯ : ไทยวัฒนาพาณิชย์ เอนกกุล กรีแสง. (2502). จิตวิทยาการศึกษา. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์พิฆเนศ. เอกวิทย์ ณ ถลาง. (2535) “ หลักการและโครงสร้างของหลักสูตรประถมศึกษา “ ประชากร ศึกษา ถ่ายเอกสาร Ausubel, David P. (1968). Education psychology : A Cognitive View. New York : Hoet, Rinehart and Winston. Mussen,Paul H. and others. (1969). Chsld Development and Personality. 3rd ed. New York : Harper & Row.