ในวันที่ 30 พฤษภาคมที่ผ่านมาห้องเรียนสิทิมนุษยชนได้มีอาจารย์พิเศษมาบรรยายเรื่องเกี่ยวกับสิทธิเด็ก อาจารย์ท่านนั้นก็คือ อ.อิทธิพล ปรีติประสงค์ โดยสามารถสรุปเนื้อหาได้ดังนี้

ก่อนที่เราจะมารู้จักสิทธิเด็ก ก็ควรทราบความหมายของคำว่าเด็กเสียก่อน ซึ่งคำว่าเด็กนั้น มีการให้ความหมายไว้หลายความหมายด้วยกัน

 

-เด็กตามความหมายของอนุสัญญาวาด้วยสิทธิเด็กข้อ 1 คือ เด็กคือมนุษย์ที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี ยกเว้นจะบรรลุนิติภาวะก่อนหน้านี้ด้วยกฎหมายที่ใช้บังคับกับเด็กนั้น

-เด็กในความหมายของประมวลกฎหมายแพ่งและพานิชย์  มาตรา 19 คือ บุคคลที่พ้นจากภาวะ ผู้เยาว์ และบรรลุนิติภาวะเมื่ออายุ 20 ปี บริบูรณ์

-เด็กในพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534 คือ

                เด็ก          หมายถึง บุคคลที่มีอายุมากกว่า 7 ปี แต่ไม่เกิน 14 ปี

                เยาวชน   หมายถึงบุคคลที่มีอายุมากกว่า 14 แต่ไม่เกิน 18 ปี

-เด็กในความหมายตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาเด็กและเยาวชนแห่งชาติ 2550 คือ

                เด็ก   หมายถึงบุคคลที่มีอายุต่ำกว่า   18  ปี

                เยาวชน  หมายถึงบุคคลที่มีอายุ 18  ปีถึง 25 ปี

-เด็กในความหมายตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก 2540

                เด็ก คือ บุคคลที่มีอายุไม่เกิน 18 ปี แต่ไม่รวมถึงบุคคลที่บรรลุนิติภาวะด้วยการสมรส

 จะเห็นได้ว่าความหมายของเด็กมีมากมายหลายความหมาย ดังนั้นการที่จะเลือกใช้ความหมายใด จึงควรคำนึงถึงบริบทของข้อเท็จจริงที่ต้องการจะปรับด้วย

                ต่อมาอาจารย์ได้กล่าวถึงสิทธิที่เด็กควรได้รับตั้งแต่เริ่มมีชีวิต เริ่มต้นด้วยสิทธิในการมีชีวิตรอด ตามมาด้วยสิทธิที่จะได้รับการเลี้ยงดู สิทธิในการได้รับการศึกษา สิทธิที่จะได้รับการสาธารณสุข สิทธิที่จะได้รับความผาสุขในชีวิต และสุดท้ายสิทธิในกระบวนการยุติธรรม

 และการรับรองสิทธิเหล่านี้ถูกรับรองไว้ใน อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก(Convention on the Rights of the Child-CRC) ซึ่งถือเป็นความตกลงเรื่องสิทธิเด็กระหว่างประเทศซึ่งได้รับการยอมรับจากนานาชาติทั่วโลกยกเว้นประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศโซมาเรีย   สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติได้รับรองอนุสัญญานี้เมื่อ พ.ศ. 2532 และประเทศไทยได้เข้าเป็นภาคีในอนุสัญญานี้ตั้งแต่พุทธศักราช 2535 โดยการภาคยานุวัติ โดยสาระสำคัญของอนุสัญญานี้คือ

1.            ห้ามเลือกปฎิบัติกับเด็กและให้ความสำคัญแก่แด็กอย่างเท่าเทียมกัน

2.            การกระทำการหรือดำเนินงานใดๆต้องคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสำคัญ

3.            สิทธิในการมีชีวิตอยู่รอดและการพัฒนาด้านจิตใจ อารามณ์และสังคม

4.            สิทธิในการแสดงความคิดเห็นของเด็กและการให้ความสำคัญของเด็กเหล่านั้น

                ด้วยเหตุที่ประเทศไทยได้ให้สัตยาบันแก่อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ส่งผลให้ประเทศไทยต้องตรากฎหมายขึ้นมารองรับเนื้อหาสาระของอนุสัญญาให้มีผลผูกพันธ์รัฐไทยในการคุ้มครองสิทธิเด็กให้เกิดผลอย่างแท้จริง ซึ่งกฎหมายดังกล่าวได้แก่ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2550 ,   พระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาเด็กและเยาวชน 2550,         พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก 2540  ,    พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว 2535 ,   พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ 2540  , พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก 2546    เป็นต้น  โดยกฎหมายเหล่านี้ได้รับรองสิทธิเด็กให้สอดคล้องกับอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กและกำหนดขอบเขตการคุ้มครองเด็กให้เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น เช่น สิทธิในการมีชีวิตรอด หมายรวมไปถึง การมีสุขภาพที่ดี การจดทะเบียนหลังการเกิด , สิทธิ  ที่จะได้รับการพัฒนา ได้แก่ การมีครอบครัวที่อบอุ่น การได้รับการศึกษา การได้รับโภชนาหารที่สมบูรณ์ , สิทธิได้รับการคุ้มครอง ได้แก่ รอดจากการทำร้าย ล่วงละเมิด ละเลย การค้ามนุษย์ และการใช้แรงงานเด็กหรือแสวงหสผลประโยชน์ในรูปแบบอื่น, สิทธิในการมีส่วนร่วม ได้แก่ สามารถแสดงความคิดเห็นโดยได้รับการรับฟัง

 

ต่อมาอาจารย์ได้แยกอธิบายสิทธิต่างๆที่เด็กควรจะได้รับ โดยแบ่งเป็นสิทธิที่จะชิวิตและอยู่รอด สิทธิที่จะได้รับการศึกษา สิทธิในการมีส่วนร่วม และสิทธิที่จะมีความผาสุขในชีวิต ซึ่งในการอธิบายอาจารย์ได้แสดงความเชื่อมโยงระหว่างอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กกับกฎหมายภายในในการรับรองสิทธิเด็กอยู่ทุกสิทธิ ทั้งการรรับรองที่สอดคล้องกัน แตกต่างกัน ข้อบกพร่องในการรับรอง หรือแม้กระทั่งการผูกพันธ์ต่อหน่วยงานของรัฐในการคุ้มครองสิทธิเด็ก ทำให้นักศึกษาสามารถมองภาพได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น