เสียงสตรีไทยใหญ่ ผ่าน"จ๋ามตอง"สู่โลก รัฐบาลทหารพม่ากำลังเผชิญกับสถานการณ์ยุ่งยากที่รออยู่ หลังจากมหาอำนาจสหรัฐอเมริกานำประเด็นพม่าเข้าสู่วาระการประชุมของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ซึ่งอาจปูทางไปสู่การมีมติลงโทษ ปัญหาของพม่าไม่เพียงเป็นเรื่องประชาธิปไตยเท่านั้น แต่ที่น่ากลุ้มไม่น้อยกว่ากันคือการละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะต่อชนกลุ่มน้อย

เรื่องราวของจ๋ามตอง นักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนชาวไทยใหญ่ และผู้ร่วมก่อตั้งเครือข่ายสตรีไทยใหญ่กลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้ง ในฐานะที่เคยเยือนทำเนียบขาว พบปะประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช ผู้นำสหรัฐ และกล่าวสุนทรพจน์ที่องค์การสหประชาชาติเพื่อบอกเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงในดินแดนพม่า การทำร้าย ทำลาย การถูกรังแก และความทุกข์ทรมานของพี่น้องร่วมเผ่าพันธุ์ เมื่อจ๋ามตองอายุ 6 ขวบ พ่อแม่นำขึ้นหลังม้า เพื่อส่งให้พ้นจากสงครามกลางเมืองในพม่าทางตะวันออกของรัฐฉานสู่ประเทศไทย ซึ่งพ่อแม่หวังว่าจ๋ามตองจะได้อยู่อย่างสงบและจะได้เรียนหนังสือ ซึ่งสิทธิพลเมืองขั้นพื้นฐานเช่นนี้ สตรีไทยใหญ่จำนวนมากในบ้านเกิดของจ๋ามตองถูกรัฐบาลทหารพม่าปฏิเสธ

จ๋ามตองในครั้งนั้นเป็นเพียงเด็กคนหนึ่งที่เติบโตอยู่ในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าที่เขตแดนไทย-พม่า เธอได้ยินคำหลายคำซึ่งยังเด็กเกินกว่าที่จะเข้าใจ "เราเห็นว่าเกิดอะไรขึ้นในอีกฝั่งหนึ่งของเขตแดน เราเห็นผู้คนกำลังหนี" จ๋ามตองกล่าว "พวกเราเห็นผู้หญิงหลายคนและได้ยินเรื่องการข่มขืน ขณะนั้นฉันก็ได้แต่คิดว่าฉันจะช่วยอะไรพวกเขาได้บ้าง" "มันแทบไม่น่าเชื่อว่าการกระทำที่ไร้มนุษยธรรมและอาชญากรรมกับผู้หญิงยังคงเกิดขึ้นได้อย่างไรโดยปราศจากการลงโทษหรือตัดสินความผิดใดๆ ด้วยอาจจะได้รับการสนับสนุนจากผู้ปกครอง" นักเคลื่อนไหวผู้นี้กล่าว เธอคงไม่กลับไปยังดินแดนบ้านเกิดเพราะเกรงว่าจะถูกจับกุม หนทางในการทำกิจกรรมของจ๋ามตองเริ่มต้นในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าของชาวคาทอลิกในเขตชายแดนไทย ที่ซึ่งพ่อแม่ของจ๋ามตองพาเธอมาส่งก่อนที่เขาจะกลับเข้าไปในพม่า ทิ้งให้เด็กวัย 6 ขวบโดดเดี่ยวและสับสน "ฉันเคยคิดว่า ทำไมพ่อแม่ถึงส่งฉันออกมา" เธอกล่าว "แม่ของฉันบอกว่ามันไม่ใช่เพราะพ่อกับแม่ไม่รักลูก แต่เพราะว่าฉันจะได้เรียนหนังสือ" ด้วยเหตุนี้ จ๋ามตองจึงเริ่มต้นการศึกษาที่โรงเรียน และการศึกษาไม่ได้หยุดลงเพียงแค่ในชั้นเรียนปกติ จ๋ามตองจึงมีความรู้ถึงสี่ภาษาคือ ไทย อังกฤษ จีน และไทยใหญ่ ไม่นานเธอเริ่มหาคำตอบว่า ทำไมเด็กไทยใหญ่ในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าถึงไม่ได้กลับบ้าน เมื่อจ๋ามตองเรียนจบตอนอายุ 17 ปี ก็พบคำตอบผ่านจดหมายข่าวที่จัดทำโดยสำนักข่าวฉาน จ๋ามตองจึงตัดสินใจติดต่อไปทันทีและมีโอกาสไปทำงานกับหลายองค์กรที่ชายแดน สถานที่ซึ่งเธอเริ่มทำงานอาสาสมัคร จ๋ามตองได้สัมภาษณ์ผู้หญิงหลายคนที่หนีออกจากพม่า ได้รับฟังเรื่องราวการข่มขืนเด็กผู้หญิง และการบังคับผู้ชายให้เป็นแรงงานทาส จ๋ามตองได้เรียนรู้ว่า เหตุใดคนไทยใหญ่จึงไม่ได้รับการยอมรับสถานะผู้ลี้ภัยในประเทศไทย ซึ่งเท่ากับถูกปฏิเสธสิทธิที่จะได้เรียนหนังสือและสิทธิการได้รับการบริการสาธารณสุข เพื่อนหลายคนถูกบังคับให้ไปขายบริการและบางคนออกมาพร้อมติดเชื้อเอชไอวี

"มันเป็นเรื่องน่าเศร้ามาก สำหรับเรื่องราวที่แต่ละคนพบเจอ" จ๋ามตองกล่าว "คนเหล่านี้ถูกกระทำให้ได้รับความบอบช้ำทางจิตใจเป็นอย่างมาก พวกเขาสูญเสียแผ่นดิน พลัดพรากจากลูก พ่อของพวกเขาต้องไปเป็นลูกหาบให้ทหารพม่าและไม่ได้กลับมาอีกเลย" เรื่องราวซึ่งเป็นชีวิตจริงของพวกเขาเหล่านี้ได้รับการถ่ายทอดในกรุงเทพฯ และสร้างความสะเทือนใจให้จ๋ามตอง ซึ่งได้ทำงานอยู่กับกลุ่ม Altsean-Burma โดยจ๋ามตองเป็นล่ามแปลภาษาให้กับกลุ่มผู้หญิงที่หนีออกมาจากรัฐฉานแต่จะต้องถูกส่งกลับ "เมื่อฉันเข้าไปในห้อง ฉันแทบไม่เชื่อเลยว่าคนหนุ่มสาวเหล่านี้อยู่กันได้อย่างไร พวกเขาอายุพอๆ กับฉัน 16 ถึง 17 ปี บางคนยังเป็นเด็กอายุประมาณ 14 หรือ 15 ปี" เธอกล่าว "พวกเขาได้แต่ร้องไห้ มันน่าสะเทือนใจที่ได้เห็นพวกเขาอยู่ในสภาพนี้" ทั้งๆ ที่ต้องต่อสู้กับอารมณ์ความรู้สึก แต่หญิงสาวอย่างจ๋ามตองก็ทำทุกวิถีทางด้วยกำลังของเธอเพื่อช่วยเหลือและสร้างความมั่นใจให้กับเด็กผู้หญิงอีกหลายคนและช่วยพวกเขาในการแปลภาษาเพื่อให้เข้าใจกระบวนการทางกฎหมาย ตำแหน่งหน้าที่ของจ๋ามตองเหมือนเป็นปากเสียงของผู้หญิงไทยใหญ่ซึ่งถูกกดขี่ ดังที่ปรากฏในปี 2545 ผ่าน "ใบอนุญาตข่มขืน" (License to Rape) ซึ่งเป็นการรายงานโดยเครือข่ายสตรีไทยใหญ่ และจากการรวบรวมเอกสารของมูลนิธิสิทธิมนุษยชนไทยใหญ่ ในรายงานระบุว่ามีผู้หญิงไทยใหญ่ 625 คนถูกทหารพม่าข่มขืนระหว่างปี 2539-2544 "พวกเราแทบไม่อาจเชื่อได้ว่าความเป็นมนุษย์จะถูกคุกคามถึงเพียงนี้ได้อย่างไร" เธอกล่าวในการรายงาน "แม่และลูกสาวถูกข่มขืนในเวลาเดียวกัน เด็กผู้หญิงหลายคนอายุเพียงแค่สี่ขวบก็ถูกรุมข่มขืนและทำร้าย ผู้หญิงท้อง 7 เดือนก็ยังถูกข่มขืน" นานาชาติให้ความสนใจเมื่อไม่นานมานี้

ภายหลังจากที่รายงานดังกล่าวได้รับการนำเสนอ นิตยสารไทม์จัดให้จ๋ามตองเป็นหนึ่งในฮีโร่ของเอเชียปี 2548 และเป็นผู้เข้ารับรางวัลสิทธิมนุษยชนของรีบอค จ๋ามตองงานยุ่งมาก ทำให้เธอได้ไปเยี่ยมแม่และพี่น้องอีก 6 คนที่อยู่ในชายแดนไทยเพียงไม่กี่ครั้งต่อปี พ่อของจ๋ามตองซึ่งเป็นนายทหารของกองกำลังกู้ชาติไทยใหญ่ ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลทหารพม่า เสียชีวิตในปี 2547 ชีวิตส่วนตัวของจ๋ามตองเข้ามาเกี่ยวข้องกับงานที่เธอทำ ซึ่งเมื่อถามว่างานนี้มันสนุกอย่างไร จ๋ามตองตอบว่า "ฉันมีความสุขในการได้พบปะผู้คนและเล่าเรื่องราวของชาวไทยใหญ่ให้เขาฟัง" สิ่งหนึ่งที่จ๋ามตองกังวลก็คือ เธอจะสามารถต่อสู้และทำให้ประชาคมโลกเชื่อมั่นที่จะช่วยเหลือประชาชนในบ้านเกิดของเธอให้มากกว่านี้ได้อย่างไร "ระบอบการปกครองในพม่าไม่ต้องการให้โลกนี้รู้ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นกับประชาชน แต่เสียงของผู้หญิงเหล่านั้นโลกจะต้องได้รับรู้" เธอกล่าวในที่สุด

หน้า 31 ที่มา : ข่าวสด ๒๗ ตุลาคม ๒๕๔๙

จ๋ามตอง จึงเป็นผู้หญิงคนหนึ่งที่อยู่ในพื้นที่ที่มีเหตุการณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นรุนแรง  ปัญหานั้นคือการข่มขืน  ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่  ตลอดจนการใช้แรงงานและการกีดกันจากการได้รับการศึกษาและบริการทางสาธารณสุข  ซึ่งทั้งหมดนั้นเป็นสิทธิที่มนุษย์ทุกคนพึงมีพึงได้  และน่าจะกล่าวได้ว่าเป็นสิทธิของมนุษย์โดยธรรมชาติ  ซึ่งปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนเหล่านี้เป็นปัญหาที่เกิดมาเรื้อรังเป็นระยะเวลานานแล้วในพม่า  โดยเฉพาะในกลุ่มของผู้ที่เป็นชนกลุ่มน้อย  ความที่จ๋ามตองเป็นผู้ที่อยู่ในแวดวงที่จะได้รับรู้เห็นเหตุการณ์และได้ยินได้ฟังคำบอกกล่าวอยู่บ่อยๆ เกี่ยวกับเหตุการณ์เหล่านี้  จึงทำให้เธอซึมซับความน่าสะเทือนใจของเหตุการณ์และเกิดความรู้สึกเห็นอกเห็นใจในเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน  และนี่เองจึงเป็นเหตุให้จ๋ามตองเคลื่อนไหวต่อสู้เรียกร้องเพื่อบุคคลผู้ถูกกระทำเหล่านี้

ผู้เขียนคิดว่า บางครั้งแม้บุคคลสองคนในทางทฤษฎีแล้วจะมีความเท่าเทียมกันทุกประการในเรื่องของศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์  แต่ในทางปฏิบัติแล้ว  ความแตกต่างระหว่างบุคคลทั้งสองอาจเป็นช่องว่างที่ทำให้เกิดการปฏิบัติต่อกันในทางที่ไม่สมควรได้  ซึ่งก็เช่นกันอีกที่บางครั้งอำนาจของคนกลุ่มหนึ่งในสังคมกลับมีเหนือกว่าอีกกลุ่มหนึ่ง  ซึ่งก็เป็นเรื่องของกลไกของสังคมซึ่งบางครั้งปฏิเสธหรือหลีกเลี่ยงได้ยาก 

การที่ในสังคมมีผู้หญิงอย่างจ๋ามตอง  ผู้หญิงที่พบเห็นและได้ยินได้ฟังคำบอกเล่าเหตุการณ์จริง  ทำให้เกิดการซึมซับและมีจิตใจที่จะต่อสู้อย่างแท้จริง  การที่สังคมมีบุคคลเช่นนี้  จึงเป็นหนทางหนึ่งที่ช่วยผ่อนเพลาภาวะปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนลงได้บ้าง  ไม่มากก็น้อย  แต่ที่แน่ๆ หากขาดคนที่จะลุกขึ้นมาต่อสู้เช่นนี้แล้ว  คนกลุ่มหนึ่งจะต้องตกอยู่ใต้การกระทำของคนอีกกลุ่มหนึ่งไปอีกนานเท่ากับระยะเวลาความพึงพอใจของบุคคลผู้มีอำนาจเหนือนั้นเอง

สิ่งที่ผู้เขียนพึงจะมีให้แก่จ๋ามตอง  จึงเป็นความชื่นชมต่อการทุ่มเทเพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ร่วมโลกด้วยกันและเป็นหนทางที่จะพึงป้องกันและรักษาสิทธิมนุษยชนเอาไว้จากการล่วงละเมิดโดยบุคคลอื่น

ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.statelessperson.com/www/?q=node/167