สิทธิมนุษยชนคืออะไร?

สามารถจำแนกได้เป็นกี่ประเภท?

               

สำหรับความหมายของสิทธิมนุษยชนนั้น ได้เริ่มปรากฏตัวอย่างชัดเจนเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ.2491 หลังจากสมัชชาสหประชาชาติได้ผ่านมติให้มีปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน อย่างไรก็ตาม ในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนไม่ได้ให้ความหมายของคำว่า สิทธิมนุษยชนไว้อย่างชัดเจนว่าหมายความว่าอย่างไร แต่เมื่อพิจารณาจากเนื้อหาของปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนแล้ว อาจพออนุมานได้ว่า สิทธิมนุษยชน หมายถึง สิทธิในชีวิต การดำรงชีวิต สิทธิในร่างกาย เสรีภาพ ทรัพย์สิน ความเท่าเทียม ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของบุคคลทุกคน

                สำหรับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 นั้น ได้รองรับเอาเนื้อความแห่งปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนมาบัญญัติรับรองไว้ในหลายๆเรื่อง อย่างไรก็ตาม รัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2550 ก็ไม่ได้ให้ความหมายของสิทธิมนุษยชนไว้แต่ประการใด แต่หากเราพิจารณาจากบทบัญญัติมาตรา 4 อาจอนุมานได้ว่า สิทธิมนุษยชน หมายถึง ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาค อีกนัยนะหนึ่งเราอาจกล่าวได้ว่าศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาค ทั้ง 4 เรื่องนี้ ถือเป็นแกนกลางของสิทธิมนุษยชนนั้นเอง

                ในประเด็นที่ว่า สิทธิมนุษยชน ควรมีการนิยามความหมายหรือไม่ ในเรื่องนี้ มีความเห็นเป็น 2 ฝ่าย ได้แก่

                ความเห็นแรก เห็นว่า สิทธิมนุษยชน ไม่ควรมีคำจำกัดความหมายไว้ เพราะ  การให้ความหมายของสิทธิมนุษยชนนั้นให้มีความแน่นอน จะทำให้พัฒนาของสิทธิมนุษยชนถูกจำกัด

                ความเห็นที่สอง เห็นว่า สิทธิมนุษยชนควรมีกรอบที่ชัดเจนแน่นอน เพราะ ในกรณีที่ต้องวินิจฉัยว่าการกระทำใด ละเมิดสิทธิมนุษยชนจำเป็นที่จะต้องมีกรอบที่แน่นอนเสียก่อนว่า สิทธิมนุษยชนนั้นหมายความว่าอย่างไร มีขอบเขตแค่ไหน เพียงใด

                ในประเด็น ดังกล่าวผู้เขียนเห็นว่า สิทธิมนุษยชน ไม่ควรมีการให้คำนิยามลงไปอย่างแน่นอน เพราะเป็นการไปผูกมัดคำว่า สิทธิมนุษยชนไว้กับสังคมยุคใดยุคหนึ่ง ช่วงเวลาใดช่วงเวลาหนึ่ง ทั้งนี้ ควรปล่อยให้ ความหมายของคำว่าสิทธิมนุษยชน มีความสัมพันธ์ไปตามพัฒนาการสังคมมนุษย์แต่ละยุคแต่ละสมัย ไม่ถูกจำกัดกรอบไว้เพียงแต่คำนิยามตามกฎหมายเท่านั้น

                สำหรับลักษณะของสิทธิมนุษยชนนั้น ได้มีนักวิชาการและนักกฎหมายหลายท่าน ได้อธิบายไว้ดังนี้

1.ท่านปรีดี พนมยงค์ และศาสตราจารย์ เสน่ห์ จามริก และศาสตราจารย์ กุลพล พลวัน    เสนอว่า สิทธิมนุษยชน      

เป็นสิ่งที่ติดตัวมนุษย์มาตั้งแต่กำเนิด โอนแก่กันไม่ได้ มีความเป็นสากล ใช้ได้เสมอ ยกเลิกเพิกถอนไม่ได้ และไม่อาจพรากไปจากมนุษย์ได้ นอกจากนี้แล้ว ในบางกรณียังเป็นเรื่องของความต้องการพื้นฐานอันเป็นธรรมชาติของมนุษย์

                2. ศาสตราจารย์วิทิต มันตาภรณ์ เสนอว่า สิทธิมนุษยชน เป็นข้ออ้างเรื่องประโยชน์ที่ต้องได้อย่างน้อย ซึ่ง

               เป็นการอ้างต่อรัฐ

                3. ดร.บรรเจิด  สิงคะเนติ เสนอว่า สิทธิมนุษยชน คือ  สิทธิที่ติดตัวมาแต่กำเนิดแล้วรัฐรับรอง และถ้ารัฐจะ

                จำกัดสิทธิประเภทนี้ต้องอธิบายให้เหตุผลได้อย่างชัดเจน หากเป็นสิทธิที่รัฐมอบให้ รัฐสามารถจำกัดได้เสมอ

                4. อาจารย์ นพนิธิ สุริยะ เสนอว่า สิทธิมนุษยชน หมายถึง ประโยชน์อันชอบธรรมซึ่งบุคคลจำเป็นต้องมีเพื่อ

                ใช้ในการดำรงอยู่และพัฒนาชีวิต ทั้งนี้ โดยปราศจากอันตรายซึ่งเกิดจากผู้อื่น และเพื่อเลือกแนวทางการเจริญ

                 เติบโตของร่างกายและจิตใจ ผู้อื่นหรือสังคมจะต้องไม่ขัดขวางหรือจำกัดการใช้ประโยชน์ดังกล่าว นอกจากนี้

                 แล้ว รัฐยังมีหน้าที่คุ้มครอง ดูแล ปกป้องมิให้บุคคลภายนอกขัดขวาง ตลอดจนอำนวยประโยชน์ในสิ่งต่างๆ

                 ที่บุคคลพึงมีพึงได้แต่ไม่สามารถ ทำได้ด้วยตนเอง รวมทั้งเยียวยากรณีที่การใช้สิทธิถูกละเมิด

                ประเด็นที่ตามมา คือ สิทธิเลือกตั้ง ถือเป็นสิทธิมนุษยชนหรือไม่

                ในเรื่องนี้ ผู้เขียนเห็นว่า สิทธิเลือกตั้ง ไม่มีความจำเป็นถึงขนาดที่จะถือเป็นแก่นของชีวิต แม้บุคคลขาดสิทธิเลือกตั้ง ก็ไม่ถือว่าเป็นการไปกระทบต่อแกนของสิทธิมนุษยชน เนื่องจาก ไม่ได้ไปทำลายศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของบุคคลอันเป็นแก่นของสิทธิมนุษยชนนั้นแต่ประกาดใด

                อย่างไรก็ตาม มาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน พ.ศ. 2542 ได้ให้ความหมายของสิทธิมนุษยชนไว้คือ "สิทธิมนุษยชน" หมายความว่า ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพและความเสมอภาค ของบุคคล ที่ได้รับการรับรอง หรือคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย หรือตามกฎหมายไทย หรือตามสนธิสัญญาที่ประเทศไทย มีพันธกรณี ที่จะต้องปฏิบัติตาม

                ในทัศนะของผู้เขียน ผู้เขียนเห็นว่า สิทธิมนุษยชน เป็นสิทธิที่ติดตัวมนุษย์มาตั้งแต่เกิด เป็นสิ่งที่ทำให้บุคคลนั้นมีความเป็นมนุษย์ เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่มนุษย์ทุกคนจำต้องมีเพื่อใช้ในการดำเนินชีวิตสำหรับบุคคลนั้นๆ โดยสิทธิเหล่านี้ ไม่สามารถโอนหรือพรากไปจากมนุษย์ได้

 

                ประเภทของสิทธิมนุษยชน แบ่งได้ 5 ประเภท ทั้งนี้ เป็นไปตาม Universal Declaration of Human Rights ได้แก่

                1. สิทธิพลเมือง (Civil Rights) ได้แก่ สิทธิในชีวิตและร่างกาย เสรีภาพและความมั่นคงในชีวิต ไม่ถูกทรมาน ไม่ถูกทำร้ายหรือฆ่า สิทธิในความเสมอภาคต่อหน้ากฎหมาย สิทธิที่จะได้รับสัญชาติ เป็นต้น

                2. สิทธิทางการเมือง (Political Rights) ได้แก่ สิทธิในการมีส่วนร่วมกับรัฐในการดำเนินกิจการที่เป็นประโยชน์สาธารณะ เสรีภาพในการรวมกลุ่มเป็นพรรคการเมือง เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบ สิทธิการเลือกตั้งอย่างเสรี

                3. สิทธิทางสังคม (Social Rights) ได้แก่ สิทธิการได้รับการศึกษา สิทธิการได้รับหลักประกันด้านสุขภาพ ได้รับการพัฒนาบุคลิกภาพอย่างเต็มที่ ได้รับความมั่นคงทางสังคม มีเสรีภาพในการเลือกคู่ครอง และสร้างครอบครัว เป็นต้น

                4. สิทธิทางเศรษฐกิจ (Economic Rights) ได้แก่ สิทธิการมีงานทำ ได้เลือกงานอย่างอิสระ และได้รับค่าจ้างที่เหมาะสม สิทธิในการเป็นเจ้าของทรัพย์สิน เป็นต้น

                5. สิทธิทางวัฒนธรรม (Cultural Rights) ได้แก่ การมีเสรีภาพในการใช้ภาษาหรือสื่อความหมายในภาษาท้องถิ่นของตน มีเสรีภาพในการแต่งกายตามวัฒนธรรม การปฏิบัติตามวัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่นของตน การปฏิบัติตามความเชื่อทางศาสนา การพักผ่อนหย่อนใจทางศิลปวัฒนธรรมและการบันเทิงได้โดยไม่มีใครมาบีบบังคับ เป็นต้น  

แหล่งข้อมูลอ้างอิง     - ชำนาญ จันทร์เรือง , สิทธิมนุษยชนที่คนไทยรุ่นใหม่ควรรู้ , (กรุงเทพฯ: บุ๊คเวิร์ม, ๒๕๕๑),หน้า ๑๒-๑๓