การเมืองการปกครองไทย ช่วงธนบุรีและรัตนโกสินทร์ 
(ก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครองปี พ.ศ. 2475)

ช่วงธนบุรีและรัตนโกสินทร์ (ช่วงก่อนเปลี่ยนการปกครองปี พ.ศ. 2475)

ประวัติศาสตร์การเมืองช่วงธนบุรีและรัตนโกสินทร์ (จนถึง พ.ศ. 2475) จะนับรวมกันเพราะสมัยธนบุรีมีพระมหากษัตริย์เพียงพระองเดียวคือ พระเจ้าตากสินมหาราช

พระเจ้าตากสินมหาราช (ครองราชย์ระหว่าง 28 ธันวาคม พ.ศ. 2310 - 6 เมษายน พ.ศ. 2325)

ก่อนกรุงศรีอยุทธยาจะแตกในปี พ.ศ. 2310 นั้นพม่าได้ยกทัพมาล้อมกรุงศรีอยุธยาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2308 พระยาตากซึ่งเป็นเจ้าเมืองตากอยู่ถูกเรียกเข้ามาช่วยป้องกันกรุงศรีอยุธยา ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2310 พระยากตากได้นำทหารราว 1,000 คน ต่พม่าหนีออกจากกรุงศรีอยุธยาไปรวบรวมผู้คนไว้สู้พม่าที่เมืองจันทบูรณ์ในที่สุดกรุงศรีอยุธยาก็ถูกพม่าตีแตกเมื่อวันที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2310 พระยาตากได้รวบรวมผู้คนอยู่จนถึงเดือนพฤศจิกายนปีเดียวกันนั้นก็ยกทัพกลับมาตีทัพพม่าที่ตั้งมั่นอยู่ที่ค่ายโพธิสามต้น อยุธยา และตีค่ายพม่าแตกเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2310 พม่าถูกฆ่าตายเป็นอันมากที่รอดตายก็แตกพ่ายหนีกลับพม่าไป พระยาตากจึงได้กลายเป็นผู้นำคนสำตัญของประเทศในขณะนั้น เพราะพระเจ้าเอกทัศน์สิ้นพระชนม์แล้ว ส่วนพระเจ้าอุทุมพร อนุชาก็ถูพม่าจับตัวไป

เมื่อเอาชนะพม่าที่ค่ายโพธิ์สามต้นแล้ว ก็ได้เลือกกรุงธนบุรีเป็นเมืองหลวงใหม่แต่ในช่วงปี พ.ศ. 2311 - 2313 นั้น เพระเจ้าตากก็ต้องใช้เวลาปราบชุมนุมคนไทยอีก 4 กลุ่ม ซึ่งซ่องสุมผู้คนตั้งตัวเป็นใหญ่ในแผ่นดินคือ ชุมนุมเจ้าพระยาพิษณุโลก ชุมนุมเจ้าพระฝาง ชุมนุมเจ้าพิมาย ชุมนุมพระปลัดเมืองนครศรีธรรมราช โดยปราบชุมนุมเจ้าพระฝางเป็นชุมนุมสุดท้ายในปี พ.ศ. 2313 พระเจ้าตากเป็นคนดีมีฝีมือของกรุงศรีอยุธยาคนหนึ่ง สมดังคำพังเพยที่ว่ากรุงศรีอยุธยาไม่สิ้นคนดีสู้กับพม่าแล้วก็ต้องมาสู้กับคนไทยเอง (คือผู้ตั้งตัวเป็นใหญ่อีก 4 ชุมนุมปต้องบูรณะบ้านเมืองที่เสียหาย ราษฎรยากจนโจรผู้ร้ายชุกชุมและยังต้องคอยสู้รบกับพม่าที่ยกทัพมาตีเมืองไทยอีกหลายครั้ง นอกจากเป็นฝ่ายรับในการรบแล้ว พระเจ้าตากยังส่งทัพไปรบยังที่อื่นๆ อีกเพื่ผลประโยชน์ของไทยเป็นการยกทัพไปรบที่เชียงใหม่ (พ.ศ. 2317 และ 2319) ที่จัมปาศักดิ์ (พ.ศ. 2321) และที่เขมร (พ.ศง 2312 และ 2323)

ในปี พ.ศ. 2325 ไทยยกทัพไปรบที่เขมร แม่ทัพคือสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ขณะที่ทัพสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกรบอยู่ที่เขมรนั้น ทางกรุงธนบุรีเกิดการจลาจล ขุนนางชื่อพระยาสรรค์ได้ก่อกบฎจับพระเจ้าตากไว้แล้วให้ทรงผนวชเสีย เมื่อสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกรู้เรื่องการจลาจลก็ยกทัพกลับ ตามพลักฐานทางประวัติศาสตร์นั้น ตอนปลายรัชกาลของพระเจ้าตากสินพระองค์สติฟั่นเฟือนและลงพระอาญาแก่คนจำนวนมาก รวมทั้งพระภิกษุสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่โดยไม่ชอบด้วยเหตุผล ขุนนางทั้งหลายจึงอัญเชิญสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกขึ้นครองแผ่านดินและในการครั้งนี้ได้สำเร็จโทษพระเจ้าตากสินด้วย (พระชนม์ได้ 48 พรรษา) นอกจากพระเจ้าตากแลัวก็มีเชื้อพระวงศ์ที่ถูกสำเร็จโทษด้วยคือ โอรสพระเจ้าตาก คือ กรมขุนอินทรพิทักษ์ (เจ้าฟ้าจุ้ย) ขณะถูกประหารพระชันษา 21 พรรษ และพระเจ้าหลานเธอกรมขุนรามภูเบศร์ นอกจากนั้นก็มีขุนนางอีกจำนวนหนึ่งที่ไม่สงค์จพรับราชการเป็นข้าสองเจ้าบ่าวสองนายถูกประหารชีวิตอีกจำนวนหจึ่งรวมทั้งพระยาพิชัยที่รู้จักกันในนามพระยาพิชัยดาบหัก

 

รัชกาลที่ 1 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก (ครองราชย์ 6 เมษายน พ.ศ. 2325 - 8 กันยายน พ.ศ. 2332)

รัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อขึ้นครองราชย์แล้วได้สถาปนาสมเด็จพระอนุชา (พระนามเดิมบุญมา) เป็นกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาทพระมหาอุปราชซึ่งหมายความว่าจะเป็นผู้สืบราชสมบัติหากรัชกาลที่ 1 สวรรคต สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ และกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาทได้ร่วมต่อสู้ศัตรูนอกประเทศเคียงบ่าเคียงไหล่กันมาโดยตลอด แต่ในระยะหลังเกิดความขัดแย้งกันแลายเรื่องจนถึงเกือบจะสู้รบกัน ความบาดหมางยังมีอยู่จนเมื่อกรมพระราชบวรฯสิ้นพระชนม์ด้วยพระโรคนิ่วเมื่อปี พ.ศ. 2345 (เมื่อรัชกาลที่ 1 ครองราชย์มาแล้ว 11 ปี) หลังจากกรมพระาชวังบวรสิ้นพระชนม์ปรากฏว่าพระโอรสสองพระองค์ของกรมพระราชวังบวรชื่อพระองค์เจ้าลำดวนและพระองค์เจ้าอินทปัตได้ถูกกล่าวหาว่าคบคิดกับพระยาเกษตราธิบดีจะทำการกบฎ จึงได้มีรับสั่งให้ประหารชีวิตผู้สมรู้ร่วมคิดทุกคนรวมทั้งพระองค์เจ้าทั้งสองพระองค์

เมื่อวังหน้าหรือกรมพระราชวังบวรสิ้นพระชนม์แล้ว รัชการที่ 1 ได้ทรงโปรดตั้งเจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร พรเจ้าลูกยาเฑอองค์ใหญ่ขึ้นเป็นมหาอุปราช (วังหน้า) เมื่อ พ.ศ. 2350

รัชกาลที่ 2 พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (ครองราชย์ พ.ศ. 2352 - 2367)

รัชกาลที่ 1 ครองราชย์นานถึง 28 ปี สิ้นพระชนม์เมื่อ พ.ศ. 2352 พระชนม์มายุ 72 พรรษา ก่อนสวรรคต ได้ทรงมอบราชสมบัติให้แก่มหาอุปราชคือ เจ้าผ้ากรมหลวงอิศรสุนทร ซึ่งทรงตั้งให้เป็นมหาอุปราชอยู่ก่อนแล้ว

เมื่อขึ้นครองราชย์ได้ 3 วันก็มีผู้กล่าวหาว่าสมเด็จพระเจ้าหลานเธอกรมขุนกษัตรานุชิตคบคิดกับคณะบุคคลคณะหนึ่งจะเป็นกบฎ รัชกาลที่ 2 ทั้งโปรดฯ ให้พระราชโอรสองค์ใหญ่เจ้าทับ3 เป็นประธานในการสอบสวนเมื่อสอบสวนแล้วก็มีการประหารชีวิตกรมขุนกษัตรานุชิตและคนอื่นๆ กรมขุนกษัตรานุชิตนี้เป็นโอรสของพระเจ้าตากสินกับคุณฉิมใหญ่ ซึ่งเป็นพระธิดาของพระพุทธยอดฟ้า

รัชกาลที่ 2 ทรงตั้งพระราชอนุชาคือกรมหลวงเสนานุรักษ์ขึ้นเป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคลที่พระมหาอุปราชหรือวังหน้า กรมพระราชวังบวรสถานมงคลสิ้นพระชนม์เมื่อปี พ.ศ. 2460 หลังจากกรมพระราชวังบวรสถานมงคลสิ้นพระชนม์และรัชกาลที่ 2 ไม่ทรงแต่งตั้งผู้ใดเป็นมหาอุปราชจนสิ้นรัชกาลที่ 2 สิ้นพระชนม์เมื่อปี พ.ศง 2367

รัชกาลที่ 3 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (ครองราชย์ พ.ศ. 2367 -2394)

รัชกาลที่ 2 สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2367 หลังจากทรงประชวรอยู่ 8 วัน โดยมิได้ตรัสมอบราชสมบัติให้แก่ผู้ใด พระโอรสองค์ใหญของรัชกาลที่ 2 คือกรมหมื่นเษฎาบดินทร์ ประสูติจากเจ้าจอมมารดาเรียมขณะที่รัชกาลที่ 2 สวรรคต กรมหมื่นเษฎาบดินทร์ พระชนม์มายุ 37 พรรษา เนื่องจากพระราชมารดาของพระองค์เป็นคนสามัญจึงมิได้เป็นเจ้าฟ้า

รัชกาลที่ 2 ทรงมีพระมเหสี เพียงพระองค์เดียว และมีพระโอรสจากพระมเหสี 2 พระองค์คือ เจ้าฟ้ามงกุฎและเจ้าฟ้าจุฑามณี เมื่อรัชกาลที่ 2 สิ้น พระชนม์นั้นเจ้าฟ้ามงกุฏ ซึ่งมีพระชนมายุ 20 พรรษา เพิ่งจะทรงผนวชอยู่ที่วัดบวรนิเศน์วิหารได้เพียง 7 วัน

เนื่องจาก ตอนที่รัชกาลที่ 3 สวรรคตนั้นไม่มีมหาอุปราชหรือวังหน้า เพราะมหาอุปราชสิ้นพระชนม์ไหก่อนแล้ว และรัชกาลที่ 3 ก็ไม่ได้ทรงมอบราชสมบัติแก่ผู้ใดกรมหมื่นเษฎาบดินทร์พระราชโอรสองค์ใหญ่มีพระชนมายุมากกว่าคือ 37 พรรษและมีประสบการณ์ในการบริหารบ้านเมืองมาเป็นเวลานาน ก็มีความเหมาะสมที่จะขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ ส่วนเจ้าฟ้ามงกุฎฯ นั่นทรงเป็นโอรสองค์ใหญ่ ซึ่งเกิดแก่พระมเหสีก็มีความชอบธรรมที่จะได้เป็นพระมหากษัตริย์เหมือนกันขณะนั้นประเทศไทยยังมีพม่าเป็นศัตรูหลัก และกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์นั้นมีประสบการณ์ในการบริหารราชการมาก จึงได้ขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์องค์ที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ โดยที่เจ้าฟ้ามงกุฎไม่ทรงลาผนวช ปัญหาความขัดแย้งจึงไม่มี

รัชกาลที่ 3 หรือพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงตั้งให้ กรมหมื่นศักดิ์พลเสพ พระโอรสองค์หนึ่งของรัชกาลที่หนึ่งเป็นพระมหาอุปราชทรงพระนามว่ากรมพระราชวังบวรศักดิ์พลเสพ กรมหมื่นศักดิ์พลเสพมีพระชนม์มายุแก่กว่ารัชกาลที่ 3 อยู่ 2 พรรษา รัชกาลที่ 3 ทรงตั้งกรมหมื่นศักดิ์พลเสพเป็นพระมหาอุปราชด้วยสาเหตุใหญ่ 2 ประการคือ ประการแรกรัชกาลที่ 3 ไม่ทรงมีพระอนุชาร่วมพระราชมารดาและประการที่สองกรมหมื่นศักดิ์พลเสพเคยออกรบร่วมกับรัชกาลที่ 3 เมื่อครั้งยังเป็นกรมหมื่นเจษฎบดินทร์ คงจะพอพระทัยในความสามารถและอุปนิสัยใจคอ อย่างไรก็ดี กรมพระราชวังบวรศักดิ์พลเสพ เป็นพระมหาอุปราชอยู่เพียง 8 ปี ก็ทรงประชวรสิ้นพระชนม์และรัชกาลที่ 3 ซึ่งครองราชย์นานถึง 27 ปี ก็ไม่ทรงตั้งผู้ใดเป็นพระมหาอุปราชหรือวังหน้าอีกจนตลอดรัชกาล

ระหว่างการดำรงตำแหน่งของรัชกาลที่ 3 ซึ่งขึ้นครองราชย์ เมื่อปี พ.ศ. 2367 นั้น ได้ทรงสั่งให้ประหารพระโอรสองค์หนึ่งของรัชกาลที่ 2 คือ กรมหลวงรักษรณเรศรเมื่อปี พ.ศ. 2391 กรมหลวงรักษรณเศรผู้นี้มีพระชนมายุแก่กว่ารัชกาลที่ 3 เพียง 3 พรรษา จึงถือได้ว่ารุ่นราวไล่เลี่ยกันเริ่มรับราชกาลตั้งแต่ รัชกาลที่ 2 เหมือนกับที่ รัชกาลที่ 3 ทรงลงพระอาญาให้ประหารนั้นเพราะมีความผิดหลายข้อคือ5

1.ซ่องสุมกำลังคนทั้งเจ้านายและขุนนางไว้เป็นพรรคพวกมากจนผิดสังเกต

2.มักใหญ่ใฝ่สูงทำตัวเทียมกษัตริย์ เช่น ใส่แหวนเพชรแทนแหวนพลอยซึ่งถือว่าทำเทียมกษัตริย์ นับเป็นความผิด

3.ฝักใฝ่อยู่กับพวกนักแสดงและละครชายไม่ยอมบรรทมกับเจ้าหม่อมห้าม

4.ยักยอกเงินเบี้ยหวัดและเงินค่าบูชาพระบาทเป็นสมบัติส่วนตัวปีละจำนวนมากๆ

ก่อนที่จะประหารกรมหลวงรักษรณเรศรนั้น กรมหลวงรักษรณเรศรได้ทรงยอมรับว่าไม่ได้คิดจะเป็นกบฎต่อรัชกาลที่ 3 แต่ทรงคิดว่าถ้าสิ้นรัชกาลที่ 3 ก็จะไม่ยอมเป็นข้าของใคร และถ้าเป็นใหญ่ก็จะเอากรมขุนพิพิธภูเยนทร์เป็นวังหน้าหรืออุปราช กรมขุนพพิธภูเยนทร์ คือ พระองค์เจ้าชายพนมวันโอรสองค์หนึ่งของรัชกาลที่ 2 เมื่อก่อนรัชกาลที่ 3 จะสิ้นพระชนม์ไม่นานกรมขุนพิพิธเยนทร์ได้ซ่องสุมผู้คนไว้เป็นจำนวนมากโดยอ้างว่าเกรงอันตรายเพราะกรมหลวงรักษรณเรศรได้เคยอ้างชื่อว่าจะให้เป็นวังห้าถ้ากรมหลวงรักษรณเรศรได้เป็นกษัตริย์ ร้อนถึงพระยาศรีสุริยวงศ์ (ภายหลังคือสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์) ต้องไปนำทหารจำนวนหนึ่งจากสมุทรปราการบรรทุกเรือใหญ่มายังกรุงเทพฯ ในเวลากลางคืนทอดสมอที่ท่าเตียนแล้วไปยังวัวดโพธิ์ ซึ่งเป็นแหล่งซ่องสุมผู้คน บังคับให้กรมขุนพิพิธภูเยนทร์ไล่คนที่ชุมนุมกลับไปซึ่งกรมขุนพิพิธฯ ก้ต้องทรงปฏิบัติตาม

รัชกาลที่ 3 ทรงครองราชย์ 27 ปี ประชวรสิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2394 ขณะที่ทรงประชวร รัชกาลที่ 3 ได้มีพระราชดำรัสเกี่ยวกับผู้ที่จะเป็นพระมหากษัตริย์ต่อจากพระองค์ว่า ให้เชื้อพระวงศ์และขุนนางช่วยกันเลือกพระราชวงศ์พระองค์ใดที่มีวัยวุฒิปรีชารอบรู้ราชานุวัติขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดิน และตรัสขอร้องไว้ให้เห็นแก่รัชกาลที่ 1 ที่ 2 และพระองค์เจ้าอย่าได้ฆ่าฟันกันเพราะแย่งชิงราชย์สมบัติและจงช่วยกันรักษาแผ่นดินต่อไป7

รัชกาลที่ 4 พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ทรงครองราชย์ระหว่าง พ.ศ. 2394 - 2411)

ในช่วงรัชกาลที่ 3 ยังครองราชย์อยู่นั้น พม่าศัตรูคู่อาฆาตของไทยได้ตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ ซึ่งนับเป็นสัญญาณเตือนภัยให้ผู้มีอำนาจในการปกครองของไทยทั้งเชื้อพระวงศ์และขุนนางชั้นผู้ใหญ่รู้ว่าภัยนี้ยิ่งใหญ่และอาจจะมาถึงประเทศไทยได้ระหว่างที่เจ้าฟ้ามงกุฎทรงผนวชอยู่นั้น ได้ทรงศึกษาเล่าเรียนภาษาอังกฤษจนแตกฉาน นอกจากพระองค์แล้ว ก็ยังมีคงอื่นๆ เรียนภาษาอังกฤษในยุคนั้นด้วยแต่ไม่มีใครเก่งภาษาอังกฤษเท่าพระองค์ ดังที่พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ทรงเขียนว่า8

“…ยังมีเจ้านายพระองค์อื่นๆ และขุนนางบางท่านก็โดยเสด็จเรียนภาษาอังกฤษบ้างเช่น สมเด็จพระอนุชาเจ้าฟ้าจุฑามณีแต่ก็ไม่ปรากฏว่ามีผู้ มีความรู้ดีเท่าพระองค์…”

รัชกาลที่ 3 มีพระราชโอรส 22 พระองค์และพระราชธิดา 29 พระองค์จากเจ้าจอมมารดา 35 ท่าน แต่รัชกาลที่ 3 ก็ไม่ทรงตรัสมอบราชสมบัติให้โอรสองค์ใดองค์หนึ่งของพระองค์

เมื่อรัชกาลที่ 3 สวรรคตแล้ว ได้มีการประชุมของพระราชาคณะ พระราชวงค์และขุนนางชั้นผู้ใหญ่มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ทูลเชิญเจ้าฟ้ามงกุฎซึ่งทรงผนวชมาแล้ว 27 พรรษาขึ้นครองราชย์ เป็นรัชกาลที่ 4 เมื่อขึ้นครองราชย์แล้ว รัชกาลที่ 4 ได้สถาปนาพระอนุชาคือเจ้าฟ้าจุธามณีขึ้นเป็นพระปิ่นเล้าเจ้าอยู่หัวมีพระเกียรติเสมอพระเจ้าแผ่นดินองค์ที่ 2 คือ สูงกว่ามหาอุปราช

เจ้าฟ้าจุธามณีเป็นพระอนุชาร่วมพระราชมารดาของรัชกาลที่ 4 ในสมัยรัชกาลที่ 3 เมื่อรัชกาลที่ 4 ยังทรงผนวชอยู่นั้นเจ้าฟ้าจุะามณได้รับราชการดำรงค์พระอิศริยยศเป็นเจ้าฟ้ากรมขุนอิศเศรังสรรค์ ทรงเป็นผู้บังคับบัญชากรมทหารแม่นเป็น เคยทรงไปราชการสงครามทางเรือเมื่อคราวรบกับญวณ ทีงมีาความรู้เรื่องการต่อเรืออย่างมากชอบลงไปสำรวจเรือของชาวต่างชาติที่มีจอดอยู่ที่ท่ากรุงเทพฯ และเป็นผู้ที่ทรงปรับปรุงกองทัพเรือไทยให้มาเป็นแบบสมัยใหม่

พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นพระมหากษัตริย์องค์ที่ 2 อยู่จนถึงปี พ.ศ. 2409 ก็ประชวร (วัณโรค) สิ้นพระชนม์

ส่วนรัชกาลที่ 4 นั้น ทรงครองราชย์อยู่จนถึงวันที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2411 ก็ประชวรสวรรคต (พระชนม์มายุ 64 พรรษ) ซึ่งเท่ากับว่าสิ้นพระชนม์หลัง พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ 2 ปี ในช่วง 2 ปีนี้ รัชกาลที่ 4 มิได้ทรงแต่งตั้งผู้ใดขึ้นเป็นมหาอุปราชแทน

รัชกาลที่ 5 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ครองราชย์ 2411 - 2453)

เมื่อรัชกาลที่ 4 สวรรคตนั้นพระโอรสที่เป็นเจ้าฟ้าองค์ที่มีพระชนม์มายุมากที่สุด คือ สมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์กรมขุนพินิตประชานาถ ตอนนั้นมีพระชนม์มายุ 15 พรรษาการประชวรของรัชาลที่ 4 นั้น สืบเนื่องจากท่านไปทอดพระเนตรสุริยุปราคาที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และได้ติดไข้มาเลเรียมา สมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ ซึ่งไปด้วยก็ทรงประชวรด้วย

เมื่อทรงประชวรหนักรัชกาลที่ 4 ยังทรงมีพระสติดีไม่ตรัสมอบราชสมบัติให้แก่ผู้ใด มีพระดำรัสกับเจ้านายและขุนนางชั้นผู้ใหญ่ว่าให้ปรึกษากันให้พร้อม แล้วแต่จะเห็นว่าผู้ใดมีความสามารถจะรักษาแผ่นดินได้ก็ให้ยกขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ พระองค์ทรงสวรรคตเมื่อเวลา 21.00 น. ของวันที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2411 และในเวลา 24.00 น. คืนวันนั้นเองก็มีการประชุมของพระบรมวงศานุวงศ์พระราชาคณะและข้าราชการชั้นผูใหญ่ ผู้เรียกประชุมก็คือ เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) สมุหพระกลาโหม9

ที่ประชุมประกอบด้วยพระราชาคณะ 25 รุป พระราชวงศ์ 16 พระองค์และขุนนางชั้นผู้ใหญ่ 20 คน มีพระราชาคณะที่เป็นพระราชวงศ์ 1 องค์คือ กรมหมื่นบวรรังษีสุริยพันธ์ เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ได้แจ้งแก่ที่ประชุมว่ารัชกาลที่ 4 มิได้ทรงแต่งตั้งรัชทายาททรงมีพระดำรัสให้ที่ประชุมเลือกผู้ที่เห็นสมควรขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ จึงขอให้ออกความเห็นกันได้โดยไม่ต้องมีความเกรงกลัว

กรมหลวงเทเวศร์วัชรินทร พระเจ้าน้องยาเธอในรัชกาลที่ 4 เป็นผู้ทรงอาวุโสเสนอต่อที่ประชุมว่าเพื่อเป็นการแสดงความจงรักภักดีต่อรัชกาลที่ 4 เห็นสมควรเลือกสมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์กรมขุนพินิตประชานาถขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ จึงขอให้ผู้เข้าร่วมประชุมนอกจากพระราชาคณะได้ออกเสียงกันทีละพระองค์และทีละคน ข้อยกเว้นคือกรมหมื่นบวรรังษีฯ เป็นพระราชาคณะแต่ได้ออกเสียด้วยในฐานพระราชวงศ์ ผู้ที่ออกเสียงทั้งหมดเป็นชอบกับข้อเสนอของกรมหลวงเทเวศร์วัชรินทร

มาถึงตอนนี้เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ได้แสดงความเห็นว่ารัชกาลที่ 4 เคยทรงห่วงใยว่าพระราชโอรสทรงพระเยาว์นักจะปกครองบ้านเมืองไม่ได้ กรมหลวงเทเวศร์วัชรินทรก็เสนอต่อที่ประชุมให้เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ว่าราชการแผ่นดินไปจนกว่ารัชกาลที่ 5 จะมีพระชนม์มายุพอที่จะทรงปกครองแผ่นดิน และเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ก็รับว่าจะว่าราชการแผ่นดินแทนอย่างเต็มความสามารถ

เมื่อลงมติเรื่องพระเจ้าแผ่นดินองค์ใหม่แล้วกรมหลวงเทเวศร์วัชรินทรได้เสนอให้อัญเชิญกรมหมื่นบวรวิไชยชาญขึ้นเป็นพระมหาอุปราชหรือวังหน้า กรมหมื่นบวรวิไชยชาญ เป็นพระโอรสองค์ใหญ่ของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ แก่ชันษากว่าสมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ 15 พรรษา

เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ จึงได้ถามความเห็นจากผู้เข้าร่วมประชุมแบบเดียวกับที่ถาทความเห็นตอนเลือกพระเจ้าแผ่นดินทุกท่านที่ถูกถามก็ตอบว่าเห็นสมควร นอกจากกรมขุนวรจักรธรานุภาพเท่านั้นที่ไม่เห็นด้วย โดยอธิบ่ายว่าไม่ใช่หน้าที่ของที่ประชุมจะตั้งพระมหาอุปราช ควรจะเป็นเรื่องของพระเจ้าแผ่นดินองค์ใหม่ และได้ยกตัวอย่างว่ารัชกาลที่ 1 ถึงที่ 4 ก็ทรงตั้งพระมหาอุปราชหรือกรมพระราชวังบวรด้วยพระองค์เอง

กรมขุนวรจักรธรานุภาพผู้นี้เป็นพระน้องยาเธอของรัชกาลที่ 4 การคัดค้านของกรมขุนวรจักรธราจุภาพทำให้เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ขัดเคืองได้ตำหนิกรมขุวรจักรธรานุภาถหลายประการ ทั้งถามว่า ที่ไม่ยอมนั้นอยากจะเป็นเองหรือซึ่งคำถามนั้นทำให้กรมขุนวรจักรธรานุภาพตอบว่า จะให้ยอมก็ตอ้งยอมก็เป็นอันว่าพระมหาอุปราชจะได้แก่กรมหมื่นบวรวิชียชาญ ซึ่งเมื่อเป็นวังหน้าแล้วก็จะเป็นที่รู้จักกันในนามของกรมพระาชวังบวรวิชัยชวาญ สำหรับประเด็นที่น่าจะพิจารณาคือวิธีการเสนอในที่ประชุมของกรมหลวงเทเศวัชรินทร์ให้สมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์เป็นรัชกาลที่ 5 และกรมหมื่นบวรวิชัยชาญเป็นกรมพระาชวังบวรหรือวังหน้านั้นมีเบื้องหลังอะไรหรือเปล่า

จากข้อเขียนของณัฐวุฒิ สุทธิสงครม ซึ่งได้ศึกษาเอกสารเกี่ยวกับเรื่องนี้หลายฉบับได้กล่าวว่า สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพเคยได้รับการบอกเล่าจากเจ้าพระยาภานุวงษ์มหาโกศาธิบดี (อยู่ในที่ประชุมด้วยท่านหนึ่ง) ว่าดังนี้

“…การเลือกกรมพระาชวังบวรสถานมงคลครังนั้นถ้อยคำที่กรมหลวงเทเวศร์ฯ ตรัส เจพระยาศรีสุริยวงศ์จดถวายให้เจ้าพระรัตนาธิเบศร์ (พุ่ม) แต่ยังเป็นขุนสมุทรโคจร นั่งเขียนที่พระทวารเมื่อตอนเวลาประชุม และในเมื่อปรึกษากันนั้นในข้อจะถวายราชสมบัติแด่พระบาทสมเด็จฯ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้น ยินยอมพร้อมกันด้วยความยินดีจริง แต่เมื่อเลือกพระมหาอุปราชท่านสังเกตดูผู้ที่อยู่ในที่ประชุมไม่เห็นชอบดดยมากที่ยอมเป็นด้วยกลังเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์เท่านั้น…”

สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพได้ทรงนิพนธ์เกี่ยวกับเรื่องภายหลังว่ากรมหมื่นบวรวิชัยชาญนั้นพระอัธยาศัยสุภาพถ่อมพระองค์รัชกาลที่ 4 ทรงมีพระเมตตาใช้สอยสนิทสน เมื่อพระบามสมเด็จพระปิ่นเกล้าสวรรคตแล้วสิ่งที่กรมหมื่นบวรวิชัยชาญปฏิบัติเป็นกิจวัตรก็คือตอนเช้าเสด็จไปหาสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ที่บ้านพระวรบรมมหาราชวัง10

สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพยังเห็นว่าการตั้งพระมหาอุปราชของที่ประชุมครั้งนั้นผิดประเพณีสมดังที่กรมขุนวรจักรฯ ให้ความเห็น แต่ที่เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์สนับสนุนการมหมื่นบวรวิชัยชาญขึ้นเป็นมหาอุปราชก็เพราะเกรงว่า ถ้ารัชกาลที่ 5 ทรงเจริญวัยขึ้นแล้ว ถ้าไม่พอพระทัยที่มีผู้สำเร็จราชการแผ่นดินก็คงจะคิดเอาท่านออกจากตำแหน่งผู้สำเร็จตาชการแผ่นดิน จึงได้สนับสนุนกรมหมื่นบวรวิชัยชาญซึ่งสนิทสนมกับท่านเป็นอย่างมากขึ้นเป็นพระมหาอุปราชเพื่อเป็นการคานอำนาจไว้ก่อน

สมเด็จกรมพระยาดำรงราชนุภาพยังทรงอธิบายด้วยว่า ถ้าศึกษาจากพระราชพงศาวดารไทยแล้ว พระเจ้าแผ่นดินทรงพอใจที่ตั้งพระาชโอรสพระองค์ใหญ่เป็นพระมหาอุปราชเป็นพื้นต่อไม่มีพระราชโอรสหรือเหตุการณ์อย่างอื่นบังคับจึงทรงตั้งพระอนุชาหรือพระราชวงศ์ชั้นอื่น เช่น

รัชกาลที่ 1 ของกรุงรัตนโกสินทร์ทรงตั้งสมเด็จพระอนุชาเป็นพระมหาอุปราช (กรมพระราชวังบวรมหาสุริยสิงหนาท( ก็เพราะได้ทรงสร้างสมพระบารมีมาด้วยก้นนับว่ามีเหตุการณ์บังคับ

รัชกาลที่ 2 ทรงตั้งสมเด็จอนุชาธิราชเป็นพระมหาอุปราช (กรมพระราชวังบวรมหเสนานุรักษ์) ก็เพราะสมเด็จพระอนุชาพระองค์ที่ดำรงพระยศเป็นพระบัณฑูรน้อยมาตั้งแต่รัชกาลที่ 1 จึงเป็นการตั้งด้วยเหตุการณ์บังคับ

รัชกาลที่ 3 ทรงตั้งกรมหมื่นศักดิพลเสพพระราชปิตุลา (อา) เป็นมหาอุปราช (กรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพ) ก็เพราะเป็นบำเหน็จที่กรมหมื่นศักดิพลเสพซึ่งทรงบัญชาการกระทรวงกลาโหมอยู่ตอนรัชกาลที่ 2 สวรรคต สนับสุนให้รัชกาลที่ 3 ได้ราชสมบัติ

รัชกาลที่ 4 ทรงตั้งกรมขุนอิศเรศรังสรรค์ สมเด็จพระอนุชาเป็นพระมหาอุปราชก็เพราะพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเชื่อตำราพยากรณ์ว่า สมเด็จพระอนุชาจะต้องได้เป็นพระเจ้าแผ่นดิน

สมเด็จกรมพระยาดำรงตาชานุภาพยังทรงให้เหตุผลด้วยว่าการเลือกพระมหาอุปราชนั้นตามราชประเพณีพระเจ้าแผ่นดินต้องทรงเลือกเอาพระราชวงศ์องค์เดียวเท่านั้น

ช่วง 5 ปี หลังจากที่รัชกาลที่ 4 สวรรคต ซึ่งเป็นช่วง 5 ปีแรกของการครองราชย์ของรัชกาลที่ 5 นั้นอำนาจการปกครองแผ่นดิน จึงอยู่ที่ผู้สำเรํจราชการแผ่นดินคือ เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์

เมื่อรัชกาลที่ 5 มีพระชนม์มายุครบ 20 พรรษา พระองค์ก็มรงผนวชเป็นเวลา 5 วัน เมื่อสึกแล้วก็ทำพิธีบรมราชาภิเษกขึ้นครองราช

ที่มา : การเมืองไทยการวิเคราะห์เชิงจิตวิทยา / ดร.ณรงค์ สินสวัสดิ์ใน รากฐานไทย ฐานข้อมูลเพื่อพัฒนาประเทศhttp://www.rakbankerd.com/01_jam/thaiinfor/country_info/index.html?topic_id=450&db_file=