การส่งผู้ร้ายข้ามแดน

              ในกรณีที่ผู้ต้องหาในคดีอาญาหลบหนีไปอยู่ต่างประเทศไทยมีสนธิสัญญาว่าด้วยการส่งผู้ร้ายข้ามแดน (extradition treaty) กับประเทศต่างๆ 14 ประเทศ ได้แก่ อังกฤษ แคนาดา ออสเตรเลีย มาเลเซีย ฟิจิ เบลเยียม อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สหรัฐอเมริกา จีน เกาหลีใต้ ลาว บังกลาเทศ และกัมพูชา และสนธิสัญญาว่าด้วยความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ในเรื่องทางอาญา (treaty on mutual assistance in criminal matters) กับประเทศต่างๆ 6 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา แคนาดา อังกฤษ ฝรั่งเศส นอร์เวย์ และอินเดีย และเสร็จสิ้นการเจรจาทำความตกลงในเรื่องนี้กับจีน เกาหลี โปแลนด์ ศรีลังกา ออสเตรเลีย และเบลเยียมแล้ว แม้ว่าไทยจะยังไม่ได้เป็นภาคีอนุสัญญาเกี่ยวกับการก่อการร้ายทั้งหมด และยังไม่มีความตกลงว่าด้วยการส่งผู้ร้ายข้ามแดนและความตกลง ว่าด้วยความช่วยเหลือ ซึ่งกันและกันในเรื่องทางอาญากับทุกประเทศ แต่ไทยก็อาจให้ความร่วมมือในการส่งผู้ร้ายข้ามแดนและการให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกันในเรื่องทางอาญากับต่างประเทศได้ หากต่างประเทศพร้อมจะให้ความร่วมมือกับไทยเป็นการตอบแทน (reciprocity) ทั้งนี้ เพื่อประกันว่า ผู้ก่อการร้ายจะต้องไม่สามารถหลบหนีจากกระบวนการยุติธรรมและใช้ประเทศใดๆ เป็นแหล่งหลบภัยได้

หลักการทั่วไปในการส่งผู้ร้ายข้ามแดน

 ในการส่งมอบตัวผู้ร้ายข้ามแดนนั้นหากไม่มีการทำสนธิสัญญาระหว่างกันนานา ประเทศก็มักจะยึดหลักทั่วๆไป  9 ประการ นี้

 1.  ผู้ที่ถูกร้องขออาจจะเป็นผู้ต้องหาหรือว่าหรือผู้ซึ่งศาลมีคำสั่งให้ทำการลงโทษแล้วก็ได้  ประเด็นนี้คือการร้องขอให้ส่งบุคคลใดบุคคลหนึ่งในฐานะของผู้ร้ายข้ามแดนนั้นไม่จำกัดเพียงแค่เฉพาะการมีคำพิพากษาที่สิ้นสุดแล้วว่าได้กระทำความผิดจริง หากเป็นบุคคลซึ่งต้องสงสัยว่าได้กระทำความผิดก็สามารถร้องขอให้ส่งผู้ในฐานะผู้ร้ายข้ามแดนได้

 2. ต้องเป็นคดีที่ไม่ขาดอายุความ  หรือได้มีการพิพากษาในมูลความผิดดังกล่าวแล้ว

          สำหรับอายุความนั้นให้ถือเอา อายุความในฐานความผิดของทั้งสองประเทศทั้งในประเทศผู้ร้องขอให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดนและในประเทศของผู้ถูกร้องขอให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดน เช่น อายุความในคดีหนึ่งในประเทศ  A ซึ่งได้ร้องขอ ให้ประเทศ B ส่งผู้ร้ายข้ามแดนมาให้ หาก ความผิดฐานดังกล่าว ประเทศ A อายุความ 10 ปี ส่วนกฎหมายของประเทศ B มีอายุความ 7 ปี  หากมีการร้องขอให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดนที่อายุความล่วงผ่านมา แล้ว 7 ปี ประเทศ B ก็อาจจะไม่ส่งผู้ร้ายข้ามแดนให้แต่ในทางปฎิบัติและมักจะให้ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจขอประเทศผู้ส่งผู้ร้ายข้ามแดนที่สามารถใช้ดุลยพินิจได้ว่าเห็นควรจะส่งผู้ร้ายข้ามแดนให้หรือไม่

 3.  บุคคลที่ถูกร้องขออาจจะเป็นพลเมืองของประเทศที่ร้องขอ หรือพลเมืองเมืองของประเทศที่สามก็ได้

          ในเรื่องการส่งผู้ร้ายข้ามแดนนี้ไม่จำกัดแค่ว่า ประเทศที่ร้องขอให้มีการส่งผู้ร้ายข้ามแดนจะสามารถจะกระทำได้ เฉพาะกับพลเมืองของตน หากแต่มีมูลความผิดเกิดขึ้นในราชอาณาจักรของตนโดยชาวต่างชาติเป็นผู้ก่อก็สามารถจะร้องขอให้มีการส่งผู้ร้ายข้ามแดนให้แก่กันได้ เช่น  ชาวฝรั่งเศสมาก่อคดีในไทย และต่อมาได้หนีไปอยู่ในประเทศบราซิล ประเทศไทยก็สามารถร้องขอต่อบราซิลให้ส่งตัวชาวฝรังเศสผู้ก่อคดีในไทยในฐานะผู้ร้ายข้ามแดนได้  และหากเกิดกรณีดังกล่าวขึ้น ไทยจะสามารถร้องขอต่อรัฐบาลบราซิลได้เลยโดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากประเทศฝรั่งเศส  ส่วนบราซิลเองเมื่อพิจารณาเกี่ยวกับการส่งผู้ร้ายข้ามแดนแล้วหากมีความเห็นควรให้ส่งตัวผู้ต้องหาก็สามารถปฎิบัติได้เลยโดยไม่ต้องขอความยินยอมจากประเทศฝรั่งเศส  แต่ในการการทูตแล้วเมื่อเกิดกรณีดังกล่าวประเทศบราซิลก็มักจะแจ้งให้ฝรั่งเศสรับทราบก่อน โดย ประเทศฝรั่งเศสจะไม่สามารถเข้ามาเกี่ยวข้องกับกรณีดังกล่าวได้เลย สามารถทำได้เพียงแค่การส่งหนังสือเพือสอบถามข้อเท็จจริงต่อรัฐบาลของบราซิลเท่านั้น  แต่หากเป็นกรณี ที่ชาวฝรั่งเศสผู้ก่อคดีหลบหนีกลับไปยังประเทศของตนเอง ส่วนใหญ่แล้วจะไม่มีการส่งผู้ร้ายข้ามแดนให้แก่กัน เพราะแต่ละประเทศต่างถือกันว่าตนมีหน้าที่ที่จะต้องพิทักษ์รักษาคนในเชื้อชาติของตนเองและเกรงว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรมหากส่งพลเมืองของตนไปให้ประเทศอื่นพิจารณาความ แต่ทั้งนี้ก็มิได้ตัดสิทธิ ประเทศผู้ร้องขอในการเข้ามาเป็นโจทก์ร่วมในการพิจารณาความผิดดังกล่าว  ในอดีตไทยเคยส่ง ป.เป็ด นักการเมืองที่สหรัฐกล่าวหาว่ามีส่วนพัวพันกับการค้ายาเสพติดให้กับประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งดูจะผิดกับหลักในข้อนี้อยู่บ้าง แต่ไม่ใช่หลักตายตัวเพียงแต่เป็นหลักกว้างๆเท่านั้น'

4. หลักสำคัญอีกประการคือความผิดที่ผู้ต้องหาได้กระทำนั้นต้องเป็นความผิดทั้งใน ประเทศผู้ร้องขอและประเทศผู้ถูกร้องขอให้มีการส่งผู้ร้ายข้ามแดน  หากความผิดดังกล่าวเป็นความผิดในประเทศ A ซึ่งร้องขอให้ส่งตัวผู้ต้องหาที่ ประเทศ B การกระทำดังกล่าวไม่ถือว่าเป็นความผิดและกฎหมายของประเทศ B ไม่ได้กำหนดโทษในความผิดฐานดังกล่าวเอาไว้ ก็จะไม่มีการส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนให้แก่กัน

 5. บุคคลที่ถูกขอให้ส่งตัวต้องได้กระทำความผิดอันมีอัตราโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไปทั้งระวางโทษของประเทศผู้ขอและประเทศผู้รับคำร้องขอ จึงจะสามารถส่งตัวให้แก่กันได้

 6.การที่รัฐใดจะร้องขอต่ออีกรัฐหนึ่งในการส่งผู้ร้ายข้ามแดนนั้นต้องปรากฎข้อเท็จจริงว่า บุคคลผู้ซึ่งเป็นผู้ร้ายข้ามแดนนั้นได้ไปปรากฏตัวอยู่ในรัฐดังกล่าว

 7.ความผิดเกิดขึ้นในรัฐใดรัฐนั้นจะต้องเป็นฝ่ายดำเนินการร้องขอตามขั้นตอนวิธีปฎิบัติของอีกรัฐหนึ่งในเรื่องการส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน บางประเทศกำหนดให้ร้องขอการส่งผู้ร้ายข้ามแดนผ่านกระทรวงการต่างประเทศ บางประเทศอาจจะกำหนดให้มีการร้องขอต่อหน่วยงานอื่น เป็นต้น

8. การที่จะนำผู้ซึ่งถูกกล่าวหาหรือว่าผู้ซึ่งต้องคำพิพากษาแล้วว่าได้กระทำผิดจริงนั้น ในการร้องขอให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดนมีธรรมเนียมปฎิบัติอีกประการหนึ่งแต่เป็นขั้นในการที่ได้รับผู้ร้ายข้ามแดนกลับมาแล้วโดยตามธรรมเนียมปฎิบัติของการส่งผู้ร้ายข้ามแดน ต้องลงโทษในฐานความผิดอันขอให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดนไว้เท่านั้น เช่นหาก A ร้องขอประเทศ B ว่านายดำได้กระทำความผิดฐานลักทรัพย์ แต่ในข้อเท็จจริงดำได้ฆ่าคนตายด้วย หากระบุไว้ตอนขอให้ส่งตัวกลับแค่ ความผิดฐานลักทรัพย์ก็มักจะลงโทษได้เฉพาะความผิดฐานลักทรัพย์เท่านั้น

 9. เหตุที่มักจะไม่ส่งผู้ร้ายข้ามแดนให้แก่กันซึ่งถือว่าเป็นธรรมเนียมปฎิบัติและ ได้รับการยกเว้นคือความผิดในฐานการเมืองที่มักจะไม่ส่งตัวให้แก่กัน เพราะถือว่าแนวคิดทางการเมืองของบุคคลย่อมแตกต่างกันได้ ดังนั้นในกรณีนี้จึงมักจะไม่มีการส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนให้แก่กันนั้นเอง

             นอกจากความผิดในทางการเมืองที่ไม่นิยมส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนให้แก่กันแล้วยังมีความผิดฐานอื่นที่มักจะไม่นิยมส่งตัวให้แก่กันอีก เช่น ความผิดที่เกิดขึ้นในลักษณะที่เป็นความผิดต่อกฎหมายพิเศษในทางปกครองเช่น ผิดกฎหมายการล่าสัตว์ กฎหมายป่าไม้ เพราะถือว่าความผิดเหล่านี้ไม่ใช่ความผิดทางอาญาโดยตรง ดังนั้นในฐานความผิดดังกล่าวจึงมักจะไม่นิยมส่งตัวให้แก่กัน รวมถึงความผิดต่อกฎหมายการพิมพ์ ความผิดต่อศาสนา ความผิดฐานหลบหนีราชการทหาร ความผิดเกี่ยวกฎหมายทหารความผิดเหล่านี้ก็ไม่จะไม่ส่งผู้คนให้แก่กัน

            ความผิดในฐานความผิดทางการเมือง เป็นข้อยกเว้นโดยเด็ดขาดที่จะไม่ต้องส่งตัวให้แก่กัน เพราะนานาประเทศถือว่า บุคคลย่อมมีสิทธิและเสรีภาพทางการการเมือง เป็นเรื่องเฉพาะบุคคล ในอดีตช่วงต้นยังมีการส่งมอบตัวให้กันอยู่บางในฐานความผิดชนิดนี้  จนกระทั่งกลายเป็นแบบแผนที่ยึดถือปฏิบัติกันโดยแพร่หลาย แต่บ่อยครั้งที่ความผิดทางการเมืองมักจะเกี่ยวเนื่องกับความผิดทางอาญา เช่นต้องการเปลี่ยนแปลงการปกครอง แต่ได้ฆ่าฝ่ายตรงข้าม เป็นต้น ปัญหาเหล่านี้จึงทำให้เกิดปัญหาตามมาในการพิจารณาว่าคดีใดเป้นคดีการเมืองหรือไม่ ในการพิจารณาว่าคดีใดเป็นคดีการเมืองหรือไม่นั้นมีหลักในการพิจารณาอยู่ 4 แบบ คือ

1. หลักมูลเหตุจูงใจทางการเมือง (political motive)  การจะพิจารณาว่าความผิดใดเป็นความผิดการเมืองหรือไม่นั้นหลักการนี้จะพิจารณาถึงมูลเหตุจูงใจในการก่อคดีว่ามาจากเรื่องของการเมืองหรือไม่ ประเทศที่ยึดหลักการพิจารณาแบบนี้ได้แก่ประเทศ ชิลี

2. หลักมูลเหตุจูงใจทางการเมือง และวัตถุประสงค์ทางการเมือง (political motive and political purpose) ประเทศเยอรมันเป็นผู้ให้กำเนิดแนวในการพิจารณาว่าคดีใดเป็นคดีการเมืองในแบบนี้ โดยยึดหลักว่าการพิจารณาว่าคดีใดเป็นคดีการเมืองนั้นนอกจากจะต้องมีมูลเหตุจูงใจในทางการเมืองแล้ว ยังต้องมีวัตถุประสงค์ในทางการเมืองประกอบด้วย  ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดในการพิจารณาว่าคดี ใดเป็นคดีการเมืองหรือไม่ เป็นคดีที่เกิดในปี ค.ศ 1921 เยอรมันยอมส่งตัวผู้ต้องหาสองคนที่ลอบสังหารนายกรัฐมนตรีของสเปนโดยให้เหตุผลว่าคดีนี้ อาจจะมีมูลสืบเนื่องมาจากการเมืองจนทำให้เกิดมูลเหตุจูงใจแต่การกระทำดังกล่าวก็หาได้มีวัตถุประสงค์ในทางการเมืองด้วยไม่เป็นแต่เพียงเรื่องส่วนตัว ศาลเยอรมันพิจารณาแล้วจึงเห็นว่าเป็นการฆ่าคนตายอย่างธรรมดา จึงส่งตัวให้แก่รัฐบาลสเปน

 3. หลักการที่ว่าด้วยการกระทบกระทั่งต่ออำนาจอธิปไตยของประเทศ  หลักการในการพิจารณาคดีใดเป็นคดีการเมืองหรือไม่ ประเทศฝรั่งเศสได้วางรากฐานและใช้หลักการที่ว่าด้วยการกระทบกระทั่งต่ออำนาจอธิปไตยของประเทศนี้ในการพิจารณาว่าคดีใดเป็นคดีการเมืองหรือไม่ โดย ยึดหลักว่าความผิดใดที่กระทำเพื่อเปลี่ยนแปลงอำนาจการปกครองของประเทศไม่ว่าจะเป็น อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร อำนาจตุลาการ หากความผิดเกิดขึ้นเพราะต้องการเปลี่ยนแปลง ยกเลิก อำนาจดังกล่าว ก็จะถือว่าเป็นคดีการเมือง

 4. หลักกฎหมายอังกฤษ  ประเทศอังกฤษได้วางหลักว่าคดีใดเป็นคดีการเมืองหรือไม่โดยพิจารณาจากองค์ประกอบความผิด 3 ประการ คือ

          1.การกระทำความผิดเกิดขึ้นในขณะที่ไม่มีความสงบทางการเมือง

          2.เกิดขึ้นเพราะเป็นการกระทำของคณะบุคคลตั้งแต่ 2 ฝ่ายขึ้นไป

          3.ต่างฝ่ายต่างพยายามที่จะบังคับให้อีกฝ่ายยอมรับระบอบการปกครองตามที่ฝ่ายตนต้องการ

          การที่ประเทศอังกฤษจะพิจารณาว่าว่าคดีใดเป็นคดีการเมืองหรือไม่นั้นจำต้องครบองค์ประกอบทั้ง 3 อย่างดังกล่าวข้างต้น ส่วนการก่อกวนการปกครองหรือการก่อการร้ายในรูปแบบต่างๆ ตามหลักการพิจารณาของประเทศอังกฤษแล้วจะไม่ถือว่าเป็นคดีการเมืองเพราะ ถือว่าไม่ได้มีเป้าหมายในการปกครอง ต่อมาหลักการพิจารณาของอังกฤษได้ขยายเพิ่มมากขึ้นโดยพิจารณาและถือว่าคดีการเมือง นั้นแม้ในขณะที่กระทำไม่ได้มีวัตถุประสงค์การทางการเมืองแต่หากการขอตัวผู้ร้ายข้ามแดน กลับไปรับโทษทัณฑ์ได้กระทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ทางการเมืองหลักการพิจารณาของอังกฤษก็จะถือว่าเป็นคดี การเมืองและจะไม่ส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนให้ได้

 อย่างไรก็ดีตามหลักแล้ว การพิจารณาของศาลว่าสมควรจะมีการส่งผู้ร้ายข้ามแดนหรือไม่นั้นเป็นแต่เพียงข้อเสนอแนะ ในหลักการปฏิบัตินั้นจะเป็นอำนาจของฝ่ายบริหารว่าจะให้ความเห็นชอบกับดุลยพินิจของศาลและเพราะเรื่องการส่งผู้ร้ายข้ามแดนนั้นเป็นเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศด้วย

ที่มา

  กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคลและคดีอาญา โดย รศ.ประกอบ ประพันธ์เนติวุฒิ นิติศาสตร์

  คมกริช  ดุลยพิทักษ์ อัยการประจำกรม สถาบันกฎหมายอาญา สำนักงานอัยการสูงสุด

  บทความจากกรุงเทพธุรกิจ วันพฤหัสบดีที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2550

 กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคลและคดีอาญา โดย รศ.ประกอบ ประพันธ์เนติวุฒิ นิติศาสตร์  ม.รามคำแหง

 ความร่วมมือระหว่างประเทศในการส่งผู้ร้ายข้ามแดน โดย ชัยเกษม นิติสิริ วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร 

 การส่งผู้ร้ายข้ามแดน : ทฤษฏีและแนวปฏิบัติ โดย ศาลอุทธรณ์

 พระราชบัญญัติการส่งผู้ร้ายข้ามแดนปีพ.ศ. 2551

บันทึกนี้เขียนโดย  เมื่อ