ปัญหาการจัดการศึกษาของไทย

                                              ผดุงรัตน์            ปรองพิมาย

โรงเรียน จิตรลดา(สายวิชาชีพ) เขตดุสิต กทม.

 

เราจะเริ่มทำความเข้าใจของการศึกษา สิ่งแรกที่เราต้องเข้าใจก่อนว่าการศึกษาของไทยกับการประสานงานกันระหว่างภาครัฐภาคเอกชนและสถานศึกษาบางครั้งเมื่อเปลี่ยนรัฐบาลก็ทำการเปลี่ยนแนวคิดเปลี่ยนทิศทางการบริหาร การศึกษาชนบทขาดการเข้าถึงอย่างเห็นได้ชัดบุคลากรที่มีความสามารถส่วนใหญ่จะอยู่ในเมืองมากกว่าอยู่ชนบท การผลิตนักศึกษาบางแห่งเน้นปริมาณแต่ขาดคุณภาพ ผู้เรียนเรียนไปวันๆแบบรู้อนาคตของตัวเอง

ปัญหาการศึกษาในสายตานักการศึกษา

1.ขาดความเชื่อมโยงระหว่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติกับแผนการผลิตและพัฒนากำลังคน

2.สถาบันการศึกษารับนักศึกษาตามศักยภาพของสถาบันเอง ทำให้การผลิตกำลังคนในช่วงที่ผ่านมาค่อนข้างไร้ทิศทาง

3.ความนิยมเลือกเรียนม.ปลายสายสามัญมากกว่าสายอาชีพ โดยมิได้กำหนดสัดส่วน จึงเกิดช่องว่างมากขึ้นทุกปี

4. เกิดภาวะขาดกำลังแรงงานระดับกลางรุนแรง เป็นอุปสรรคต่อการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

ปัญหาอาชีวะน่าห่วงมากที่สุด

1.การผลิตอาชีวศึกษาไม่ตรงความต้องการภาคเอกชน

2.รูปแบบสถาบันอาชีวศึกษาที่ประสพความสำเร็จเป็นอย่างไร

3.คนไม่อยากเรียนอาชีวะ เพราะเห็นว่ายังยกพวกตีกัน ภาพลักษณ์ไม่ดี

4.เรียนอาชีวะทำไมได้เงินเดือนน้อย ทำไมไม่ก้าวหน้า 

5.มาตรฐานวิชาชีพไม่ชัดเจน

การพัฒนาการศึกษาของประเทศไทยในช่วงระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมา รัฐได้ทุ่มเททั้งด้านงบประมาณและการระดมทรัพยากรจากต่างประเทศมาลงทุนในด้านการศึกษาในแต่ละแผน หากได้มีการเปรียบเทียบกับการลงทุนในสาขาอื่นๆ ทั้งในภาคเศรษฐกิจและในภาคสังคมแล้ว จะเห็นว่าการจัดสรรเงินลงทุนในสาขานี้ได้รับการจัดอันดับความสำคัญอยู่ในอันดับสูงสุด หรือถ้าจะเทียบกับสัดส่วนของงบพัฒนาประเทศในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 3 คิดเป็นร้อยละ 32.82 และ ในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 4 คิดเป็นร้อยละ 37.8 อย่างไรก็ดี แม้จะได้รับความสำคัญและรับจัดสรรเงินลงทุนอย่างมากแล้วก็ตาม ก็ยังพบว่าการพัฒนาการศึกษายังประสบกับปัญหาอีกหลายประการที่จะต้องรีบเร่งดำเนินการและหาทางแก้ไขในช่วงของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 5 ดังนี้คือ

               ปัญหาโครงสร้างของประชากรกับการจัดการศึกษา

                นโยบายการลดอัตราการเพิ่มของประชากรที่เริ่มใช้มาตั้งแต่ต้นแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 3 ได้ทำให้อัตราการเพิ่มของประชากรเริ่มลดลงตั้งแต่กลางแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 4 และจะมีผลต่ออัตราการขยายด้านปริมาณการจัดการศึกษา โดยเฉพาะการประถมศึกษา จำนวนนักเรียนในระดับนี้จะเริ่มลดลงตั้งแต่ต้นแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 5 ดังจะเห็นได้จากประมาณการเด็กเข้าเกณฑ์ ป.1 (6 ปีบริบูรณ์) ในช่วงปี 2525-2529 จะมีจำนวน 1.36, 1.35, 1.348, 1.34 และ1.32 ล้านคนต่อปี ตามลำดับ แม้เด็กเข้าเกณฑ์จะลงลง แต่อัตราการเรียนต่อมีแนวโน้มสูงขึ้น จำนวนนักเรียนในระดับมัธยมตอนต้น ตอนปลายและอุดมศึกษาจะยังคงเพิ่มขึ้น

จากข้อมูลดังกล่าวข้างต้น แสดงให้เห็นว่าในระยะของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 5 จะยังคงมีปัญหาเรื่องการลงทุนเพื่อรับปริมาณนักเรียนในระดับกลางและระดับสูง คือมัธยมศึกษา อาชีวศึกษา และอุดมศึกษา ตลอดจนการศึกษานอกโรงเรียนเพิ่มมากขึ้น และมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ ในระยะ 10 ปีข้างหน้า หลังจากนั้นแนวโน้มจึงจะค่อยๆ ลดลง

                  ปัญหาด้านคุณภาพ

                จากการประเมินผลการจัดการศึกษาตั้งแต่แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 1 จนถึงปัจจุบัน การพัฒนาการศึกษาได้ขยายตัวด้านปริมาณอย่างรวดเร็ว จากจำนวนโรงเรียนประถมศึกษาซึ่งมีอยู่จำนวน 25,237 โรงเรียนในปลายแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 1 เพิ่มขึ้นเป็น30,671 โรงเรียน เช่นเดียวกับโรงเรียนมัธยมศึกษาได้ขยายจากในเมืองและอำเภอใหญ่ๆ ไปสู่ตำบลมากขึ้น ในปัจจุบันมีโรงเรียนมัธยมต้นจำนวน 2,268 โรงเรียนและมัธยมปลายจำนวน 1,530 โรงเรียนและในช่วงแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 3 และที่ 4 การพัฒนาด้านอาชีวศึกษาและอุดมศึกษาก็ได้มีจำนวนสถานศึกษาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและได้ขยายไปสู่ส่วนภูมิภาคมากขึ้น

                ด้านจำนวนครูอาจารย์ต่อจำนวนนักเรียน โดยเฉลี่ยแล้วปรากฏว่าสัดส่วนครูต่อนักเรียนส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับต่ำกว่ามาตรฐาน ขณะเดียวกันในด้านคุณวุฒิของครูก็ยังไม่ตรงกับสภาพความต้องการของโรงเรียนนัก อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาการพัฒนาด้านคุณภาพของการศึกษาทุกประเภท จะเห็นว่าไม่ได้ขยายตัวควบคู่ไปพร้อมกับการขยายตัวด้านปริมาณดังนี้ คือ

โรงเรียนเมืองและชนบทยังมีคุณภาพและมาตรฐานที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะโรงเรียนประถมศึกษาในชนบทที่ห่างไกล ครูมีวุฒิต่ำ ซึ่งส่วนใหญ่ยังมีปัญหาด้านความเข้าใจและการยอมรับแนวความคิดของหลักสูตรใหม่ มีครูไม่ครบชั้นเรียนอีกประมาณ 8,000 โรงเรียน เนื่องจากขาดระบบการกระจายครูที่มีประสิทธิภาพ ขาดอุปกรณ์การเรียนการสอนเกือบทุกแห่งและมีอัตราการตกซ้ำชั้นโดยเฉลี่ยร้อยละ 15 ซึ่งส่วนมากเป็นเด็กในชนบท

การส่งเสริมด้านวิชาการ โดยเฉพาะการให้การนิเทศโรงเรียนระดับประถมศึกษายังไม่ทั่วถึงและสม่ำเสมอ

 หลักสูตรมัธยมศึกษาที่ประกาศใช้ใหม่นั้น ยังไม่บรรลุตามวัตถุประสงค์ให้เลือกเรียนวิชาชีพตามความต้องการของท้องถิ่น เนื่องจากขาดครูวิชาชีพและวัสดุอุปกรณ์ โรงเรียนมัธยมส่วนใหญ่จึงเลี่ยงไปเปิดสอนเฉพาะในสาขาที่โรงเรียนมีความพร้อมและไม่ต้องใช้ครูวิชาชีพตลอดจนวัสดุอุปกรณ์มากนัก ซึ่งยังสอดคล้องกับนโยบายของหลักสูตรที่มุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพของนักเรียนในด้านวิชาการควบคู่ไปกับการประกอบอาชีพ

               ปัญหาความเสมอภาค

                แม้ว่ารัฐบาลจะได้จัดสรรทรัพยากรเป็นจำนวนมากเพื่อพัฒนาการศึกษาตลอดระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมาแล้วก็ตาม แต่การกระจายสถานศึกษาของลักษณะการศึกษาต่างๆ ยังมีปัญหาและมาตรฐานของสถานศึกษายังมีความแตกต่างกันอยู่มาก เนื่องจาก

สภาพทางเศรษฐกิจและสังคมของในเมืองและชนบทมีความเหลื่อมล้ำกันมาก ทำให้เด็กในชนบทมีโอกาสศึกษาต่อในระดับสูงที่ไม่ใช่ภาคบังคับน้อยกว่าเด็กในเมือง

การกระจายสถานศึกษายังไม่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และจำนวนประชากร มุ่งลงทุนในเมืองมากกว่าชนบท โดยเฉพาะพื้นที่มีแรงผลักดันด้านการเมืองการปกครอง

 ปัญหาการจัดการศึกษาไม่ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน

                การลงทุนด้านการศึกษาเพื่อพัฒนาคุณภาพของประชากรให้สนองตอบความต้องการของสังคมได้มากเพียงไรย่อมเป็นผลดีต่อประเทศเป็นส่วนรวม แต่ในสภาพของความจำกัดด้านเศรษฐกิจ ขอบเขตการลงทุนจึงต้องได้รับการพัฒนาให้มีสัดส่วนที่เหมาะสมตามสภาพและความต้องการของสังคม โดยเฉพาะความต้องการของตลาดแรงงาน เพราะการลงทุนทางการศึกษาในหลายลักษณะงาน โดยเฉพาะอุดมศึกษาและการอาชีวศึกษา มีการลงทุนต่อหัวสูง การลงทุนในด้านนี้ยังมีลักษณะมุ่งขยายปริมาณอย่างรวดเร็วโดยยังไม่สอดคล้องกับคุณภาพและความต้องการของตลาดแรงงานส่วนใหญ่มุ่งผลิตบุคลากร เพื่อสนองความต้องการของทางราชการมากกว่าการผลิตบุคลากรเพื่อสถานประกอบการเอกชนและประกอบอาชีพส่วนตัว เป็นเหตุให้เกิดปัญหาการว่างงานกว้างขวางยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสาขานิติศาสตร์ มนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เกษตรศาสตร์ (ยกเว้นสัตว์บาล) และวิศวกรรมศาสตร์บางสาขา ยังต้องประสบปัญหาที่ต้องทำงานต่ำกว่าระดับ นอกจากนี้การผลิตบุคลากรระดับกลางที่มีปัญหาการว่างงานและเรียนต่อสูงมีเกือบทุกสาขายกเว้นสาขาอุตสาหกรรมบางสาขาเท่านั้น ส่วนบัณฑิตในสาขาที่ผลิตแล้ว ยังไม่พอกับความต้องการของตลาดแรงงาน คือแพทย์ พยาบาล บุคลากรด้านสาธารณสุขทุกประเภท และกำลังคนที่สนองความต้องการในสาขาพัฒนาอุตสาหกรรมที่ต่อเนื่องกับก๊าซธรรมชาติ

 ปัญหาจัดสรรการใช้ทรัพยากรและการบริหารการศึกษา

เงินที่นำมาใช้เพื่อการพัฒนาการศึกษามีแหล่งที่มา 3 ประเภทด้วยกัน คือ เงินจาก
งบประมาณแผ่นดิน เงินรายได้ของสถานศึกษา และเงินบริจาคจากท้องถิ่น เงินกู้หรือเงินยืม และเงินช่วยเหลือจากต่างประเทศ การแสดงรายการเงินลงทุนด้านการศึกษาในระยะที่ผ่านมาแสดงแต่เพียงงบประมาณแผ่นดิน ส่วนเงินซึ่งเป็นรายได้ของสถานศึกษาและเงินจากแหล่งความช่วยเหลือจากต่างประเทศไม่ได้มีการแสดงรายละเอียด ทำให้ภาพการลงทุนด้านการศึกษาไม่ตรงตามข้อเท็จจริง

 เงินลงทุนจากงบประมาณในระยะที่ผ่านมาอาจแบ่งการใช้จ่ายเป็นประเภทใหญ่ๆ ได้ 3 ประเภท คือ เงินเดือน ค่าที่ดินสิ่งก่อสร้างและครุภัณฑ์ และเงินลงทุนเพื่อพัฒนา
คุณภาพการศึกษา คิดเป็นร้อยละ 53.8, 25.8 และ 20.4 ตามลำดับ หากอัตราส่วนการลงทุนยังเป็นไปในลักษณะนี้ การพัฒนาด้านคุณภาพการศึกษาคงไม่สามารถขยายตัวได้รวดเร็วตามที่ต้องการ เพราะการลงทุนส่วนใหญ่ของรัฐยังมุ่งเพื่อการขยายทางด้านปริมาณ

รัฐต้องรับภาระในการลงทุนด้านการศึกษาในทุกลักษณะงาน แม้จะมีนโยบายอย่าง
ชัดเจนว่าจะเปิดโอกาสแก่เอกชนและท้องถิ่นได้มีส่วนเข้าร่วมรับภาระในการศึกษาบางลักษณะงาน แต่ในทางปฏิบัติยังขาดมาตรการวิธี และขั้นตอนที่จะส่งเสริมและสนับสนุนให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมรับภาระการลงทุนอย่างจริงจัง นอกจากนี้ยังมีนโยบายบางประการที่เป็นอุปสรรคและสวนทางกับนโยบายนี้ คือ ยังไม่ให้มีการจัดเก็บค่าเล่าเรียนให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ การเปลี่ยนแปลหลักสูตรใหม่ให้เน้นสายอาชีพทำให้ต้องเพิ่มการลงทุนสูง และยังมีการเปิดสาขาและภาควิชาที่เอกชนทำได้ดี เพิ่มขึ้นในสถานศึกษาของรัฐ

การบริหารการศึกษายังขาดเอกภาพ โดยเฉพาะโครงสร้างการบริหารในระดับต่ำกว่าอุดมศึกษาและระดับอุดมศึกษาที่ยังแยกกันอยู่ ทำให้การจัดการศึกษาอาชีวศึกษาและการผลิตครูเป็นไปอย่างซ้ำซ้อน สิ้นเปลืองและสูญเปล่าด้านการลงทุน

โครงสร้างการบริหารงานด้นวิชาการทั้งส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคและท้องถิ่นยังไม่มี
ประสิทธิภาพเท่าที่ควร ทั้งในด้านแผนงานและการปฏิบัติงานให้สอดคล้องไปในแนวทางเดียวกัน

เป้าหมาย

                เพื่อที่จะลดปัญหาทางด้านการศึกษาและส่งเสริมให้ประชากรไทยมีคุณภาพอย่างเดียวกัน จึงกำหนดเป้าหมายที่จะดำเนินการไว้ดังนี้คือ

ด้านคุณภาพ

ลดอัตราการตกซ้ำซ้อนในระดับประถมศึกษาลงร้อยละ 2 ต่อปี

มีการปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงเนื้อหาและสาระทางด้านวิชาการอาชีพ และจริยธรรม ของหลักสูตรในระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา อาชีวศึกษา ฝึกหัดครู และการศึกษานอกโรงเรียนให้สอดคล้องกันทุกระดับและสามารถผลิตนักเรียนที่มีคุณภาพตรงตามความต้องการด้านเศรษฐกิจและสังคม ปรับปรุงมาตรฐานของโรงเรียนในชนบทที่ห่างไกลให้มีคุณภาพใกล้เคียงกับโรงเรียนในเมือง

จัดหาอุปกรณ์การเรียนการสอนให้แก่นักเรียนยากจน และขาดแคลนในระดับประถมศึกษา ร้อยละ 25 ของจำนวนนักเรียน

พัฒนาครู อาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษาในสาขาทางด้านครูช่างให้ได้สัดส่วนกับการขายอาชีพด้านอุดมศึกษา จะยกวุฒิอาจารย์ ปริญญาเอก : โท : ตรี เป็น 2.5:5.5:2

 ด้านความเสมอภาค

 เด็กที่มีอายุครบ 6 ปีบริบูรณ์ จะได้รับโอกาสเข้ารับการศึกษาในระดับประถมหนึ่งทุกคน และจะให้มีโรงเรียนประถมศึกษาทุกตำบล

 กระจายโรงเรียนมัธยมต้นออกสู่ชนบทที่ยากจนและทุรกันดาร โดยจะมีโรงเรียนหนึ่งโรงต่อห้าตำบลใหญ่ และจะตั้งโรงเรียนเพิ่มขึ้นประมาณ 130 โรงเรียนในระหว่างแผนฯ

อนึ่ง หากสถานะทางการเงินและทรัพยากรอำนวยให้ในระหว่างแผนฯ จะพิจารณาขยายเป้าหมายการจัดตั้งโรงเรียนมัธยมต้นเพิ่มขึ้นอีก 120 โรงเรียน

พิจารณาจัดตั้งวิทยาลัยนาฏศิลป์ในส่วนภูมิภาคจำนวน 4 แห่ง จัดตั้งโรงเรียนสารพัดช่างในส่วนภูมิภาคจำนวน 15 แห่ง พิจารณาจัดตั้งวิทยาลัยประมงในส่วนภูมิภาคจำนวน 1 แห่ง

จัดระบบและวิธีการสอบคัดเลือกในลักษณะการศึกษา มัธยม อาชีวศึกษา และอุดม-ศึกษา เพื่อปรับปรุงโอกาสทางการศึกษาให้บังเกิดความเสมอภาคยิ่งขึ้น

 แนวนโยบายและมาตรการ

             แนวนโยบายรวม

                จากสภาพและปัญหาที่กล่าวมาข้างต้น แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 5 (2525 - 2529) จะเน้นนโยบายและแนวทางพัฒนาการศึกษาโดยส่วนรวม ดังนี้

 นโยบายด้านปริมาณ จะจัดและส่งเสริมการศึกษาในทุกลักษณะงานทั้งในระบบและนอกระบบโรงเรียนให้มีประมาณและสัดส่วนสอดคล้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ โดยจะเน้นให้ความสำคัญด้านประถมศึกษาให้สามารถคลุมกลุ่มประชากรในวัยเรียน โดยจะให้เด็กที่มีอายุครบ 6 ปีบริบูรณ์ได้มีโอกาสเข้าเรียนทุกคน จะขยายการศึกษามัธยมต้นในชนบทที่ห่างไกล และทุรกันดาร โดยคลุมพื้นที่ตำบลขนาดใหญ่ จะส่งเสริมและขยายการพัฒนาการศึกษานอกโรงเรียนให้กว้างขวางยิ่งขึ้น โดยเฉพาะประชากรในพื้นที่ที่มีความล้าหลังในด้านเศรษฐกิจและสังคม 37 จังหวัด ตามประกาศของสำนักนายกรัฐมนตรี

นโยบายด้านคุณภาพ จะปรับปรุงคุณภาพการศึกษาทุกลักษณะงาน โดยเฉพาะการปรับปรุงคุณภาพและมาตรฐานของโรงเรียนประถมศึกษาและโรงเรียนมัธยมศึกษาในเมืองและชนบทให้ใกล้เคียงกัน และเน้นการจัดระบบการติดตามประเมินผลและการนิเทศการศึกษาให้เป็นไปอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้การเรียนและการสอนได้บรรลุผลทั้งทางวิชาการ จริยธรรมและวิชาชีพ ครบตามหลักสูตรและความต้องการของท้องถิ่น และให้การอบรมครูทั้งทางด้านจรรยาบรรณและวิชาการแก่ครูประจำการ เร่งการผลิตและการกระจายแบบเรียน อุปกรณ์การเรียนการสอนให้ได้ครบทุกโรงเรียนทันเวลาและลดอัตราการตกซ้ำซ้อน

นโยบายด้านความเสมอภาค จะมุ่งกระจายสถานศึกษาทั้งด้านวิชาการและวิชาชีพให้ลงในพื้นที่และกลุ่มประชากรที่เหมาะสมพร้อมทั้งสนับสนุนและส่งเสริมให้ชาวชนบทและกลุ่มชนที่ด้วยโอกาส ได้รับบริการทางการศึกษาในอัตราส่วนที่มากขึ้นเป็นพิเศษ นอกจากนี้จะให้มีการปรับปรุงระบบและวิธีการสอบคัดเลือกเข้าศึกษาต่อระดับต่างๆ ให้สอดคล้องกับหลักสูตรที่ปรับปรุงขึ้นใหม่ในแต่ละระดับ

นโยบายส่งเสริมและเร่งรัดการผลิตกำลังคนให้มีความสอดคล้องและสัมพันธ์กับตลาดแรงงาน จะเร่งปรับปรุงด้านวิชาการและวิชาชีพของสถานศึกษาทุกลักษณะศึกษาทุกลักษณะงานในด้านหลักสูตรนวัตกรรม และเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อดำเนินการผลิตบุคลากรระดับพื้นฐาน ระดับกลาง และระดับสูง ให้สอดคล้องและเหมาะสมกับความต้องการของตลาดแรงงาน ทั้งนี้รัฐจะดำเนินการผลิตในสาขาที่ลงทุนสูงและขาดแคลน ส่วนสาขาใดที่เอกชนดำเนินการได้ดีจะส่งเสริมให้ดำเนินการและจะชะลออัตราการผลิตเพิ่มในด้านดังกล่าวลงตามความเหมาะสม นอกจากนี้จะต้องมีการติดตามและประเมินผลความต้องการของตลาดแรงงาน โดยให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องประสานงานกันอย่างเป็นระบบ

นโยบายจัดสรรและการใช้ทรัพยากรเพื่อพัฒนาการศึกษาและการบริหารการศึกษา

                  ในด้านทรัพยากรจะพัฒนาการบริหารทรัพยากรที่มีอยู่จำกัดของรัฐให้เกิดประโยชน์สูงสุด และเน้นความสำคัญด้านการพัฒนาและการปรับปรุงคุณภาพของสถานศึกษาที่มีอยู่ให้มีมาตรฐานใกล้เคียงกันทั้งในเมืองและชนบท

              ส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการปรับปรุงอัตราการจัดเก็บเงินบำรุงการศึกษา ในระดับมัธยมปลาย อาชีวศึกษา และอุดมศึกษา ให้มีอัตราที่เหมาะสมกับสภาพของเศรษฐกิจและสังคม โดยจะดำเนินการปรับปรุงทั้งสถานศึกษาของรัฐและเอกชนควบคู่กันไป

               ให้มีการระดมการใช้ทรัพยากรภายในท้องถิ่นร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพและระดมความร่วมมือจากชุมชนให้มีส่วนร่วมในการพัฒนาการศึกษาเพื่อชุมชนให้มากขึ้น

                 ให้มีการปรับปรุงสัดส่วนการใช้งบประมาณของแต่ละลักษณะการศึกษาให้เน้นหนักทางด้านการพัฒนาเพื่อให้เกิดคุณภาพมากยิ่งขึ้น โดยลดอัตราส่วนเงินงบประมาณทางด้านบุคลากรและสิ่งแวดล้อมลง

                      ส่งเสริมและสนับสนุนให้เอกชนมีส่วนร่วมรับภาระการลงทุนการศึกษาในทุกระดับ ยกเว้นการฝึกหัดครู ทั้งนี้รัฐจะให้การสนับสนุนการร่วมภาระดังกล่าวของเอกชนด้วยการช่วยเหลือทางวิชาการอย่างกว้างขวางยิ่งขึ้น