ศรษฐศาสตร์กับการออม

 

     เศรษฐศาสตร์ ตรงกับคำในภาษาอังกฤษว่า ECONOMICS มี

รากศัพท์มาจากภาษากรีก 2 คำรวมกัน คือ Oikosซึ่งตรงกับภาษาอังกฤษว่า Houseและ Nemeinซึ่งตรงกับภาษาอังกฤษว่า To mange ดังนั้นความหมายของวิชา เศรษฐศาสตร์ คือ ศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการครอบครัว

 

   เศรษฐศาสตร์   หมายถึง   วิชาที่ศึกษาเกี่ยวกับการจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด    เพื่อตอบสนองความต้องการต่าง ๆ ของมนุษย์ที่มีอยู่อย่างไม่จำกัด

 

                 เนื่องจากว่าความหมายเศรษฐศาสตร์เป็นการให้คำนิยามที่

เน้นความจำกัดของทรัพยากรที่มีอยู่จริง ส่งผลให้การผลิตสินค้าและบริการมีความจำกัดตามไปด้วย ไม่เพียงพอตอบสนองความต้องการของมนุษย์   ดังปรากฏประชากรบางส่วนของโลกต้องเผชิญกับความอดอยาก ความขาดแคลน  นั่นคือปรากฏการณ์ความจริงในโลกมนุษย์   ในทางเศรษฐศาสตร์เรียกความจริงถึงความไม่สมดุลระหว่าง ทรัพยากรที่มีจำกัด กับความต้องการของมนุษย์ที่ไม่สิ้นสุดว่า กฎว่าด้วยความขาดแคลน (The Law of Scarclty) หากไม่มีวิธีการจัดสรร และรู้จักใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อสังคมแล้ว ปัญหาความจำกัด ความขาดแคลน การแย่งชิงทรัพยากร และความขัดแย้งในสังคม ก็ยิ่งปรากฏชัดอย่างทุกวันนี้และในอนาคตในด้านหนึ่ง เศรษฐศาสตร์จึงมีความสำคัญ   ในฐานะสอนให้มนุษย์ตระหนักและรู้จักใช้ทรัพยากรอย่างประหยัดเพื่อส่วนรวม แต่เพราะความโลภของมนุษย์ที่ไร้ขีดจำกัดและเห็นแก่ตัว จึงทำให้การใช้ทรัพยากรตามความหมายเศรษฐศาสตร์ กับการใช้ทรัพยากรในโลกแห่งความเป็นจริงกลับเดินสวนทางกัน

หากสรุปสั้นๆ ถึงความหมายเศรษฐศาสตร์ อาจกล่าวได้ว่า เศรษฐศาสตร์เป็นศาสตร์ที่ว่าด้วยการประหยัดหรือการออม นั่นเอง

        ในส่วนของการออมเงิน นอกจากจะมีประโยชน์ต่อผู้ออมทุกคน ช่วยลดความเสี่ยงในการดำรงชีวิตยามฉุกเฉิน ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ และเพื่อสร้างความมั่นคงในอนาคตแล้ว การออมยังมีประโยชน์ต่อประเทศชาติ ทั้งในด้านการขยายตัวและการสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ  กล่าวคือ ในด้านการขยายตัวทางเศรษฐกิจ การออมเป็นรากฐานและเป็นปัจจัยสำคัญกำหนดการลงทุน โดยการออมจะทำงานร่วมกับแรงงานและเครื่องจักรที่มีคุณภาพ รวมทั้งการบริหารจัดการที่ดี ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสามารถในการผลิตและการจ้างงาน หรือทำให้เศรษฐกิจของประเทศเจริญเติบโตได้

ส่วนในด้านเสถียรภาพ การออมช่วยลดผลกระทบจากความผันผวนทางเศรษฐกิจ เนื่องจากการออมในระดับสูง จะทำให้การลงทุนในประเทศ ไม่จำเป็นต้องอาศัยเงินทุนจากต่างประเทศมากนัก แม้เศรษฐกิจจะเข้าสู่ภาวะถดถอย เงินทุนจากต่างประเทศที่เคยพึ่งพิง (ไม่มากนัก) อาจไหลออกไปบ้างก็ตาม ประเทศก็ยังสามารถพึ่งการออมในประเทศได้ ภาคเศรษฐกิจต่างประเทศก็ยังอยู่ในเสถียรภาพ ทำให้พัฒนาเศรษฐกิจได้ต่อเนื่อง

หากมีการพึ่งพิงเงินทุน (การออม) จากต่างประเทศในระดับสูงและต่อเนื่อง รวมทั้งนำเงินออมไปลงทุนในโครงการ ที่ไม่มีประสิทธิภาพแล้ว ย่อมนำมาสู่การเกิดวิกฤติเศรษฐกิจได้ง่ายดังกรณีวิกฤติปี 2540 กล่าวคือ

ในช่วงทศวรรษปี 2530 (ปี 2530-2539) เศรษฐกิจไทยมีการเติบโตรวดเร็ว โดยขยายตัวสูงเฉลี่ย 9.5% ต่อปี เนื่องจากการขยายตัวสูงของการลงทุนทั้งจากภาครัฐและเอกชน โดยมีสัดส่วนการลงทุนเทียบกับจีดีพีเพิ่มขึ้น จาก 27.9% ในปี 2530 เป็น 41% ในปี 2539 ตามการขยายตัวของการส่งออกและการบริโภคในประเทศ

ขณะที่การออมในประเทศ แม้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยมีสัดส่วนเทียบกับจีดีพีเพิ่มขึ้นจาก 27.3% ในปี 2530 เป็น 33.1% ในปี 2539 แต่การเพิ่มขึ้นของการออมดังกล่าว มีมูลค่าและการขยายตัวน้อยกว่าด้านการลงทุน จึงทำให้การออมไม่เพียงพอ กับการลงทุนในประเทศ เกิดการขาดดุลเงินออม ซึ่งสะท้อนถึงการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ในมูลค่าที่เท่ากันกับ การขาดดุลเงินออม (ตามหลักเศรษฐศาสตร์)

การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเมื่อเทียบกับจีดีพี จึงปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก 0.6% ในปี 2530 เป็น 7.9% ในปี 2539 หรือขาดดุลเฉลี่ย 5.4% ต่อปีในช่วงทศวรรษดังกล่าว ทำให้ไทยต้องพึ่งพิงเงินทุนจากต่างประเทศในระดับสูงและต่อเนื่อง เมื่อเศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอย เงินทุนต่างประเทศที่เคยพึ่งพิงสูง ก็ไหลกลับออกไปเป็นจำนวนมาก ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของต่างชาติ และเสถียรภาพค่าเงินบาทดังวิกฤติที่ผ่านมา

การแก้ไขขาดดุลบัญชีเดินสะพัดในขณะนี้ นอกจากการใช้แนวทางกระตุ้นเพิ่มการส่งออก และประหยัดลดการนำเข้าแล้ว การปรับเปลี่ยนทัศนคติและสร้างค่านิยมใหม่ ให้ความสำคัญกับการออมจริงจังและต่อเนื่อง เพื่อสร้างพื้นฐานเพิ่มการออม (ลดรายจ่าย) ให้เกิดขึ้นในทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาคครัวเรือน ภาคธุรกิจ และภาครัฐ

ขณะเดียวกัน ก็นำเงินออมเหล่านั้น ซึ่งมีมากเพียงพอไปลงทุนในโครงการต่างๆ ที่จำเป็นและสร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่า (เพิ่มรายได้) เพื่อสร้างเศรษฐกิจชาติบนพื้นฐานของการใช้จ่ายไม่เกินตัว จะเป็นแนวทางสำคัญยิ่ง ในการลดการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดให้อยู่ในระดับที่มีเสถียรภาพได้

ภายหลังวิกฤติปี 2540 เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2541 คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้วันที่ 31 ตุลาคมของทุกปี เป็น "วันออมแห่งชาติ" เพื่อส่งเสริมให้คนไทยมีนิสัยรักการออม แต่ 7 ปีที่ผ่านมา นับจากมีวันออมแห่งชาติ แนวโน้มการออมรวมเมื่อเทียบกับจีดีพีได้ลดลงอย่างต่อเนื่อง จาก 33.3% ในปี 2541 เป็น 30.5% ในปี 2546 โดยเฉพาะภาคครัวเรือน (ซึ่งอดีตเคยเป็นภาคเศรษฐกิจที่มีสัดส่วนการออมสูงสุด) กลับมีการออมลดลงจนน่าเป็นห่วง จาก 10.2% เหลือเพียง 3.9% ของจีดีพีในช่วงเวลาเดียวกัน

การออมเป็นพฤติกรรมที่ต้องปลูกฝัง ฝึกฝน อดทน และปฏิบัติต่อเนื่อง ไม่ใช่ทำได้ง่ายอย่างการบริโภคกอปรกับ ปัจจุบันมีสภาพแวดล้อมบริโภคนิยมที่กระตุ้นการใช้จ่ายให้เพิ่มมากขึ้นทุกขณะ ทำให้การประมาณตน การระมัดระวังการใช้จ่าย และการออมเกิดขึ้นได้ยาก

เมื่อทุกคนได้รู้อย่างนี้แล้วพอจะเริ่มเก็บออมกันได้หรือยังค่ะ

 

                                                  

 

                                                  ที่มา: www.panyathai.or.th

                                                                    www.nidambe11.net

                                              www.knowledge.eduzones.com