จริยศาสตร์ศาสนา  จึงหมายถึง หลักความประพฤติที่ดี งามของศาสนานั้น  ๆ ซึ่งจะมีหลักศีลธรรมซึ่งมาจากคำสอนจากศาสดาในศาสนาต่าง ๆ ที่แน่นอนตายตัว  ซึ่งกฏเกณฑ์ชัดเจนตายตัว    ผิดถูก บุญ-บาป แยกส่วนกันอย่างชัดเจน  ในขณะที่จริยศาสตร์ เน้นเรื่องการโต้แย้งและแสวงหาเหตุผล  อันว่าด้วยความประพฤติของมนุษย์  โดยมีปลายทางอยู่กับคำว่า ควร-เหมาะสม  โดยไม่มีการตัดสินชัดเจนลงไปว่าถูกหรือผิด

 

พุทธจริยศาสตร์คืออะไร  ?

            ย้อนกลับมาที่ พุทธจริยศาสตร์ จัดเป็น จริยศาสตร์ศาสนา ด้วยเหตุผลที่ว่า พุทธจริยศาสตร์ มีรากฐานจากคำสอนในทางพระพุทธศาสนา แต่ในทางกลับกันพุทธจริยศาสตร์กลับมีลักษณะเฉพาะแตกต่างออกไป เมื่อเทียบกับจริยศาสตร์ศาสนาอื่น ๆ กล่าวคือ

            (๑) ลักษณะของพุทธจริยศาสตร์  ไม่ได้มีลักษณะบังคับ  เหมือนกฎหมาย และมีบทลงโทษ เหมือนบางศาสนา  เช่น เมื่อชาวพุทธทำผิดศีล จะไม่มีข้อบังคับอันใดที่จะต้องให้ชาวพุทธต้องได้รับโทษ   แต่เสนอให้พิจารณาเพียงว่าทำผิดศีล จะมีผลจากการกระทำนั้น ที่เรียกว่า กรรม อันเป็นจากการกระทำของผู้นั้นเอง  เช่น ทำกรรมข้อปาณาติบาท มีผลทำให้อายุสั้น มีโรคมาก เป็นต้น

            (๒) ลักษณะของพุทธจริยศาสตร์  มีความเป็นสมบูรณ์นิยม (Absolutly)  กล่าวคือเป็นหลักความประพฤติที่มีลักษณะที่แน่นอนตายตัวไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปมาเช่นเดียวกับจริยศาสตร์ศาสนาอื่น ๆ   เป็นหลักสากลที่ครอบคลุมมนุษย์ทุกคน  เช่น หลักเบญจศีล- ฆ่าสัตว์ ไม่ว่าจะใครอะไร สัตว์เล็ก น้อยใหญ่ ที่ใด เวลาใด ลักทรัพย์ ไม่ว่าจะลักของใคร ที่ไหน เมื่อไหร่ เวลาใดก็จัดว่าเป็นอทินนาทาน ไม่มีข้อยกเว้น ถือว่าผิดศีล และมีผลเป็นบาปอย่างแน่นอน

            นอกจากนี้จริยศาสตร์ ยังสามารถจำแนกได้เป็น ๒ ลักษณะ คือ

            ๑). พุทธจริยศาสตร์ในแบบเดิม (Traddition)   ซึ่งหมายถึงคำสอนที่มาจากคำสอนในทางพระพุทธศาสนา  เช่น  หลักอริยสัจย์    ซึ่งเป็นหลักความจริงสูงสุดในทางพระพุทธศาสนา ที่พระพุทธองค์ทรงค้นพบและให้ผู้ถือปฏิบัติได้ปฏิบัติตามเพื่อการพ้นทุกข์ 

หลักของความเป็นจริงตามธรรมชาติที่เรียกว่า ไตรลักษณ์  ที่สรรพสิ่งล้วนเปลี่ยนแปลงไม่ตั้งอยู่  มีภาวะของ อนัตตา  

หลักกรรมและหลักศรัทธา โดยที่พระพุทธศาสนาสอนให้เชื่อกรรม ผลของกรรม รวมไปถึงสรรพชีวิตล้วนมีกรรม-กากระทำเป็นผู้กำหนด ไม่ใช่สิ่งอื่นใดมากำหนดบันดาล 

หรือหลักปฎิจจสมุปบาท  -อิทปัปัจจยตา ที่สัมพันธ์ความเป็นเหตุผล ไม่มีสรรพสิ่งใดที่เกิดขึ้นโดยไม่เป็นเหตุเป็นผลของกันไม่มี สิ่งนี้มี-อีกสิ่งหนึ่งจึงมี  สิ่งนี้เกิด-อีกสิ่งหนึ่งจึงเกิด

            ในหลักการทางพระพุทธศาสนามีเป็นจำนวนมาก ที่สอดคล้องกับการดำรงชีวิต และสถานภาพของผู้ปฏิบัติ เช่น ธรรมของชาวบ้านที่เรียกว่า คฤหัสถ์  ซึ่งเป็นหลักธรรมเพื่อการปฏิบัติให้สอดคล้องกับการดำเนินชีวิตในแบบ ชาวบ้านก็เรียกว่า ฆราวาสธรรม  ธรรมของพระราชาหรือนักปกครอง  ทศพิธราชธรรม เป็นต้น ซึ่งหลักธรรมเหล่านี้เอื้อและสอดคล้องกับการปฏิบัติตามแนวทางของ สถานะภาพ นั้นของผู้ปฏิบัติ    

            ดังนั้นหลักแนวคำสอนของพระพุทธศาสนาในความหมายนี้ เมื่อสรุปรวมอาจนนิยามตามโอวาทปาฏิโมกข์ที่ถือว่าเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนาที่ว่า สพฺพ  ปาปสฺส  อกรณํ-ไม่ทำความชั่วทั้งปวง, กุสลสฺสูปสมฺปทา-ทำแต่ความดี,สจิตฺตปริโยทปนํ-ทำใจของตนให้สะอาดบริสุทธิ์[1] 

โดยความหมายคือชาวพุทธผู้ปฏิบัติได้ละเว้นบาปที่จะเป็นทางนำสู่เหตุผลแห่งความชั่ว ทำให้การกระทำที่จะก่อให้เกิดผลดีเพื่อการปฏิบัติดีไม่เกิด  พร้อมทั้งส่งเสริมให้ทำ ความดี เพื่อความดีงามของการอยู่ร่วมกันในสังคม และเพื่อเป็นฐานของการยกจิตขึ้นสู่ระดับที่สูง ที่เรียกว่า ทำจิตให้ผ่องใส ที่มีปลายทางเพื่อการพ้นทุกข์ หรือไปสู่มรรคผลนิพาน (โลกุตระ) เป็นลำดับต่อไป

            ๒). พุทธจริยศาสตร์ร่วมสมัย (Contemporary)  เป็นชุดอธิบายความหมายของพุทธจริยศาสตร์ โดยหลักคำสอนในทางพุทธศาสนา ในประเด็นความขัดแย้งต่าง ๆ  หรือเกณฑ์เพื่อการพิจารณาและตัดสินใจในกรณีที่ต้องมีทางเลือก ๒ ทาง  เพื่อเป็นการยุติข้อขัดแย้งหรือปัญหาที่เกิดขึ้น

            เพราะด้วยเหตุผลของความก้าวหน้าในด้านต่าง ๆ ความซับซ้อนทางสังคมมีอยู่สูงในปัจจุบัน การตีความและชุดอธิบายคำสอนในทางศาสนาในรูปแบบเดิม (Traditional) ไม่เพียงพอต่อการที่จะตอบคำถามประเด็นปัญหาในเชิงสังคมได้อย่างเพียงพอ ระหว่างการปฏิบัติตนเพื่อความดีงามตามศีลธรรม กับความจำเป็นต่อการดำรงอยู่ของ ชีวิต ในฐานะมนุษย์



[1] ที.ม.๑๐/๕๔๑๕๗  และ ขุ.ธ. ๒๕/๒๔/๓๙